Saturday, 17 October 2026
FamilyBusiness

‘ท็อป นพนันท์ สุวรรณจตุพร’ ผู้ปฏิเสธธุรกิจครอบครัวตามล่าฝัน ก่อนหวนกลับมาสานต่อสิ่งที่ ‘พ่อสร้าง’ พร้อมพาธุรกิจทะยานอย่างก้าวกระโดด

เมื่อพูดถึงความสำเร็จในธุรกิจ หลายคนอาจคิดว่าการได้รับธุรกิจมรดกจากครอบครัวคือทางลัดที่ดีที่สุด แต่สำหรับนพนันท์ สุวรรณจตุพร หรือคุณท็อป ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สุวรรณจตุพร จำกัด เขากลับเลือกเดินทางที่ต่างออกไป ด้วยการสร้างธุรกิจของตัวเองจนประสบความสำเร็จ ก่อนจะกลับมารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวที่มูลค่าหลายร้อยล้านบาท

การเริ่มต้นด้วยความรัก ไม่ใช่ตัวเลข

"เราไม่ได้มองตัวเลขเป็นเรื่องแรก แต่เรามองว่าเราต้องทำเพื่อให้ชีวิตเราดีขึ้น" คุณท็อปเล่าถึงปรัชญาในการทำธุรกิจของเขา เมื่ออายุยังน้อย แม้คุณพ่อจะสร้างธุรกิจจากมือเปล่าจนกลายเป็นธุรกิจมูลค่าหลายร้อยล้าน แต่เขากลับเลือกที่จะออกมาทำธุรกิจของตัวเอง

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้มาจากคำสอนของคุณพ่อที่ให้เขา "ไปหาอะไรที่รัก ที่ชอบ ไปหาตัวเองให้เจอ" พร้อมกับปลูกฝังความเชื่อที่ว่า "ทุกอย่างเริ่มต้นจากน้อยไปมาก" และ "อยู่ที่ใจเรา ถ้าใจเราสู้ เราคิดจะทำอะไร มันเริ่มต้นได้ทั้งนั้น"

ด้วยแรงบันดาลใจจากความรักที่มีต่อแม่และครอบครัว คุณท็อปเริ่มต้นสร้างธุรกิจของตัวเองจนมีรายได้หลายสิบล้านบาทต่อปี สร้างชีวิตที่ดีให้กับคนรอบข้าง และพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง

จุดเปลี่ยนชีวิต: เมื่อต้องกลับมารับธุรกิจครอบครัว

ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อคุณพ่อจากไป ตอนอายุ 30 ปี คุณท็อปต้องเผชิญกับการตัดสินใจครั้งสำคัญ: จะทำธุรกิจของตัวเองต่อ หรือกลับมาดูแลธุรกิจที่บ้าน สิ่งที่เขาไม่เคยคิดว่าจะทำ

ก่อนจากไป คุณพ่อได้ฝากความรับผิดชอบไว้กับเขา "ป๊าจะฝากแม่กับน้องกับมึงได้ไหม" คำพูดเหล่านี้กลายเป็นแรงผลักดันให้เขาตัดสินใจรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว ไม่ใช่เพราะเงิน แต่เพราะความรักและความรับผิดชอบต่อครอบครัว

"สิ่งที่ผมเสียใจมากที่สุดในชีวิตคือ วันที่ผมมียอดธุรกิจที่โต 60-80% แต่คุณพ่อผมไม่อยู่ ไม่ได้เห็นความสำเร็จนั้น" 

ความท้าทาย: Generation Gap และการปรับโครงสร้างธุรกิจ

การเข้ามาบริหารธุรกิจครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่าย คุณท็อปต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะเรื่อง Generation Gap ระหว่างพนักงานรุ่นเก่าที่ทำงานกับคุณพ่อมานานกับทีมงานรุ่นใหม่

"มันเหมือนการก่อสร้างโรงแรมบนที่ดินที่มีโรงแรมเก่าอยู่" เขาเปรียบเทียบ "ถ้าต้องการโครงสร้างใหม่ที่สามารถเติบโตได้มากกว่า ก็ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างเก่า ใช้สิ่งที่ดีต่อ เพิ่มสิ่งใหม่เข้าไป"

แน่นอนว่าการสร้างใหม่บนพื้นฐานเก่านั้นช้ากว่าการเริ่มต้นบนพื้นที่ว่าง แต่นั่นคือความท้าทายที่คุณท็อปยอมรับและเผชิญหน้า

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการดำเนินชีวิตและธุรกิจของคุณท็อปคือ "ทัศนคติ" เขาถามตัวเองเสมอว่า "เราทำธุรกิจเพื่ออะไร" และคำตอบคือ "เพื่อครอบครัว เพื่อคนที่เรารัก"

เมื่อคุณพ่อจากไป เขาได้กำหนดลำดับความสำคัญในชีวิตใหม่ โดยให้คุณแม่เป็น first priority พร้อมสัญญาว่าจะทำงานและพาแม่ไปเที่ยวในสถานที่ที่แม่อยากไป ขณะที่แม่ยังแข็งแรง

สำหรับพนักงาน คุณท็อปมองว่าพวกเขาเปรียบเสมือนครอบครัว "เขาคือน้องสาว น้องชาย อาหรือน้องของเรา ถ้าเขาเกิดปัญหาครอบครัว เราพร้อมซัพพอร์ต 200-300% แต่ในมุมกลับมา เขาก็ดูแลเราได้อย่างดี"

กลยุทธ์การบริหาร: จากวิกฤตสู่โอกาส

การเข้ามาบริหารธุรกิจในช่วงที่ธุรกิจกำลังตกต่ำนั้นไม่ง่าย หลายคนมองว่าธุรกิจ "ซันดาวน์" แล้ว แต่คุณท็อปมองต่าง 

"ธุรกิจที่ยังคงอยู่บนโลกนี้ได้คือ basic need คือปัจจัยสี่" เขาสรุป "ธุรกิจของพ่อผมจริงๆ แล้วไม่ได้ซันดาวน์ มันอยู่ที่เราจะเปลี่ยนองค์ประกอบยังไง"

เขาใช้เปรียบเทียบกับโทรศัพท์มือถือ "เราแค่เปลี่ยนกรอบ ทำความสะอาด เปลี่ยนฟิล์มหน้าจอ แม้สเปกยังเท่าเดิม แต่ดูเหมือนเครื่องใหม่ คนก็รู้สึกว่าใช้ต่อได้อีก"

คุณท็อปเริ่มจากการทำสิ่งเล็กๆ ที่ไม่กระทบต่อคน เช่น การเจรจากับซัพพลายเออร์และคู่ค้า สร้างความมั่นใจทีละขั้น จนผลลัพธ์เริ่มปรากฏ และคนรุ่นหลังเริ่มเห็นว่า "ไอ้ตี๋คนนี้ทำได้"

การเรียนรู้ตลอดชีวิต: MBA ทุก 5 ปี

สิ่งที่น่าสนใจคือคุณท็อปให้ความสำคัญกับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เขาเรียน MBA ทุก 5 ปี เพราะเชื่อว่า "การเรียน MBA ตอนอายุ 25 กับ 35 ปี มันคนละเรื่อง"

"Philip Kotler ออกใหม่ Business Model Canvas เปลี่ยนหมด Channel เปลี่ยนหมด" เขาอธิบาย "15 ปีที่แล้วยังไม่มี Shopee ตอนนี้มันเปลี่ยนทั้งตลาด เด็กนักศึกษาที่เรียน Case Study ก็เรียนเรื่องที่เป็นปัจจุบัน"

ไม่จำเป็นต้องเข้ามหาวิทยาลัยเสมอไป เขาแนะนำว่าอาจเรียนออนไลน์ เข้าคอร์สเฉพาะทฤษฎีก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จท่ามกลางวิกฤต: โควิดและการปรับตัว

ช่วงโควิด-19 เป็นช่วงที่ยากลำบากที่สุดสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและอาหาร แต่คุณท็อปไม่ยอมแพ้ "ผมแทบไม่มีรายได้เลย แต่ผมเปลี่ยนทุกอย่างที่เป็น food service มาทำออนไลน์ เน้นของคุณภาพดี ส่งให้หน่วยงานราชการ โดยแทบไม่ได้กำไรแต่ให้มี cash flow มีทุนหมุนเวียน"

ผลลัพธ์คือในขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยวตกต่ำ แต่ธุรกิจของเขากลับเติบโต 60-80% จากการเพิ่ม SKU ใหม่ๆ เกือบ 1,000 รายการ "ยอดในสินค้าเดิมอาจจะตก แต่ยอดรวมไม่ตกเพราะเรามี SKU ใหม่เข้ามาเสริม"

หลักการสำคัญ: โฟกัส หมกมุ่น และเลเซอร์โฟกัส

เมื่อถามถึงเคล็ดลับความสำเร็จ คุณท็อปเน้นย้ำ 3 คำสำคัญ: "โฟกัส หมกมุ่น และเลเซอร์โฟกัส"

เขายกตัวอย่างว่า "ถ้าคุณอยากได้อะไร คุณต้องทำสิ่งนั้นแบบหมกมุ่น" เขาอธิบาย "เหมือนเวลาเล่นเกม Counter Strike หรือ Warcraft อยากเก่ง ก็ต้องอยู่หน้าคอมทั้งวัน"

แต่สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ไม่ใช่เอาเป้าหมายของคนอื่นมาเป็นเป้าหมายเรา "บางคนอยากมีที่ดินเล็กๆ บ้านเล็กๆ อยู่สบาย นั่นก็คือเป้าหมายแล้ว"

มุมมองต่อพนักงานและการทำงาน

สำหรับคนที่ทำงานเป็นพนักงาน คุณท็อปมีคำแนะนำที่ชัดเจน: "คิดว่าธุรกิจนี้เป็นของเรา ถ้าเราเป็นเจ้าของ เราจะดูแลยังไง ถ้าเราคิดแบบนี้ เราจะมีความรับผิดชอบ ความมั่นคงในอาชีพจะดีขึ้น ตำแหน่งจะเติบโต รายได้จะโตด้วย"

เขาเตือนว่า "ถ้าทุกคนอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ก็จะไม่มีพนักงาน ธุรกิจก็ไปต่อไม่ได้" และชี้ให้เห็นว่าผู้บริหารระดับสูงหลายคนที่ไม่ใช่ญาติเจ้าของก็ประสบความสำเร็จได้ เพราะพวกเขาคิดว่าธุรกิจนั้นเป็นของตัวเองตั้งแต่แรก

ความกังวลของเขาคือ "สมัยนี้เด็กวัยรุ่นคิดเรื่องนี้น้อยลง ไม่ได้ใส่ใจเรื่องความรับผิดชอบ สิ่งนี้เป็นอันตรายที่จะเกิดขึ้นในอีก 20-30 ปีข้างหน้า"

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่

สำหรับลูกหลานเจ้าของธุรกิจที่กำลังคิดจะทำธุรกิจของตัวเอง คุณท็อปให้คำแนะนำที่น่าคิด: "อย่าทะเลาะกับเงินตัวเอง"

เขาอธิบายว่า "ธุรกิจที่พ่อแม่สร้างมา ถ้าตีเป็นเงิน ตีไม่ได้ เพราะมันมีฐานลูกค้า ความน่าเชื่อถือ ความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ที่สร้างมานานหลายสิบปี สิ่งเหล่านี้มีค่ามากกว่าเงิน"

"เงินกับเวลา อะไรแพงกว่า" เขาถาม "หลายคนบอกเงิน แต่จริงๆ คือเวลา เพราะเวลาที่มีอยู่นี้แหละที่สร้างเงินได้"

การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้ามีธุรกิจครอบครัวอยู่แล้ว การใช้ทรัพยากรและเวลาที่มีอยู่พัฒนาต่อยอดอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

เป้าหมายในชีวิต: ครอบครัวที่ดีที่สุด

เมื่ออายุ 40 ปี คุณท็อปมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน "ผมอยากได้ครอบครัวที่ดีที่สุด ดีที่สุดสำหรับผม เท่าที่ผมสามารถทำได้ในชีวิต"

พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายในชีวิตเปลี่ยนไปตามอายุ "ตอนอายุ 25 เป้าหมายคือบ้าน รถ รถสปอร์ต แต่ตอนอายุ 40 ของที่ซื้อมาตั้งแต่อายุ 25 ยังอยู่ในตู้ไม่ได้ใช้"

"แบรนด์เนมไม่ใช่เป้าหมายแล้ว" เขากล่าว "เป้าหมายคือครอบครัวที่อบอุ่น ได้ใช้เวลากับคนที่เรารัก"

บทเรียนสำคัญ: กัดไม่ปล่อย

เมื่อถามถึงหัวใจสำคัญของความสำเร็จ คุณท็อปตอบสั้นๆ แต่ทรงพลัง: "กัดไม่ปล่อย ไม่ล้มเลิก แล้วก็เทคทุกอย่างให้เป็นของเราให้ได้มากที่สุด"

เขาเตือนว่าในยุคที่เศรษฐกิจไม่ดี "เราไม่สามารถรอให้คนอื่นช่วยเราได้ เราต้องช่วยตัวเองก่อน เราต้องทำอะไรก็แล้วแต่ที่เราสามารถทำได้ในขีดความสามารถของเรา"

"คนเรามักใจร้อน มักมองว่ามันไม่ใช่ที่ของเรา แต่ถ้าเราสามารถทำสิ่งเล็กๆ แล้วค่อยๆ เติมอิฐไปเรื่อยๆ เมื่อผลลัพธ์ออกมา คนก็จะเห็นว่าเราทำได้"

จากคนหนุ่มที่ปฏิเสธธุรกิจครอบครัวเพื่อสร้างธุรกิจของตัวเอง ก่อนจะกลับมาพิสูจน์ตัวเองด้วยการนำธุรกิจครอบครัวเติบโตท่ามกลางวิกฤต ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เขาพิสูจน์แล้วว่าด้วยหัวใจที่แข็งแกร่ง จิตใจที่ไม่ยอมแพ้ และความรักที่มีต่อคนรอบข้าง ไม่มีอุปสรรคใดที่จะหยุดยั้งเราจากความสำเร็จได้

ค้นหาความหมาย Longevity ในมุมของ “พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์” ทายาทรุ่นที่ 2 ของ “เบนซ์ทองหล่อ” “ชีวิตยืนยาว-ธุรกิจเติบโต” ไม่ได้วัดเพียงจำนวนปี แต่คือการคงอยู่และก้าวไปต่อ อย่าง “มีคุณภาพ”

เมื่อพูดถึงคำว่า Longevity ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงอาจเป็นเรื่องสุขภาพ การชะลอวัย หรือการมีอายุยืนถึง 90 หรือ 100 ปี

แต่หลังจากได้พูดคุยกับ “พลอย” หรือ พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์ ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เบนซ์ทองหล่อ คำว่า Longevity ดูเหมือนจะมีความหมายกว้างกว่านั้น

เพราะสำหรับเธอ การมีชีวิตที่ยืนยาวไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด หากช่วงเวลาที่ยาวนานนั้นต้องแลกมากับสุขภาพที่เสื่อมถอย หรือการไม่สามารถดูแลตัวเองได้ สิ่งที่สำคัญกว่าจึงเป็นคำถามว่า เราจะทำอย่างไรให้ “อยู่ได้นาน” และ “อยู่ได้ดี” ไปพร้อม ๆ กัน

น่าสนใจว่า เมื่อบทสนทนาค่อย ๆ เคลื่อนจากเรื่องชีวิตส่วนตัวไปสู่เรื่องธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินมายาวนานเกือบครึ่งศตวรรษ เรากลับพบว่า แนวคิดเรื่อง Longevity ของทั้งชีวิตและธุรกิจกลับมีจุดร่วมกันอย่างน่าสนใจ เพราะไม่ว่าจะเป็น “ชีวิต” หรือ “ธุรกิจ” การอยู่ได้นานอาจไม่ใช่เรื่องยากที่สุด เพราะสิ่งที่ยากกว่าคือ การรักษาคุณภาพของสิ่งนั้นเอาไว้ตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน

จากคุณแม่ลูกสอง สู่ผู้บริหารธุรกิจครอบครัว

เมื่อให้แนะนำตัวเอง พลอยไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นเพียงผู้สืบทอดธุรกิจหรือผู้บริหารองค์กรเท่านั้น เพราะในชีวิตประจำวัน เธอยังมีอีกบทบาทสำคัญคือการเป็น “คุณแม่” ของลูก 2 คน และเป็น “ลูกสาวคนเดียว” ของครอบครัว

หลายบทบาทเกิดขึ้นพร้อมกันในแต่ละวัน ทั้งการดูแลครอบครัว การบริหารธุรกิจ และการดูแลตัวเอง แม้งานจะกินพื้นที่ในชีวิตไปไม่น้อย แต่เธอก็มุ่งมั่นและพยายามจัดพื้นที่ให้กับการดูแลตัวเองอยู่เสมอ

"แต่ละวัน จันทร์ถึงศุกร์ กิจวัตรปกติคือตื่นเช้าไปส่งลูกที่โรงเรียน หลังจากนั้นก็เป็นเวลาทำงาน ซึ่งแต่ละวันก็จะแตกต่างกัน อาจต้องเข้าออฟฟิศ ประชุม หรือว่ามีไปงานอีเวนต์บ้าง ซึ่งถ้าไม่ได้เลิกดึกจนเกินไป ก็จะเป็นเวลาของตัวเอง ส่วนมากพลอยเลือกที่จะไปออกกำลังกาย เพราะมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นมาก ๆ"

Longevity ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากความอยากอายุยืน

จริง ๆ แล้ว การใส่ใจเรื่องสุขภาพของพลอยไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นตามกระแส Longevity ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เธอเล่าว่าโดยพื้นฐานเธอเป็นคนแอคทีฟ และค่อนข้างระมัดระวังเรื่องการกินและการออกกำลังกายมาตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นเป็นวัยรุ่นก็ยิ่งให้ความสำคัญกับเรื่องรูปร่าง เธอพูดติดตลกว่าตอนวัยรุ่นก็มีแค่ “ความห่วงสวย” เท่านั้นเอง

แต่เมื่ออายุมากขึ้น เหตุผลในการดูแลตัวเองก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป จากการออกกำลังกายเพื่อรูปร่าง กลายเป็นการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเธอเริ่มมีอาการปวดคอร่วมกับไมเกรนอย่างรุนแรงเป็นประจำ

"มีช่วงหนึ่งที่พลอยปวดคอเหมือนคล้าย ๆ ไมเกรนมาก ทุกเดือนจะมีช่วงเวลาที่ปวดทรมาน ถึงขนาดอาเจียนและต้องหยุดพัก 2-3 วันเลย พ่อกับแม่เห็น ท่านก็เป็นห่วง แต่ก็ไม่รู้จะช่วยเรายังไง เมื่อไปหาหมอและเอกซเรย์ ผลออกมาก็ไม่ได้เป็นอะไร พลอยก็เลยรู้สึกว่าต้องหาทางออกให้กับเรื่องนี้"

และนั่นทำให้เธอเริ่มหาวิธีจัดการกับร่างกายอย่างจริงจัง และได้รู้จักกับการเล่น "พิลาทิส" หลังจากได้ฝึกอย่างสม่ำเสมอ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเรื่องความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แต่เธอพบว่าอาการปวดคอและไมเกรนลดลงอย่างชัดเจน จนพิลาทิสกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพในระยะยาว

ประสบการณ์นี้ทำให้มุมมองเรื่องสุขภาพของพลอยชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าการดูแลร่างกายก่อนที่จะเกิดปัญหา ย่อมดีกว่าการรอให้เกิดปัญหาแล้วจึงค่อยแก้ เธอจึงให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่อง Preventive Care รวมถึงการปรึกษาแพทย์ด้าน Anti-aging เพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ฮอร์โมน และกระบวนการเสื่อมถอยของร่างกายที่เกิดขึ้นตามวัย ไม่ใช่เพราะกลัวแก่ แต่เพราะอยากเข้าใจว่าร่างกายกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไร และจะดูแลมันอย่างไรให้สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ดีที่สุด

ไม่จำเป็นต้องอยู่ถึง 100 ปี ขอแค่อยู่แล้วมีคุณภาพ

เมื่อถามถึงเป้าหมายเรื่องการมีชีวิตที่ยืนยาว คำตอบของพลอยกลับเรียบง่ายกว่าที่คิด

"เชื่อว่าทุกคนก็อยากอายุยืนยาวแบบมีคุณภาพ อย่างพลอยไม่ได้อยากอยู่ถึง 100 ปีนะ เอาเป็นวัยที่เหมาะสมดีกว่า ให้ลูก ๆ ดูแลตัวเองได้ ส่วนเราก็อายุยืนอย่างมีคุณภาพ เงื่อนไขคือยังสามารถดูแลตัวเองได้ ไม่ทรมาน ไม่เป็นภาระหรือสร้างความเดือดร้อนให้ลูก ๆ หรือคนที่ต้องดูแลเราก็พอ”

ในมุมของพลอย การลงทุนที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การซื้ออาหารเสริมหรือเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพราคาแพง แต่คือ การลงทุน “เวลา” ให้กับร่างกายของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

“พลอยมองว่าไม่มียาหรือวิตามินอะไรที่จะช่วยให้เราแข็งแรงได้จริง ๆ ถ้าหากพื้นฐานร่างกายเราไม่แข็งแรง การแบ่งเวลามาดูแลตัวเอง ออกกำลังกายจึงสำคัญที่สุด ไม่จำเป็นต้องออกทุกวัน แต่ในสัปดาห์ก็ควร 3-4 วันเป็นอย่างต่ำ อย่างพลอยทำเป็นประจำอยู่แล้ว จึงไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการลงทุนอะไรเลย”

“อีกสิ่งที่พลอยมองว่าสำคัญพอ ๆ กันเลยคือ ‘การนอนหลับ’ ก็ต้องสังเกตตัวเองเป็นประจำว่านอน 8 ชั่วโมงแล้ว ตื่นมาสดชื่นหรือเปล่า ถ้าไม่สดชื่น แสดงว่าต้องมีอะไรผิดปกติ เราก็ต้องรู้จักฟังเสียงของร่างกายตัวเอง”

ดังนั้น Longevity ในความหมายของพลอยจึงไม่ใช่การมีจำนวนปีของชีวิตมากที่สุด และไม่ใช่การรอรักษาเมื่อร่างกายเริ่มมีปัญหา แต่คือการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในระยะยาว สำหรับพลอย การดูแลสุขภาพจึงเป็นเรื่องที่ต้องมองอย่างรอบด้าน ทั้งการกิน การออกกำลังกาย การพักผ่อน การนอนหลับ รวมถึงการดูแลสุขภาพให้เหมาะสมกับตัวเอง

“พลอยให้คะแนนสุขภาพของตัวเอง 8 เต็ม 10 แม้ยังมีอาการปวดคอบ้าง แต่ถือว่าลดลงไปมาก อีกอย่างพลอยไม่มีโรคประจำตัว ยังมีแรงและพลังในการทำงานและใช้ชีวิต ก็ถือเป็นสัญญาณว่าวิธีที่ทำมาตลอดนั้นถูกทางแล้ว”

ชีวิตส่วนตัว และบทบาทเจ้าของธุรกิจแยกกันไม่ขาด

เมื่อบทสนทนาขยับจากเรื่องสุขภาพมายังชีวิตการทำงาน ความหมายของคำว่า Longevity ก็เริ่มปรากฏขึ้นให้เห็นในอีกบริบทหนึ่ง ความผูกพันของพลอยกับธุรกิจครอบครัวไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นในวันที่เข้ามารับตำแหน่งผู้บริหาร เพราะแท้จริงแล้วเธอเติบโตมากับธุรกิจนี้

ในอดีตเด็กหญิงพลอยวิ่งเล่นในออฟฟิศและโชว์รูมของพ่อแม่ ใช้พื้นที่แห่งนี้ไม่ต่างจากสนามเด็กเล่น การได้มาคลุกคลีที่นี่ตั้งแต่ยังเด็กทำให้ซึมซับการทำงานของพ่อแม่ เห็นวิธีพูดคุยกับพนักงาน เห็นการรับมือลูกค้า รวมถึงเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ ของการทำธุรกิจมาโดยตลอด ความรู้หลาย ๆ อย่างส่งต่อผ่านชีวิตประจำวันทีละเล็กทีละน้อย 

“ด้วยความที่เป็นธุรกิจครอบครัว พลอยก็เห็นการทำงานของทั้งพ่อและแม่มาตลอด คิดว่าซึมซับไปโดยธรรมชาตินะ แต่ก่อนหลังเลิกเรียนเราก็มาเล่นที่นี่ วิ่งไปแต่ละแผนก วิ่งลงมาที่โชว์รูมบ้าง คลุกคลีกับภาพของโชว์รูมมาตลอด ทำให้วันนี้เมื่อเรามาทำงาน ก็ไม่ได้เป็นความรู้สึกฝืนใจ หรือรู้สึกว่า “ต้อง” ทำงานเท่านั้น แต่เรารู้สึกว่านี่คือชีวิตของเราจริง ๆ”


หากสุขภาพที่ดีต้องอาศัยพื้นฐานหลายอย่าง ธุรกิจที่ต้องการยืนระยะก็ไม่ต่างกัน**

หนึ่งในบทเรียนสำคัญที่สุดที่พลอยได้รับจากพ่อแม่ไม่ใช่แค่เรื่องยอดขาย เทคนิคการตลาด หรือวิธีบริหารต้นทุน แต่คือเรื่อง “การดูแลคน”

“เรื่องที่ซึมซับมาเรื่อย ๆ ก็เป็นเรื่องของการดูแลคน ดูแลพนักงาน เราเห็นวิธีการใส่ใจพนักงานของพ่อกับแม่ ดูแลพนักงานเหมือนคนในครอบครัว แม้กระทั่งการอบรมสอนพนักงาน ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำงาน รวมไปถึงเรื่องของการใช้ชีวิตด้วย”

ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งคือ “ลูกค้า” ที่เชื่อมั่นและไว้วางใจ “เบนซ์ทองหล่อ” มาอย่างยาวนาน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โลกธุรกิจเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งการเปลี่ยนแปลงของตลาด การเข้ามาของเทคโนโลยี รูปแบบการซื้อรถ รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ไม่เคยหยุดนิ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่พลอยมองว่าเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ธุรกิจยังคงได้รับความไว้วางใจเรื่อยมา คือ “ความจริงใจ”

"ก็เกือบ 50 ปีที่เบนซ์ทองหล่ออยู่มาจนถึงทุกวันนี้ พลอยว่าเป็นเรื่องของความจริงใจที่เรามีให้กับลูกค้า ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ได้รับการยอมรับจากลูกค้าที่อยู่กับเรา 2-3 เจน ถ้าเกิดว่าเราไม่ได้มีความจริงใจให้ลูกค้า หรือเราตุกติกก็คงไม่ได้รับความไว้วางใจให้อยู่มาจนถึงขนาดนี้ อันนี้เป็นเรื่องหลักเลย” 

การอยู่มานานย่อมมาพร้อมกับความท้าทายอีกแบบหนึ่ง เพราะโลกของธุรกิจในวันนี้ไม่เหมือนเมื่อ 30 หรือ 40 ปีก่อน วันนี้ลูกค้าหาข้อมูลด้วยตัวเองมากขึ้น เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนกระบวนการซื้อขาย ช่องทางการสื่อสารเปลี่ยนไป และความคาดหวังต่อแบรนด์สูงขึ้นเรื่อย ๆ 

ความท้าทายจึงไม่ใช่การพยายามทำทุกอย่างให้ “เหมือนเดิม” แต่คือการรู้ว่า อะไรควรเปลี่ยน และอะไรไม่ควรเปลี่ยน

“แน่นอนว่าเรื่องท้าทายคือพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย พอโซเชียลมีเดียเข้ามา เรื่องของการซื้อ การขายก็เปลี่ยนไป แต่การรักษามาตรฐานต่าง ๆ ก็สำคัญเช่นกัน เราไม่ทิ้งคุณค่าหลักของเรา เราพยายามรักษาให้อยู่ในมาตรฐานที่ดีไปเรื่อย ๆ”

พลอยกล่าวเพิ่มเติมว่า “สิ่งที่ดีอยู่แล้ว เราก็ต้องรักษาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมาตรฐานการดูแลลูกค้า ความจริงใจ ความซื่อสัตย์ มาตรฐานในการรับรองลูกค้า หรือว่าแม้กระทั่งการดูแลพนักงานของเรา ทุกอย่างมีมาตรฐานที่เราได้เรียนรู้มาตั้งแต่สมัยพ่อกับแม่ เราพยายามจะรักษาต่อไป”

จากชีวิตที่ยืนยาว สู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างมีคุณภาพ

หลังจากบทสนทนาทั้งหมด คำว่า Longevity จึงดูจะไม่ใช่เรื่องของสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่มันคือแนวคิดเรื่อง 
“ความยั่งยืนและมีคุณภาพ”

หากมองในมุมการใช้ชีวิต อาจหมายถึงการดูแลร่างกายตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ในวันที่อายุมากขึ้น เรายังสามารถมีชีวิตในแบบที่ต้องการได้

แต่เมื่อมองในมุมธุรกิจ อาจหมายถึงการดูแลคน ดูแลลูกค้า และรักษาหลักการบางอย่างเอาไว้ เพื่อให้แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี ผู้คนยังเลือกที่จะเชื่อใจเรา

ทั้งสองอย่างไม่ได้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จากสิ่งเล็ก ๆ จึงค่อย ๆ กลายเป็นรากฐานของคำว่า “ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ”

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของคนคนหนึ่ง หรือธุรกิจหนึ่งแห่ง การอยู่ได้นานเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การอยู่ได้นานอย่างมีคุณภาพต่างหากเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top