Friday, 5 June 2026
Columnist

เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า ลำสุดท้ายของกองทัพเรือสหรัฐฯ ก่อนปรับเปลี่ยนใช้พลังงานนิวเคลียร์เต็มรูปแบบ

ช่วงเวลานี้ ข่าวดี ข่าวสำคัญ ข่าวหนึ่งของพี่น้องประชาชนคนไทยผู้ที่มีใจรักชาติก็คือ เรือดำน้ำแบบ S26T ที่สั่งต่อในประเทศจีนได้ไปต่อ โดยรัฐบาลยอมให้มีการแก้สัญญาเปลี่ยนเครื่องยนต์/เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ MTU 396 ของเยอรมนี ซึ่งรัฐบาลเยอรมนีไม่อนุญาตให้ส่งออกไปยังจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตเรือ จนทำให้โครงการต้องหยุดชะงักเป็นเวลานานนับปี ให้เป็นไปตามที่จีนซึ่งได้เสนอให้ติดตั้งเครื่องยนต์/เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ CHD620 โดยจีนระบุว่า เทียบเท่ากับ MTU 396 หรือเป็น “Licensed-manufactured” จากเยอรมนีแทน และกลายเป็นประเด็นปัญหาของรัฐบาลและกองทัพเรือ กระทั่งล่าสุด เมื่อวันที่ 5-7 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไทยโดยมติคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในการแก้ไขสัญญาเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์/เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ CHD620 ของจีนแทน MTU 396 และขยายเวลาส่งมอบเรือออกไปอีก 1,217 วัน

เรือดำน้ำถือเป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อการปกป้องน่านน้ำไทยเป็นอย่างยิ่ง พลเรือเอก (เกษียณราชการแล้ว) ท่านหนึ่งเคยเล่าให้ผู้เขียนว่า ครั้งหนึ่งท่านเคยซ้อมรบกับกองทัพเรือสหรัฐฯ ในการฝึกซ้อมปราบเรือดำน้ำ ฝ่ายสหรัฐฯ ได้เตรียมเรือดำน้ำนิวเคลียร์ลำใหญ่มากมาร่วมการฝึกด้วย โดยลอยลำให้หมู่เรือฝึกเห็นอย่างชัดเจน แต่พอเริ่มการฝึกเรือดำน้ำดำลงไม่นาน โซนาร์ของหมู่เรือฝึกไม่สามารถจับเรือดำน้ำลำดังกล่าวได้อีกเลย สำหรับเรือดำน้ำจีนจัดได้ว่า เป็นเรือดำน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงพอสมควร ด้วยเหตุการณ์เมื่อ 26 ตุลาคม 2006 เรือดำน้ำจีน (Song-class ซึ่งเรือดำน้ำ S26T ของไทยถูกพัฒนามาจากรุ่นนี้) สามารถโผล่ขึ้นมาในระยะไม่เกิน 5 ไมล์จากขบวนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Kitty Hawk ของสหรัฐฯ ซึ่งสร้างความประหลาดใจที่เรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าของจีนสามารถเล็ดลอดเข้ามาใกล้กองเรือที่มีระบบตรวจจับที่ทันสมัยครบครันได้ และยังมีเหตุการณ์อื่นที่คล้ายกันในปี 2015 ซึ่งรายงานว่า เรือดำน้ำของจีนสามารถติดตามขบวนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Ronald Reagan โดยไม่รู้ตัวนานครึ่งวัน

สำหรับการกล่าวอ้างว่า เครื่องยนต์/เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ CHD620 เคยใช้เฉพาะเรือดำน้ำของกองทัพเรือจีนเท่านั้นไม่เป็นความจริงได้อย่างใด เพราะเรือดำน้ำ Hangor-class ของปากีสถานซึ่งต่อจากจีน (China Shipbuilding Industry Corporation (CSIC)) และมีกำหนดส่งมอบเรือดำน้ำ 4 ลำภายในปีนี้ และจะต่อภายในปากีสถานอีก 4 ลำ (Karachi Shipyard & Engineering Works (KSEW)) โดยมีกำหนดส่งมอบในอีก 3-4 ปีข้างหน้าก็ใช้เครื่องยนต์/เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ CHD620 คงมีผู้อ่านจำนวนมากสงสัยว่า ขณะที่มีการแข่งขันประกวดราคาเพื่อจัดซื้อเรือดำน้ำของไทยนั้น มีบริษัทจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมหลายประเทศ ประเทศที่เข้าร่วมประมูล/ยื่นข้อเสนอ: เยอรมนี, สเปน, สหราชอาณาจักร, เนเธอร์แลนด์, สหรัฐอเมริกา, เกาหลีใต้, และจีน โดยบริษัทจาก สเปน และ เกาหลีใต้ (Daewoo) ผ่านการคัดเลือกในรอบแรก และโครงการที่เกิดขึ้นดำเนินการผ่านความร่วมมือกับจีนในรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) แล้วทำไมบริษัทต่อเรือจากสหรัฐอเมริกาจึงไม่ปรากฏเป็นข่าวเลย ทั้งนี้ด้วยเพราะปัจจุบันในสหรัฐฯ ไม่มีอู่ต่อเรือที่ยังผลิตเรือดำน้ำแบบดีเซล-ไฟฟ้า (diesel-electric submarines) แล้ว

ทั้งนี้ตั้งแต่ในยุคช่วงสงครามเย็นเป็นต้นมา กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนไปใช้เรือดำน้ำที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ทั้งหมด ด้วยเหตุผลคือ (1) ประสิทธิภาพที่เหนือกว่าของระบบนิวเคลียร์ เรือดำน้ำนิวเคลียร์มีระยะปฏิบัติการไม่จำกัด และสามารถอยู่ในระดับความลึกได้ยาวนานโดยไม่ต้องขึ้นสู่ผิวน้ำ ซึ่งเหมาะกับภารกิจในน่านน้ำเปิด (Blue water) มากกว่า (2) แรงต่อต้านจากทบวงทหารเรือและวัฒนธรรมของกองทัพเรือ และจากชุมชนผู้สนับสนุนเรือดำน้ำนิวเคลียร์ในสหรัฐฯ ซึ่งมีอิทธิพลและบทบาทมาก ต่างไม่เห็นด้วยกับการใช้เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า เนื่องจากจะเป็นการเบียดบังงบประมาณและทรัพยากรที่ควรใช้กับเรือดำน้ำนิวเคลียร์ และ (3) พันธะผูกพันทางยุทธศาสตร์และอุตสาหกรรม โครงสร้างการผลิตและการวางแผนของสหรัฐฯ ได้มุ่งเน้นไปที่เรือดำน้ำนิวเคลียร์อย่างเต็มที่เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีสายการผลิตหรือแรงงานเฉพาะในสหรัฐฯ สำหรับเรือดำน้ำดีเซลอีกต่อไป อีกทั้งเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์จัดว่าเป็นอาวุธเชิงรุกทางยุทธศาสตร์ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อประเทศมหาอำนาจเท่านั้นที่ต้องมีไว้ใช้งาน

USS Blueback (SS-581) เป็นเรือดำน้ำชั้น Barbel เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า (diesel-electric submarines) แบบสุดท้ายที่ประจำการในกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา สร้างขึ้นทั้งหมด 3 ลำได้แก่  USS Barbel (SS-580) USS Blueback และ USS Bonefish (SS-582) โดย USS Blueback ต่อโดย Ingalls Shipbuilding Corporation เมือง Pascagoula มลรัฐ Mississippi ต่อเสร็จเมื่อวันที่ 15 เมษายน 1957 เรือลำนี้ถูกปล่อยลงน้ำเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 1959 และเข้าประจำการเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 1959 โดยมี นาวาโท Robert H. Gautier เป็นผู้บังคับการคนแรก สำหรับที่มาของชื่อ Blueback จากพจนานุกรมของกองทัพเรืออเมริกัน (American Naval Fighting Ships) ระบุว่าชื่อ Blueback มาจากปลาเทราต์ (แซลมอน) สายรุ้ง หรือปลาเทราต์สตีลเฮดที่พบเฉพาะในทะเลสาบเครสเซนต์บนคาบสมุทรโอลิมปิกในมลรัฐ Washington โดยปลาชนิดนี้อาศัยอยู่ในน้ำลึก มีสีดำอมน้ำเงินบริเวณด้านบนและสีขาวอมฟ้าบริเวณด้านล่าง เรือลำนี้เป็นเรือดำน้ำลำที่สองของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ใช้ชื่อนี้

หลังจากประจำการ ภารกิจส่วนใหญ่ของ USS Blueback ปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบของกองเรือที่ 7 (มหาสมุทรแปซิฟิก) เป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งเขตสงครามในทะเลจีนใต้ระหว่างสงครามเวียตนาม เรือลำนี้เป็นเรือดำน้ำที่ไม่ใช่เรือดำน้ำนิวเคลียร์ลำสุดท้ายที่ประจำการในกองทัพเรือสหรัฐฯ และเป็นเรือดำน้ำขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์แบบเดิมลำสุดท้ายที่ถูกปลดประจำการ ซึ่งทำให้กองทัพเรือสหรัฐฯ มีกองเรือดำน้ำนิวเคลียร์เต็มรูปแบบ ยกเว้นเรือดำน้ำสำรวจวิจัย USS Dolphin (AGSS-555) (Diesel-electric research submarine) เข้าประจำการในปี 1968 จนถึงปี 2007

USS Blueback ถูกปลดประจำการจากกองทัพเรือสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1990 และประจำการอยู่ในกองเรือสำรองแปซิฟิกที่เมืองเบรเมอร์ตัน มลรัฐ Washington ต่อมาถูกปลดออกจากทะเบียนเรือของกองทัพเรือเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 1990 เมื่อถูกปลดประจำการ จึงเป็นเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าลำสุดท้ายของกองทัพเรือสหรัฐฯ หลังจากปลดประจำการได้ถูกนำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งมลรัฐ Oregon ในฐานะอนุสรณ์สถานเรือดำน้ำแห่งชาติ ในเดือนกุมภาพันธ์ 1994 พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งมลรัฐ Oregon (Oregon Museum of Science and Industry: OMSI) ได้ทำการลาก USS Blueback ไปยังเมืองพอร์ตแลนด์ มลรัฐ Oregon ซึ่งปัจจุบันเรือลำนี้ตั้งอยู่เป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์และอนุสรณ์สถาน ใบพัดของเรือถูกถอดออกและติดตั้งไว้ด้านนอกพิพิธภัณฑ์ในฐานะอนุสรณ์สถานเรือดำน้ำแห่งชาติ OMSI มีบริการนำชมเรือดำน้ำพร้อมไกด์นำเที่ยวระยะสั้นหลายครั้งต่อวัน และทัวร์ทางเทคนิคราวสามชั่วโมง สองครั้งต่อเดือน เรือลำนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนในทะเบียนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งชาติในเดือนกันยายน 2008 ห้องวิทยุได้รับการบูรณะโดยสโมสรวิทยุ USS Blueback พร้อมด้วยวิทยุทหารโบราณและอุปกรณ์วิทยุสมัครเล่นสมัยใหม่ที่ใช้งานได้จริง ซึ่งใช้เสาอากาศ HF และ VHF ดั้งเดิมของทหาร มีสัญญาณเรียกขานวิทยุของเรือดำน้ำลำนี้ในปัจจุบันคือ W7SUB

จับตา อบจ.สงขลา กู้เงินกว่า 2000 ล้าน ‘สุพิศ’ โกงหรือไม่เป็นเรื่องในอนาคตที่ต้องติดตาม

น่าจะยินดียิ่งกับชาวสงขลา เมื่อ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.) ให้คำมั่นต่อ สภา.อบจ.ว่า โครงการกู้เงิน 2009 ล้านบาท เป็นการกู้มาเพื่อการพัฒนา ไม่ใช่กู้มาเพื่อโกง

อบจ.สงขลา ขออนุมัติต่อสภา อบจ.สงขลา ขอกู้เงินสองก้อนใหญ่ รวมแล้ว 2009 ล้านบาท เพื่อใช้ในภารกิจทำถนน ก้อนแรกกู้จากกองทุนส่งเสริมกิจการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก้อนที่สองกู้จากธนาคารออมสิน ก็เข้าใจว่า น่าจะได้มีการประสานกันไว้แล้วเป็นเบื้องต้น ส่วนการอนุมัติกู้ยังต้องผ่านการเห็นชอบจากบอร์ดของทั้งสององค์กร และต้องผ่านความเห็นชอบจากผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย ในฐานะผู้กำกับดูแล ซึ่งก็ไม่ง่าย

มาทำความรู้จักกับกองทุนส่งเสริมกิจการองค์การบริหารส่วนจังหวัดกันก่อน บางคนอาจจะไม่รู้จัก

“กองทุนส่งเสริมกิจการองค์การบริหารส่วนจังหวัด” (ก.ส.อ.) ซึ่งคือกองทุนในความดูแลของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)

โครงสร้างและส่วนเกี่ยวข้อง ก.ส.อ. จัดตั้งขึ้นตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทย โดยมีคณะกรรมการเป็นผู้กำกับดูแลการบริหารกองทุน  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สังกัดกระทรวงมหาดไทย) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ด้านงบประมาณ การเงิน และพัสดุของกองทุน    

วัตถุประสงค์และหลักการสำคัญ คือเปิดโอกาสให้ อบจ. สามารถกู้เงินจากกองทุน เพื่อนำไปใช้ในโครงการต่าง ๆ โดยรายได้หรือเงินฝากของ อบจ. ที่นำมาสะสมไว้เป็นส่วนหนึ่งของกองทุนเป็นพื้นฐานในการคำนวณวงเงินกู้  โดยทั่วไป อบจ. สามารถกู้ได้ไม่เกิน 3 เท่าของเงินสะสมที่ฝากไว้กับกองทุน มีระบบกำหนด ดอกเบี้ยเงินกู้และผลตอบแทนจากเงินฝาก ที่ชัดเจน ตามเงื่อนไขของคณะกรรมการเงินทุนกำหนด

ตัวอย่างการใช้งานในเชิงปฏิบัติ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 มีการประชุมคณะกรรมการเงินทุนส่งเสริมกิจการองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ก.ส.อ.) ครั้งที่ 3/2567 เพื่อพิจารณาโครงการกู้เงินของ อบจ.อุบลราชธานี จำนวน 72 โครงการ ซึ่งเน้นโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การก่อสร้างหรือปรับปรุงถนนพื้นที่รับผิดชอบของ อบจ. เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

เงินของกองทุนส่งเสริมกิจการ อบจ.มาจากเงินสะสมของ อบจ.เอง ถ้ามีเงินเหลือจ่ายในรอบปีงบประมาณ ซึ่งส่วนใหญ่จ่ายไม่ทันทุกปี ก็นำฝากไว้กับกองทุน เมื่อจำเป็นก็ขอกู้ได้ตามเงื่อนไข และหลักเกณฑ์ ไม่เกิน 3 เท่าของเงินสะสม

การขอกู้จากกองทุน 1000 กว่าล้านบาทแสดงว่า อบจ.สงขลาต้องมีเงินสะสมฝากไว้ไม่น้อยกว่า 350 ล้านบาท แต่ข้อเท็จจริงไม่ทราบว่า อบจ.สงขลา มีเงินฝากสะสมอยู่เท่าไหร่

แต่ผมแปลกใจว่า ทำไมสุพิศถึงพูดว่า ไม่ใช่กู้มาโกง ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครถาม มันมีอะไรติดอยู่ในใจหรือเปล่า แต่น่าสนใจผลสำรวจของสำนักข่าวโฟกัสสงขลา เสียงท่วมท้นไม่เห็นด้วยกับการกู้เงิน 2009 ล้าน และไม่เชื่อว่าจะไม่มีการโกง

ประเด็นปัญหาคือถ้ากู้ได้ไม่ครบจำนวน 2009 ล้านบาท ผมว่า ส.อบจ.ทะเลาะกันตาย เพราะไม่ได้รับงบตามที่รับปากกันไว้ และ ส.อบจ.ส่วนใหญ่ไปบอกกล่าวกับชาวบ้านไว้หมดแล้ว จะสร้าง-ซ่อม ถนนสายนั้นสายนี้แล้วสุดท้ายไม่ได้ หรือได้ไม่เต็ม 'ยุ่งตายห่า' โค้วโต๊ะหมง ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ อดีตประธานสภาฯกล่าวไว้

สุพิศจะโกงหรือไม่โกง ไม่ได้อยู่ที่คำพูด อยู่ที่การกระทำ ติดตามกันต่อไปในอนาคต

รัฐบาลเชิญ ‘Michel Alfaro’ นักข่าวรับจ้างเขมรมาไทย ทั้งที่สำนักข่าวต่างประเทศชั้นนำรู้ความจริงชัดเจนแล้ว

(17 ส.ค. 68) ถ้าจะบอกว่าประชาคมโลก “ไม่รู้ความจริง” ก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะสำนักข่าวต่างประเทศชั้นนำ เขารู้และเห็นภาพทั้งหมดชัดเจนแล้ว — ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นตรงชายแดนไทย–กัมพูชาไม่ได้เป็นเพียง “อุบัติเหตุ” อย่างที่บางฝ่ายพยายามบิดเบือน แต่คือการวางระเบิดแฝงจริง ๆ

คุณลองดูสิครับ ทั้ง Associated Press (AP) รายงานอย่างตรงไปตรงมาว่า “ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดซ้ำหลายครั้ง หลังการประกาศหยุดยิง” จนถึงขั้นที่ประเทศไทยต้องออกมาเตือนว่าอาจจะใช้สิทธิ์ ป้องกันตัว (self-defense) หากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไป 【AP】

ขณะเดียวกัน Financial Times ก็เขียนชัด ว่ามีการปะทะต่อเนื่อง และหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์บานปลายคือการ “ซ่อนอาวุธและทุ่นระเบิด” ที่ยังคงเป็นภัยต่อทหารไทยและพลเรือน 【FT】

ยังไม่นับ The Guardian, Reuters, Al Jazeera ที่พาดหัวไปในทำนองเดียวกันทั้งหมด — ว่าทหารไทยบาดเจ็บจากทุ่นระเบิด และข้อกล่าวหาหลักที่โลกได้ยิน ก็คือ “กัมพูชาละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศด้วยการวางทุ่นระเบิด”

นี่คือสิ่งที่สะท้อนว่า Narrative ระหว่างประเทศไม่ได้เข้าข้างกัมพูชา อย่างที่พยายามปั้นภาพเลย เพราะสำนักข่าวอิสระเหล่านี้ต่างมีแหล่งข่าวของตัวเอง และเมื่อรายงานตรงกันทั้งหมด ก็หมายความว่าความจริงมันปรากฏอยู่ชัดเจนแล้ว

ไม่จำเป็นที่ต้องใช้ Michel Alfaro หรอกครับ เพราะแค่นักข่าว influencer จากรายการพอดแคสต์ใน Chicago เท่านั้น

ไม่ได้มีคุณค่าทางการข่าวลึกหรือสูงกว่านักข่าวต่างประเทศที่มีความสามารถยังมีอีกเยอะครับสู้เราเชิญมาหลายๆสำนักยิ่งมีความเป็นไปได้มากกว่า

ผมเลยอยากถามจริงๆรัฐบาลแกล้งโง่หรือโง่จริงครับหรือพยายามจะเข้าข้างรัฐบาลกัมพูชาด้วยการเตะถ่วงด้วยการเชิญสื่อรับจ้างของกัมพูชามาทำข่าวในประเทศไทย

อยากให้คิดดูดีๆนะครับ

ถอดรหัสประชุมอะแลสกา ‘ปูติน - ทรัมป์’ ที่ไร้ข้อสรุป แต่มีสัญญาณเชิงบวกต่อกระบวนการยุติสงคราม

(17 ส.ค. 68) การประชุมสุดยอดที่อะแลสกา ระหว่างประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองระหว่างประเทศในปี 2025 ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ดำเนินต่อเนื่องระหว่างรัสเซียและยูเครน การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความพยายามในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจ แต่ยังมีนัยสำคัญต่อกระบวนการเจรจาเพื่อยุติสงครามและการรักษาความมั่นคงในภูมิภาคยุโรปตะวันออก บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอดอะแลสกา โดยพิจารณามุมมองของรัสเซีย สหรัฐฯ ยูเครน และพันธมิตรยุโรป รวมถึงการประเมินแนวโน้มการเจรจาและผลกระทบเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในระยะยาว

โดยก่อนการประชุมสุดยอดที่อะแลสกาในวันที่ 13-14 สิงหาคม ค.ศ. 2025 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเตือนวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียอย่างแข็งกร้าวว่าหากรัสเซียไม่ตกลงหยุดยิงสงครามยูเครน จะต้องเผชิญกับ “ผลลัพธ์ที่รุนแรงที่สุด” โดยแม้ทรัมป์จะไม่ได้ระบุรายละเอียดที่ชัดเจนในการแถลง แต่สื่อและนักวิเคราะห์ตีความว่าหมายถึงการเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจขั้นสูง การกดดันทางการเงินจากนานาชาติ และอาจรวมถึงการตอบโต้ทางการทหารหากสถานการณ์เลวร้ายลง ข้อความขู่นี้ถูกใช้เป็นแรงกดดันทางจิตวิทยาหวังให้รัสเซียยอมถอยและเห็นชอบในข้อตกลงหยุดยิง อย่างไรก็ตามรัสเซียยังคงยืนกรานไม่ยุติการรุกราน ขณะที่ทรัมป์ยังไม่ดำเนินมาตรการขู่ทันที แต่คงท่าทีพร้อมตอบโต้เต็มที่หากรัสเซียยังเลือกเส้นทางสงครามต่อไป

การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 2025 ณ ฐานทัพร่วมเอล์เมนดอร์ฟ-ริชาร์ดสัน (Joint Base Elmendorf-Richardson) ในเมืองแองคอเรจ รัฐอะแลสกา สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นการพบกันครั้งแรกในรอบ 6 ปีของผู้นำทั้งสอง โดยเป้าหมายหลักของสหรัฐฯ คือการผลักดันให้รัสเซียตกลง “หยุดยิง” สงครามยูเครน ซึ่งเป็นหัวข้อสำคัญในการหารือ การเลือกรัฐอะแลสกาเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดระหว่างปูติน–ทรัมป์มีเหตุผลทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และเชิงสัญลักษณ์ อะแลสกาตั้งอยู่ใกล้ชายแดนรัสเซียที่สุดในสหรัฐฯ ทำให้สะดวกต่อการเดินทางของผู้นำรัสเซียและยังอยู่ภายใต้เขตอำนาจของสหรัฐฯ อีกทั้งฐานทัพร่วมเอล์เมนดอร์ฟ-ริชาร์ดสันมีความปลอดภัยสูง เหมาะสำหรับรองรับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสุดยอด การเลือกสถานที่นี้ยังมีความหมายเชิงประวัติศาสตร์เนื่องจากอะแลสกาเคยเป็นอาณานิคมของรัสเซียก่อนถูกขายให้สหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 1867 นอกจากนี้การจัดประชุมในพื้นที่ห่างไกลจากเมืองหลวงช่วยสร้างบรรยากาศกลางที่เป็นทางการทูต ลดแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ และเอื้อต่อการเจรจาอย่างรอบคอบและเป็นกลาง แม้ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเผชิญหมายจับจากศาลอาชญากรรมสงครามระหว่างประเทศ (ICC) 
การตัดสินใจเดินทางไปประชุมที่อะแลสกาก็สะท้อนถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของการเจรจาและการสื่อสารโดยตรงกับสหรัฐฯ การเข้าร่วมประชุมช่วยสร้างภาพลักษณ์ว่าเขาเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและพร้อมเจรจาในเวทีโลก ขณะเดียวกันยังคงรักษาอำนาจต่อรองในประเด็นสำคัญ เช่น อิทธิพลในยูเครนและความมั่นคงภูมิภาค การตัดสินใจนี้ชี้ให้เห็นว่าผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และการสร้างสัญญาณเชิงบวกต่อพันธมิตรตะวันตกมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงทางกฎหมายระหว่างประเทศ

การเจรจาในระดับสูงเช่นการประชุมอะแลสก้ามีความซับซ้อนเนื่องจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีผลประโยชน์และแรงกดดันที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน รัสเซียมุ่งหวังผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์และการรับรองอิทธิพลในยูเครน รวมถึงการรักษาสถานะเป็นมหาอำนาจระดับโลก ขณะที่สหรัฐอเมริกาต้องรักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนยูเครนและการบริหารความสัมพันธ์กับรัสเซีย ส่วนยูเครนเองต้องเผชิญแรงกดดันภายในประเทศในการรักษาอธิปไตยและความมั่นคง รวมถึงความคาดหวังจากประชาชนและนักการเมืองภายในประเทศ นอกจากนี้ ยุโรปและนาโตรวมถึงประเทศแนวหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างโปแลนด์และรัฐบอลติกยังมีบทบาทสำคัญในการกดดันทุกฝ่ายไม่ให้รัสเซียได้เปรียบเกินไป ทำให้การหาข้อตกลงที่ตอบสนองต่อความต้องการของทุกฝ่ายเป็นเรื่องยากและต้องอาศัยการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์อย่างระมัดระวัง ความตึงเครียดก่อนการประชุมสุดยอดอะแลสก้ายิ่งซับซ้อนมากขึ้นเมื่อจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยจีนแสดงท่าทีชัดเจนในการสนับสนุนรัสเซียในบางประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกันยังเรียกร้องให้สหรัฐฯ และพันธมิตรเคารพความมั่นคงของรัสเซียและผลประโยชน์ของจีนในภูมิภาค ซึ่งการแทรกแซงของจีนเพิ่มแรงกดดันให้ทรัมป์ต้องพิจารณามาตรการทางทหารและการเจรจาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งโดยตรง การมีจีนเข้ามาเกี่ยวข้องจึงทำให้บรรยากาศก่อนการประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียด และเพิ่มความซับซ้อนต่อการต่อรองระหว่างรัสเซีย สหรัฐฯ และยูเครน

แม้บรรยากาศก่อนการประชุมจะเต็มไปด้วยความตึงเครียด แต่การประชุมสุดยอดอะแลสก้ายังเผยสัญญาณเชิงบวกบางประการ ประธานาธิบดีปูตินและทรัมป์สามารถเปิดช่องทางการสื่อสารโดยตรงระหว่างสองมหาอำนาจได้อีกครั้ง และแสดงท่าทีพร้อมพิจารณาข้อตกลงเบื้องต้นในประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน นอกจากนี้ การประชุมยังช่วยสร้างบรรยากาศของความเข้าใจและการเจรจาแบบสองฝ่าย โดยแม้จะไม่มีข้อสรุปยุติสงครามอย่างชัดเจน แต่การแลกเปลี่ยนมุมมองและการแสดงเจตนารมณ์ในการเจรจานี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการลดความตึงเครียดและวางรากฐานสำหรับการเจรจาระยะยาว

ผลการประชุมสุดยอดทรัมป์-ปูตินที่อะแลสกาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 2025 จบลงโดยไม่มีข้อตกลงหยุดยิงทันทีตามที่ฝ่ายสหรัฐฯ ผลักดัน แม้โดนัลด์ ทรัมป์จะขู่ว่ารัสเซียจะเผชิญ “ผลลัพธ์ร้ายแรง” หากไม่ยอมรับเงื่อนไข แต่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินยังคงยืนกรานข้อเสนอปูตินยืนยันจุดยืนปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงกับยูเครนระหว่างการประชุมสุดยอดที่อะแลสกา โดยระบุอย่างชัดเจนว่ารัสเซียจะไม่หยุดยิงทันทีตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ และพันธมิตร เพราะรัสเซียยังต้องการผลประโยชน์ทางดินแดนและรับประกันความมั่นคงในภูมิภาค ทั้งยังเน้นข้อเสนอว่าการเจรจาต้องรวมถึงเงื่อนไขที่ยูเครนต้องยอมรับสถานะแต่ละพื้นที่ที่รัสเซียควบคุมอยู่และการจัดวางความมั่นคงใหม่ในยุโรป ปูตินมองว่า การหยุดยิงโดยไม่มีหลักประกันเหล่านี้จะส่งผลเสียต่อรัสเซีย จึงยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อ พร้อมโยกการหารือไปสู่รูปแบบการเจรจา “ข้อตกลงสันติภาพที่กว้างขวางกว่า” มากกว่าการหยุดยิงแบบเร่งด่วน ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เองหลังเจรจาก็ไม่ดำเนินมาตรการกดดันใหม่ในทันที แต่เปลี่ยนไปใช้แนวทางเจรจากับยุโรปและยูเครนต่อ สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายยังคงใช้ซัมมิตนี้เป็นเครื่องมือต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่าการหาทางออกอย่างแท้จริง ขณะที่จีนจับตาอย่างใกล้ชิดและประกาศสนับสนุนรัสเซียทางการเมือง ส่งผลให้ข้อขัดแย้งดังกล่าวยังดำรงอยู่ การเปิดช่องเจรจาครั้งนี้จึงสรุปว่า “สมประโยชน์เชิงการเมือง” แต่ยังไม่ส่งผลต่อภาพรวมสงครามยูเครนในทางปฏิบัติ แนวโน้มการเจรจาเพื่อยุติสงครามชี้ให้เห็นว่ากระบวนการจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปและซับซ้อน ยูเครนมีแนวโน้มยอมรับในบางประเด็นหรือพื้นที่ แต่จะไม่ยอมทั้งหมด การยอมดังกล่าวมักเกิดแบบมีเงื่อนไขชัดเจน เช่น การรับประกันด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ หรือยุโรป และการแลกเปลี่ยนที่ลดความสูญเสียสูงสุดต่อประเทศ กระบวนการเจรจาจึงอาจรวมถึงการสร้างกรอบข้อตกลงระยะสั้น (framework agreements) ที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ แม้ไม่ได้ผ่านการอนุมัติเต็มรูปแบบจากเคียฟ แต่แรงกดดันจากพันธมิตรยุโรปและนาโตยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางและความสมดุลของข้อตกลงในอนาคต

อเล็กซานเดอร์ เบานอฟ (Alexander Baunov) นักวิเคราะห์และนักวิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการเมืองรัสเซีย ให้ความเห็นว่าการประชุมสุดยอดทรัมป์-ปูตินที่อะแลสกา แม้เป้าหมายคือการหาทางออกให้สงครามยูเครน แต่แท้จริงแล้วเป็นการ “ปรับสถานะเชิงการเมือง” ให้รัสเซียมากกว่า อเล็กซานเดอร์ เบานอฟชี้ว่าการที่ปูตินได้รับเชิญมาเจรจาโดยตรงในประเทศมหาอำนาจฝั่งตะวันตกถือเป็นชัยชนะทางการทูตของรัสเซีย เพราะภาพลักษณ์การโดดเดี่ยวที่ถูกสร้างโดยตะวันตกตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 ถูกสั่นคลอน และช่วยให้รัสเซียกลับไปสู่เวทีโลกในฐานะผู้นำที่ต้องถูกเจรจา แทนที่จะถูกกีดกัน เขาเน้นด้วยว่าคำขู่ของทรัมป์ ว่าจะมี “ผลร้ายแรง” หากไม่หยุดยิงถูกใช้เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางจิตวิทยา แต่รัสเซียปรับตัวรับมือกับแรงกดดันผลักดันมาตรการคว่ำบาตรมาอย่างต่อเนื่อง อเล็กซานเดอร์ เบานอฟสรุปว่าการประชุมครั้งนี้คือโอกาสให้รัสเซียต่อรองเงื่อนไขบนเวทีโลกมากกว่าที่จะบรรลุข้อยุติของสงครามยูเครนอย่างแท้จริง ในขณะที่ฟีโอดอร์ ลุกยานอฟ (Fyodor Lukyanov) นักรัฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศวิเคราะห์ว่าการเข้าร่วมซัมมิตของปูตินถือเป็นการยืนยันสถานะรัสเซียในเวทีโลกและสะท้อนความเชื่อมั่นว่าตะวันตกจำเป็นต้องพูดคุยกับรัสเซียเพื่อแก้วิกฤติ นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญจาก Moscow State Institute of International Relations ยังเน้นว่าการเจรจาไม่สำเร็จแสดงให้เห็นว่ารัสเซียไม่ยอมถอยในประเด็นผลประโยชน์หลัก และปูตินมีแรงสนับสนุนเพียงพอจากพันธมิตรสำคัญอย่างจีน ทำให้ไม่จำเป็นต้องรับข้อเสนอหยุดยิงแบบไม่มีเงื่อนไขจากสหรัฐฯ เซอร์เกร์ กูรีเยฟ (Sergei Guriev) นักเศรษฐศาสตร์รัสเซียชี้ว่าแม้เศรษฐกิจรัสเซียจะอ่อนแรงลงบ้างจากมาตรการก่อนหน้า แต่รัสเซียยังมีทางเลือกด้านการค้าที่หลากหลาย ซึ่งจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง ยังคงให้ความร่วมมือในระดับสูง 

บทสรุปของการประชุมสุดยอดอะแลสกาแสดงให้เห็นว่าการเจรจายุติสงครามยูเครนจะเป็นกระบวนการระยะยาวและค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าจะมีสัญญาณเชิงบวก เช่น การเปิดช่องทางสื่อสารโดยตรงและการพิจารณาข้อตกลงเบื้องต้น แต่การบรรลุข้อยุติที่เด็ดขาดยังคงมีความซับซ้อนสูง การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทของรัสเซีย สหรัฐฯ ยูเครน และพันธมิตรยุโรปในการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ และยังชี้ให้เห็นว่าแรงกดดันจากมหาอำนาจและพันธมิตรภูมิภาคจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของข้อตกลง การประชุมอะแลสกาแม้ไม่ยุติสงครามทันทีแต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการเจรจาที่อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์ยุโรป-รัสเซียในอนาคต

ไทยชูประเด็นทุ่นระเบิดกลางเวที ‘แม่โขง-ล้านช้าง’ จีนยกมือหนุน!! พร้อมบีบกัมพูชาร่วมแก้ปัญหาด่วน

(18 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี โพสต์…การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (Lancang-Mekong Cooperation – LMC) ครั้งที่ 10 ที่เมืองอันหนิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน มีประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศไทย กล่าวถึงความสูญเสียที่เกิดกับทหารและประชาชนไทยจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมนานาชาติช่วยสนับสนุนไทยในการผลักดันให้กัมพูชาร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างจริงจัง 【Bangkokbiznews】

ด้าน นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน แสดงจุดยืนชัดว่า จีนเห็นด้วยกับไทยว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนด้านมนุษยธรรม และจีน พร้อมสนับสนุนในเชิงเทคโนโลยีและองค์ความรู้ รวมถึงยินดีทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” เพื่อสร้างบรรยากาศการเจรจาระหว่างไทย–กัมพูชา 【Reuters】

นอกจากนี้ แหล่งข่าวทางการจีนเปิดเผยว่า ภายหลังการประชุมอย่างเป็นทางการ นายหวัง อี้ ได้เชิญรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและกัมพูชา มาหารืออย่างไม่เป็นทางการในลักษณะ “tea chat” เพื่อแลกเปลี่ยนอย่างเปิดใจ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จีนใช้บทบาทการทูต ผลักดันให้กัมพูชาเข้ามามีส่วนร่วมในการถอดและเก็บกู้ทุ่นระเบิด 【Bangkokbiznews】

ตัวอย่างทั่วโลกชี้ชัด!! รั้วชายแดนป้องกันอาชญากรรม ‘ไทย’ จะทำบ้างกลับถูก ‘กัมพูชา’ วิจารณ์สิทธิมนุษยชน

(19 ส.ค. 68) เฟซบุ๊กปราชญ์ สามสี โพสต์เมื่อเพื่อนบ้านไม่น่ารัก การปักรั้วลวดหนามหรือสร้างกำแพงกั้นแดนไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลก ตรงกันข้าม นี่คือวิธีการที่หลายประเทศเลือกใช้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในของตน

ตัวอย่างจากทั่วโลก
อินเดีย–บังกลาเทศ
อินเดียสร้างรั้วยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร เพื่อหยุดการลักลอบข้ามแดนและอาชญากรรมข้ามชาติ แม้จะมีเสียงวิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชน แต่รัฐบาลอินเดียยังยืนยันว่ารั้วนี้คือเกราะป้องกันประชาชนของตน

ตุรกี–ซีเรีย
ตุรกีสร้างกำแพงคอนกรีตและลวดหนามยาวกว่า 760 กิโลเมตร เพื่อกันผู้ก่อการร้ายและการลักลอบค้าอาวุธจากฝั่งซีเรีย แม้เป็นรั้วที่แข็งแรงที่สุดเส้นหนึ่งในโลก แต่ตุรกีก็อธิบายชัดว่านี่คือการป้องกันประเทศ ไม่ใช่การรุกราน

ปากีสถาน–อัฟกานิสถาน
หลังจากเกิดการก่อการร้ายต่อเนื่อง ปากีสถานเลือกปักรั้วลวดหนามยาวกว่า 2,600 กิโลเมตร บนเส้น Durand Line เพื่อควบคุมความมั่นคง แม้จะมีข้อพิพาทเรื่องเขตแดน แต่รั้วนี้ช่วยลดความเสี่ยงในพื้นที่เปราะบางได้จริง

ลิทัวเนีย–เบลารุส
เมื่อวิกฤตผู้อพยพถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในยุโรป ลิทัวเนียเร่งสร้างรั้วลวดหนามยาวกว่า 500 กิโลเมตร เพื่อป้องกันการไหลบ่าของผู้ลี้ภัยโดยไม่ผ่านการตรวจสอบ

แล้วไทยผิดตรงไหน?
เมื่อประเทศมหาอำนาจและประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมากใช้กำแพงและรั้วลวดหนามเพื่อป้องกันตัวเอง ทำไมเมื่อไทยทำบ้างจึงถูกกัมพูชาตีความว่า “ละเมิดสิทธิมนุษยชน”?

รั้วลวดหนามที่ไทยสร้างขึ้นไม่ได้มีเจตนาเอาชีวิตใคร ไม่ได้ซ่อนกับระเบิด ไม่ได้ทำให้ใครต้องสูญเสียแขนขา มันเป็นเพียงเส้นแบ่งเขตที่บอกว่า “ตรงนี้คือไทย ตรงนั้นคือกัมพูชา” ตรรกะตรงไปตรงมาเหมือนกับที่หลายประเทศทั่วโลกทำมาแล้ว

สิทธิมนุษยชนที่ถูกบิดเบือน
สิทธิในการมีชีวิตและความปลอดภัยคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่สุด แต่กัมพูชากลับละเลยปัญหาทุ่นระเบิดที่ทำให้ทหารและชาวบ้านไทยบาดเจ็บล้มตาย กลับกันเมื่อไทยใช้วิธีที่ไม่รุนแรงกว่ามาก—แค่ขึงรั้วลวดหนาม—กลับถูกโจมตีว่า “ละเมิดสิทธิ”

นี่จึงไม่ใช่การพูดถึง “สิทธิมนุษยชน” อย่างจริงใจ แต่คือการใช้คำนี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกดดันและโจมตีไทยเท่านั้น

บทสรุป
โลกพิสูจน์แล้วว่า รั้วลวดหนามและกำแพงชายแดนคือเครื่องมือที่ประเทศต่าง ๆ ใช้ป้องกันตนเองอย่างชอบธรรม การที่ไทยจะใช้วิธีเดียวกันเพื่อรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน ไม่อาจถูกตีความว่าเลวร้ายกว่าการซ่อนกับระเบิดใต้ดินที่พรากชีวิตผู้บริสุทธิ์ หากเพื่อนบ้านไม่น่ารัก การสร้างรั้วคือสัญลักษณ์ของการปกป้อง ไม่ใช่การรุกราน

‘กัมพูชา’ ไม่สนโลกละเมิดสนธิสัญญาซ้ำซาก ด้วยอาวุธต้องห้าม “หลุมหนาม - กับดักหนาม”

(20 ส.ค. 68) ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชาได้เผยให้เห็นพฤติกรรมที่น่ากังวลอีกครั้ง เมื่อกัมพูชาเลือกใช้ หลุมหนามและกับดักหนาม ในพื้นที่ชายแดน วิธีการเช่นนี้แม้จะดูเป็นอาวุธโบราณ แต่ในกฎหมายมนุษยธรรมสากลกลับถือว่า เป็นอาวุธต้องห้าม เพราะไม่สามารถจำกัดผลเฉพาะต่อกำลังทหารได้ หากพลเรือนสัญจรผ่านก็อาจได้รับบาดเจ็บเช่นเดียวกัน

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายละเมิด อนุสัญญาเจนีวา และ พิธีสารเพิ่มเติมของอนุสัญญาอาวุธบางชนิด (CCW Protocol II) ซึ่งห้ามการใช้กับดักที่ไม่เลือกเป้าหมาย รวมถึงเป็นการเพิกเฉยต่อพันธกรณีที่กัมพูชาได้ลงนามไว้เอง

การละเมิดกฎหมายเจนีวา
1. หลักการจำแนกเป้าหมาย (Principle of Distinction) – ตาม พิธีสารเพิ่มเติม (Additional Protocol I) มาตรา 48 และ 51 ระบุชัดว่า “คู่สงครามต้องจำแนกพลเรือนออกจากนักรบ และต้องมุ่งเป้าโจมตีเฉพาะวัตถุทางทหารเท่านั้น” การวางหลุมหนามที่สามารถทำร้ายได้ทั้งทหารและพลเรือน จึงขัดกับหลักการนี้โดยตรง

2. ข้อห้ามการโจมตีไม่เลือกเป้าหมาย (Indiscriminate Attacks) – พิธีสารเพิ่มเติม มาตรา 51 วรรค 4 ห้ามการใช้อาวุธ วิธี หรือกลยุทธ์ที่ไม่สามารถจำกัดผลกระทบต่อเป้าหมายทางทหารได้ หลุมหนามซึ่งดักทำร้ายทุกคนที่ผ่านเข้ามาเข้าข่ายชัดเจน

3. อนุสัญญาอาวุธบางชนิด (CCW) Protocol II ว่าด้วยกับดักและทุ่นระเบิด – ข้อ 3 และ 6 ห้ามการใช้ กับดัก (booby-traps) ที่ไม่เลือกเป้าหมาย หรือวางในพื้นที่ที่มีโอกาสที่พลเรือนสัญจรไปมา เช่น เส้นทาง หมู่บ้าน พื้นที่ทำกิน การใช้หลุมหนามชายแดนจึงเป็นการละเมิดพันธกรณีตาม CCW อย่างไม่ต้องสงสัย

ในเวทีนานาชาติ นี่จึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทท้องถิ่น แต่สะท้อนภาพกัมพูชาในฐานะ รัฐที่ไม่เคารพกติกาสากล และพร้อมละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนเพื่อผลประโยชน์ทางทหาร การใช้กับดักหนามจึงไม่เพียงสร้างบาดแผลให้ทหารไทย แต่ยังเสี่ยงทิ้งบาดแผลถาวรให้กับพลเรือนในอนาคต

ประชาคมโลกจึงควรจับตามองพฤติกรรมซ้ำซากของกัมพูชา ซึ่งทำให้เสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาคอาเซียนถูกสั่นคลอนอีกครั้ง

เสียงดนตรีที่เปรียบเสมือนเครื่องบิน ที่พาคุณเดินทางข้ามโลก

(21 ส.ค. 68) หากคุณอยู่ในประเทศไทยแล้วได้ยินเสียงดนตรีลอยมาเข้าหูเป็นเสียงกีตาร์ที่บรรเลงด้วยโทนเสียงและสำเนียงคล้ายเสียงพิณ คลอไปกับเสียงเบสและกลองจังหวะคึกคักม่วนซื่นและอ่อนช้อยชวนให้คุณอยากกรีดนิ้วขึ้นฟ้อนหรือโยกตามเสียงดนตรี คุณอาจจะนึกไปว่าที่คุณได้ยินนั้นคือเสียงดนตรีจากวงหมอลำพื้นบ้านจากภาคอีสานดีๆ สักวงหนึ่ง แต่ในโลกไร้พรมแดนในปัจจุบันนี้เสียงดนตรีออนซอนที่คุณได้ยินอาจจะบรรเลงโดยนักดนตรียอดฝีมือที่มาจากลุ่มแม่น้ำ Rio grande แทนที่จะมาจากลุ่มแม่น้ำมูลก็เป็นได้

ในยุคที่ดนตรีแนว psychedelic rock กำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง มีวงดนตรี 3 ชิ้นวงหนึ่งจากเท็กซัสที่สร้างเสียงดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์จนกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก นั่นคือ Khruangbin (อ่านว่า “เครื่องบิน” แปลว่า “เครื่องบิน” ในภาษาไทย)

จุดเริ่มต้นจาก Houston
Khruangbin ก่อตั้งขึ้นในปี 2010 โดยสมาชิก 3 คน ได้แก่ Laura Lee (เบส), Mark Speer (กีตาร์) และ Donald “DJ” Johnson Jr. (กลอง) วงนี้เกิดขึ้นจากการที่ Donald และ Mark เป็นเพื่อนกันมานาน รวมทั้งเคยเล่นดนตรีในโบสถ์มาด้วยกัน และอยู่มาวันหนึ่งทั้งคู่ก็ได้มีโอกาสได้ไปฟังคอนเสิร์ตของ Afghan musician และก็ได้พบกับสาวสวยสุดเก๋อย่าง Laura ซึ่งที่งานคอนเสิร์ตนี้เองที่ทำให้พวกเขาค้นพบว่าต่างมีความสนใจและรสนิยมทางดนตรีที่สอดคล้องกัน ซึ่งจุดนี้เองก็เป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาอยากสร้างดนตรีที่ผสมผสานวัฒนธรรมต่างๆ เข้าด้วยกัน ส่วนที่มาของชื่อวงแปลกหูก็มาจากมือเบสสุดสวยและมันสมองของวงอย่าง Laura Lee ที่มีความสนใจในภาษาและวัฒนธรรมไทย ซึ่งเธอก็ชอบคำว่าเครื่องบินเอามากๆ จนเอาคำๆ นี้มาแนะนำแกมบังคับให้ Mark กับ Donald เอามาใช้เป็นชื่อวงนั่นเอง

เสียงดนตรีที่ไม่เหมือนใคร 
สิ่งที่ทำให้ Khruangbin โดดเด่นคือการนำเอาดนตรีจากหลากหลายวัฒนธรรมมาผสมผสานกัน ไม่ว่าจะเป็น:
• Thai funk  (หรือหมอลำ)จากยุค 70s-80s 
• Middle Eastern psychedelia 
• Korean pop แนว vintage
• West African rhythms
• Spanish guitar melodies
ผลลัพธ์ที่ได้คือเสียงดนตรีแนวผสมผสานที่มีเอกลักษณ์อย่างสูงฟังแล้วรู้สึกเหมือนได้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกพร้อมๆ กันในเวลาเดียวกันและเพลงส่วนใหญ่ของ kruangbin ก็เป็นเพลงบรรเลงทำให้สมาชิกแต่ละคนได้ "ปล่อยของ" ฝีมือดนตรีของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่

อัลบั้มที่ควรฟัง
“The Universe Smiles Upon You” (2015) - อัลบั้มแรกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหมอลำและ psychedelia
“Con Todo El Mundo” (2018) - ใช้แนวดนตรีสเปนและเม็กซิกัน ด้วยการนำเสนอที่หลากหลายยิ่งขึ้น
“Mordechai” (2020) - อัลบั้มล่าสุดที่มีการใส่เสียงร้องมากขึ้น พร้อมกับการทดลองเสียงใหม่ๆ

สไตล์การแสดงที่น่าดึงดูด
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Khruangbin เป็นที่จดจำคือ fashion sense อันเป็นเอกลักษณ์ Laura Lee มักจะใส่วิกผมยาวสีต่างๆ พร้อมกับเสื้อผ้าสไตล์ vintage ในขณะที่ Mark Speer จะสวม cowboy hat และเสื้อผ้าสไตล์เท็กซัส การแสดงสดของพวกเขายังเต็มไปด้วยแสงสีและบรรยากาศที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนล่องลอยอยู่ในภาพยนตร์แนว retro ย้อนยุคอย่างไรอย่างนั้น

ทำไมต้องฟัง Khruangbin?
หากคุณกำลังมองหาดนตรีที่:
• ผ่อนคลายแต่ไม่น่าเบื่อ
• มีเอกลักษณ์และไม่เหมือนใคร
• เหมาะกับการฟังขณะทำงาน อ่านหนังสือ หรือนั่งสมาธิ
• ขยายขอบเขตการฟังดนตรีของคุณ

Khruangbin คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ ดนตรีของพวกเขาเป็นเหมือนการเดินทางข้ามวัฒนธรรม ข้ามเวลา และข้ามขอบเขตของแนวดนตรี ในโลกที่เต็มไปด้วยความรีบเร่ง เสียงดนตรีของ Khruangbin คือพื้นที่แห่งความสงบที่จะพาคุณไปยังที่ที่จิตวิญญาณของผู้ฟังที่โหยหาดนตรีแปลกใหม่ต้องการอย่างแท้จริง

ความสำเร็จของ kruangbin ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืนหากแต่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์และชั่วโมงบินมาเนิ่นนานนับสิบปี โดยสมาชิกทุกคนในวงต่างก็มีความมุ่งมั่นที่จะเล่นดนตรีในแนวทางที่ตัวเองเชื่อมั่น จนค่อยๆมีแฟนประจำและผู้คนที่ชื่นชอบผลงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนสามารถฝากชื่อไว้ในเวทีระดับโลกอย่าง Grammy Awards ได้ในที่สุด และนับจากวินาทีนั้นเป็นต้นมา kruangbin ก็ได้สกาปนาตัวเองขึ้นไปอยู่ในฐานะวงดนตรีระดับโลกได้อย่างแท้จริง 

หากคุณไม่เคยฟังเพลงของKruangbin มาก่อน ใดๆDigest อยากให้คุณลองเริ่มต้นด้วยเพลง “Time (You and I)” หรือ “People Everywhere (Still Alive)” แล้วคุณจะเข้าใจได้ทันทีว่าทำไม Khruangbin ถึงได้รับความรักจากแฟนเพลงทั่วโลกในปัจจุบัน

ส่องรหัสบนตัวถัง MK 84 ระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ ตัวเลขบ่งชัดผลิตปี 1996 ซ้ำไม่เคยมีประวัติใช้ในอาเซียน

ระเบิด 2,000 ปอนด์ : ความจริงที่รหัสบนตัวถังบอกเรา

ช่วงความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา มีข่าวลือออกมาว่าพบลูกระเบิดหนัก 2,000 ปอนด์ (ประมาณเกือบ ๆ 1 ตัน) อยู่ในพื้นที่สู้รบ แล้วก็มีลือทางโซเชียลมีเดียการพยายามโยนความผิดว่าเป็นฝีมือกองทัพไทยที่เพิ่งใช้ไปหมาด ๆ ไปโจมตีที่บ้านเรือนของชาวกัมพูชา

แต่พอไปดู 'รหัส' ที่เขียนอยู่บนตัวถังระเบิด กลับเล่าอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ
รหัสที่บอกความจริง บนตัวระเบิดมีข้อความว่า
BOMB MK 84 MOD 4 GP 2000 LBS
30003 - 923AS105
LOT NO. 1M 96G015 = 011

ถ้าอ่านผ่าน ๆ คนทั่วไปก็คงมองว่าเป็นแค่ตัวเลขธรรมดา แต่ถ้าแปลออกมาแล้วจะเห็นว่า :
BOMB MK 84 → คือชื่อรุ่นระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ ที่กองทัพสหรัฐฯ ใช้
MOD 4 GP → บอกว่าเป็นระเบิดแบบทั่วไป (General Purpose) รุ่นดัดแปลงครั้งที่ 4
LOT NO. 1M 96G015 = 011 → ตรงนี้สำคัญที่สุด มันบอกว่า ระเบิดถูกผลิตขึ้นใน ปี ค.ศ. 1996 (พ.ศ. 2539)

สรุปง่าย ๆ คือ ลูกนี้มันถูกทำออกมานานกว่า 29 ปีแล้ว ไม่ใช่ของใหม่ที่เพิ่งผลิตแน่นอน

ระเบิดเก่าแบบนี้ไปโผล่ได้ยังไง?
ในปี 1996 กัมพูชายังไม่สงบ ยังมีเขมรแดงสู้รบกับรัฐบาลฮุนเซน มีการยิงกันในป่า มีรัฐประหารในเมืองหลวง แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่าใครเคยใช้ระเบิด MK-84 รุ่นนี้ในกัมพูชา

ในทางกลับกัน ระเบิดรุ่นนี้มักใช้ในสงครามตะวันออกกลาง เช่น อิรัก หรืออัฟกานิสถาน ไม่ค่อยมีประวัติว่าใช้ในอาเซียนเลย

เพราะงั้น พออยู่ ๆ เจอลูกที่ผลิตตั้งแต่ปีค.ศ. 1996 มาตกอยู่ตรงชายแดน (เขต บ้านเรือน) ในปี ค.ศ.2025 (2568)มันเลยชวนให้สงสัยว่ามีใคร “เอามาจัดฉาก” มากกว่าจะเป็นการโจมตีจริง ๆ หรือไม่?

ข้อสรุป
รหัสบนตัวระเบิดพูดแทนทุกอย่าง — มันถูกผลิตตั้งแต่ปี 1996 สภาพก็ขึ้นสนิมชัด ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นดูเหมือนเป็นการ 'จัดฉาก' มากกว่า เพื่อสร้างภาพว่าไทยใช้ระเบิดหนักถล่มกัมพูชา ทั้งที่ความจริง มันคือระเบิดเก่าที่ไม่ควรไปโผล่ตรงนั้นด้วยซ้ำ

‘ทักษิณ’ ร่วมโต๊ะอาหาร ‘นายหน้าธุรกิจสีเทา’ ตอกย้ำอดีตผู้นำไทยใกล้ชิดเครือข่ายธุรกิจสีเทานานาชาติ

ช่วงนี้ใครที่ติดตามข่าวต่างประเทศอาจได้เห็นรายงานที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะบทความของ Tom Wright นักเขียนเชิงสืบสวน ซึ่งเผยแพร่ใน Whale Hunting ภายใต้ชื่อ 'RICH LIST: The Fixer, the Jet, and Thaksin's Shadow Wealth' ที่เจาะลึกความมั่งคั่งเงาของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย

สิ่งที่ Tom รายงานและสร้างแรงสั่นสะเทือนในทางการเมือง–ธุรกิจ ก็คือ ในเดือนเมษายน ปี 2568 ทักษิณได้พบกับชายชาวแอฟริกาใต้ชื่อ Benjamin Mauerberger ซึ่งถูกระบุว่าเป็น 'นายหน้าธุรกิจสีเทา' (grey-business broker) หรือที่ Tom ใช้คำว่า 'Fixer' โดยบุคคลนี้มีสายสัมพันธ์กับธุรกิจการบินและเครือข่ายการจัดหาทรัพย์สินนอกระบบ จุดนัดพบไม่ใช่เพียงร้านอาหารหรูธรรมดา แต่จากการตรวจสอบของเพจเรา ยืนยันแล้วว่าร้านดังกล่าวคือ ร้านหรูภายในเกสรพลาซ่า (Gaysorn Village) กรุงเทพมหานคร 

ใครคือ Benjamin?
ข้อมูลที่ตรวจสอบพบว่า Benjamin ไม่ใช่นักธุรกิจทั่วไป แต่มีภูมิหลังที่ยาวและเต็มไปด้วยข้อครหา ได้แก่
สถานะทางกฎหมาย: เขาเป็นชาวแอฟริกาใต้ ถูกระบุว่าเป็น อาชญากรที่ถูกตัดสินความผิดและหลบหนีคดี (convicted criminal on the run) และมีชื่อเสียงในฐานะ 'นายหน้าธุรกิจสีเทา' ที่ทำงานกับกลุ่มชนชั้นนำกัมพูชา คดีในนิวซีแลนด์ (2003): ศาลโอ๊คแลนด์สั่งปรับเขา NZ$30,000 จากการโทรหลอกลวงชาวนิวซีแลนด์และออสเตรเลียให้ลงทุนผ่านบริษัท Mauer-Swisse Securities ซึ่งถูกจัดอยู่ในรูปแบบ boiler room scam

คดี Atlantic Wine Agencies (2004–2006) : Benjamin ถูกอ้างถึงว่าเกี่ยวข้องกับคดีหลอกขายหุ้น (boiler room) ผ่านบริษัท Atlantic Wine Agencies (Florida/ลอนดอน) ปี 2005 บริษัท Atlantic Wine เซ็นสัญญากับเขาในฐานะ consultant เพื่อหาพันธมิตรควบรวมบริษัท (merger partners), จัดหาผู้บริหารระดับสูง และวางแผนการขยายธุรกิจ

เขาได้รับค่าตอบแทนเป็น หุ้น 4,000,000 หุ้น มูลค่ารวมประมาณ $140,000
ข้อตกลงนี้เกี่ยวพันกับ Adam Mauerberger (ญาติของเขา) ซึ่งดำรงตำแหน่ง President/CEO ของ Atlantic Wine
Brinton Group / Boiler Room Scam (2001) : ชื่อของ Benjamin ยังถูกโยงเข้ากับเครือข่ายธุรกิจสีเทาในเอเชียที่ใช้วิธีการ cold-calling หลอกขายหุ้น โดยเฉพาะคดีใหญ่ของ Brinton Group ในกรุงเทพฯ ซึ่งถูกตำรวจไทยและต่างชาติร่วมกันบุกจับในปี 2001 หลังหลอกชาวออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เสียหายกว่า 200 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (6.9 พันล้านบาท)

คดีนี้ถูกนิยามว่าเป็นหนึ่งใน เครือข่ายสแกมเมอร์นานาชาติ ที่ใหญ่ที่สุดในช่วงเวลานั้น

แล้วเขาคุยกับทักษิณเรื่องอะไร?
เมื่อเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมด สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือ การพูดคุยเพื่อหาช่องทางได้มาซึ่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวแบบนอกระบบ หรือที่เรียกกันว่า 'เครื่องบินเถื่อน' โดยเครื่องบินที่เป็นประเด็นคือ Bombardier Global G7500 ซึ่งถูกใช้เพื่อการเดินทางส่วนตัวของทักษิณ

เครื่องบินประเภทนี้ หากจัดหาผ่านช่องทางสีเทา จะช่วยเลี่ยงการตรวจสอบเส้นทางการเงิน การขึ้นทะเบียน และการควบคุมการบินสากล ซึ่งอาจสะท้อนความกังวลของทักษิณต่อข้อจำกัดการเดินทางและการเฝ้าติดตามจากรัฐไทยและพันธมิตรระหว่างประเทศ

บทสรุป
การพบกันของ ทักษิณ ชินวัตร กับ Benjamin Mauerberger จึงไม่ใช่เพียงมื้ออาหารธรรมดา แต่คือการตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างอดีตผู้นำไทยกับเครือข่ายธุรกิจสีเทานานาชาติ Benjamin ในฐานะ นายหน้าธุรกิจสีเทา–สแกมเมอร์ ที่มีประวัติพัวพันกับคดีหลอกลวงการลงทุน (2001–2006) กลายเป็นตัวละครสำคัญที่เชื่อมโยงการเมืองไทยกับโลกใต้ดินทางการเงิน การจัดหาเครื่องบินเจ็ตเถื่อนอาจเป็นสัญญาณถึงการเตรียมการด้านความปลอดภัย การเคลื่อนย้าย หรือแม้แต่การสร้างเครือข่ายเคลื่อนทุนข้ามพรมแดนในยามวิกฤติ

ข่าวอ้างอิง ปูมหลัง Benjamin
- https://www.thisismoney.co.uk/.../Payouts-Pacific...
- https://www.thisismoney.co.uk/.../Global-scam-in-Atlantic...
- https://www.theguardian.com/world/2001/jul/27/johnaglionby
- https://www.crimes-of-persuasion.com/.../brinton-group.html


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top