Thursday, 4 June 2026
EV

กมธ.อุตฯ ลุยภูเก็ต โชว์รถต้นแบบสี่ล้อเล็ก EV คันแรก เล็งเพิ่มสัดส่วนรถโดยสาร EV ทั่วประเทศ ลดมลพิษ - PM2.5

กมธ.อุตสาหกรรม ลุยภูเก็ต โชว์รถต้นแบบสี่ล้อเล็ก EV คันแรก ตั้งเป้าขยายผลทั่วประเทศ เพิ่มสัดส่วนรถโดยสาร EV ลดมลพิษ-PM2.5

(2 ก.ย. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม ได้เปิดเผยว่า จากการที่ตนและคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม ได้ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อติดตามโครงการการเปลี่ยนแปลงรถยนต์โดยสารขนาดเล็กจากระบบสันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้า

ซึ่งทางคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมได้พิจารณาให้จังหวัดภูเก็ตเป็นพื้นที่นำร่องในการเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะจากระบบสันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้าก่อนที่จะมีการขยายผลสู่จังหวัดขนาดใหญ่อื่น ๆ เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น 

โดยการเลือกจังหวัดภูเก็ตเป็นพื้นที่นำร่องเนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีการเติบโตของนักท่องเที่ยวสูงมาก และปัญหาการจราจรติดขัด ประกอบกับปัจจุบันมีรถโดยสารขนาดเล็กให้บริการอยู่ประมาณ 2,000 คัน รวมทั้งการได้รับทราบข้อมูลว่าทางผู้ประกอบการในสหกรณ์สี่ล้อเล็กจังหวัดภูเก็ตได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากราคาพลังงาน ซึ่งหากโครงการนี้สามารถประสบความสำเร็จย่อมเป็นที่แน่นอนว่าจะสามารถขยายผลสู่พื้นที่เมืองใหญ่อื่น ๆ ในประเทศได้อย่างแน่นอน 

การดัดแปลงรถยนต์โดยสารขนาดเล็กจากระบบสันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้านั้นจะช่วยลดมลภาวะจากภาคจราจรของรถโดยสารขนาดเล็กในจังหวัดภูเก็ต และยังช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานของผู้ประกอบการรถโดยสารขนาดเล็กในจังหวัดภูเก็ตได้อีกด้วย โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้มีการส่งมอบรถโดยสารสี่ล้อไฟฟ้าต้นแบบคันแรกแก่ทางสหกรณ์สี่ล้อเล็กจังหวัดภูเก็ต

สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้นอกจากตนและคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมแล้ว ยังมีผู้แทนจากกรมการขนส่งทางบก ผู้แทนจากกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้แทนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ร่วมลงพื้นที่เพื่อสนับสนุนการดำเนินการโครงการดังกล่าว 

"การดำเนินการโครงการในครั้งนี้เกิดจากการศึกษาของคณะทำงานในกรณีดังกล่าว ที่คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมได้ตั้งขึ้น โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้มีการส่งมอบรถโดยสารสี่ล้อไฟฟ้าต้นแบบคันแรกแก่ทางสหกรณ์สี่ล้อเล็กจังหวัดภูเก็ต ซึ่งหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จจะมีการขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ เช่น เชียงใหม่ อุดรธานี สงขลา เพื่อเพิ่มสัดส่วนของการใช้รถโดยสารสาธารณะที่ใช้พลังงานไฟฟ้าให้มากยิ่งขึ้น และลดการปล่อยมลพิษลง" นายอัครเดชกล่าวในตอนท้าย

‘EleX by EGAT ทับสะแก’ ต้นแบบสถานีชาร์จสีเขียว ผสานพลังงานสะอาดกับนวัตกรรม ‘EGAT Ash Nova’ คอนกรีตรักษ์โลก

ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ การใช้พลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กลายเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ตอบรับกระแสนี้ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน EV อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างสถานีชาร์จ EleX by EGAT ที่ไม่เพียงรองรับการใช้งาน EV แต่ยังยกระดับสู่การเป็น “Green Charging Station” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

สถานีต้นแบบ ‘EleX by EGAT’ ณ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในพื้นที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 5 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นพื้นที่ต้นแบบของการบูรณาการพลังงานสะอาดกับยานยนต์ไฟฟ้าอย่างกลมกลืน

สถานีชาร์จแห่งนี้ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “Enlighted EcoCharge” ซึ่งหมายถึงการเป็นมากกว่าจุดเติมพลังงานให้กับรถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นพื้นที่ที่จุดประกายความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม โดยตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ผลิตพลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์และชีวมวล สะท้อนภาพรวมของระบบนิเวศพลังงานสะอาดในระดับพื้นที่ได้อย่างชัดเจน

สถาปัตยกรรมของสถานีได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ ใบบัว และดอกเห็ด ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบเรียบง่าย เพื่อสื่อถึงพลังงานสะอาดและการใช้งานที่ไม่ซับซ้อน สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ใช้ EV ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือ “เสาแห่งพลังงาน” ทั้งสามต้น ที่ใช้สีเรืองแสงเพื่อสื่อถึงการรวบรวมและส่งต่อพลังงานสะอาดตลอด 24 ชั่วโมง เสาเหล่านี้จึงเป็นทั้งโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมและงานศิลป์ที่ให้แสงและความหมายแก่ผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว

EGAT Ash Nova: คอนกรีตรักษ์โลกจากของเหลือทิ้งสู่วัสดุสร้างสรรค์

หนึ่งในนวัตกรรมที่โดดเด่นของสถานี EleX by EGAT แห่งนี้คือการใช้ ‘EGAT Ash Nova’ ซึ่งเป็นคอนกรีตทางเลือกที่พัฒนาจาก “เถ้าลอย” วัตถุพลอยได้จากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งจะมีเถ้าลอยบางส่วนไม่สามารถนำไปใช้เชิงพาณิชย์ได้และต้องฝังกลบ แต่ กฟผ. ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิจัยและพัฒนาให้สามารถใช้แทนปูนซีเมนต์ได้ถึง 100% และใช้งานได้หลากหลาย เช่น นำไปผสมทำคอนกรีตบล็อกสำหรับก่อผนัง และคอนกรีตตัวหนอนปูผิวทางเดินเท้า เป็นต้น

ข้อดีของ EGAT Ash Nova ได้แก่:
- กำลังรับแรงอัดสูง ทนทานต่อกรดและด่าง
- ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 58% เมื่อเทียบกับการผลิตคอนกรีตจากปูนซีเมนต์
- ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเปลี่ยนของเหลือทิ้งให้กลายเป็นนวัตกรรมวัสดุรักษ์โลก

ด้านวัสดุอื่น ๆ ที่ใช้ในสถานีนี้ยังคำนึงถึงความปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อมในทุกองค์ประกอบ โดยหลังคา Polycarbonate ผลิตจากเม็ดพลาสติกรีไซเคิล และสีทับหน้าโพลียูรีเทน (สีที่ใช้เคลือบพื้นผิวภายนอกให้เงางามและทนทานต่อรอยขีดข่วน) ที่มีค่า VOC (Volatile Organic Compounds หรือ สารระเหยอินทรีย์) ต่ำ ปลอดภัยต่อทั้งผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดการออกแบบและการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ สถานี EleX by EGAT ยังทำหน้าที่เป็น จุดเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning Node) เชื่อมโยงกับศูนย์การเรียนรู้พลังงานสะอาดทับสะแก เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และแรงบันดาลใจแก่ประชาชน เรียกได้ว่าสถานีชาร์จแห่งนี้สร้างประโยชน์ด้านพลังงานสะอาดได้อย่างครบวงจร

ปัจจุบัน กฟผ. ได้พัฒนาและขยายสถานีชาร์จ ทั่วประเทศแล้ว 303 แห่ง และมีแผนขยายให้ครบ 312 แห่งภายในปี 2568 เพื่อรองรับการใช้งาน EV ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สถานีชาร์จ ‘EleX by EGAT ทับสะแก’ จึงไม่ใช่แค่จุดเติมพลังงาน แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง ด้วยการผสานนวัตกรรม วัสดุรักษ์โลก และการออกแบบที่สะท้อนธรรมชาติ พร้อมตอบโจทย์การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

MG–BYD–Polestar โตแรงต่อเนื่อง ตอบโจทย์ความคุ้มค่า–เทคโนโลยีสุดล้ำ และราคาจับต้องได้ (20,000–40,000 ยูโร) คาดปี 2025 สัดส่วนจดทะเบียนใหม่เพิ่ม 34-36%

(18 พ.ย. 68) ฟินแลนด์กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง และในกระแสนี้ “รถยนต์แบรนด์จีน” เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้ส่วนแบ่งตลาดยังราว ๆ 4% ของยอดขายรถใหม่ แต่ผู้เชี่ยวชาญในวงการรถยนต์ฟันธงว่า ตัวเลขนี้มีโอกาสเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน เพราะตลาดรถไฟฟ้าในฟินแลนด์กำลังโตแรง คาดว่าปี 2025 รถไฟฟ้าล้วนจะมีสัดส่วนจดทะเบียนใหม่ถึงราว 34-36% มากกว่าปี 2024 ที่ยังไม่ถึง 30%

ชื่อที่เริ่มคุ้นหูคนฟินแลนด์มากขึ้น ได้แก่ MG, BYD และ Polestar ซึ่งแม้ยอดรวมยังไม่เท่าบรนด์ยุโรปเจ้าใหญ่ แต่มีอัตราโตโดดเด่น ข้อมูลจากหน่วยงานด้านขนส่งของฟินแลนด์ระบุว่า ยอดขาย MG ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2025 เพิ่มขึ้นถึง 475% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ Polestar โต 105% และ BYD ก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในกลุ่มรถไฟฟ้าล้วน Polestar ติดอันดับ 8 ของตลาด ส่วน BYD และ MG ก็เริ่มมีส่วนแบ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้รถจีนเริ่มเข้าไปนั่งในใจคนฟินแลนด์ คือ คนที่นั่น “ชอบลองของใหม่ แต่ก็คิดเป็น” สื่อท้องถิ่นมักทำรีวิวรถรุ่นใหม่จากจีนแบบละเอียด ช่วยให้ผู้บริโภคเห็นข้อดีข้อเสียจริง ไม่ได้ตัดสินจากภาพลักษณ์ประเทศผู้ผลิตอย่างเดียว ชาวฟินแลนด์ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรักความคุ้มค่า จึงให้ความสำคัญกับเรื่องความเร็วในการชาร์จไฟ ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และเงื่อนไขการรับประกัน ซึ่งเป็นจุดที่รถจีนพยายามพัฒนามาแข่งโดยตรง

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า “เลนทองคำ” ของรถจีนในฟินแลนด์ คือ กลุ่มรถไฟฟ้าราคากลาง ราว 20,000–40,000 ยูโร (ราว 750,000 - 1,500,000 บาท) เพราะเป็นระดับราคาที่ผู้บริโภคทั่วไปเอื้อมถึง และยังสอดคล้องกับมาตรการสนับสนุนรถไฟฟ้าในประเทศ ถ้าแบรนด์จีนส่งรุ่นที่สเปกดี ราคาไม่แรง และอะไหล่–ศูนย์บริการครอบคลุมมากขึ้น ความสนใจจากผู้บริโภคก็มีสิทธิ์พุ่งต่อเนื่อง แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องสร้างเครือข่ายผู้นำเข้าและดีลเลอร์ท้องถิ่นที่พร้อมดูแลลูกค้าแบบระยะยาว

ในภาพรวมยุโรป ข้อมูลจากบริษัทวิจัย JATO Dynamics ระบุว่า รถแบรนด์จีนเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในยุโรปช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ขึ้นมาที่ 5.1% และอาจขยับใกล้ 10% ภายในปี 2030 ฟินแลนด์ก็ถูกคาดหมายว่าจะเดินตามแนวโน้มเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อมีรถรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาให้เข้ากับมาตรฐานและความต้องการของผู้ใช้ในยุโรปมากขึ้น หากจีนผสาน “เทคโนโลยี + ราคา + บริการหลังการขาย” ได้ลงตัว ก็มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของตลาดรถยนต์ฟินแลนด์ในอนาคตไม่ไกลจากนี้

เซินเจิ้นหัวจักรการค้าใต้ ดันมูลค่าซื้อขาย ‘จีน–ไทย’ พุ่งเกือบแสนล้านหยวน รถยนต์ไฟฟ้า–อุปกรณ์ไฮเทควิ่งนำขบวนส่งออก มะพร้าว–ทุเรียนไทยทะลุขึ้นหิ้งซูเปอร์มาร์เก็ตจีน รับอานิสงส์ FTA–RCEP–AEO ลดต้นทุนทั้งสองฝั่ง

(21 พ.ย. 68) ท่าเรือเส้อโข่วในนครเซินเจิ้นตอนใต้ของจีนกำลังกลายเป็น “ประตูการค้า” สำคัญระหว่างจีนกับไทย ภาพมะพร้าวอ่อนจากไทยถูกขนลงตู้คอนเทนเนอร์ เคลียร์ศุลกากรแบบรวดเร็ว ก่อนกระจายสู่ซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วเขตอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า เกิดขึ้นเคียงคู่กับสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (NEV) ของ BYD ที่ใช้แขนกลประกอบชิ้นส่วนขั้นสุดท้าย เพื่อส่งตรงสู่ถนนกรุงเทพฯ ทั้งหมดนี้สะท้อนความสัมพันธ์การค้าที่แน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างเสิ่นเจิ้นและไทย

ตัวเลขมูลค่าการค้ารวมระหว่างเซินเจิ้นกับไทยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2025 สูงถึง 92.82 พันล้านหยวน (ราว 4.24 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 4.4% จากปีก่อน ส่งให้เซินเจิ้นครองตำแหน่งเมืองจีนที่ทำการค้ากับไทยมากที่สุด ขณะที่ภาคยานยนต์ไฟฟ้าถือเป็นดาวเด่นของการส่งออก 

“ตั้งแต่ต้นปี เราส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ไปไทยแล้ว 11,000 คัน เพิ่มขึ้นกว่าครึ่งจากปีก่อน และกระแสตอบรับจากตลาดดีมาก” หลิว เฟิง ผู้จัดการฝ่ายศุลกากรของ BYD ระบุ

ด้านข้อตกลงการค้าเสรีจีน–อาเซียน และกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ช่วยเร่งเครื่องการเติบโตนี้อย่างชัดเจน เซินเจิ้นศุลกากรออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าให้การส่งออกของ BYD ไปไทยแล้วกว่า 700 ฉบับ ครอบคลุมมูลค่าสินค้าราว 690 ล้านหยวน ช่วยประหยัดภาษีนำเข้าให้บริษัทมากกว่า 30 ล้านหยวน ส่งผลให้มูลค่าส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าจากเซินเจิ้นไปไทยช่วงมกราคม–ตุลาคม ทะยานขึ้นถึง 99.1% แตะระดับ 1.28 พันล้านหยวน ขณะเดียวกัน สินค้าไฮเทคอย่างอุปกรณ์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ก็โตแรงเช่นกัน โดยยอดส่งออกไปไทยเพิ่มขึ้น 25.3% และ 63.1% ตามลำดับ

ด้านการนำเข้า เกษตรผลไม้ไทยยังครองใจผู้บริโภคจีนอย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะ “มะพร้าวอ่อน” ที่ต้องพึ่งความเร็วของระบบศุลกากร “มะพร้าวอ่อนเสียได้ง่าย ต้องเคลียร์ด่านเร็วมาก” หวัง คง ผู้ดูแลศุลกากรของบริษัทผู้นำเข้า–ส่งออกแห่งหนึ่งอธิบาย พร้อมย้ำว่าช่องทางพิเศษ (Green Channel) สำหรับสินค้าเกษตรสดของเสิ่นเจิ้นศุลกากร ทำให้มูลค่านำเข้าผลไม้ของบริษัทเพิ่มขึ้น 15% ในปีนี้ ขณะที่ทุเรียนไทยก็ใช้เวลาเพียงวันเดียวจากด่านเซินเจิ้นไปถึงชั้นวางในร้านผลไม้ทั่วจีน

อีกแรงหนุนสำคัญคือการที่ศุลกากรจีน–ไทย รับรองระบบผู้ประกอบการเศรษฐกิจที่ได้รับสิทธิพิเศษร่วมกัน (AEO Mutual Recognition) ทำให้บริษัทที่ผ่านเกณฑ์ได้รับสิทธิ์ตรวจน้อยลงและผ่านด่านเร็วขึ้น “นี่คือ ‘ป้ายทอง’ ที่คู่ค้าจากไทยให้ความสำคัญมาก” หลี่ หยาน ผู้อำนวยการฝ่ายศุลกากรของบริษัทเทคโนโลยีผลไม้รายหนึ่งเผย โดยบริษัทของเธอเห็นการนำเข้าผลไม้จากไทยเพิ่มขึ้น 15% หลังระบบนี้มีผลบังคับใช้ 

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมระหว่าง “นวัตกรรมและอุตสาหกรรมเขียว” ของเซินเจิ้น กับ “ทรัพยากรเกษตรและตลาดกำลังซื้อ” ของไทย จะยิ่งทำให้การค้าจีน–ไทยแข็งแรงขึ้น และช่วยผลักดันการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับภูมิภาคให้แน่นแฟ้นกว่าเดิม

‘ดาบสองคม’ ตลาดประกัน EV! แม้เบี้ยประกันแพง แต่เสี่ยงขาดทุนสูง บีบบริษัทต้องลงทุนในเทคโนโลยี-ฝึกอบรมช่าง เน้นความร่วมมือกับผู้ผลิต ลดภาวะขาดทุนหนัก

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทยไม่เพียงสร้างโอกาสให้กับผู้ผลิตรถยนต์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ยังเปิดมิติใหม่ให้กับอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยที่กำลังปรับตัวเพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มนี้ อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างทางเทคโนโลยีและความเสี่ยงที่แตกต่างจากรถยนต์ทั่วไป ทำให้บริษัทประกันต้องศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างรอบคอบ ขณะที่ต้องเผชิญกับ "ดาบสองคม" ระหว่างการเสนอราคาที่แข่งขันได้กับความเสี่ยงของการขาดทุนหนัก

ภาพรวมตลาดประกันภัยรถยนต์ไทย: ความท้าทายท่ามกลางการแข่งขันสูง

นายสมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยในการสัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ตลาดประกันภัยรถยนต์ในประเทศไทยมีการแข่งขันที่รุนแรงมาก โดยเฉพาะในกลุ่มประกันภัยภาคสมัครใจ ซึ่งมีบริษัทประกันจำนวนมากแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ส่งผลให้เกิด "สงครามราคา" ที่บริษัทต่างเสนออัตราเบี้ยประกันที่ต่ำลงเรื่อยๆ เพื่อดึงดูดลูกค้า

"การแข่งขันด้วยราคาในตลาดประกันรถยนต์ทำให้อัตรากำไรของบริษัทประกันลดลงอย่างต่อเนื่อง บางบริษัทยอมรับความเสี่ยงสูงเพื่อให้ได้ลูกค้า ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของอุตสาหกรรม" นายสมพรกล่าว
.
สถานการณ์นี้ทวีความซับซ้อนมากขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับต้นทุนค่าซ่อมที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าแรงและค่าอะไหล่ที่ปรับตัวขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ขณะที่เบี้ยประกันกลับถูกกดให้ลดลงจากการแข่งขัน ทำให้อัตราส่วนค่าสินไหมทดแทนต่อเบี้ยประกัน (Loss Ratio) อยู่ในระดับสูง
.
EV: โอกาสทองท่ามกลางความท้าทาย

การเติบโตของตลาดรถยนต์ EV ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมประกันวินาศภัย เนื่องจากเป็นกลุ่มลูกค้าใหม่ที่มีศักยภาพในการจ่ายเบี้ยประกันค่อนข้างสูง และเป็นตลาดที่ยังมีพื้นที่ให้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะ

นายสมพรระบุว่า "รถยนต์ EV มีลักษณะและความเสี่ยงที่แตกต่างจากรถยนต์สันดาปภายในทั่วไป โดยเฉพาะเรื่องของแบตเตอรี่ซึ่งมีมูลค่าสูงและมีความเสี่ยงเฉพาะตัว เช่น ความเสี่ยงจากการลุกไหม้ของแบตเตอรี่ หรือความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแบตเตอรี่ได้รุนแรงกว่ารถทั่วไป"

ด้วยเหตุนี้ บริษัทประกันจึงต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อประเมินความเสี่ยงอย่างแม่นยำ รวมถึงพัฒนากรมธรรม์ที่ครอบคลุมความคุ้มครองเฉพาะสำหรับ EV โดยเฉพาะความคุ้มครองแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้า

ความท้าทายในการประกัน EV

การให้ความคุ้มครองประกันภัยสำหรับรถยนต์ EV มีความท้าทายหลายประการ:

ข้อมูลสถิติที่จำกัด - เนื่องจาก EV เป็นเทคโนโลยีใหม่ในไทย ยังไม่มีข้อมูลสถิติการเกิดอุบัติเหตุและค่าสินไหมทดแทนที่เพียงพอสำหรับการคำนวณเบี้ยประกันอย่างแม่นยำ บริษัทประกันจึงต้องอาศัยข้อมูลจากต่างประเทศประกอบการพิจารณา

ต้นทุนการซ่อมที่สูงลิ่ว - ชิ้นส่วน EV โดยเฉพาะแบตเตอรี่มีราคาแพง และศูนย์บริการที่มีความเชี่ยวชาญยังมีจำกัด ค่าซ่อมบางรายการอาจสูงกว่ารถทั่วไปหลายเท่า หากเกิดความเสียหายกับแบตเตอรี่หรือระบบไฟฟ้าหลัก นายสมพรเตือนว่า "ในบางกรณีที่แบตเตอรี่เสียหายจากอุบัติเหตุหรือน้ำท่วม ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่ชุดใหม่อาจสูงถึง 40-60% ของราคารถทั้งคัน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่บริษัทประกันต้องคำนึงอย่างรอบคอบ"

ความซับซ้อนทางเทคนิค - ผู้ประเมินความเสียหายและช่างซ่อมต้องมีความรู้เฉพาะทางเกี่ยวกับ EV ซึ่งบริษัทประกันต้องลงทุนในการฝึกอบรมบุคลากร

มูลค่าตกต่ำที่รวดเร็ว - เทคโนโลยี EV พัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้รถรุ่นเก่ามีมูลค่าตกต่ำเร็วกว่ารถทั่วไป ส่งผลต่อการคำนวณทุนประกันภัยและมูลค่าชดเชยในกรณีรถเสียหายสิ้นเชิง

ดาบสองคม: เบี้ยประกันแพงกับความเสี่ยงขาดทุนหนัก

ปัญหาใหญ่ที่อุตสาหกรรมประกันกำลังเผชิญคือการหาจุดสมดุลระหว่างการตั้งราคาที่สะท้อนความเสี่ยงจริงกับการไม่ให้ราคาสูงจนเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจซื้อรถ EV ของผู้บริโภค

ผลกระทบต่อผู้บริโภค - ปัจจุบันเบี้ยประกันภัยสำหรับรถยนต์ EV สูงกว่ารถยนต์ทั่วไปประมาณ 30-50% ขึ้นอยู่กับรุ่นและมูลค่ารถ สำหรับรถ EV ที่มีราคาประมาณ 1-1.5 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยชั้น 1 อาจอยู่ที่ 25,000-40,000 บาทต่อปี ในขณะที่รถยนต์สันดาปภายในราคาใกล้เคียงกันอาจเสียเบี้ยเพียง 18,000-25,000 บาท

ความแตกต่างนี้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคหลายรายลังเลในการตัดสินใจซื้อรถ EV โดยเฉพาะเมื่อโครงการอุดหนุนจากภาครัฐสิ้นสุดลง ต้นทุนการใช้งานโดยรวมของ EV จึงสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่เพียงจากราคารถที่แพงขึ้น แต่รวมถึงค่าประกันที่สูงตามมา

นายสมพรอธิบายว่า "เราเข้าใจดีว่าเบี้ยประกันที่สูงขึ้นอาจเป็นอุปสรรคต่อการขยายตลาด EV แต่บริษัทประกันก็ไม่สามารถเสนอราคาที่ต่ำเกิดความเสี่ยงจริงได้ เพราะอาจนำไปสู่ปัญหาการขาดทุนที่รุนแรง"

ความเสี่ยงของบริษัทประกัน - ในทางกลับกัน หากบริษัทประกันตั้งราคาต่ำเกินไปเพื่อแข่งขันหรือดึงดูดลูกค้า ความเสี่ยงของการขาดทุนหนักมีสูงมาก โดยเฉพาะในช่วงแรกที่ยังไม่มีข้อมูลสถิติที่เพียงพอ

กรณีศึกษาจากต่างประเทศแสดงให้เห็นว่า บริษัทประกันหลายแห่งประสบปัญหาขาดทุนจากการรับประกัน EV ในช่วงแรก เนื่องจากประเมินความเสี่ยงต่ำไปและไม่คาดคิดว่าค่าสินไหมทดแทนจะสูงมากเมื่อเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะกรณีที่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ทั้งชุด

นายสมพรเผยว่า "บางบริษัทในต่างประเทศต้องปรับเพิ่มเบี้ยประกัน EV ขึ้นถึง 50-70% หลังจากที่พบว่าอัตราการจ่ายค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio) สูงเกินกว่า 100% ซึ่งหมายความว่าจ่ายค่าสินไหมมากกว่าเบี้ยที่เก็บได้ นี่เป็นบทเรียนสำคัญที่บริษัทประกันไทยต้องระวัง"

กรณีอุบัติเหตุน้ำท่วม เป็นความเสี่ยงที่น่ากังวลเป็นพิเศษ เพราะเมื่อรถ EV จมน้ำ แม้จะดูเหมือนไม่มีความเสียหายภายนอกมากนัก แต่ระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่อาจได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงและไม่สามารถซ่อมแซมได้ ต้องเปลี่ยนทั้งชุด ซึ่งค่าใช้จ่ายอาจสูงเกือบเท่ากับรถคันใหม่

"ในประเทศไทยที่เผชิญกับปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี ความเสี่ยงนี้ทำให้บริษัทประกันต้องตั้งเบี้ยประกันให้สูงพอที่จะรองรับค่าสินไหมที่อาจเกิดขึ้น" นายสมพรกล่าว

กลยุทธ์ของบริษัทประกัน

เพื่อรองรับตลาด EV และบริหารความเสี่ยงอย่างสมดุล บริษัทประกันหลายแห่งได้พัฒนากลยุทธ์ต่างๆ:

ผลิตภัณฑ์เฉพาะทางและการแบ่งระดับความเสี่ยง - พัฒนากรมธรรม์ที่ออกแบบมาสำหรับ EV โดยเฉพาะ ครอบคลุมความเสี่ยงที่แตกต่าง เช่น ความคุ้มครองแบตเตอรี่แบบจำกัดและไม่จำกัด ความคุ้มครองสถานีชาร์จที่บ้าน และการช่วยเหลือฉุกเฉินเมื่อแบตเตอรี่หมดกลางทาง โดยให้ลูกค้าเลือกระดับความคุ้มครองตามงบประมาณ

ความร่วมมือกับผู้ผลิตและการรับประกันแบบมีเงื่อนไข - สร้างพันธมิตรกับค่ายรถยนต์เพื่อเข้าถึงข้อมูลทางเทคนิค ตรวจสอบประวัติการบำรุงรักษา และพัฒนาเครือข่ายศูนย์ซ่อมที่ได้มาตรฐานเพื่อควบคุมต้นทุนค่าซ่อม บางบริษัทกำหนดเงื่อนไขว่าต้องซ่อมที่ศูนย์ที่กำหนดเท่านั้นจึงจะได้รับความคุ้มครองเต็มจำนวน

การใช้เทคโนโลยีเพื่อประเมินความเสี่ยง - นำเทคโนโลยี Telematics มาใช้ในการติดตามพฤติกรรมการขับขี่ สภาพการใช้งานแบตเตอรี่ และรูปแบบการชาร์จ เพื่อประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น และเสนอเบี้ยประกันที่เป็นธรรมตามความเสี่ยงจริง ผู้ขับขี่ที่ดูแลรถดีและมีพฤติกรรมปลอดภัยจะได้รับส่วนลดเบี้ยประกัน

การจัดการความเสี่ยงเชิงรุกและการกำหนด Deductible - พัฒนามาตรการป้องกันและลดความเสียหาย เช่น การให้คำแนะนำในการดูแลรักษาแบตเตอรี่ การตรวจสอบสภาพรถเป็นระยะ และการกำหนดค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) ที่สูงขึ้นสำหรับความเสียหายของแบตเตอรี่ เพื่อแบ่งความเสี่ยงกับผู้เอาประกัน

มุมมองอนาคต

นายสมพรมองว่า สถานการณ์จะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อมีข้อมูลเพิ่มขึ้นและเทคโนโลยี EV มีความเสถียรมากขึ้น "ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เมื่อเรามีข้อมูลสถิติที่เพียงพอ เข้าใจพฤติกรรมและความเสี่ยงของ EV ในบริบทไทยมากขึ้น และมีศูนย์ซ่อมที่มีความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น เบี้ยประกัน EV น่าจะปรับลดลงได้ และเข้าใกล้ระดับของรถยนต์ทั่วไปมากขึ้น"

นอกจากนี้ ภาครัฐอาจต้องมีส่วนช่วยในการสนับสนุนอุตสาหกรรมประกัน เช่น การจัดทำฐานข้อมูลกลางเกี่ยวกับ EV การส่งเสริมให้มีศูนย์ซ่อมที่ได้มาตรฐานเพิ่มขึ้น หรือแม้แต่การพิจารณามาตรการลดภาษีหรือสนับสนุนเบี้ยประกันในช่วงแรก เพื่อช่วยลดภาระให้กับผู้บริโภคและส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า

"บริษัทประกันที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างการเสนอราคาที่แข่งขันได้กับการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในตลาด EV ซึ่งมีศักยภาพเติบโตสูงในอนาคต" นายสมพรกล่าวทิ้งท้าย

การเติบโตของตลาด EV จึงไม่เพียงเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ยังเป็นตัวทดสอบความสามารถของอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยในการปรับตัว สร้างนวัตกรรม และสร้างสมดุลระหว่างการแข่งขัน การบริหารความเสี่ยง และการตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับการที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
 

จีนส่งสัญญาณพร้อมรับการลงทุน ร่วมผลักดันรถยนต์ EV และรถอัจฉริยะ หวัง EU ถอยคนละก้าว หันคุยปมภาษี ลดศึกการค้าระหว่างสองทวีป

(9 ธ.ค. 68) จีนส่งสัญญาณพร้อมต้อนรับการลงทุนจากค่ายรถยุโรปต่อเนื่อง และชวนจับมือผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ยุครถไฟฟ้าและรถอัจฉริยะ หลัง หลิง จี (Ling Ji) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์จีน ระบุระหว่างการประชุมทางวิดีโอกับฮิลด์การ์ด มึลเลอร์ (Hildegard Muller) ประธานสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์เยอรมนี และโอลา แคลเลเนียส (Ola Källenius) ประธานสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปและซีอีโอกลุ่มเมอร์เซเดส-เบนซ์ (Mercedes Benz)

หลิง จี ชี้ว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนและยุโรปเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง จึงหวังให้สมาคมยานยนต์ของเยอรมนีและยุโรปใช้บทบาทของตัวเอง ผลักดันให้คณะกรรมาธิการยุโรปหันมาร่วมมือกับจีน เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมให้กับคดีสอบสวนอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนของสหภาพยุโรปโดยเร็ว เพื่อลดแรงเสียดทานด้านการค้า

ด้านมึลเลอร์ ระบุว่า ความร่วมมือด้านรถยนต์ระหว่างเยอรมนีกับจีนให้ผลลัพธ์เป็นรูปธรรมมานาน หลายค่ายรถเยอรมันยังคงเดินหน้าลงทุนเพิ่มในจีน และขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรจีนต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าทางสมาคมไม่เห็นด้วยกับการที่อียู (EU) จะเก็บภาษีตอบโต้การอุดหนุน (countervailing duties) ต่อรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน

ขณะเดียวกัน แคลเลเนียสเผยว่า บรรดาผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปรวมถึงเมอร์เซเดส-เบนซ์ ต่างเร่งเพิ่มสัดส่วนการผลิตและการวิจัยในจีนมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้ฝังตัวอยู่ในห่วงโซ่การผลิตและซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมยานยนต์จีนอย่างแน่นแฟ้น และมองว่าจีนยังเป็นฐานสำคัญสำหรับยุทธศาสตร์รถไฟฟ้าของยุโรป

นอกจากนี้ ซีอีโอเมอร์เซเดส-เบนซ์ ย้ำถึงความหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะใช้ท่าทีที่เป็นรูปธรรมและยึดผลประโยชน์ร่วมกันเป็นหลัก เพื่อหาทางออกในคดีสอบสวนอุดหนุนรถอีวี และเดินหน้าขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานต่อไป แทนที่จะปล่อยให้มาตรการภาษีกลายเป็นชนวนให้ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับยุโรปรุนแรงขึ้น


ที่มา : Xinhua

สวนนงนุชพัทยา ปรับสู่ยุคพลังงานสะอาดน้ำมันแพง สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ รองรับลานจอดรถขนาดใหญ่กว่า 20ไร่ ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก . สวนนงนุชพัทยา ภายใต้การบริหารของ นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เดินหน้าก่อสร้างระบบผลิตไฟฟ้าจากพลั

สวนนงนุชพัทยา ปรับสู่ยุคพลังงานสะอาดน้ำมันแพง สร้างสถานีชาร์จ EV พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ รองรับลานจอดรถขนาดใหญ่กว่า 20ไร่ ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

สวนนงนุชพัทยา ภายใต้การบริหารของ นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เดินหน้าก่อสร้างระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ขนาด 3.5 กิโลวัตต์ พร้อมติดตั้ง สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) 

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการเติบโตของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสวนนงนุชพัทยามุ่งเน้นการให้บริการ สำหรับที่จอดรถในที่ร่ม  ที่ทันสมัยและตอบโจทย์การเดินทางของนักท่องเที่ยวในยุคพลังงานสะอาดและค่าน้ำมันแพง

“เราต้องการให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเดินทางมาสวนนงนุชได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมมีจุดบริการชาร์จไฟรองรับ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริม ความมั่นคงทางพลังงานทางเลือก  และสนับสนุนแนวคิด การท่องเที่ยวสีเขียว ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” นายกัมพลกล่าว

ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างระบบโซลาร์เซลล์และสถานีชาร์จรถไฟฟ้าดังกล่าว ดำเนินการก่อสร้างมาแล้ว 3เดือน คาดว่าจะแล้วเสร็จและพร้อมให้บริการภายใน 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของสวนนงนุชพัทยาในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่ทันสมัย ควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ZEEKR แนะรถ EV เตรียมความพร้อมก่อนเที่ยว แนะนำตรวจเช็กรถทุกระบบ พร้อมวางแผนชาร์จระหว่างทาง ขับขี่ปลอดภัย เคารพกฎจราจร

ZEEKR ใส่ใจทุกการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์

แนะนำการเตรียมความพร้อมรถ EV เพื่อการเดินทางอย่างมั่นใจและปลอดภัย

กรุงเทพฯ 9 เมษายน 2569 – ZEEKR แนะนำการเตรียมความพร้อมรถยนต์ไฟฟ้าก่อนการเดินทางไกลช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อให้ทุกเส้นทางเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เดินทางราบรื่นและปลอดภัย สร้างประสบการณ์ที่ดีในทุกมิติของการขับขี่

เช็กรถให้พร้อมก่อนออกเดินทาง

ผู้ใช้รถ ZEEKR ควรตรวจสอบสภาพรถก่อนออกเดินทาง เน้นระบบที่สำคัญ ได้แก่ ระดับแบตเตอรี่ แรงดันลมยาง สภาพยาง ระบบเบรก ไฟส่องสว่าง และระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ พร้อมทั้งตรวจสอบระบบความปลอดภัยของรถ EV ตามมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล อาทิ ระบบช่วยเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ (Automatic Lane Change – ALC), ระบบรักษาตำแหน่งในเลน (Lane Centering Control – LCC), ตรวจสอบระบบแจ้งเตือนวัตถุในจุดบอด (Blind Spot Detection – BSD), ระบบแสดงภาพรอบตัวรถ ระบบเตือนการชนต่าง ๆ ในตัวรถ เพื่อให้มั่นใจว่ารถอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งาน นอกจากนี้ ZEEKR ยังพัฒนาระบบซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้ควรตรวจสอบและอัปเดตระบบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระบบนำทางและฟีเจอร์ความปลอดภัยทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

วางแผนเส้นทางและจุดชาร์จล่วงหน้า

การเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้าในระยะทางไกล ควรชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม 100% ก่อนออกเดินทาง พร้อมวางแผนเส้นทางและจุดชาร์จล่วงหน้า โดยค้นหาสถานีชาร์จที่อยู่ระหว่างเส้นทางได้จากแอปพลิเคชันของผู้ให้บริการ อาทิ PlugShare, EV Station PluZ, PEA VOLTA ฯลฯ โดย ZEEKR มอบสิทธิ์การชาร์จฟรี ให้กับเจ้าของรถ ZEEKR ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 เมษายน 2569 ณ สถานี ZEEKR Power @Central World รองรับ ZEEKR ทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น ZEEKR X, ZEEKR 009 และ ZEEKR 7X ทั้งนี้สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ZEEKR Power ภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำ EVOLT (ตลาดสามย่าน BNN Park ราชพฤกษ์ Harudot Café จังหวัดชลบุรี และสาขาใหม่ล่าสุดที่อาคาร One Bangkok ได้เปิดให้บริการแล้ว และ SHARGE+ จำนวน 2 สถานี บริเวณ Velaa Sindhorn Village และ K Village สุขุมวิท 26 ทั้งนี้ ในระหว่างการเดินทาง หากพบว่าแบตเตอรี่อยู่ในระดับ 15-20% ควรหาสถานีชาร์จที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง โดยไม่ควรปล่อยให้แบตเตอรี่อยู่ในระดับต่ำกว่า 10% และแนะนำชาร์จถึงระดับ 80% ซึ่งเป็นระดับที่สามารถให้ระยะทางที่ไกล และใช้เวลาชาร์จไม่นาน เพื่อให้การเดินทางต่อเนื่องและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ขับขี่อย่างปลอดภัย เคารพกฎจราจร

ในช่วงเทศกาลที่มีปริมาณรถหนาแน่น ควรรักษาความเร็วตามกฎหมาย เว้นระยะห่างจากรถคันหน้าพอสมควร ระยะที่สามารถหยุดรถได้โดยปลอดภัย โดยหลักสากลที่แนะนำคือใช้ กฎ 3 วินาที ในสภาพถนนปกติ หรือเพิ่มเป็น 4-5 วินาทีเมื่อฝนตกหรือถนนลื่น เพื่อให้มีเวลาเบรกทัน ใช้เทคนิค “คาดการณ์อุบัติเหตุ (Hazard Perception)” เพื่อวิเคราะห์และคาดการณ์ความเสี่ยงบนท้องถนนหรือสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น พร้อมประเมินแนวทางการรับมือ เมื่อเกิดเหตุการณ์จะมีข้อควรปฏิบัติตามขั้นตอนได้อย่างไร นอกจากนี้ การขับขี่อย่างประหยัดพลังงานด้วยการใช้ความเร็วคงที่ หลีกเลี่ยงการเร่งหรือเบรกกะทันหัน และเลือกใช้โหมดประหยัดพลังงาน จะช่วยยืดระยะทางการขับขี่และลดความจำเป็นในการชาร์จระหว่างทาง ที่สำคัญคือหลักการ ดื่มไม่ขับ ขับไม่เร็ว คาดเข็มขัดนิรภัย เคารพกฎจราจร พักผ่อนให้เพียงพอ และไม่ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่

ระวังสภาพอากาศและการเล่นน้ำ

ช่วงสงกรานต์อาจมีฝนตกและการเล่นน้ำตามท้องถนน ผู้ขับขี่ควรหลีกเลี่ยงการขับรถผ่านพื้นที่น้ำท่วมขังสูง และระมัดระวังไม่ให้น้ำเข้าสู่บริเวณช่องชาร์จหรือระบบไฟฟ้าของรถ

การเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้านจะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ การเดินทางด้วย ZEEKR นอกจากจะมอบประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบายและปลอดภัยตามมาตรฐาน Euro NCAP แล้ว ZEEKR ยังเตรียมความพร้อมเพื่อสนับสนุนทุกการเดินทางตลอด 24 ชั่วโมง โดยสามารถแจ้งขอรับความช่วยเหลือได้ที่ Call Center 02-086-9999

พญามังกรบุกยุโรป!! JPMorgan ฟันธงปี 2028 รถจีนยึดถนนยุโรป 20% เขย่าบัลลังก์ยานยนต์เจ้าถิ่น สัญญาณชัดรถจีนกำลังเปลี่ยนเกม EV โลก

พญามังกรกินรวบ! JPMorgan ฟันธง 2028 รถจีนยึดถนนยุโรป 20% แซงหน้าเจ้าถิ่นขาดลอยยุโรปที่เคยเป็น “เจ้าแห่งยานยนต์” วันนี้กำลังโดนบุกถึงหน้าบ้าน 

เจพีมอร์แกนฟัน: ปี 2028 ค่ายรถจีนครองยุโรปตะวันตก  20%  ส่งมอบ  2.5 ล้านคัน  
หลักฐานปี 2025 ชัดยิ่งกว่าชัด: ยอดขายรถจีนในยุโรปโต  99%  ขายไป 8.1 แสนคัน แตะ 10% แล้ว

 เมื่อ “เสือดาวยุโรป” วิ่งตาม “มังกรจีน” ไม่ทัน
 เจาะตัวเลข “ขาขึ้น” ของค่ายจีน  
-  2025 : โต 99% ส่วนแบ่ง 10% เร็วกว่าที่ทุกคนคาด 
-  2028 : JPMorgan ชี้เป้า 20% = ถนนยุโรป 1 ใน 5 คันจะเป็นรถจีน

 ศึกสายเลือด EV :  BYD น็อก Tesla คาบ้าน
ก.ค. 2025 BYD แซง Tesla ในยุโรปสำเร็จ 
-  BYD : ส่วนแบ่ง 1.2% จดทะเบียน 1.3 หมื่นคัน รถมีตั้งแต่ Seagull ราคาประหยัดยัน SUV หรู 
-  Tesla : ร่วง 40% เหลือ 0.8% รุ่นน้อย ราคาสูง คนยุโรปรัดเข็มขัดเลือกไม่ลง 

 MG หัวหอกพญามังกร
SAIC ดัน MG ขายยุโรปปี 2025 ทะลุ **3 แสนคัน โต 30%** ติด Top 20 แบรนด์ยุโรป 
สูตรสำเร็จ “Glocal”: เทคจีน + หน้าตายุโรป คนซื้อไม่รู้สึกว่าขับรถจีน
ตรงนี้ลองคิดดู ถ้าคุณเป็นคนยุโรป เงินเฟ้อ ค่าไฟแพง ต้องเลือก
A: BMW 1.5 ล้าน ได้เทคปี 2020 
B: BYD 8 แสน ได้แบตเบลด ชาร์จ 15 นาที แถมซอฟต์แวร์ฉลาดกว่า 
คนรุ่นใหม่เลือก B ไม่ต้องคิด

มุมคัดข่าว: ยุโรปกำลัง “แพ้ภัยตัวเอง”
1.  ช้ากว่า 1 ก้าว : ยุโรปยังง่วนกับเครื่องยนต์สันดาป จีนสร้างนิเวศ EV+แบต+ซอฟต์แวร์จบไปแล้ว
2.  กำแพงภาษีใช้ไม่ได้ : EU ตั้งภาษี EV จีน จีนแก้เกมตั้งโรงงานในฮังการี โปแลนด์ ลบภาษีทิ้ง จบ
3.  ความคุ้มค่าฆ่าแบรนด์ : ยุคเศรษฐกิจฝืด คนซื้อเพราะ “คุ้ม” ไม่ใช่ “โลโก้” รถจีนถูกกว่าครึ่ง ออปชั่นจัดเต็ม

เมื่อก่อนยุโรปขาย “ความหรู” 
วันนี้จีนขาย “ความคุ้ม + เทคล้ำ” 
นวัตกรรมไม่เคยรอใคร และรอบนี้ มังกรวิ่งเร็วกว่าเสือดาวยุโรปไปหลายช่วงตัวแล้ว

**ทีนี้ตาเราบ้าง**
1. ปี 2028 ถนนปารีส ลอนดอน เบอร์ลิน เต็มไปด้วย BYD + MG คุณคิดว่า VW, BMW, Mercedes จะ
A: ปรับตัวทัน  
  หรือ
B: กลายเป็น Nokia แห่งวงการรถยนต์  ที่เคยยิ่งใหญ่แต่หายไป?
2. ไทยเป็นฐานผลิตญี่ปุ่นมาตลอด ถ้ารถจีนยึดยุโรปได้ ไทยควร  ผูกมิตรจีนเพิ่ม  หรือ  อุ้มญี่ปุ่นให้รอด หรือทำทั้ง 2 อย่าง แท็กเพื่อนสายยานยนต์มาคิด
12 พฤษภาคม 2569 / คัดข่าว - หาดใหญ่

ที่มา: JPMorgan Research, ACEA, JATO Dynamics, ข้อมูลจดทะเบียน EU 2025
https://www.facebook.com/100044307350059/posts/1533851104768453/?rdid=7R0PlAsecxHBQZGM#

EV จีนบุกตลาดอังกฤษแรง!! นักวิชาการชี้แบตเตอรี่คือจุดแข็ง ดัน BYD–Jaecoo ขึ้นผู้ท้าชิงหลัก จีนไม่ใช่แค่รถราคาถูก แต่ส่งออกทั้งระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า

นักวิชาการเผย EV ผลิตในจีน บุกตลาดสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้น แบตเตอรี่คือจุดแข็ง

ลอนดอน, 15 พ.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) เดวิด เบลีย์ อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ธุรกิจประจำมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมของสหราชอาณาจักร ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่ายานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผลิตในจีนกำลังปรากฏให้เห็นในตลาดสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้น โดยแบรนด์จีนขยับสถานะจากผู้เล่นชายขอบสู่ผู้ท้าชิงหลักอย่างชัดเจน

เบลีย์ให้สัมภาษณ์ความคิดเห็นดังกล่าวหลังจากสมาคมผู้ผลิตและผู้ค้ายานยนต์ของสหราชอาณาจักร (SMMT) เผยแพร่ข้อมูลสถิติว่ายานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีนครองส่วนแบ่งตลาดยานยนต์ไฟฟ้าของสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมกราคม-เมษายนของปี 2026

สมาคมฯ ระบุว่าแบรนด์จีนอย่างบีวายดี (BYD) และเจคู (Jaecoo) มียอดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าในสหราชอาณาจักรในช่วง 4 เดือนแรก จำนวน 30,480 คัน คิดเป็นร้อยละ 17.4 ของยอดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในช่วงดังกล่าว

หากนับรวมแบรนด์ที่มีบริษัทจีนเป็นเจ้าของ เช่น วอลโว่ (Volvo) โพลสตาร์ (Polestar) และโลตัส (Lotus) ยอดจำหน่ายโดยรวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 40,222 คัน หรือร้อยละ 22.7 ของยอดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในช่วงดังกล่าว

เบลีย์กล่าวว่าผู้ผลิตจากจีนได้รับประโยชน์จากจุดแข็งด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ กลายเป็นตัวเลือกใหม่ๆ ที่เชื่อถือได้ของผู้บริโภค โดยเฉพาะจุดแข็งด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่

นอกจากนั้นปัจจุบันผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของจีนไม่เพียงแข่งขันด้านราคาที่จับต้องได้ แต่ยังแข่งขันด้านระยะทางการขับขี่ ซอฟต์แวร์ และการออกแบบยานพาหนะอีกด้วย

เบลีย์มองว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกได้เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านอำนาจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ และจีนไม่ได้เป็นเพียงผู้ส่งออกรถยนต์เท่านั้นอีกต่อไป แต่เป็นผู้ส่งออกระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด

ทั้งนี้ เบลีย์ชี้ว่าบริษัทยานยนต์ไฟฟ้าของสหราชอาณาจักรและจีนยังมีโอกาสร่วมมือด้านการลงทุนและการผลิตอยู่มาก โดยฝั่งจีนสามารถมองหาโอกาสประกอบยานยนต์ในสหราชอาณาจักรตามเป้าหมายขยายฐานการผลิตในต่างประเทศและการเป็นที่รู้จักในตลาดท้องถิ่นต่างประเทศเพิ่มขึ้น

เบลีย์เสริมว่าการที่แบรนด์จีนจะเข้ามาตั้งฐานประกอบยานยนต์ในสหราชอาณาจักรไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ความร่วมมือลักษณะดังกล่าวอาจช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านยานยนต์ไฟฟ้าและห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ของสหราชอาณาจักร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top