Tuesday, 20 October 2026
Columnist

นักยุทธศาสตร์ชี้ ‘เจ้าพระยา 2’ ลงทุนแสนล้านเพื่ออนาคต!! เมกะโปรเจกต์ 1.6 แสนล้านบาท ลดน้ำท่วม 3.48 ล้านไร่ ทั่วประเทศ ป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ และภาคกลาง ตอบคำถามข้องใจชุมชนอย่างชัดเจน

นักยุทธศาสตร์ประเมินความคุ้มค่า-ข้อกังวลโครงการเจ้าพระยา 2 คุ้มค่าการลงทุนในระยะยาว

อนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี พูดชัดเจนระหว่างไปตรวจน้ำท่วมที่สุพรรคบุรีว่า โครงการขุดคลองระบายน้ำชัยนาท-ป่าสัก-กรุงเทพ-สมุทรปราการ อ่าวไทย (เจ้าพระยา)จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน ครม.ได้อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณไว้แล้ว 165,000 ล้านบาท ใช้เวลา 7-8 ปี เริ่มดำเนินการปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป

เริ่มศึกษาโครงการนี้ถึงความเป็นมา รายละเอียดของโครงการ นัดคุยกับ วิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เจ้าของโครงการ ทราบว่า โครงการได้เริ่มดำเนินการในช่วงแรกแล้ว คือชัยนาท-ป่าสัก สำคัญคือต้องเวนคืนที่ดิน และจะกระทบต่อชาวบ้านที่ต้องอพยพ 2000 กว่าครัวเรือน ที่กรมชลประทานจะต้องจ่ายค่าเวนคืนที่ดินอย่างคุ้มค่ากับการเสียสละอพยพไปสร้างบ้านใหม่ ซึ่งจะต้องพูดคุยทำความเข้าใจกันทุกครัวเรือน

มีรายละเอียดที่พูดคุยกันมาก จะค่อยๆทยอยนำมาเสนอ แต่รูดไปเจอผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งเขียนถึงโครงการนี้ไว้ และสอดคล้องกับวิธีการดำเนินงานของกรมชลประทาน จึงขออนุญาตมาถ่ายทอดต่อ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาโครงการขนาดใหญ่

ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม เขียนบทความถึงโครงการ แม่น้ำเจ้าพระยา 2 โดยระบุว่า ทุกครั้งที่ฤดูน้ำหลากมาเยือน สังคมไทยมักวนเวียนอยู่กับคำถามเดิม: เราจะยอมจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมซ้ำซากปีละหลายหมื่นล้าน หรือจะกล้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อตัดวงจรปัญหานี้ให้จบ?

โครงการคลองผันน้ำหลาก “ชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย” หรือที่สังคมรู้จักในชื่อ “โครงการแม่น้ำเจ้าพระยา 2” ภายใต้งบประมาณรวมกว่า 1.6 แสนล้านบาท บวกค่าเวนคืนที่ดินอีกกว่า 20,000 ล้านบาท กำลังถูกตั้งคำถามสำคัญในเชิงความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และยุทธศาสตร์สังคมว่า

“เมกะโปรเจกต์นี้คุ้มค่าจริงไหม และแก้ปัญหาได้ตรงจุดเพียงใด?”

1. เคลียร์ชัดตั้งแต่ต้น: โครงการนี้ช่วยใครบ้าง และ “ไม่ใช่แค่คนกรุงเทพฯ”
ความเข้าใจผิดสำคัญคือคิดว่าโครงการ 1.6 แสนล้านบาทนี้ทำขึ้นมาเพื่อปกป้องเฉพาะคนเมืองหลวง แต่ข้อมูลเชิงพื้นที่บ่งชี้ว่าโครงการนี้ช่วยลดพื้นที่น้ำท่วมได้กว่า 3.48 ล้านไร่ ครอบคลุมผู้ได้รับประโยชน์ถึง 3 กลุ่มยุทธศาสตร์:

กลุ่มที่ 1: ชุมชนท้ายเขื่อนเจ้าพระยา (ผู้รับเคราะห์น้ำท่วมซ้ำซากทุกปี)
ประชาชนริมน้ำนอกคันกั้นน้ำใน ชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา จะหลุดพ้นจากวิกฤติน้ำท่วมขังสูง 1–2 เมตร นานข้ามเดือน เพราะมวลน้ำท้ายเขื่อนจะถูกควบคุมให้อยู่ในระดับปลอดภัย

กลุ่มที่ 2: โซนกรุงเทพฯ ปริมณฑล และฐานนิคมอุตสาหกรรม
กรุงเทพฯ, นนทบุรี, ปทุมธานี และสมุทรปราการ ปลอดภัยจากน้ำเหนือที่หลากมาชนกับน้ำทะเลหนุน ป้องกันไม่ให้นิคมฯ นวนคร, ไฮเทค, บางปะอิน หรือโซนบางพลี ต้องเผชิญมหาอุทกภัยซ้ำรอยปี 2554 ช่วยรักษาการจ้างงานนับแสนตำแหน่ง

กลุ่มที่ 3: โซนภาคกลางตะวันออก (ได้ทั้งกันน้ำท่วม และได้น้ำต้นทุนหน้าแล้ง)
ลพบุรี, สระบุรี, นครนายก และฉะเชิงเทรา ไม่เพียงแต่ได้รับการระบายน้ำหลากตัดตรงลงอ่าวไทยอย่างรวดเร็วแต่ในฤดูแล้ง คลองสายใหม่นี้จะทำหน้าที่เป็น อ่างเก็บน้ำแนวยาวกักเก็บน้ำจืดได้กว่า 155 ล้านลูกบาศก์เมตรส่งน้ำต้นทุนให้ภาคเกษตรกรรมและนิคมฯ ในแถบ EEC ได้อย่างต่อเนื่อง

2. สลัดคอขวดวิศวกรรม: จากแนวพระราชดำริ “ถนนวงแหวนน้ำ” สู่โครงการจริงแนวคิดคลองผันน้ำเลี่ยงเมืองหลวง มีรากฐานสอดคล้องกับแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 หลังมหาอุทกภัยปี 2538 ที่ทรงเปรียบเทียบว่า หากกรุงเทพฯ ต้องการถนนวงแหวนรอบนอกเพื่อไม่ให้การจราจรติดขัดในเมือง ระบบระบายน้ำก็ต้องการ “ถนนวงแหวนน้ำ” เพื่อตัดมวลน้ำหลากออกสู่อ่าวไทยโดยไม่ต้องไหลผ่านเมืองหลวงเช่นกันในระบบปัจจุบัน มวลน้ำจาก ปิง วัง ยม น่าน ไหลมารวมกันที่หน้าเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท เมื่อถึงจุดวิกฤตที่ต้องระบายน้ำแตะ 2,500 ลบ.ม./วินาที มวลน้ำทั้งหมดจะถูกบีบลงสู่แม่น้ำสายหลัก ผ่าน ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี เข้าสู่กรุงเทพฯ

ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบเดิม:
คลองชลประทานเดิมถูกออกแบบมาเพื่อ “การกระจายน้ำทำการเกษตร” ไม่ใช่ “การระบายน้ำท่วม”คลองเดิมมีลักษณะ ต้นคลองกว้าง ปลายคลองแคบ (ต้นทางรับน้ำได้ 210 ลบ.ม./วินาที แต่ปลายทางระบายได้เพียง 120–140 ลบ.ม./วินาที) น้ำจึงเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนข้างเคียงทันทีที่เริ่มผันน้ำ

3. โมเดลตัดยอดน้ำ: 900 ลบ.ม./วินาที ผ่านแนวระบาย 9 จังหวัด
โครงข่ายคลองผันน้ำ “เจ้าพระยา 2” ระยะทางรวมประมาณ 270 กิโลเมตร ถูกออกแบบมาเพื่อตัดยอดน้ำหลาก (Peak Flow) ออกสู่อ่าวไทยโดยตรง โดยแบ่งเป็น 2 ช่วงสำคัญ:

ช่วงชัยนาท–ป่าสัก (ขยายคลองเดิม ~134 กม.): ปรับปรุงขยายคลองชลประทานเดิมผ่าน ชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี ขยายศักยภาพการตัดน้ำหลากได้สูงถึง 930 ลบ.ม./วินาที

ช่วงป่าสัก–อ่าวไทย (ขุดคลองใหม่ ~135 กม.): ขุดแนวคลองใหม่ขนาดก้นคลองกว้าง 170 เมตร เริ่มจาก อ.เสาไห้ จ.สระบุรี ลากผ่าน อยุธยา นครนายก ฉะเชิงเทรา สู่ปากอ่าวไทยที่สมุทรปราการ ระบายน้ำได้ราว 600 ลบ.ม./วินาที ร่วมกับการขยายระบบสูบน้ำและคลองระบายน้ำฝั่งตะวันออกตอนล่าง

ตัวเลขชี้วัดผลลัพธ์: เมื่อระบบตัดยอดน้ำออกไปได้ราว 900 ลบ.ม./วินาที มวลน้ำที่จะไหลผ่านลุ่มน้ำเจ้าพระยาสายหลักจะลดลงเหลือประมาณ 1,600 ลบ.ม./วินาที ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่แนวตลิ่งเดิมรองรับได้โดยไม่เอ่อท่วมพื้นที่เศรษฐกิจท้ายเขื่อน

4. คุ้มค่าจริงไหม? ชั่งน้ำหนักต้นทุน 1.6 แสนล้าน กับความสูญเสียระดับชาติ
หากเทียบตัวเลขการลงทุน 1.6 แสนล้านบาท กับความเสียหายที่ประเทศต้องจ่ายซ้ำซาก ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (Cost-Benefit) มีมิติที่ชัดเจน:
บทเรียนมหาอุทกภัยปี 2554: ธนาคารโลกประเมินความเสียหายสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท เมกะโปรเจกต์นี้จึงคิดเป็นเพียงประมาณ 11% ของมูลค่าความเสียหายในครั้งนั้น

งบเยียวยารายปี: รัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณฉุกเฉินและเงินชดเชยน้ำท่วมปีละนับหมื่นล้านบาทอย่างไม่มีวันสิ้นสุด โครงการนี้จึงทำหน้าที่เป็น Risk Hedging (การประกันความเสี่ยง) ที่คุ้มทุนในระยะยาวความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ: ป้องกันการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติ (FDI) ในนิคมอุตสาหกรรมภาคกลาง และสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC

5. เจาะลึก 4 ข้อข้องใจของชุมชน: สิ่งที่รัฐต้องตอบให้เคลียร์
โครงการนี้กินพื้นที่เวนคืนกว่า 16,000 ไร่ และกระทบที่อยู่อาศัยราว 2,600 ครัวเรือน เสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ไม่ใช่การคัดค้านแบบไร้เหตุผล แต่เป็นความกังวลต่อชีวิตความเป็นอยู่ที่รัฐต้องให้ความกระจ่าง:

ข้อข้องใจที่ 1: “เอาคนนอกเมืองมารับกรรมแทนคนกรุงหรือไม่?”

ความรู้สึกที่กลัวว่าจะถูกทิ้งให้เป็นผู้รับเคราะห์เพียงลำพัง

คำตอบเชิงยุทธศาสตร์: ระบบนี้ไม่ใช่การเอาน้ำไปแช่ขังในทุ่งแบบเดิม แต่เป็นการดึงน้ำตัดตรงลงทะเลให้เร็วที่สุด และเพื่อตอบแทนความเสียสละ รัฐต้องให้สิทธิพิเศษแก่ชุมชนริมแนวคลองในการดึงน้ำต้นทุนไปใช้ทำการเกษตรและอุปโภคในฤดูแล้ง

ข้อข้องใจที่ 2: ปัญหา “ที่ดินตาบอด” และ “ชุมชนถูกตัดขาดสองฝั่ง”

คลองขนาดยักษ์ที่มีเขตก่อสร้างกว้างกว่า 200–300 เมตร เปรียบเสมือนกำแพงน้ำที่ผ่ากลางวิถีชีวิต วัด โรงเรียน และญาติพี่น้อง

คำตอบเชิงยุทธศาสตร์: รัฐต้องวางโครงข่าย “วิศวกรรมการสัญจรชุมชน” กำหนดระยะสะพานข้ามคลองในความถี่ที่เหมาะสม ไม่ใช่เว้นห่างกัน 10–15 กิโลเมตร และต้องมีแผนจัดรูปที่ดินเพื่อแก้ปัญหาที่ดินตาบอดก่อนเริ่มขุดคลอง

ข้อข้องใจที่ 3: ความเสี่ยงน้ำเค็มหนุน น้ำขังเน่าเสีย และระบบนิเวศการเกษตรพังทลาย

ความกังวลว่าน้ำเค็มจากอ่าวไทยจะรุกเข้าสู่พื้นที่เกษตร หรือคลองจะกลายเป็นหลุมดินรกร้างในหน้าแล้ง

คำตอบเชิงยุทธศาสตร์: ต้องมีระบบประตูกั้นน้ำเค็มและสถานีสูบน้ำปลายคลองที่ควบคุมด้วยระบบ Dynamic Control พร้อมทั้งรักษาระดับน้ำขั้นต่ำ (Dead Storage) ไว้ตลอดปีเพื่อการเกษตร

ข้อข้องใจที่ 4: ความกังขาต่อ “ราคาเวนคืน” และ “ความเคว้งคว้างระหว่างรอโครงการ”ราคาประเมินราชการมักต่ำกว่าราคาตลาดจริง ทำให้เงินที่ได้ไม่พอไปตั้งรกรากใหม่ อีกทั้งขั้นตอนโครงการที่ยาวนานทำให้ชาวบ้านไม่กล้าลงทุนในที่ดินเดิม

คำตอบเชิงยุทธศาสตร์: รัฐต้องเปลี่ยนเกณฑ์เวนคืนไปสู่ Replacement Cost (มูลค่าทดแทนที่แท้จริง) พร้อมเงินสนับสนุนการตั้งถิ่นฐานใหม่ (Relocation Assistance) และชี้แจงกรอบเวลาที่แน่นอน โปร่งใส

6. ปลดล็อกความคุ้มค่าสูงสุด: สู่ “Double-Use Infrastructure”
เพื่อให้งบประมาณ 1.6 แสนล้านบาทคุ้มค่าเกินร้อย โครงการนี้ต้องไม่เป็นแค่ “คลองระบายน้ำท่วมที่ใช้งานปีละ 2–3 เดือน” แต่ต้องยกระดับเป็น โครงสร้างพื้นฐานอเนกประสงค์:

ทางหลวงเลี่ยงเมือง: พัฒนาถนนคันคลองทั้งสองฝั่งเป็นโครงข่ายโลจิสติกส์เชื่อมภาคกลางตอนบนสู่ชายฝั่งทะเล

อ่างเก็บน้ำต้นทุน: ใช้เป็นแหล่งน้ำดิบป้อนภาคเกษตรและอุตสาหกรรม EEC ในหน้าแล้ง

ควบคุมผังเมือง: กำหนดแนวโซนนิ่งป้องกันไม่ให้เขตเมืองขยายตัวมาทับแนวทางน้ำหลากในอนาคต

ความคุ้มค่าที่แท้จริงของ “เจ้าพระยา 2” จึงไม่ใช่แค่การระบายน้ำได้ตามโจทย์วิศวกรรม แต่คือการบริหารจัดการผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและชดเชยผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม เพื่อให้เมกะโปรเจกต์นี้กลายเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของประเทศ

นี้เป็นบทความที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย และคนเขียนก็เข้าใจในตัวโครงการนี้เป็นอย่างดี ขอขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อ เพื่อความเข้าใจร่วมกัน ไม่ใช่คิดแต่จะต้านอย่างเดียว

รู้หรือไม่? ไทยเคยมีขันที!! ขันที ในอยุธยาเป็นคนต่างชาติ มีบทบาทเฉพาะฝ่ายในและราชสำนัก ไม่มีอำนาจเหมือนขันทีจีน สิ้นสลายสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

นักเทศขันทีไทย องครักษ์ผู้ดูแลฝ่ายในและองค์เหนือหัว ผู้ไม่มีอำนาจเหมือนขันทีจีน มีหนวด ตัวใหญ่ ไม่ใช่คนไทย และมีบทบาทสำคัญในยุคกรุงศรีอยุธยา

ราชสำนักไทยในอดีตมี "ขันที" ปรากฏ และปฏิบัติหน้าที่อยู่จริง ตามหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุด ย้อนกลับไปสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ "ขันที" ไทยมีเอกลักษณ์ มีที่มาแตกต่างจากภาพที่เราคุ้นเคยจากซีรีส์จีนอยู่หลายประการ

หลักฐานตามกฎหมายโบราณ มีข้อมูลของขันทีปรากฏชัดเจนตามกฎหมาย และเอกสารสำคัญหลายฉบับ เช่น
กฎมณเฑียรบาล ตราขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กำหนดทำเนียบศักดินาขุนนางฝ่ายใน โดยระบุถึงตำแหน่งของกลุ่มคนที่เรียกว่า "นักเทศขันที"
กฎหมายตราสามดวง ในพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน ระบุตำแหน่งขุนนางในกรมขันที เช่น หลวงศรีมโนราช หลวงศรีสัจจา เป็นต้น ซึ่ง 2 ตำแหน่งนี้เป็นหัวหน้าดูแลเหล่านักเทศ และขันที

ขันทีในไทยเป็น "คนต่างชาติ" นักประวัติศาสตร์ระบุว่า ราชสำนักไทยไม่มีนโยบายตอนชายไทยเป็นขันที แต่ใช้การ “นำเข้า” จากต่างประเทศ โดยมักเป็นชาวเอเชียใต้ และตะวันออกกลาง ซึ่งสอดคล้องกับคำว่า "นักเทศ" หรือ “แขกเทศ” ที่แปลว่าคนต่างภาษาหรือต่างเมือง

ตามบันทึกของ ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ (Simon de la Loubère) ราชทูตฝรั่งเศสที่เข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้จำแนกกลุ่มขันทีในราชสำนักสยาม ซึ่งเขาเรียกว่า ยูนุค ออกเป็น 2 กลุ่มตามสีผิว ดังนี้

“กลุ่มยูนุคผิวขาว” เป็นกลุ่มขันที ที่เดินทางมาจากอาณาจักรใหญ่ ๆ ในแถบตะวันออกกลางและเอเชียใต้ ซึ่งมีวัฒนธรรมการใช้ขันที และ "ฮาเร็ม" (ฝ่ายใน) ฝังรากลึกอยู่แล้ว ขันทีกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ทำหน้าที่ควบคุมระเบียบงานขั้นสูง เป็นหัวหน้า หรือองครักษ์ใกล้ชิด ซึ่งมาจากเชื้อชาติหลัก ๆ คือ

ชาวเปอร์เซีย (อิหร่านในปัจจุบัน) : เป็นกลุ่มที่มีบทบาทสูงมากในราชสำนักอยุธยา เนื่องจากมีความสัมพันธ์ทางการค้า และการทูตที่แน่นแฟ้น โดยภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณ เช่น ที่วัดไชยทิศ กรุงเทพฯ มีภาพขันทีแต่งกายด้วยชุดยาว และโพกศีรษะตามแบบชาวอิหร่านโบราณ

ชาวอาหรับ: มาจากดินแดนในคาบสมุทรอาหรับ เดินทางเข้ามาพร้อมกับเรือสินค้า และการเผยแผ่ศาสนา
ชาวอินเดีย (โมกุล): มาจากจักรวรรดิโมกุลทางตอนเหนือของอินเดีย ซึ่งเป็นราชสำนักมุสลิมขนาดใหญ่ที่มีการฝึกฝนวิชาชีพขันทีโดยเฉพาะ

ชาวโต้ระกี่ (ตุรกี / ออตโตมาน): แม้จะมีหลักฐานระบุไว้ไม่มากนัก แต่จักรวรรดิออตโตมานในยุคนั้นคือศูนย์กลางขันทีที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีการส่งออก และเชี่ยวชาญระบบขันที จึงมีบางส่วนเดินทางมายังอยุธยา

“กลุ่มยูนุคผิวดำ” ลาลูแบร์ระบุว่า มีขันทีผิวสีอยู่ด้วย ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็น "ชาวแอฟริกัน" (เช่น ชาวอะบิสสิเนีย หรือเอธิโอเปียในปัจจุบัน) คนกลุ่มนี้มักถูกจับตัวมาตั้งแต่เด็ก โดยพ่อค้าทาสชาวอาหรับ จากนั้นจะถูกตอนเพื่อนำมาขายเป็นแรงงาน

แล้ว "ขันทีชาวจีน" มีไหม? ในหมู่นักประวัติศาสตร์มีข้อสันนิษฐานแตกออกเป็น 2 ทาง คือ
ทางแรก: เชื่อว่า “มี” เพราะในยุคอยุธยาตอนต้น ซึ่งเป็นช่วงที่ติดต่อกับราชวงศ์หมิงของจีนอย่างใกล้ชิด อาจเคยมีการนำเข้าขันทีจีนมาเป็นกลุ่มแรก ๆ เพราะสันนิษฐานจากคำว่า “นักเทศ” กับ “ขันที” ที่มักถูกเขียนแยกกัน
ทางที่สอง: เชื่อว่า “ไม่มี” เพราะหลักฐานเอกสารเกือบทั้งหมดที่หลงเหลืออยู่ รวมถึงรายชื่อราชทินนามขุนนาง เช่น ขุนราชาข่าน ซึ่งคำว่า ข่าน เป็นตำแหน่งมุสลิม ชี้ไปทางเดียวกันว่า ขันทีที่ทำงานจริง ๆ และมีบทบาทเด่นชัดในไทยล้วนเป็น "ชาวมุสลิม" หรือ “แขกเทศ” แทบทั้งสิ้น

หน้าที่ของขันทีในไทย ขันทีในราชสำนักอยุธยาไม่มีอำนาจล้นฟ้าหรือยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเหมือนในจีน แต่มีหน้าที่เฉพาะทาง ในฐานะผู้ประสานงานระหว่าง "ฝ่ายหน้า" ซึ่งเป็นพื้นที่ของพระมหากษัตริย์ และขุนนางชายในการว่าราชการงานแผ่นดิน กับ "ฝ่ายใน" ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามเฉพาะสตรี นางใน และพระมหากษัตริย์เท่านั้น ซึ่งหน้าที่หลัก ๆ ได้แก่
อารักขาความปลอดภัยในเขตพระราชฐานชั้นใน / อัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งจากฝ่ายหน้าไปฝ่ายใน /
จัดเตรียมการร่วมขบวนเสด็จ ฯ ที่มีฝ่ายในติดตามออกไปข้างนอก / ติดตามองค์พระมหากษัตริย์เมื่อเสด็จฯ เข้าไปยังฝ่ายใน และในสถานที่อื่น ๆ ตามพระราชประสงค์

ตำแหน่งสำคัญของนักเทศขันที
หลวงศรีมโนราชภักดีศรีเทพรักษา องครักษ์ ขันที และ หลวงเทพชำนาญภักดีศรีเทพรักษา องครักษ์ ขันที ทั้ง 2 ตำแหน่งนี้มีชื่อ และราชทินนามเทียบเท่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ขึ้นตรงกับเสนาบดีกรมวัง ถือศักดินา 1,000 ไร่ ซึ่งถือว่าสูงมากหากเทียบกับชั้น “หลวง” คือเทียบเท่ากับ “เจ้ากรม” ซึ่งเป็น “ออกพระ” เลยทีเดียว โดยมีหน้าที่เฉพาะคือเป็น "ราชองครักษ์ขันที" ถวายอารักขาพระมหากษัตริย์ และดูแลความปลอดภัยให้กับเหล่าสตรีฝ่ายใน หรือจะเรียกว่า “องครักษ์ฝ่ายใน” ก็ได้ มีหน้าที่ถวายอารักขาใกล้ชิดพระมหากษัตริย์ในยามที่เสด็จฯ ร่วมกับฝ่ายใน เช่น การถวายอารักขาเมื่อเสด็จฯ ทางชลมารคไปโดยมีเรือพระที่นั่งของฝ่ายในร่วมเสด็จฯ ด้วย / ตรวจตราความเรียบร้อยไม่ให้ชายใดลอบเข้ามาในเขตหวงห้าม รวมถึงกำกับดูแลความประพฤติของนางกำนัลให้อยู่ในระเบียบวินัย / คุมสิ่งของสมโภชในกระบวนเสด็จฯ ซึ่ง "ตำราแบบธรรมเนียมในราชสำนักครั้งกรุงศรีอยุธยา" บันทึกว่ายามที่พระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินทางสถลมารค (ทางบก) เพื่อไปสมโภชพระพุทธบาทสระบุรี ขุนนางขันทีระดับหัวหน้าจะมีหน้าที่คุมบัญชี และดูแลขบวนเกวียนขนสิ่งของเครื่องใช้ ดอกไม้เพลิง และสรรพาวุธต่าง ๆ ของทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน

ออกพระศรีมะโนราชภักดีศรีปลัยวัล เจ้ากรมนักเทศขันที ถือศักดินา 1,000 ไร่ ซึ่งเป็นระดับเดียวกับเจ้ากรมชั้นผู้ใหญ่ในวังหลวง เป็นผู้ดูแล "นักเทศขันที" ทั้งหมด โดยมีหน้าที่บริหาร ควบคุม ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในเขตพระราชฐานชั้นใน รับส่งสารพระราชกระแสรับสั่ง ประสานงานเชื่อมต่อระหว่างฝ่ายหน้ากับฝ่ายใน ฝ่ายนักเทศดูแลการออกฝ่ายหน้า ฝ่ายขันทีดูแลฝ่ายใน ซึ่งงานของเขามีตัวอย่างเช่น การเข้าเฝ้าในพระราชพิธีสำคัญอย่างพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ดูแลการเข้าออกของฝ่ายในทั้งหมด ซึ่งตัวออกพระศรีฯ เองก็ห้ามออกไปนอกด่านขนอนโดยเด็ดขาด ออกพระศรีฯ มีผู้ใต้บังคับบัญชาในทำเนียบเช่น หลวงราชาชานภักดี ปลัดกรมมีศักดินา 500 ไร่ ปลัดจ่านุชิด ปลัดพิพิท ปลัดมระกฎ ซึ่งเป็นกลุ่มขันทีระดับปฏิบัติการ

จากตำแหน่งที่มีชื่อในข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่าราชสำนักอยุธยามีการจัดระบบกลุ่มข้าราชบริพารที่เป็นขันทีอย่างเป็นกิจจะลักษณะ และมีแบบแผนที่ชัดเจน

การแต่งกาย และอุปกรณ์ของนักเทศขันที
เนื่องจากนักเทศ ขันที เหล่านี้มักถูกตอนเฉพาะอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกบางส่วน เพื่อให้ยังคงมีฮอร์โมนเพศชายในการเป็น "องครักษ์" จึงไม่ได้มีลักษณะอ้อนแอ้น รูปร่างของพวกเขาจึงยังคงมีความแข็งแรงกำยำแบบบุรุษ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เช่น ที่วัดไชยทิศ กรุงเทพฯ และหอเขียน วังสวนผักกาด มีภาพที่สะท้อนการแต่งกายของขันทีไว้อย่างชัดเจนว่ามีการแต่งกาย "ตามเชื้อชาติและวัฒนธรรมอิสลาม/เปอร์เซีย" มีการใช้ผ้าโพกศีรษะ ตามแบบชาวมุสลิม นุ่งห่มและสวมเสื้อคลุมยาวแบบแขกเทศ เหน็บกริช ไว้ที่เอว ถือไม้เท้าเดินตามเสด็จฯ ที่เรียกว่า “ไม้หวด” โดยไม้เท้านี้มีไว้สำหรับตีหรือหวด เจ้านายฝ่ายในหรือนางกำนัลที่ประพฤติตนออกนอกลู่นอกทาง รวมถึงใช้ตีไล่พวกมหาดเล็กหนุ่มๆ ฝ่ายหน้า ที่แอบเข้ามาด้อมๆ มองๆ สาวๆ ฝ่ายใน บางครั้งต้องถือ "กระสุน" และ “ธนูยิงกระสุน” เพื่อใช้ยิงไล่พวกที่ประพฤติไม่เหมาะสมขณะเสด็จฯ ร่วมเดินแห่เพื่ออารักขา หรือทำหน้าที่ ตีกรับ/เป่าสังข์ ในการส่งสัญญาณห้ามคนเข้าใกล้ขบวนเสด็จฝ่ายใน

แล้วพวกนักเทศ ขันทีเขาอยู่กันอย่างไร ?
"ทิมนักเทศ" และ "ทิมขันที" คือโรงหรืออาคารพักอาศัย ที่ถูกแบ่งอย่างเป็นสัดส่วนของกลุ่มข้าราชบริพารชายที่ถูกตอนแล้วมาทำงานในพระราชฐานชั้นในของพระราชวังหลวงสมัยกรุงศรีอยุธยา คำว่า "ทิม" ในภาษาโบราณหมายถึง แถวห้องพัก อาคารยาว หรือโรงเรือนพักสำหรับเจ้าพนักงานในวัง ข้อมูลตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น ตำราแบบธรรมเนียมในราชสำนักครั้งกรุงศรีอยุธยา ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับทิมกลุ่มนักเทศขันทีไว้ดังนี้
มีแยกทิมอย่างชัดเจน ในบันทึกระบุสิ่งก่อสร้างเพื่อพักอาศัยของข้าราชบริพารฝ่ายในว่า "...ทิมนักเทศ ทิมขันที ทิมโขลน..." สิ่งนี้เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่นักประวัติศาสตร์ใช้ยืนยันว่า "นักเทศ" กับ "ขันที" เป็นคนละกลุ่ม และมีที่พักแยกจากกัน ไม่ใช่คำเรียกเหมารวมอย่างที่เข้าใจกันในยุคหลัง โดยสันนิษฐานว่า ทิมนักเทศ เป็นที่พักของยูนุคกลุ่มที่มาจากฝั่งตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ (มุสลิม/แขกเทศ) ซึ่งมักนั่งเฝ้าฝั่งขวาในพระราชพิธี ทิมขันที เป็นที่พักของยูนุคกลุ่มที่อาจจะได้รับอิทธิพลหรือมาจากฝั่งอื่น ๆ ซึ่งมักนั่งเฝ้าฝั่งซ้าย
ตั้งอยู่ตรงไหนของเขตหวงห้ามชั้นใน ? ทิมเหล่านี้ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน แวดล้อมไปด้วยสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของสตรีฝ่ายใน เช่น พระตำหนักเรือนหลัง พนักงานสนมซ้ายขวา โรงสะดึง (สำหรับปักผ้า) โรงเทียน และทิมโขลน (ที่พักของตำรวจหญิง) การตั้งอยู่บริเวณนี้ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มนักเทศ และขันทีจำเป็นต้องพร้อมปฏิบัติหน้าที่อารักขา และเดินสารตลอด 24 ชั่วโมง
ระบบชนชั้นภายในทิม “ทิมนักเทศ" และ "ทิมขันที จะเป็นลักษณะห้องพักรวม (เรือนนอนรวม) สำหรับขันทีระดับปฏิบัติการทั่วไป ส่วนข้าหลวงขันทีชั้นผู้ใหญ่ที่มีบรรดาศักดิ์สูง และกุมอำนาจคุมกรม เช่น ออกพระศรีมะโนราชภักดี ฯ หรือ หลวงศรีมโนราช จะได้รับพระราชทานความสะดวกสบายที่มากกว่า โดยมีเรือนพักส่วนตัวแยกออกไปเป็นเอกเทศ ไม่ต้องนอนรวมในทิมกับคนอื่น ๆ

ระบบขันทีชายในราชสำนักไทยได้สูญสิ้นไปอย่างเป็นทางการในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยถูกยกเลิกลงอย่างเด็ดขาดในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เมื่อสิ้นกรุงศรีอยุธยา เข้าสู่ยุคกรุงธนบุรี ต่อเนื่องมาจนถึงการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ในปี พ.ศ. 2325 แม้ว่าจะมีการรวบรวมกฎหมายเก่ามาจัดทำเป็น "กฎหมายตราสามดวง" ซึ่งยังคงใส่ชื่อตำแหน่งอย่าง หลวงศรีมโนราชฯ หรือ หลวงศรีสัจจาฯ ไว้ตามธรรมเนียมอยุธยาเพื่อเป็นแบบแผน แต่ในความเป็นจริง รัชกาลที่ 1 ทรงสั่งยกเลิกขุนนางตำแหน่งนักเทศขันทีทั้งหมด และไม่มีการนำเข้านักเทศขันทีต่างชาติเข้ามาใช้งานในพระบรมมหาราชวังอีกต่อไป จึงถือเป็นจุดสิ้นสุดของ "ขันทีชาย" ในประวัติศาสตร์ไทยอย่างแท้จริง

กรมชลประทานลุยขุดเจ้าพระยา2 ครม.อนุมัติงบ 1.65 แสนล้านบาท ขุดคลองใหม่ช่วยระบายน้ำจากชัยนาทถึงอ่าวไทย คาดลดน้ำท่วมกรุงเทพและภาคกลางได้ เวนคืนที่ดิน 2,000 ครัวเรือน พร้อมชดเชยเป็นธรรม

อธิบดีกรมชลประทาน เดินหน้าขุดเจ้าพระยา 2 หลัง ครม. อนุมัติงบ 1.65 แสนล้านบาท มั่นใจลดผลกระทบน้ำท่วมภาคกลาง-กทม.

นายวิทยา แก้วมี ​อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการระบบระบายน้ำ (ชัยนาท-ป่าสัก-กรุงเทพ-อ่าวไทย) หรือแม่น้ำเจ้าพระยา 2 หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ 165,000 ล้านบาท โดยระบุว่าโครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำหลากของประเทศ เพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานครอย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในปัจจุบัน โครงสร้างการระบายน้ำของประเทศไทยในยามเกิดน้ำหลากจากแม่น้ำสายหลักทางภาคเหนือ (ปิง, วัง, ยม, น่าน) จะต้องไหลรวมลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและระบายออกสู่ทะเลผ่านพื้นที่กรุงเทพมหานคร ออกอ่าวไทย โดยมีเขื่อนเจ้าพระยาทำหน้าที่ควบคุมปริมาณน้ำท้ายเขื่อน ซึ่งในอดีตหากมีปริมาณน้ำไหลผ่านเกินกว่า 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก็เริ่มส่งผลกระทบต่อพื้นที่รอบข้าง เช่น อำเภอบางบาล โผงเผง แล้ว และเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2554 ที่ผ่านมา ปริมาณน้ำหน้าเขื่อนเคยพุ่งสูงถึงเกือบ 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับปรุงและเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำเพื่อรองรับสถานการณ์ในอนาคต

​แนวทางของโครงการดังกล่าวจะมีการขุดคลองบายพาสสายใหม่ (แม่น้ำเจ้าพระยา2)เพื่อดึงน้ำก่อนที่จะผ่านประตูระบายน้ำมโนรมย์ ในปริมาณ 960 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ให้เบี่ยงออกไปทางฝั่งด้านซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมลงสู่แม่น้ำป่าสักและไหลผ่านกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออกสู่อ่าวไทย ซึ่งจะช่วยระบายน้ำเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยในช่วงต้นของโครงการประมาณ 150 กิโลเมตร จะใช้พื้นที่ของกรมชลประทานเดิมในการก่อสร้างคลองส่งน้ำพร้อมตอกเสาเข็มและแผ่นกันดินเพื่อเพิ่มความเร็วและการไหลของน้ำ พร้อมสร้างประตูควบคุมน้ำเพื่อกักเก็บไว้ใช้ในฤดูแล้งสำหรับประชาชนสองฝั่งคลอง

​สำหรับขั้นตอนหลังจากได้รับอนุมัติจาก ครม. ทางกรมชลประทานมีความพร้อมในด้านแบบก่อสร้างแล้ว และจะเริ่มดำเนินงานบางส่วนได้ภายในปีงบประมาณ 2570 โดยเฉพาะในพื้นที่ช่วงจากจังหวัดชัยนาทมาป่าสัก (ลพบุรี)ที่เป็นพื้นที่ของกรมชลประทานเอง

ส่วนงบประมาณในการดำเนินการบางส่วนจะใช้แหล่งเงินทุนจากธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งรัฐบาลได้หารือร่วมกันไว้แล้ว ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้รับการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรมจากรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เนื่องจากหากไม่มีโครงสร้างใหม่นี้รองรับ ความเสี่ยงในการบริหารจัดการน้ำในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในอนาคตจะมีสูงมาก

​ในส่วนของผลกระทบต่อประชาชนและการเวนคืนที่ดิน ช่วงระยะทางจากป่าสักลงสู่อ่าวไทยที่มีระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร จะต้องมีการจัดซื้อที่ดินเพิ่มเติมและส่งผลกระทบต่อราษฎรประมาณ 2,000 กว่าครัวเรือน

'ที่ผ่านมาได้มีการลงพื้นที่สร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมกับประชาชนในระดับหนึ่งแล้ว พร้อมทั้งยืนยันว่าจะมีการจ่ายค่าที่ดินและค่าชดเชยให้อย่างเป็นธรรม'อธิบดรกรมชลประทาน กล่าว

สำหรับกระบวนการก่อสร้างทั้งหมดได้วางกรอบระยะเวลาไว้ประมาณ 8 ปี
​อธิบดีกรมชลประทานเน้นย้ำความมั่นใจว่า หากโครงการนี้แล้วเสร็จ จะช่วยลดปริมาณมวลน้ำที่ต้องปล่อยลงสู่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งในปัจจุบันช่วงที่น้ำหลากมักสร้างความเสียหายหนักในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ปทุมธานี และสุพรรณบุรี นอกจากนี้ น้ำที่เคยต้องไหลผ่านเส้นเลือดฝอยสายเล็กๆ จะถูกดึงให้วิ่งตรงลงสู่อ่าวไทยได้ทันที ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังซ้ำซากในพื้นที่อยุธยาและจังหวัดใกล้เคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

จากห้องแล็บไซบีเรีย สู่ประเด็นความมั่นคงโลก!! นักวิชาการไทยวิเคราะห์ปมกาฬโรครัสเซีย เจ้าหน้าที่หญิงดับในไซบีเรีย เกิดเหตุในห้องวิจัยกาฬโรค กังวลแพร่ระบาดโรคลุกลาม ตอกย้ำมาตรฐานชีวปลอดภัยต่ำ

“สถานการณ์กาฬโรคในรัสเซีย: ท่าทีรัฐบาลต่อความเสี่ยงการแพร่ระบาดและมาตรการความมั่นคงด้านสาธารณสุข”

สถานการณ์กาฬโรคในสหพันธรัฐรัสเซียได้รับความสนใจจากนานาชาติ หลังมีรายงานการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่หญิงวัย 28 ปี ประจำสถาบันวิจัยต่อต้านกาฬโรคในเมืองอีร์คุตสค์ (Irkutsk) เขตไซบีเรีย โดยมีข้อสงสัยว่าอาจสัมผัสเชื้อแบคทีเรียอันตรายจากอุบัติเหตุภายในห้องปฏิบัติการ เหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของกาฬโรคปอด (Pneumonic Plague) รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพของห้องปฏิบัติการในรัสเซีย โดยลำดับเหตุการณ์สำคัญมีดังนี้

- 2 ตุลาคม 2026: มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่หญิงประจำสถาบันวิจัยในอีร์คุตสค์เสียชีวิตจากภาวะปอดอักเสบรุนแรง โดยสื่อบางแห่งตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการสัมผัสเชื้อกาฬโรคจากห้องปฏิบัติการ
- 6 ตุลาคม 2026: ทางการรัสเซียระบุว่าสาเหตุการเสียชีวิตเป็นโรคปอดอักเสบที่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุแน่ชัด ไม่ใช่กาฬโรคตามข้อมูลที่เปิดเผย
- มีผู้ถูกกักกันเพื่อเฝ้าระวังประมาณ 200 คน และมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเกือบ 5,000 ครั้ง โดยไม่พบผู้ติดเชื้อกาฬโรค ทางการระบุว่าประมาณร้อยละ 90 ของผู้ถูกกักกันได้รับอนุญาตให้ออกจากการเฝ้าระวังแล้ว
- 6 ตุลาคม 2026: สำนักข่าว Reuters รายงานว่า รัสเซียแจ้งองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าไม่พบผู้ป่วยกาฬโรคที่ได้รับการยืนยันในเมืองอีร์คุตสค์ และผู้สัมผัสใกล้ชิดที่ได้รับการตรวจไม่พบเชื้อก่อโรคอันตราย อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามเกี่ยวกับผลตรวจยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่รายดังกล่าว
- 6 ตุลาคม 2026: Euronews รายงานว่า ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป (ECDC) กำลังติดตามสถานการณ์และประสานงานกับ WHO โดยยังไม่มีรายงานยืนยันการแพร่เชื้อต่อเนื่องจากคนสู่คน
- 12–14 ตุลาคม 2026: สื่อและนักวิชาการตะวันตกเผยแพร่ข้อกังวลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความโปร่งใสของรัสเซียในการเปิดเผยข้อมูลทางห้องปฏิบัติการ และความปลอดภัยของสถานที่วิจัยเชื้อโรคอันตราย
- 16 ตุลาคม 2026: สื่อ Bloknot Rostov เผยแพร่คำชี้แจงจากสำนักงานบริการกลางด้านการกำกับดูแลการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคและสวัสดิภาพมนุษย์ของรัสเซีย (Rospotrebnadzor) ประจำแคว้นรอสตอฟ โดยยืนยันว่าไม่มีการระบาดของกาฬโรคในพื้นที่ พร้อมเน้นย้ำว่าโรคดังกล่าวสามารถรักษาได้หากได้รับยาปฏิชีวนะอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลจนถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2569 ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าเกิดการแพร่ระบาดของกาฬโรคในรัสเซีย หรือว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการทดลองอาวุธชีวภาพของรัสเซียตามที่ตะวันตกกล่าวอ้าง
ในขณะที่หน่วยงานสาธารณสุขรัสเซียมีท่าทีมุ่งลดความกังวลของประชาชน โดยชี้แจงว่าไม่พบหลักฐานยืนยันการแพร่ระบาดของกาฬโรค และให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังผู้สัมผัส การตรวจสอบความเสี่ยง และการป้องกันโรคตามมาตรการสาธารณสุข ขณะเดียวกัน Rospotrebnadzor ยืนยันว่ากาฬโรคเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียอันตรายที่พบได้ในแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ แต่สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ โดยประชาชนทั่วไปไม่ควรตื่นตระหนก หากไม่มีประวัติสัมผัสสัตว์ติดเชื้อหรือเดินทางเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ในอีร์คุตสค์ยังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากนานาชาติ โดยเฉพาะรายละเอียดของผลตรวจทางห้องปฏิบัติการและมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพ ท่าทีของรัสเซียจึงสะท้อนความพยายามควบคุมความกังวลด้านสาธารณสุข ขณะที่ยังเผชิญแรงกดดันให้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมระหว่างประเทศ
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า กาฬโรคเกิดจากแบคทีเรีย Yersinia pestis และมีระยะฟักตัวโดยทั่วไปประมาณ 1–7 วัน โดยสามารถรักษาได้หากตรวจพบและให้ยาปฏิชีวนะอย่างรวดเร็ว

สำหรับสถานการณ์ในรัสเซีย ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือผลการสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิตในแคว้นอีร์คุตสค์ การยืนยันผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการประเมินว่ามีผู้สัมผัสเชื้อหรือผู้ป่วยรายอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ การประเมินความเสี่ยงในระดับประเทศจึงจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขรัสเซียและองค์กรด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศเพิ่มเติม ไม่ควรนำเหตุการณ์ที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบไปสรุปว่าเกิดการระบาดทั่วประเทศ

ประวัติสถาบันต่อต้านกาฬโรคของรัสเซีย
รัสเซียมีประวัติการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะทางเพื่อรับมือโรคกาฬโรคมายาวนานกว่า 120 ปี โดยเริ่มวางระบบอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1897 ในสมัยจักรวรรดิรัสเซีย เนื่องจากโรคกาฬโรคเป็นภัยคุกคามต่อประชาชนและการค้าระหว่างภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่มีแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ ในช่วงแรก รัฐบาลรัสเซียจัดตั้งห้องปฏิบัติการและหน่วยปฏิบัติการควบคุมโรค เพื่อศึกษาการแพร่เชื้อ พัฒนาวัคซีนและซีรัมรักษาโรค ตลอดจนจัดส่งคณะผู้เชี่ยวชาญไปสอบสวนและควบคุมการระบาด ต่อมาในปี ค.ศ. 1901 ได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการต่อต้านกาฬโรคที่เมืองอัสตราคาน (Astrakhan) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการขยายเครือข่ายหน่วยงานควบคุมโรคในพื้นที่ทางตอนใต้ของจักรวรรดิรัสเซีย

สถาบันที่เกี่ยวข้องกับข่าวการเสียชีวิตต้องสงสัยในเดือนตุลาคม 2026 คือ สถาบันวิจัยต่อต้านกาฬโรคแห่งอีร์คุตสค์สำหรับไซบีเรียและตะวันออกไกล «Иркутский научно-исследовательский противочумный институт Сибири и Дальнего Востока»สถาบันแห่งนี้มีจุดกำเนิดจากห้องปฏิบัติการต่อต้านกาฬโรคที่จัดตั้งขึ้นในเมืองอีร์คุตสค์เมื่อปี ค.ศ. 1923 พื่อรับมือสถานการณ์กาฬโรคในพื้นที่ทรานส์ไบคาเลีย ซึ่งมีแหล่งรังโรคตามธรรมชาติและตั้งอยู่ใกล้เขตแดนมองโกเลียและจีน ต่อมาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 1934 สหภาพโซเวียตได้จัดตั้งสถาบันต่อต้านกาฬโรคอีร์คุตสค์อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นศูนย์กลางประสานงานและปฏิบัติการควบคุมโรคในไซบีเรียและตะวันออกไกล

ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการคนแรกคือ ศาสตราจารย์อเล็กเซย์ มิคาอิโลวิช สโกรอดูมอฟ (Alexei Mikhailovich Skorodumov) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาและจุลชีววิทยา ในวันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 1934 สถาบันได้ออกคำสั่งจัดตั้งบุคลากรเริ่มต้นเพียง 7 คน ก่อนขยายงานวิจัยและเครือข่ายควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง

ภายหลังการก่อตั้ง สถาบันอีร์คุตสค์ได้รับมอบหมายให้เป็นศูนย์กลางของเครือข่ายต่อต้านกาฬโรคครอบคลุมไซบีเรียและตะวันออกไกล โดยประสานงานกับสถานีควบคุมโรคในเมืองชิตา (Chita) คาบารอฟสค์ (Khabarovsk) และพื้นที่ชายแดนอื่น ๆ ภารกิจสำคัญประกอบด้วยการศึกษาการแพร่ระบาดของกาฬโรคในสัตว์ การเฝ้าระวังแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ การตรวจวิเคราะห์เชื้อ และการพัฒนามาตรการป้องกันโรค ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1939 สถาบันได้ย้ายเข้าสู่อาคารที่ก่อสร้างขึ้นบนถนนที่ปัจจุบันเรียกว่า Trilisser หมายเลข 38 ในเมืองอีร์คุตสค์ และขยายบุคลากรด้านจุลชีววิทยา ระบาดวิทยา สัตววิทยา และกีฏวิทยา ต่อมาบทบาทของสถาบันขยายจากโรคกาฬโรคไปสู่โรคติดเชื้ออันตรายอื่น ๆ ได้แก่ อหิวาตกโรค โรคทูลารีเมีย โรคแอนแทรกซ์ และโรคติดเชื้อที่มีสัตว์หรือแมลงเป็นพาหะ ในภาพรวม ระบบต่อต้านกาฬโรคของสหภาพโซเวียตได้ขยายจากหน่วยงานจำนวนประมาณหนึ่งโหลในสมัยจักรวรรดิรัสเซีย ไปเป็นเครือข่ายมากกว่า 100 แห่งในยุคโซเวียต โดยมีทั้งสถาบันวิจัย สถานีควบคุมโรค และหน่วยปฏิบัติการภาคสนาม

ประเด็นสำคัญในประวัติศาสตร์คือ ระบบต่อต้านกาฬโรคของสหภาพโซเวียตไม่ได้มีเฉพาะภารกิจสาธารณสุขเท่านั้น แต่บางส่วนยังมีความเกี่ยวข้องกับโครงการป้องกันและการวิจัยด้านสงครามชีวภาพ
งานวิจัยของ Raymond A. Zilinskas ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Critical Reviews in Microbiology ปี 2006 ระบุว่า

- ทศวรรษ 1960: ระบบต่อต้านกาฬโรคของโซเวียตเริ่มมีบทบาทในโครงการป้องกันภัยจากอาวุธชีวภาพภายใต้รหัส Project 5
- กลางทศวรรษ 1970: หน่วยงานบางส่วนได้รับมอบหมายให้สนับสนุนภารกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงการอาวุธชีวภาพเชิงรุกภายใต้รหัส Ferment
ระบบต่อต้านกาฬโรคจึงมีลักษณะการใช้งานสองด้าน (Dual-use) โดยองค์ความรู้และเทคโนโลยีบางประเภทสามารถใช้ทั้งเพื่อการป้องกันโรคและสนับสนุนกิจกรรมทางทหารได้ อย่างไรก็ตาม ต้องแยกข้อเท็จจริงที่สำคัญว่า ยังไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือยืนยันว่า สถาบันอีร์คุตสค์แห่งนี้เป็นสถานที่พัฒนาอาวุธชีวภาพโดยตรง

หลังสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี ค.ศ. 1991 รัสเซียยังคงรักษาเครือข่ายสถาบันต่อต้านกาฬโรคไว้ เพื่อสนับสนุนงานด้านสาธารณสุข การเฝ้าระวังโรค และการรับมือภัยคุกคามทางชีวภาพ ระบบดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อกาฬโรค แอนแทรกซ์ และโรคติดต่อจากสัตว์สู่มนุษย์สถาบันต่อต้านกาฬโรคในรัสเซียปัจจุบันอยู่ในเครือข่ายการกำกับดูแลของ Rospotrebnadzor ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการคุ้มครองสุขภาพและการเฝ้าระวังโรคของรัฐบาลกลางรัสเซีย ในมิติความมั่นคง สถาบันเหล่านี้มีความสำคัญต่อการตรวจพบการระบาดอย่างรวดเร็ว การพัฒนาขีดความสามารถทางห้องปฏิบัติการ และการเตรียมความพร้อมต่อเหตุการณ์ทางชีวภาพทั้งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือจากอุบัติเหตุ

ประเด็นอาวุธชีวภาพและข้อกล่าวหาจากชาติตะวันตก
เหตุการณ์ในอีร์คุตสค์ทำให้ประเด็นเกี่ยวกับโครงการวิจัยเชื้อโรคอันตรายของรัสเซียกลับมาได้รับความสนใจ โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกาและสื่อชาติตะวันตก ซึ่งตั้งคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใสและความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับเชื้อโรคร้ายแรง โดยมีเหตุการณ์สำคัญดังนี้

วันที่ 12 ตุลาคม 2026 บทวิเคราะห์ใน The Guardian ตั้งข้อกังวลเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่วิจัยในรัสเซีย โดยระบุถึงความเป็นไปได้หลายประการ ตั้งแต่อุบัติเหตุภายในห้องปฏิบัติการไปจนถึงความเสี่ยงเกี่ยวกับโครงการวิจัยทางชีวภาพ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมิได้เสนอหลักฐานยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอาวุธชีวภาพ

วันที่ 13 ตุลาคม 2569 จอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ เผยแพร่บทความใน The Washington Post เรียกร้องให้สหรัฐฯ ทบทวนความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามจากอาวุธชีวภาพ โดยเชื่อมโยงความกังวลครั้งนี้กับประวัติศาสตร์โครงการอาวุธชีวภาพของสหภาพโซเวียตและข้อกล่าวหาเกี่ยวกับกิจกรรมทางชีวภาพของรัสเซียในปัจจุบัน ทั้งนี้ เป็นข้อเสนอของอดีตเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ มิใช่การประกาศข้อกล่าวหาใหม่อย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐฯ

ข้อกังวลดังกล่าวมีพื้นฐานส่วนหนึ่งจากรายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประจำปี 2024 ซึ่งประเมินว่ารัสเซียยังคงมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับโครงการอาวุธชีวภาพเชิงรุกที่สืบทอดจากสหภาพโซเวียต และยังปฏิบัติไม่ครบถ้วนตามพันธกรณีอนุสัญญาห้ามอาวุธชีวภาพ (Biological Weapons Convention: BWC) อย่างไรก็ตาม การประเมินดังกล่าวไม่ได้เป็นหลักฐานว่าเหตุการณ์เสียชีวิตในอีร์คุตสค์เกี่ยวข้องกับอาวุธชีวภาพ

ในอีกด้านหนึ่ง รัสเซียเองเคยกล่าวหาสหรัฐอเมริกาและยูเครนว่าดำเนินโครงการอาวุธชีวภาพในห้องปฏิบัติการของยูเครน โดยนำข้อกล่าวหาเข้าสู่การพิจารณาของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในปี 2565 อย่างไรก็ตาม องค์การสหประชาชาติระบุว่าไม่รับทราบหลักฐานเกี่ยวกับโครงการอาวุธชีวภาพในยูเครน และข้อกล่าวหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากการตรวจสอบอิสระ จึงต้องแยกประเด็นให้ชัดเจนว่า ข้อกล่าวหาของรัสเซียต่อสหรัฐฯ และยูเครนเป็นข้อพิพาททางความมั่นคงที่มีมาก่อนหน้านี้ ขณะที่กรณีอีร์คุตสค์ในเดือนตุลาคม 2026 เป็นเหตุการณ์ต้องสงสัยด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นการโจมตีด้วยอาวุธชีวภาพโดยชาติตะวันตก หรือเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอาวุธชีวภาพของรัสเซีย

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความท้าทายของรัสเซียในสองมิติสำคัญ ได้แก่ การรักษาความเชื่อมั่นต่อระบบควบคุมโรคภายในประเทศ และการรับมือกับข้อกังวลของชาติตะวันตกเกี่ยวกับความโปร่งใสของโครงการวิจัยทางชีวภาพ
ในมิติแรก หน่วยงานสาธารณสุขรัสเซียพยายามแสดงให้เห็นว่าระบบเฝ้าระวังและควบคุมโรคยังสามารถดำเนินการได้ โดยยืนยันว่าไม่มีผู้ป่วยกาฬโรคที่ได้รับการยืนยันในอีร์คุตสค์ และไม่พบการระบาดในแคว้นรอสตอฟ

ในมิติที่สอง ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกทำให้ประเด็นความปลอดภัยทางชีวภาพมีความเชื่อมโยงกับการแข่งขันด้านความมั่นคงและการข่าวระหว่างประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายต่างเคยตั้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับกิจกรรมด้านอาวุธชีวภาพของอีกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุดคือการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะผลตรวจเชื้อ สาเหตุการเสียชีวิต และความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการ ซึ่งจะช่วยแยกความเสี่ยงด้านสาธารณสุขที่เกิดขึ้นจริงออกจากข้อกล่าวหาทางภูมิรัฐศาสตร์

สรุป กรณีการเสียชีวิตต้องสงสัยในสถาบันวิจัยต่อต้านกาฬโรคของรัสเซียเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2026 นำไปสู่ความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยทางชีวภาพและความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล แม้ทางการรัสเซียแจ้ง WHO เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมว่าไม่พบผู้ป่วยกาฬโรคที่ได้รับการยืนยัน แต่ชาติตะวันตกยังคงตั้งคำถามเกี่ยวกับการตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว สถานการณ์นี้จึงมีนัยสำคัญมากกว่าประเด็นโรคระบาด เพราะสะท้อนความไม่ไว้วางใจระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกในด้านความมั่นคงทางชีวภาพ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นผลจากการใช้อาวุธชีวภาพของฝ่ายใด สำหรับประเทศไทย ควรติดตามทั้งข้อมูลด้านระบาดวิทยาจาก WHO และพัฒนาการด้านอนุสัญญาห้ามอาวุธชีวภาพ เพื่อประกอบการประเมินภัยคุกคามทางชีวภาพ การเตรียมความพร้อมของหน่วยงานด้านสาธารณสุขและความมั่นคง ตลอดจนความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top