Thursday, 4 June 2026
GenerativeAI

Microsoft ลุยสร้าง Generative AI ที่ไม่ต้องเชื่อมโลกอินเทอร์เน็ต ช่วยองค์กรลับสหรัฐฯ วิเคราะห์ข้อมูลลับสุดยอดได้อย่างปลอดภัย

(8 พ.ค. 67) Business Tomorrow เผย Microsoft กำลังสร้างโมเดล Generative AI ที่แยกออกจากโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งเตรียมเข้าไปใช้ในหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ เพื่อนำเทคโนโลยีอันทรงพลังเข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นความลับสุดยอดได้อย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ หน่วยงานสายลับทั่วโลกต้องการ AI เชิงสร้างสรรค์ เพื่อช่วยให้พวกเขาเข้าใจและวิเคราะห์ปริมาณข้อมูลลับที่เพิ่มขึ้นทุกวัน แต่ยังคงต้องการข้อมูลโมเดลภาษาขนาดใหญ่ ทำให้เมื่อมีการเชื่อมต่อทางอินเทอร์เน็ตอาจเสี่ยงการถูกแฮ็กหรือข้อมูลที่รั่วไหลออกไปได้

ทั้งนี้ Microsoft ได้ปรับใช้โมเดลที่ใช้ GPT4 และองค์ประกอบสำคัญที่รองรับบนคลาวด์ด้วยการแยกข้อมูลที่สำคัญและการวิเคราะห์ออกจากอินเทอร์เน็ตสำหรับองค์กรลับของสหรัฐฯ โดยเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม Microsoft ใช้เวลา 18 เดือนที่ผ่านมาในการพัฒนาระบบ รวมถึงการยกเครื่อง Super Computer AI ที่มีอยู่ในไอโอวาให้กับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ

จีนผงาดสู่ผู้นำเทคโนโลยีโลก เปิดผลงาน 5 ปี แผงวงจร-ซอฟต์แวร์แกร่ง พร้อมทัพ Generative AI กว่า 700 โมเดล

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สาธารณรัฐประชาชนจีนได้แสดงให้โลกเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่ดุเดือดในเวทีโลก ล่าสุดมีรายงานความคืบหน้าสำคัญที่ยืนยันว่า จีนได้บรรลุเป้าหมายในการพัฒนาเทคโนโลยีหลัก (Core Technologies) อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะใน 3 เสาหลัก ได้แก่ แผงวงจรรวม (Integrated Circuits), ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และซอฟต์แวร์พื้นฐาน

ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความสามารถในการพึ่งพาตนเอง (Self-reliance) แต่ยังแสดงถึงศักยภาพในการเป็นผู้กำหนดทิศทางเทคโนโลยีของโลกในอนาคต

 1. ปรากฏการณ์ AI: กองทัพ Generative AI กว่า 700 รายการ

ไฮไลท์ที่สำคัญที่สุดในรายงานฉบับนี้ คือการเติบโตแบบก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะ "Generative AI" (AI แบบรู้สร้าง)

 ตัวเลขสถิติ: มีการเปิดเผยว่า จีนมีการยื่นจดทะเบียนผลิตภัณฑ์โมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ (Large Language Models - LLMs) และ Generative AI ไปแล้วกว่า 700 รายการ

 นัยสำคัญ: ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า จีนไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามในกระแส AI ที่เริ่มโดยชาติตะวันตก แต่มีระบบนิเวศการพัฒนาของตนเองที่แข็งแกร่ง ทั้งจากบริษัทยักษ์ใหญ่ (เช่น Baidu, Tencent, Alibaba) และสตาร์ทอัพหน้าใหม่ (เช่น DeepSeek)

 การประยุกต์ใช้: โมเดลเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแชทโต้ตอบ แต่ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม การแพทย์ การศึกษา และการผลิตขั้นสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนอย่างเป็นรูปธรรม

 2. แผงวงจรรวม (Integrated Circuits): ทลายกำแพงเทคโนโลยี

แม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จะเป็นสมรภูมิที่มีการกีดกันทางการค้าอย่างเข้มข้น แต่จีนรายงานความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีนี้

 นวัตกรรมการผลิต: จีนสามารถพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตชิป (Chip Manufacturing) และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องได้ก้าวหน้าขึ้น ลดช่องว่างทางเทคโนโลยีกับผู้นำตลาดโลก

 การออกแบบที่ซับซ้อน: ความสามารถในการออกแบบชิปสำหรับใช้งานเฉพาะทาง เช่น ชิปสำหรับ AI, ชิปสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิปสื่อสาร 5G มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 ห่วงโซ่อุปทาน: มีการสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Supply Chain ภายในประเทศ ลดความเสี่ยงจากการถูกตัดขาดเทคโนโลยีจากภายนอก

 3. ซอฟต์แวร์พื้นฐาน (Basic Software): รากฐานใหม่ของโลกดิจิทัล

อีกหนึ่งความสำเร็จที่มักถูกมองข้ามแต่มีความสำคัญสูงสุด คือ "ซอฟต์แวร์พื้นฐาน" ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของโลกไอที

 ระบบปฏิบัติการ (OS): จีนประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์และมือถือของตนเอง (เช่น HarmonyOS ของ Huawei และระบบปฏิบัติการ OpenKylin สำหรับพีซี) เพื่อลดการพึ่งพาระบบจากต่างชาติ

 ซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม: มีการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับการออกแบบวิศวกรรม (CAD/CAE) และระบบจัดการฐานข้อมูล (Database) ที่มีความเสถียรและรองรับการใช้งานในระดับองค์กรขนาดใหญ่ได้

 Open Source: จีนกลายเป็นผู้สนับสนุนหลักในชุมชน Open Source ระดับโลก ซึ่งช่วยเร่งความเร็วในการพัฒนานวัตกรรมซอฟต์แวร์ในประเทศ

ความก้าวหน้าทั้ง 3 ด้านในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากยุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม จีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็น "โรงงานของโลก" สู่การเป็น "ศูนย์กลางเทคโนโลยีของโลก"

การมี Generative AI กว่า 700 โมเดล ควบคู่ไปกับฮาร์ดแวร์ (ชิป) และรากฐานซอฟต์แวร์ที่แข็งแกร่ง จะเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้าอย่างแน่นอน
 

เชื่อมโยงยุทธศาสตร์ AI สู่ประสบการณ์ระดับโลก นำคณะ UTCC ศึกษาดูงานนวัตกรรมดิจิทัล ณ สิงคโปร์

สิงคโปร์ –ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้บริหารจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก และที่ปรึกษากลยุทธ์ AI (AI Advocate)ได้จัดโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เชิงนวัตกรรมให้กับคณะจากหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากทฤษฎีในห้องเรียนสู่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในระดับสากล

การวางรากฐาน: ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านด้วย AI (AI Transformation) โครงการเริ่มต้นด้วยการบรรยายพิเศษโดย ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ในหัวข้อเกี่ยวกับ AI  ณ ม.หอการค้า ประเทศไทย เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้เข้าร่วมก่อนการดูงานจริง โดยสรุปประเด็นสำคัญจากการบรรยายประกอบด้วย:

  • วิวัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์: การทำความเข้าใจจาก Predictive AI สู่ยุคของ Generative AI และพลังของ Large Language Models (LLMs) ในการขับเคลื่อนธุรกิจ.
  • ระบบนิเวศข้อมูลอัจฉริยะ: การวางโครงสร้าง Smart Analytics และการใช้คลังข้อมูลกลาง (BigQuery) เพื่อสร้างประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคล (Hyper-Personalization).
  • นวัตกรรมเพื่อสังคม: ตัวอย่างการใช้ AI ในระดับมหภาค ทั้งในด้านสาธารณสุข (ARDA) และการสร้างเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่เน้นความยั่งยืน.

ประสบการณ์จริง: สัมผัสนวัตกรรมระดับโลก ณ สิงคโปร์ หลังจากการวางรากฐานทางทฤษฎี ดร. มนธ์สินี ได้นำคณะเข้าศึกษาดูงาน ณ สำนักงานใหญ่ของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำในประเทศสิงคโปร์ เพื่อรับฟังการอัปเดตเทคโนโลยีล่าสุดจากทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญระดับโลก โดยเน้นการเรียนรู้วัฒนธรรมวิศวกรรมที่ผลักดันให้เกิดนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกได้จริง

"เป้าหมายของคือการพาผู้เข้าร่วมย้ายจากหน้าจอในห้องเรียน มาสัมผัสนวัตกรรมระดับโลกด้วยตัวเอง" ดร. มนธ์สินี กล่าวสรุป "การเชื่อมโยงวิสัยทัศน์ทางวิชาการของม.หอการค้า เข้ากับประสบการณ์จริงจากทีมงานชั้นนำในสิงคโปร์ จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่ให้พร้อมรับมือกับโลกยุค AI ได้อย่างแข็งแกร่ง"

ศึกษาดูงานนวัตกรรมดิจิทัล ณ สิงคโปร์ แลกเปลี่ยนแนวคิดองค์กรยุคใหม่ เน้นการใช้ AI ขับเคลื่อนธุรกิจ ตอกย้ำยุทธศาสตร์ AI Transformation

สิงคโปร์ – 15 มีนาคม 2567 – ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้บริหารภาครัฐ (Public Sector Lead) ของ Google Cloud จัดกิจกรรมแบ่งปันองค์ความรู้และประสบการณ์นวัตกรรมให้คณะผู้บริหารระดับสูงจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) ณ สำนักงานใหญ่ Google ประเทศสิงคโปร์ เพื่อเปิดประสบการณ์เรียนรู้จากสถานที่จริง (Live Experience) และสร้างวิสัยทัศน์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระดับโลกในบริบทประเทศไทย

กิจกรรมเริ่มด้วยการบรรยายพิเศษโดย ดร. มนธ์สินี เกี่ยวกับแนวโน้มเทคโนโลยีโลกและบทบาทของ AI Transformation ผ่าน Google Cloud Platform (GCP) โดยยกตัวอย่างการใช้งานจริง ทั้งด้านสาธารณสุข (ARDA) ที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการวินิจฉัย และโครงการอนุรักษ์แนวปะการังที่ใช้ AI จัดการและระบุตำแหน่งดาวมงกุฎหนาม (COTS) เพื่อรักษาสมดุลระบบนิเวศ

ต่อเนื่องด้วยการบรรยายจากทีมผู้เชี่ยวชาญ Google Southeast Asia ครอบคลุม Digital Workforce, AI และ Machine Learning โดยเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Generative AI และการใช้ LLMs เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจ การวางโครงสร้าง Smart Analytics ด้วย BigQuery เพื่อการวิเคราะห์ขั้นสูงและ Hyper-Personalization รวมถึงการยกระดับการทำงานผ่าน Google Workspace และ Duet AI

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารยังได้เยี่ยมชม Google Singapore HQ เพื่อสัมผัสวัฒนธรรมองค์กรสายเทคและ Engineering Culture พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองกับวิศวกรระดับโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ให้พร้อมรับมือโลกยุค AI


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top