Wednesday, 21 October 2026
EVAT

EVAT แนะรัฐดัน EV รับมือวิกฤตน้ำมันพุ่ง ชู EV ทางเลือกพลังงานใหม่ ดันไทยสู่พลังงานแห่งอนาคต 5 ข้อเสนอเร่งดันนโยบายจริงจัง

EVAT แนะรัฐเร่งขับเคลื่อน EV Ecosystem รับมือวิกฤตราคาน้ำมัน ชู EV เป็นทางเลือกพลังงานแห่งอนาคต

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย แนะรัฐเร่งขับเคลื่อน EV Ecosystem ฝ่าวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง ชูยานยนต์ไฟฟ้าเป็นทางเลือกพลังงานใหม่ หนุนเป้าหมายประเทศ 30at30

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 — สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) แสดงความห่วงใยต่อผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างภาระต่อประชาชน ผู้บริโภค และภาคธุรกิจในวงกว้าง พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจร เพื่อเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดการพึ่งพาน้ำมัน และเปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานทางเลือกได้มากขึ้นในระยะยาว

สมาคมฯ ระบุว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านพลังงานโลกจากความตึงเครียดระหว่างประเทศ แม้ว่ารัฐบาลจะได้ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันแล้วหลายด้าน แต่ในเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งวางรากฐานด้านพลังงานทางเลือกควบคู่กันไป โดย “ยานยนต์ไฟฟ้า” ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่มีศักยภาพสูง ทั้งในมิติด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

กระแสตอบรับจากผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงเทรนด์และยอดจองยานยนต์ไฟฟ้าในงาน Motor Show ปีนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประชาชนไทยเปิดรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพร้อมปรับตัวสู่การใช้พลังงานรูปแบบใหม่ที่สะอาด มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนมากกว่าเดิม

สมาคมฯ เห็นว่า การผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงเรื่องการจำหน่ายรถ แต่ต้องเดินหน้าอย่างเป็นระบบและครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน สถานีชาร์จ ระบบข้อมูลกลาง มาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ ตลอดจนการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคเพื่อลดความกังวลในการใช้งานจริง และทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยภายใต้นโยบาย 30at30 ที่มุ่งให้การผลิตยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์มีสัดส่วน 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมด และผลักดันให้การใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50% ภายในปี 2030 เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว

.

ข้อเสนอของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยดังกล่าว เป็นผลจากการระดมความคิดเห็นร่วมกับคณะกรรมการสมาคมในการประชุมประจำเดือนช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีข้อเสนอสำคัญ 5 ประการ ได้แก่

1. ส่งเสริมให้ภาครัฐนำร่องใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาของรัฐมากขึ้น

2. สนับสนุนการเร่งขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น

3. ผลักดันการจัดทำแอปพลิเคชันกลางโดยภาครัฐ เพื่อรวบรวมข้อมูลสถานีชาร์จจากทุกผู้ให้บริการให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก

4. เสนอให้มีการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เพื่อกระตุ้นการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และลดการบริโภคน้ำมันในระยะยาว

5. เร่งสร้างความเชื่อมั่นทั้งระบบ เช่น บริการหลังการขาย สต็อกอะไหล่ สินเชื่อ ประกันภัย การติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน ทักษะฝีมือช่าง เป็นต้น

สมาคมฯ เห็นว่า ข้อเสนอทั้ง 5 ประการนี้ เป็นแนวทางที่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริงในระยะอันใกล้ หากได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า “ วิกฤตราคาน้ำมันในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างทางเลือกด้านพลังงานให้กับประชาชนอย่างจริงจัง ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญที่จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมัน และนำพาประเทศไปสู่พลังงานสะอาดและยั่งยืนมากขึ้น

ข้อเสนอของสมาคมฯ เป็นข้อเสนอที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในภาครัฐ การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค หากทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง เราเชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงความท้าทาย แต่จะเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม ”

เกี่ยวกับ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (Electric Vehicle Association of Thailand)

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเป็นสมาคมที่ไม่เเสวงหาผลกำไร โดยแนวทางของสมาคมมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนการเเลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ยังรวมไปถึงการให้คำปรึกษาข้อบังคับมาตรฐาน และการดำเนินงานในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ในปัจจุบันสมาคมมี คุณสุโรจน์ เเสงสนิท ทำหน้าที่นายกสมาคม และมีสมาชิกที่มาจากภาคเอกชน สถาบันศึกษา รัฐวิสาหกิจ และบุคคลทั่วไปรวมทั้งสิ้นกว่า 390 ราย โดยทางสมาคมมีการกำหนดการจัดการประชุม ในทุกๆเดือน และมีการเเบ่งคณะทำงานในด้านต่างๆเพื่อสนับสนุน และส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน 

ติดตามข่าวสารของสมาคมได้ที่ www.evat.or.th

EVAT–GIZ–TDRI ดันระบบรีไซเคิลแบตเตอรี่ EV ไทย สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยจับมือ GIZ และ TDRI ขับเคลื่อนระบบนิเวศแบตเตอรี่ เผยผลศึกษาจัดตั้งโรงงานรีไซเคิล เตรียมความพร้อมรับแบตเตอรี่หมดอายุ

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) จับมือสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ลุยจัดงานสัมมนา ด้านแบตเตอรี่ครั้งใหญ่ เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางการจัดการแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืนในไทย

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2569 — สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย นำโดยนายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมฯ ได้ร่วมเป็นประธานใน พิธีเปิดงานประชุมเผยแพร่ผลการศึกษา “ความเป็นไปได้ในการจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่และโรงงานระบบกักเก็บพลังงานมือสองจากแบตเตอรี่ของยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้งานแล้วในประเทศไทย” ภายใต้แนวคิด “จากผลการศึกษา สู่การขับเคลื่อนจริง: การสร้างระบบนิเวศรีไซเคิลแบตเตอรี่และพลังงานหมุนเวียนของไทย” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Unlocking Thailand’s Battery Circularity Transition: From Second Life and Recycling to Sustainable Financing ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 และ 8 ตุลาคม 2569 ภายใต้โครงการความร่วมมือไทย-เยอรมันด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (TGC EMC) โดยเป็นเวทีเเลกเปลี่ยนมุมมองและหารือร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน สถาบันวิชาการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่แบตเตอรี่ เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางการจัดการแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืนสำหรับประเทศไทย สำหรับการประชุมวันที่ 5 ตุลาคม 2569 มุ่งนำเสนอและหารือผลการศึกษาความเป็นไปได้ด้านเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ของการรีไซเคิลแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน จัดขึ้นที่โรงเเรมบันยันทรี กรุงเทพ ซึ่งงานนี้เกิดจากความร่วมมือกัน ระหว่างสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

ผศ.ดร.อุเทน สุปัตติ หัวหน้าโครงการ EVAT TGC EMC และอุปนายก ฝ่ายวิชาการ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมระบบรองรับแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่จะทยอยพ้นจากการใช้งานในรถยนต์ ทั้งการประเมินสภาพเพื่อคัดเลือกแบตเตอรี่ที่ยังมีศักยภาพสำหรับการนำไปใช้ต่อเป็นระบบกักเก็บพลังงาน และการนำแบตเตอรี่ที่สิ้นสุดการใช้งานเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างเหมาะสม

“หากประเทศไทยขาดการเตรียมความพร้อม อาจเกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสูญเสียโอกาสในการนำทรัพยากรที่มีมูลค่ากลับมาใช้ประโยชน์ ผลการศึกษาครั้งนี้จึงไม่ได้มองเฉพาะเทคโนโลยีรีไซเคิล แต่พิจารณาครอบคลุมถึงปริมาณแบตเตอรี่ที่สามารถรวบรวมเข้าสู่ระบบได้จริง ตลาดของระบบกักเก็บพลังงาน ตลาดรองรับวัสดุที่กู้คืน ตลอดจนต้นทุนด้านการรวบรวม ขนส่ง และจัดการแบตเตอรี่อย่างปลอดภัย”

นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย แต่การเปลี่ยนผ่านจะเกิดความยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อประเทศไทยมีระบบจัดการแบตเตอรี่ที่ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การใช้งาน การรับคืน การประเมินสภาพ การนำไปใช้ต่อ จนถึงการรีไซเคิลและการจัดการวัสดุที่เหลืออย่างปลอดภัยและตรวจสอบได้

“งานวันนี้ถือเป็น ‘กระดุมเม็ดแรก’ ของการสร้างระบบนิเวศแบตเตอรี่ (Battery Ecosystem) ที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเตรียมความพร้อมรองรับแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต และเปลี่ยนความท้าทายด้านการจัดการแบตเตอรี่ให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ”

ผลการศึกษาชี้ ปริมาณแบตเตอรี่ที่พ้นจากการใช้งานจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ผลการศึกษาคาดการณ์ว่า ปริมาณแบตเตอรี่ทุกชนิดที่ศึกษาและพ้นจากการใช้งานในยานยนต์จะเพิ่มจากประมาณ 1.4 กิกะวัตต์ชั่วโมง หรือ 9,349 ตันในปี 2573 เป็นประมาณ 9.8 กิกะวัตต์ชั่วโมง หรือ 73,855 ตันในปี 2581 ประเทศไทยจึงต้องเตรียมระบบรับคืน คัดกรอง เก็บรักษา ขนส่ง และจัดการแบตเตอรี่ที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม พร้อมนำทรัพยากรที่มีมูลค่ากลับมาใช้ประโยชน์

สำหรับการนำแบตเตอรี่ไปใช้เป็นระบบกักเก็บพลังงานในระยะที่สอง (Second Life) ผลการศึกษาชี้ว่า จำเป็นต้องพิจารณาประวัติการใช้งาน ข้อมูลจากระบบจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System: BMS) และผลการทดสอบสุขภาพแบตเตอรี่ (State of Health: SoH) เนื่องจากแบตเตอรี่ที่พ้นจากการใช้งานในยานยนต์ไม่ได้เหมาะสมสำหรับการนำไปใช้ต่อทุกก้อน โดยแบตเตอรี่ที่ผ่านเกณฑ์จึงจะสามารถนำไปใช้ต่อได้ ขณะที่แบตเตอรี่ที่ไม่ผ่านเกณฑ์หรือสิ้นสุดอายุการใช้งานควรเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลที่ได้มาตรฐานและสามารถตรวจสอบปลายทางได้

ในด้านความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ผลการศึกษาพบว่า การจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลเพียงอย่างเดียวอาจมีข้อจำกัดด้านความคุ้มค่าภายใต้สมมติฐานที่ศึกษา ขณะที่รูปแบบธุรกิจที่บูรณาการตั้งแต่การคัดแยก การนำแบตเตอรี่ที่เหมาะสมไปผลิตระบบกักเก็บพลังงาน และการรีไซเคิลแบตเตอรี่ที่ไม่เหมาะสมต่อการใช้งานต่อ มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับปริมาณและชนิดของแบตเตอรี่ที่สามารถรวบรวมได้จริง รวมถึงตลาดระบบกักเก็บพลังงานและตลาดรองรับวัสดุที่กู้คืนจากกระบวนการรีไซเคิล

ระดมมุมมองภาครัฐ–เอกชน สู่การขับเคลื่อนระบบนิเวศแบตเตอรี่ของไทย
นอกจากการนำเสนอผลการศึกษาโดยคณะที่ปรึกษาจาก TDRI แล้ว ภายในงานยังมีการเสวนาในหัวข้อ “จากผลการศึกษา สู่การขับเคลื่อนจริง: การสร้างระบบนิเวศรีไซเคิลแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงานของไทย” ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.กิตติ์ชนน เรืองจิรกิตติ์ กรรมการและเหรัญญิก สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย
การเสวนาประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและภาคเอกชน ได้แก่ นายสุทธิเกตติ์ ทัดพิทักษ์กุล รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, คุณกัลยภรณ์ อึ้งสมรรถโกษา กรรมการกำกับดูแลโครงการ TGC EMC สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย, คุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย, คุณกรวิภา ชัยประทีป รองกรรมการผู้จัดการ SK tes Thailand และ คุณจักรกฤต จันทร์แก้ว Manager, Capital Project and Infrastructure บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอฟเอเอส จำกัด (PwC FAS)
ผู้ร่วมเสวนาได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาส ความเป็นไปได้ และความท้าทายในการพัฒนาระบบนิเวศการจัดการแบตเตอรี่ในประเทศไทย รวมถึงแนวทางด้านนโยบาย กฎระเบียบ การลงทุน และกรณีศึกษาจากต่างประเทศ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้และต่อยอดสู่การพัฒนาระบบจัดการแบตเตอรี่ของประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ

การศึกษาครั้งนี้จะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับภาครัฐ ภาคธุรกิจ และนักลงทุนในการวางแผนนโยบายและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ปลายอายุการใช้งาน ขณะเดียวกัน EVAT พร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการเงิน และภาควิชาการ เพื่อผลักดันข้อเสนอจากการศึกษาไปสู่กฎหมาย มาตรฐาน การลงทุน และโครงการที่สามารถดำเนินการได้จริง

ทั้งนี้ ความสำเร็จของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนด้านแบตเตอรี่ไม่ควรวัดจากจำนวนโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่าเราสามารถรับคืนและจัดการแบตเตอรี่ได้อย่างปลอดภัย มีปลายทางที่ตรวจสอบได้ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นภายในประเทศได้มากเพียงใด

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยขอขอบคุณโครงการความร่วมมือไทย – เยอรมัน ด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ TGC EMC และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน หรือ GIZ สำหรับการสนับสนุน ตลอดจน TDRI และทุกภาคส่วนที่ร่วมดำเนินงานและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อร่วมกันวางรากฐานระบบนิเวศแบตเตอรี่หมุนเวียนของประเทศไทยให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top