Friday, 5 June 2026
Gemini

Google Maps อัปเกรด ใส่มันสมองและพลังจาก Gemini พูดคุยถามเส้นทางได้จริงแบบไม่ต้องแตะจอ บอกทางด้วยจุดสังเกต ไม่ใช่ตัวเลขระยะทาง เริ่มใช้แล้วในสหรัฐฯ ก่อนขยายสู่หลายประเทศ

Google Maps เปิดตัวระบบใหม่ที่ใช้พลังจาก “Gemini” ปัญญาประดิษฐ์รุ่นล่าสุดของกูเกิล เปลี่ยนประสบการณ์นำทางให้ “พูดคุยได้จริง” แบบไม่ต้องแตะโทรศัพท์ ผู้ใช้สามารถพูดถามได้เลย เช่น “มีร้านกาแฟระหว่างทางไหม” หรือ “แถวนี้มีที่จอดรถไหม” ระบบจะตอบกลับทันทีและเข้าใจคำถามต่อเนื่องแบบเป็นธรรมชาติ

สิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนคือรูปแบบการบอกทาง จากเดิมที่พูดว่า “เลี้ยวซ้ายอีก 500 เมตร” กลายเป็น “เลี้ยวขวาหลังร้านอาหารไทย” ฟังง่ายกว่าและใกล้เคียงภาษาที่คนใช้ในชีวิตจริง อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ใหม่แจ้งเตือนแบบอัตโนมัติ เช่น อุบัติเหตุ น้ำท่วม หรือถนนปิด แม้ผู้ใช้จะไม่ได้เปิดโหมดนำทางก็ตาม ขณะเดียวกัน “Lens with Gemini” ยังให้ผู้ใช้ยกโทรศัพท์ขึ้นส่องอาคารหรือร้านอาหาร แล้วถามได้ทันทีว่า “นี่ที่ไหน ทำไมถึงดัง”

ในสหรัฐฯ ฟีเจอร์นี้จะเริ่มเปิดให้ใช้เดือนนี้ (พ.ย.) และจะเชื่อมต่อกับ Android Auto เร็ว ๆ นี้ โดยทางกูเกิลยืนยันว่าการพูดคุยกับ Gemini ใน Maps จะไม่ถูกนำไปใช้ทำโฆษณาเจาะจงผู้ใช้ ซึ่งถือเป็นประเด็นความเป็นส่วนตัวสำคัญที่หลายคนกังวล

นอกจากนี้ กูเกิลยังเริ่มขยายระบบ Gemini Maps ไปยังอินเดีย โดยปรับให้เข้ากับพฤติกรรมการพูดและการขอเส้นทางของคนท้องถิ่น รองรับ 9 ภาษา พร้อมฟีเจอร์เตือนจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ และแสดงจำกัดความเร็วขณะขับรถ โดยร่วมมือกับหน่วยงานทางหลวงของอินเดียเพื่อรับข้อมูลปิดถนนและซ่อมแซมแบบเรียลไทม์

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งคำถามว่า AI ตัวนี้จะแก้ปัญหา “แผนที่ไม่ตรงจริง” ในบางประเทศได้หรือไม่ เช่น แอฟริกา ที่ข้อมูลถนนยังไม่ครบหรือภาพถ่ายล้าสมัย ซึ่งกูเกิลยอมรับว่า Gemini จะทำงานได้ดีขึ้นเมื่อมีข้อมูลพื้นฐานที่แม่นยำ แต่ไม่สามารถสร้างข้อมูลที่ยังไม่มีอยู่จริงได้

สำหรับนักพัฒนา กูเกิลยังเปิดตัวเครื่องมือใหม่ “Builder Agent” และ “MCP Server” ที่ใช้ Gemini ช่วยสร้างโปรเจกต์แผนที่จากคำสั่งข้อความธรรมดา เช่น การสร้างแผนที่จุดท่องเที่ยวหรือเส้นทางปลอดภัยในเมือง พร้อมระบบตกแต่งแผนที่ให้เข้ากับแบรนด์หรือดีไซน์ของผู้ใช้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ Google Maps ก้าวสู่ยุค “แผนที่อัจฉริยะ” ที่เข้าใจคำพูดและคิดตอบได้เหมือนผู้ช่วยส่วนตัว

พลิกโฉมการสร้างสรรค์! Gemini เปิดตัว "Lyria 3" เสกเพลงระดับมืออาชีพจบใน 30 วินาที

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทในทุกอุตสาหกรรม วงการดนตรีคือสมรภูมิถัดไปที่กำลังถูกยกระดับ ล่าสุด Gemini ได้ตอกย้ำความก้าวหน้าครั้งสำคัญด้วยการผสานขุมพลังจากโมเดล "Lyria 3" ซึ่งเปลี่ยนวิธีการสร้างสรรค์เสียงเพลงไปอย่างสิ้นเชิง โดยสามารถเนรมิตแทร็กดนตรีคุณภาพสูงความยาว 30 วินาทีได้ในพริบตา

ความน่าสนใจของ Lyria 3 ไม่ได้อยู่ที่ความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่คือ "มิติของการสร้างสรรค์" ที่เปิดกว้างและไร้ขีดจำกัด มาเจาะลึกกันว่าโมเดลตัวนี้มีทีเด็ดอะไรที่ทำให้คนในวงการเทคโนโลยีและครีเอเตอร์ต้องจับตามอง

1. ก้าวข้ามขีดจำกัดด้วยระบบ Multimodal (รับคำสั่งได้มากกว่าแค่ตัวอักษร)
จุดเด่นที่ทำให้ Lyria 3 แตกต่างจาก AI สร้างเสียงดนตรีทั่วไป คือความสามารถในการประมวลผลแบบพหุวิถี (Multimodal) ซึ่งหมายความว่าคุณไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่การพิมพ์ข้อความ (Text-to-Music) อีกต่อไป
•    Image-to-Music: คุณสามารถอัปโหลดภาพถ่ายทิวทัศน์ยามเย็น หรือภาพงานศิลปะแนว Abstract แล้วให้ AI ตีความอารมณ์ของภาพออกมาเป็นท่วงทำนอง
•    Video-to-Music: สามารถสร้างซาวด์แทร็กที่สอดคล้องกับบรรยากาศในคลิปวิดีโอของคุณได้โดยตรง ถือเป็นเครื่องมือทรงพลังสำหรับนักตัดต่อและคอนเทนต์ครีเอเตอร์

2. คุณภาพระดับสตูดิโอ พร้อมเสียงร้องเสมือนจริง
การสร้างบีตดนตรีอาจเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว แต่ Lyria 3 มาพร้อมกับ การจัดทำดนตรีระดับมืออาชีพ (Professional-grade arrangements) ที่ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องดนตรีชิ้นต่างๆ ไปจนถึงการเขียนเนื้อร้องอัตโนมัติ
•    Realistic Vocal: สิ่งที่ท้าทายที่สุดของ AI สายดนตรีคือ "เสียงร้องของมนุษย์" แต่โมเดลนี้สามารถสร้างเสียงร้องที่มีความเป็นธรรมชาติสูง มีการเอื้อน การหายใจ และใส่อารมณ์ลงไปในน้ำเสียงได้อย่างสมจริง
•    Multiple Languages: รองรับการสร้างเสียงร้องในหลากหลายภาษา เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานทั่วโลกสร้างผลงานที่เข้าถึงคนได้ในระดับสากล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top