Tuesday, 27 October 2026
Econbiz

ไทย จัดประชุม PCB โลกครั้งแรก!! บีโอไอจับมือ THPCA เป็นเจ้าภาพ ECWC17 ดึงผู้นำ-นักวิจัยจาก 30 ประเทศ ร่วมงานใหญ่ ตั้งเป้าขับเคลื่อนเทคโนโลยี AI และฮาร์ดแวร์ เน้นส่งเสริมการลงทุนและนวัตกรรมระดับโลก

ไทยคว้าเจ้าภาพประชุม PCB โลก ครั้งแรกในอาเซียน
บีโอไอหนุนดึงผู้นำ PCB–ชิปกว่า 30 ประเทศ ปักหมุดฐานฮาร์ดแวร์ AI โลก

บีโอไอจับมือสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) ต่อยอดความสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพ
การประชุมประจำปี IMF–ธนาคารโลก เดินหน้าส่งต่อโมเมนตัมสู่เวทีเทคโนโลยีระดับโลก ในการคว้าโอกาสเป็นเจ้าภาพการประชุมวงจรอิเล็กทรอนิกส์โลก ครั้งที่ 17 (ECWC17) ในเดือนสิงหาคม 2570 เป็นครั้งแรกที่จัดในอาเซียน ตั้งเป้าดึงผู้บริหาร วิศวกร และนักวิจัยกว่า 3,000 คนจากกว่า 30 ประเทศ มาร่วมขับเคลื่อนเทคโนโลยีเบื้องหลังชิป เซิร์ฟเวอร์ และระบบ AI ตอกย้ำบทบาทไทยในฐานะ 1 ใน 4 ผู้ส่งออกสุทธิฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI รายใหญ่ของโลก ร่วมกับไต้หวัน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังหารือกับนายพิธาน องค์โฆษิต นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (Thailand Printed Circuit Association: THPCA) ว่า บีโอไอได้ร่วมมือกับสมาคมฯ และหน่วยงานพันธมิตร ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Electronic Circuits World Convention ครั้งที่ 17 (ECWC17) ระหว่างวันที่ 18–20 สิงหาคม 2570 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ คู่กับงาน Thailand Electronics Circuit Asia 2027 (THECA 2027) มหกรรมแสดงเทคโนโลยีแผงวงจรพิมพ์ (PCB) และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

เวทีเรือธงเกือบ 50 ปี เลือกไทยเป็นเจ้าภาพครั้งแรกในอาเซียน

ECWC เป็นเวทีที่ได้รับการยอมรับสูงสุดเวทีหนึ่งของอุตสาหกรรมวงจรอิเล็กทรอนิกส์โลก จัดขึ้นทุก 3 ปี และเป็นจุดนัดพบของผู้นำอุตสาหกรรม นักวิจัย และวิศวกรจากทั่วโลก โดยเริ่มจัดขึ้นครั้งแรก ณ กรุงลอนดอนในปี 2521 ก่อนหมุนเวียนไปยังศูนย์กลางเทคโนโลยีอย่างโตเกียว เซี่ยงไฮ้ ไทเป และโซล ส่วนครั้งล่าสุดจัดที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2567 การที่ไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 17 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็ว การเป็นประตูสู่อาเซียน และความพร้อมในการต้อนรับเวทีระดับโลก ซึ่งได้รับการตอกย้ำจากความสำเร็จของการประชุมประจำปี IMF–ธนาคารโลก พร้อมเปิดโอกาสให้ฐานการผลิตและบุคลากรในประเทศเชื่อมต่อกับเครือข่ายเทคโนโลยีโลกโดยตรง

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Interconnection Technology for the AI-Driven Future: PCB, Substrate & Advanced Packaging” ว่าด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ทำให้ชิป AI ทำงานได้ ตั้งแต่แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ฐานรองชิป (Substrate) ไปจนถึงการประกอบชิปขั้นสูง (Advanced Packaging) แบ่งเป็น 8 หัวข้อหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีการผลิต PCB การประกอบชิปขั้นสูงและการบูรณาการเซมิคอนดักเตอร์ การประกอบแผงวงจรและระบบ (EMS/PCBA) ซึ่งรวมถึงการประกอบเซิร์ฟเวอร์ AI โรงงานอัจฉริยะ การทดสอบและควบคุมคุณภาพ อิเล็กทรอนิกส์สีเขียว การพัฒนาบุคลากร และเทคโนโลยีเกิดใหม่อย่างโฟโตนิกส์และฮาร์ดแวร์ AI ตั้งเป้ามีผลงานวิชาการนำเสนอกว่า 150 เรื่อง ผู้แสดงสินค้าในงาน ECWC17 และ THECA 2027 รวมกว่า 450 ราย และผู้เข้าร่วมกว่า 3,000 คนจากกว่า 30 ประเทศ

จากเวทีโลก สู่โอกาสธุรกิจและการลงทุน

สำหรับผู้ประกอบการไทย การเข้าร่วมงาน ECWC17 และ THECA 2027 จะเป็นโอกาสในการพบผู้ผลิตระดับโลก ซัพพลายเออร์วัสดุและเครื่องจักร รวมถึงผู้ซื้อจากต่างประเทศ เพื่ออัปเดตเทคโนโลยีและยกระดับสินค้าให้ได้มาตรฐานที่ลูกค้าระดับโลกต้องการ พร้อมเปิดทางให้ซัพพลายเออร์ไทยก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตของบริษัทชั้นนำ ขณะที่มหาวิทยาลัยและนักวิจัยสามารถสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อต่อยอดงานวิจัยและผลิตบุคลากรให้ก้าวทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

“การที่ไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมวงจรอิเล็กทรอนิกส์โลก (ECWC17) เป็นสัญญาณชัดเจนว่าผู้นำอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกมองเห็นศักยภาพและเชื่อมั่นในประเทศไทย ไม่เพียงในฐานะฐานการผลิตที่มีคุณภาพ แต่ในความเป็นระบบนิเวศเทคโนโลยีที่ครบวงจร ตั้งแต่ชิป แผงวงจร วัตถุดิบ ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ AI พร้อมด้วยบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง เวทีนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการประกาศให้โลกเห็นว่าไทยพร้อมก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของภูมิภาค และต่อยอดสู่เทคโนโลยีแห่งอนาคต ทั้ง Advanced Packaging และ IC Substrate โดยบีโอไอจะทำงานร่วมกับสมาคม THPCA และพันธมิตรอย่างเต็มที่ เพื่อเปลี่ยนความเชื่อมั่นจากทั่วโลกให้เป็นการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และโอกาสเติบโตของบุคลากรและผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทาน AI” นายนฤตม์ กล่าว

‘ศุภจี’ ดัน Credit Term สำเร็จ!! มีผล 2 พ.ย. สร้างความเป็นธรรม SMEs ตัดเวลาชำระเงินเหลือ 30-45 วัน เพิ่มสภาพคล่องหมุนเวียนกว่า 7.5 แสนล้าน หนุนแข่งขันยั่งยืนและลดต้นทุนแพลตฟอร์ม

ดันกติกา Credit Term สำเร็จ มีผล 2 พ.ย. เพิ่มสภาพคล่อง SMEs สร้างความเป็นธรรมทางการค้า

“ศุภจี” ดันกติกา Credit Term สำเร็จ มีผล 2 พ.ย. เพิ่มสภาพคล่อง SMEs สร้างความเป็นธรรมทางการค้า

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าผลักดันการสร้างความเป็นธรรมทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด หลักเกณฑ์ระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) เพื่อแก้ปัญหาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ถูกคู่ค้ารายใหญ่ยืดเวลาชำระเงิน มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม หลังประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 และจะมีผลบังคับใช้วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับกติกาการค้า ลดความเหลื่อมล้ำในการต่อรอง และเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย

หลักเกณฑ์ดังกล่าวมุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องเผชิญจากการรอรับชำระเงินเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลต่อสภาพคล่องและความสามารถในการดำเนินธุรกิจ โดยกำหนดกรอบระยะเวลาชำระเงินไม่เกิน 30 วัน สำหรับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่มีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน และไม่เกิน 45 วัน สำหรับการค้า การผลิต และบริการทั่วไปที่อยู่ในขอบเขตประกาศ พร้อมกำหนดแนวทางป้องกันการประวิงชำระเงินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา Credit Term หรือเงื่อนไขสัญญาโดยไม่แจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตลอดจนกลไกให้ผู้ซื้อรายใหญ่นำข้อเท็จจริงและหลักฐานมาแสดงต่อ กขค. ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลซึ่งอยู่ในความรู้เห็นของตน เพื่อช่วยลดภาระการพิสูจน์ของ SMEs

การกำหนดหลักเกณฑ์ Credit Term จึงไม่ได้เป็นเพียงการกำหนดกรอบเวลาชำระเงิน แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมระหว่างคู่ค้า ลดความเสียเปรียบในการต่อรอง และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถบริหารกระแสเงินสด วางแผนธุรกิจ และดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาต้นทุนของผู้ประกอบการในมิติอื่น ๆ ควบคู่กันไป สะท้อนผ่านการประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาสินค้าแพงและค่าครองชีพสำหรับธุรกิจแพลตฟอร์ม เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ซึ่งนางศุภจีเป็นประธาน โดยมีการหารือแนวทางสร้างความเป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้แก่ SMEs

การดำเนินงานดังกล่าวครอบคลุมทั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและการวางกลไกกำกับดูแลในระยะยาว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือแนวทางจัดการปัญหาค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชันของแพลตฟอร์ม ตลอดจนการพัฒนากติกาการแข่งขันให้เหมาะสมกับบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม ขณะที่ผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้รับประโยชน์

กระทรวงพาณิชย์มุ่งขับเคลื่อนนโยบายสร้างความเป็นธรรมทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแก้ไขปัญหาระยะเวลาชำระเงินผ่านหลักเกณฑ์ Credit Term และการลดภาระต้นทุนจากการประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ควบคู่กับการยกระดับกลไกการแข่งขันทางการค้า เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้ SMEs เพิ่มสภาพคล่อง และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

ด้านนายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ Credit Term ใหม่ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญในการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของ SMEs ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการรอรับชำระเงินเป็นเวลานาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ทั้งค่าจ้างแรงงาน ค่าวัตถุดิบ และต้นทุนอื่น ๆ ระหว่างรอรับเงินจากคู่ค้า

ทั้งนี้ การลดระยะเวลาการชำระเงินจาก 60 วัน เหลือ 45 วัน คาดว่าจะช่วยให้มีเงินทุนหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของ SMEs ประมาณ 250,000 ล้านบาท และหากสามารถลดระยะเวลาจาก 90 วัน เหลือ 45 วัน จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องได้ถึงประมาณ 750,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินไปหมุนเวียนในกิจการ ชำระค่าวัตถุดิบและค่าจ้างแรงงาน ตลอดจนลดความจำเป็นในการพึ่งพาเงินกู้เพื่อประคองธุรกิจ โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs กว่า 3 ล้านราย ให้สามารถดำเนินธุรกิจและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น

รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวว่า ผู้ประกอบการ SMEs ต้องรอรับชำระเงินเป็นเวลานานจนส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและความสามารถในการดำเนินธุรกิจ การกำหนดลดกรอบระยะเวลาชำระเงินจึงช่วยสร้างมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ และลดโอกาสการใช้เงื่อนไขทางการค้าที่ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กเสียเปรียบ

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าในฐานะหน่วยงานอิสระ ภายใต้กำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยึดนโยบายของรัฐบาลในการรักษาความสามารถของผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่อยู่ห่างไกลไว้ โดยให้สามารถมีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อทำธุรกิจได้ อันเป็นปัจจัยอันสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและชุมชน

กขค. มุ่งให้การบังคับใช้หลักเกณฑ์เป็นไปตามกฎหมายและเงื่อนไขที่ประกาศกำหนด เพื่อส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจให้ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องสามารถปรับตัวและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ได้อย่างถูกต้อง

โดยในการประชุมครั้งนี้ มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี นาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

EEC เปิดประตูรับทุนอุตสาหกรรมอนาคต!! 'อนุทิน' นั่งประธานประชุม กพอ. อนุมัติเขตเศรษฐกิจพิเศษ 4 แห่ง ดันโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ เร่งระบบสาธารณูปโภครองรับการลงทุน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 3/2569 วันที่ 26 ตุลาคม 2569
ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เป็นเลขานุการการประชุมฯ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุม กพอ. มีหน้าที่กำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ให้บรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการเร่งปรับโครงสร้าง

เศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน เพื่อก้าวพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง
คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน มีมติที่เกี่ยวข้องกับอีอีซี ในหลายเรื่องสำคัญ อาทิ การสนับสนุนให้เริ่มโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก การจัดทำร่างประกาศ กพอ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอรับสิทธิประกอบวิชาชีพเวชกรรมในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพในพื้นที่อีอีซี รวมถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 2) และการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 8 แห่ง โดยการดำเนินงานดังกล่าวเกิดจากการหารือร่วมกัน เพื่อให้โครงการอีอีซี เดินหน้าตามแผนอย่างต่อเนื่องและบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้

ที่ประชุม กพอ. ได้พิจารณา และมีมติในเรื่องที่สำคัญ ได้แก่
1. เห็นชอบ การประกาศกำหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม จำนวน 4 แห่ง เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้าสู่พื้นที่อีอีซี และนักลงทุนสามารถขอรับสิทธิประโยชน์และการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน การอนุมัติ อนุญาต ตามพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 เป็นการเพิ่มขนาดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบของ อีอีซี รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า ทั้งในและนอกพื้นที่โครงการ ช่วยให้ชุมชนและเมืองเกิดการพัฒนายิ่งขึ้น โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อีเทค สมาร์ท พาร์ค เนื้อที่ประมาณ 610 ไร่ บริเวณตำบลคลองกิ่ว อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ดิจิทัล การแพทย์และสุขภาพครบวงจร ส่งเสริมการลงทุนด้วยนวัตกรรมขั้นสูง และการพัฒนาเทคโนโลยีดึงดูดการลงทุนระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ระบบผลิตอัจฉริยะ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดต้นทุนการประกอบกิจการของภาคธุรกิจ คาดว่าเมื่อโครงการพัฒนาเต็มรูปแบบจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 19,750 ล้านบาท และสามารถจ้างงานได้สูงถึงประมาณ 3,500 – 5,500 อัตรา ยกระดับการจ้างงานในท้องถิ่น เพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่

2) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิว ฮอไรซัน ซิตี้ เนื้อที่ประมาณ 572 ไร่ บริเวณตำบลบางพระ อำเภอ
ศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ดิจิทัล ส่งเสริมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) พัฒนาโครงการภายใต้แนวคิดเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ต่อเนื่อง ก่อให้เกิดการจ้างทั้งทางตรงและทางอ้อมในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง โดยคาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 4,000 ล้านบาท สนับสนุนให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 1,200 อัตรา

3) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ พนัสนิคม เนื้อที่ประมาณ 507 ไร่ บริเวณตำบลวังหิน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ
การแปรรูปอาหาร การแพทย์และสุขภาพครบวงจร คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,669 ล้านบาท ดึงดูดการลงทุนกลุ่มรถยนต์ EV กลุ่มผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ คลังสินค้าและโลจิสติกส์ เกิดธุรกิจสนับสนุน เช่น ศูนย์วิจัย สถาบันฝึกอบรม รวมถึงสร้างโอกาสทางธุรกิจเชื่อมโยงพื้นที่และชุมชน เช่น หอพัก ร้านอาหาร ขนส่งสาธารณะ เป็นต้น

เกิดการเพิ่มรายได้และการจ้างงานประมาณ 7,750 อัตรา
4) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ยานยนต์สมัยใหม่ (ปลวกแดง) ระยอง เนื้อที่ประมาณ 70 ไร่ บริเวณตำบลตาสิทธิ์ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์ ดิจิทัล การพัฒนาบุคลากรและการศึกษา เพิ่มการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่สำคัญภายในประเทศ ยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 245 ล้านบาท เกิดการจ้างงานในสาขาต่างๆ ทั้งด้านวิศวกรรม การผลิต และบริการสนับสนุน เพิ่มขึ้นประมาณ 250 อัตรา

โดยเมื่อประกาศจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษแล้ว สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) จะติดตามกำกับการดำเนินงานของแต่ละเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษให้เป็นไปตามมาตรฐานกำหนดตามกฎหมายอีอีซี และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษที่จัดตั้งขึ้นส่งเสริมให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

2. เห็นชอบ ร่างระเบียบคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ว่าด้วยการจดทะเบียนการเช่าที่ดินอันเป็นที่ราชพัสดุหรือที่ดินของรัฐ เป็นร่างระเบียบฯ ที่จะจัดให้มีการจดทะเบียนการเช่าที่ดินอันเป็นที่ราชพัสดุหรือที่ดินของรัฐที่เป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษได้อย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อความสะดวกและรวดเร็วให้แก่นักลงทุน โดยสกพอ. จะดำเนินการจัดทำสารบัญจดทะเบียนสำหรับการเช่าที่ดิน แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อจดทะเบียนการเช่า รวมถึงกำหนดกระบวนการยื่นคำขอ การตรวจสอบ และการจดทะเบียน ทั้งนี้ในกรณีเป็นที่ราชพัสดุ จะมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมธนารักษ์ต่อไป

BCPG คว้ารางวัลนวัตกรรม!! ขับเคลื่อนพลังงานสีเขียว ชู "ประทุมวันสมาร์ทดิสทริคคูลลิ่ง" ต้นแบบพลังงานอัจฉริยะย่านเมือง ลดก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 15,000 ตันต่อปี

BCPG คว้ารางวัลนวัตกรรมพลังงานสีเขียวระดับเอเชีย
ชู “ประทุมวันสมาร์ทดิสทริคคูลลิ่ง” ต้นแบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอัจฉริยะ
ขับเคลื่อนเมืองคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

นายชาญวิทย์ ตรังอดิศัยกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการลงทุน บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG เป็นผู้แทนบริษัทฯ เข้ารับรางวัล Thailand Green Innovation of the Year – Energy จากโครงการ “ประทุมวันสมาร์ทดิสทริคคูลลิ่ง” (Prathumwan Smart District Cooling หรือ PSDC) ในงาน Asian Innovation Excellence Awards 2026 จัดโดย Asian Business Review ณ Marina Bay Sands Expo and Convention Centre ประเทศสิงคโปร์ สะท้อนความมุ่งมั่นของ BCPG ในการพัฒนานวัตกรรมพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะเพื่อรองรับการเติบโตของเมืองอย่างยั่งยืน

โครงการ “ประทุมวันสมาร์ทดิสทริคคูลลิ่ง” เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง BCPG และ กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานของ Keppel Ltd. โดยมุ่งยกระดับระบบทำความเย็นแบบแยกส่วนภายในอาคาร สู่โครงสร้างพื้นฐานพลังงานอัจฉริยะระดับย่าน (Smart District Energy Infrastructure) ผ่านระบบผลิตและส่งจ่ายน้ำเย็นส่วนกลาง (District Cooling System) เพื่อรองรับความต้องการใช้ความเย็นของอาคารหลายแห่งที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบเดียวกัน ทั้งอาคารสำนักงาน พื้นที่ค้าปลีก และที่อยู่อาศัยในพื้นที่สามย่านสมาร์ทซิตี้

โครงการได้รับการออกแบบให้รองรับกำลังการผลิตรวมสูงสุด 18,000 ตันความเย็น และดำเนินการติดตั้งในระยะแรกขนาด 3,000 ตันความเย็น เพื่อรองรับการขยายตัวของพื้นที่ในอนาคต พร้อมช่วยลดความซ้ำซ้อนของอุปกรณ์และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาพรวม

หัวใจสำคัญของโครงการคือการผสานเทคโนโลยีเครื่องทำน้ำเย็นประสิทธิภาพสูงแบบ Magnetic Bearing Centrifugal Chiller เข้ากับระบบขับเคลื่อนมอเตอร์แบบปรับความเร็วรอบ (Variable Speed Drive: VSD) และระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ (Energy Management System: EMS) ซึ่งสามารถติดตาม วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลการดำเนินงานแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและส่งจ่ายความเย็นให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริงในแต่ละช่วงเวลา

ด้วยการออกแบบระบบและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว โครงการมีศักยภาพช่วยลดการใช้พลังงานประมาณร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับระบบทำความเย็นแบบเดิม และเมื่อพัฒนาเต็มศักยภาพคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 15,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี นอกจากนี้ ระบบยังได้รับการออกแบบให้รองรับ Thermal Energy Storage (TES) ในอนาคต เพื่อช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วง Peak Demand และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการพลังงาน

รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพของ BCPG ในการพัฒนาโซลูชันพลังงานอัจฉริยะที่ผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี และความยั่งยืนเข้าด้วยกัน พร้อมตอกย้ำบทบาทของโครงการ “ประทุมวันสมาร์ทดิสทริคคูลลิ่ง” ในฐานะต้นแบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานระดับย่านที่มีศักยภาพในการขยายผลสู่พื้นที่เมืองรูปแบบอื่น อาทิ ย่านธุรกิจ มหาวิทยาลัย สนามบิน และโครงการพัฒนาเมืองขนาดใหญ่ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

ยูโอบี ช่วยลดภาระค่าเดินทาง!! จับมือคาลเท็กซ์จัดแคมเปญ "UOB Friday Surprise" มอบสิทธิพิเศษ ใช้คะแนน UOB Reward แลกรับบัตรเติมน้ำมัน ลดภาระช่วงราคาน้ำมันผันผวนสู่สิ้นปี 2569

ยูโอบี จับมือ คาลเท็กซ์ เปิดแคมเปญ “UOB Friday Surprise”
ชูใช้คะแนนแลกลดน้ำมัน ช่วยลดภาระค่าเดินทางฝ่าความผันผวน

กรุงเทพฯ, 27 ตุลาคม 2569 – ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ร่วมมือกับ คาลเท็กซ์ ผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมันคุณภาพระดับโลก มุ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของคนไทย จัดแคมเปญ “UOB Friday Surprise” มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าเมื่อเติมน้ำมันครบ 1,000 บาท และใช้คะแนนสะสม UOB Reward Points 1,000 คะแนน รับทันทีบัตรStarCASH มูลค่า 500 บาท สำหรับใช้เติมน้ำมันในครั้งถัดไป โดยรับสิทธิ์ได้ทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม ถึง ธันวาคม 2569

นายธีรวัฒน์ ตรีรัตน์ดิลกกุล กรรมการผู้จัดการ Card Payment & Unsecured Products ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า "ความผันผวนของราคาพลังงานเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ยูโอบีจึงต้องการมีส่วนช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้า เราตั้งใจออกแบบแคมเปญนี้ร่วมกับคาลเท็กซ์ เพื่อให้ลูกค้านำคะแนนสะสม UOB Rewards Points ที่มีอยู่ มาใช้กับรายจ่ายที่จำเป็น โดยแลกรับบัตรเติมน้ำมันสำหรับใช้ในครั้งถัดไป เป็นอีกทางเลือกในการแลกใช้คะแนนสะสมให้คุ้มค่าและช่วยลดรายจ่ายในชีวิตประจำวันได้"

นายวีรพงษ์ นุ่มตี่ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายธุรกิจค้าปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง บริษัท สตาร์ ฟูเอลส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ SPRC และเป็นผู้ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการประกอบธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้ชื่อคาลเท็กซ์ในประเทศไทย กล่าวว่า "ความร่วมมือกับธนาคารยูโอบีในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือภายใต้กลยุทธ์ Smart Partnership ของคาลเท็กซ์ เพื่อมอบสิทธิประโยชน์และความคุ้มค่าให้ผู้บริโภค ในช่วงเวลาที่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางยังเป็นรายจ่ายสำคัญในชีวิตประจำวัน เราต้องการให้ลูกค้าได้รับทั้งประสบการณ์ที่ดีที่คาลเท็กซ์และสิทธิประโยชน์ที่ใช้ได้จริง พร้อมเติมเต็มความคุ้มค่าในทุกการเดินทาง”

ผู้ถือบัตรเครดิตยูโอบีสามารถรับสิทธิ์ได้ทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือน (ตุลาคม - ธันวาคม 2569) เมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ที่ร่วมรายการ เวลา 9.00-19.00 น. เท่านั้น จำกัด 1 สิทธิ์ ต่อคนต่อวันและสูงสุด 250 สิทธิ์ต่อสถานีบริการน้ำมัน ตามเงื่อนไข คือ ครบ 1,000 บาทขึ้นไปต่อเซลส์สลิป และใช้คะแนนสะสม UOB Rewards Points 1,000 คะแนน แลกรับบัตรเติมน้ำมัน StarCASH มูลค่า 500 บาท เพื่อใช้เป็นส่วนลดในการเติมน้ำมันครั้งถัดไป

รอบที่ 1: วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2569 ปั๊มคาลเท็กซ์จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ คาลเท็กซ์สามเสนใน คาลเท็กซ์ประชาชื่น คาลเท็กซ์ อรุณ เอนเนอจี้ จำกัด สาขา 1 และคาลเท็กซ์ My Park รามคำแหง
รอบที่ 2: วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2569 ปั๊มคาลเท็กซ์จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ คาลเท็กซ์สาขาไฮเท็กซ์ เค ยู คาลเท็กซ์รามอินทรา คาลเท็กซ์พัฒนาการ และคาลเท็กซ์งามวงศ์วาน (บจก. รวีเซอร์วิส)
รอบที่ 3: วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2569 ปั๊มคาลเท็กซ์จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ คาลเท็กซ์ศรีบุญทอง คาลเท็กซ์เพชรพระเทพ คาลเท็กซ์บรมราชชนนี ขาเข้า (ดาวอุไร 1) และคาลเท็กซ์ราชพฤกษ์

นอกจากนี้ยังพบกับโปรโมชั่นความคุ้มในทุกๆ วันที่เติมน้ำมัน รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 25% เมื่อเติมน้ำมันครบทุก 800 บาทต่อเซลส์สลิป
ผู้ถือบัตรสามารถตรวจสอบรายละเอียด สิทธิประโยชน์ เงื่อนไขการเข้าร่วมรายการ ได้ที่เว็บไซต์ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ที่ https://go.uob.com/4xcUehU
บัตรเครดิต: ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top