Friday, 5 June 2026
CambodiaOpenedFire

‘พล.อ.ณัฐพล’ รับเงื่อนไขกัมพูชา ให้ ‘สหรัฐฯ-จีน-มาเลเซีย’ ส่ง!! ผู้สังเกตการณ์ประชุมจีบีซี ได้เฉพาะ 7 ส.ค.

(2 ส.ค. 68) จากกรณีที่สื่อกัมพูชา เผยแพร่เอกสารกระทรวงกลาโหม พร้อมระบุ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งชาติ  ประเทศไทย (พล.อ.ณัฐพล) ได้ยอมรับคำร้องของกระทรวงกลาโหมของกัมพูชาให้ตัวแทนจากมาเลเซีย สหรัฐอเมริกาและจีน เข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ในการประชุมวิสามัญของคณะกรรมการทั่วไปชายแดน (GBC) ได้นั้น 

แหล่งข่าวจากกระทรวงกลาโหม ยอมรับว่า รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ยอมรับคำร้องขอของกระทรวงกลาโหมกัมพูชา จริง โดยให้ผู้สังเกตการณ์มาเฉพาะการประชุม GBC ในวันที่ 7 สิงหาคม 2568

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดูเหมือนจะไม่เห็นด้วยที่มีผู้สังเกตการณ์จากสหรัฐอเมริกาและจีน เนื่องจากเป็นการเจรจาทวิภาคี ซึ่งเป็นกลไกปกติที่คุยกัน 2 ประเทศ แต่ในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ มองว่าถ้าประเทศไทยปฏิเสธอาจถูกมองว่ามีลับลมคมใน จึงตัดสินใจยอมรับกับข้อเสนอนี้ของกัมพูชา

ด้าน พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า พล.อ.ณัฐพล  นาคพาณิชย์ รักษาการ รมว.กลาโหม ได้ทำหนังสือตอบรับการให้  3 ประเทศ จีน สหรัฐฯ และ มาเลเซีย เข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชาจริง โดยระหว่างวันที่ 4-6 สค. จะเป็นการประชุมฝ่ายเลขาฯ เพื่อเตรียมข้อมูล ประเด็นหารือ และงานด้านธุรการ วาระสำคัญคือการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาให้เรียบร้อย โดยจะเป็นเรื่องที่สืบเนื่องจากการหารือระหว่าง ผบ.หน่วยทหาร 2 ฝ่าย โดยฝ่ายไทยขอเวลาคุยกันก่อน 3 วันเพราะเนื้อหาค่อนข้างมาก เพื่อเตรียมการก่อนประชุมหลักในวันที่ 7 ส.ค. นี้ ครั้งนี้เป็นการยกระดับมาคุยกันระดับนโยบาย และ ไม่กระทบหลักการการหารือทวิภาคี   

‘หมอวี’ แจงชัด!! ทำไมโรงพยาบาลไทย ไม่สามารถ!! รับผู้ป่วยจาก ‘กัมพูชา’ ได้

เมื่อวานนี้ (1 ส.ค. 68) นพ.วีระพันธุ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Veerapun Suvannamai ระบุว่า …

ผมจะบอกให้ว่า!!

ทำไมโรงพยาบาลไทยไม่สามารถรับผู้ป่วยจากกัมพูชาได้? (ยกเว้นกรณีฉุกเฉินจะตายตรงหน้า)

จากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา มีเหตุปะทะเกิดขึ้นระหว่างกองกำลังของทั้งสองประเทศ โดยประเทศไทยอยู่ในสถานะป้องกันตัว และไม่ใช่ผู้เริ่มความรุนแรง แต่เป็น ฝ่ายกัมพูชา ที่เริ่มใช้กำลังโจมตี ซึ่งรวมถึงการยิงเข้าใส่พื้นที่พลเรือนของไทย ส่งผลให้โรงพยาบาลหลายแห่งในเขตชายแดนได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

1. โรงพยาบาลในพื้นที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีโดยตรงของกัมพูชา

โรงพยาบาลที่ต้องปิดให้บริการทั้งหมด 11 แห่ง ได้แก่ รพ.น้ำขุ่น รพ.น้ำยืน  รพ.นาจะหลวย รพ.กันทรลักษ์ รพ.ภูสิงห์ รพ.กาบเชิง รพ.พนมดงรัก   รพ.ปราสาท รพ.บ้านกรวด รพ.เฉลิมพระเกียรติ  รพ.ละหานทราย

โรงพยาบาลที่เปิดได้เพียงบางส่วน (เฉพาะห้องฉุกเฉิน) 9 แห่ง

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้รับผลกระทบ 144 แห่ง

ปิดให้บริการทั้งหมด 140 แห่ง

เปิดให้บริการบางส่วนเพียง 4 แห่ง

โรงพยาบาลบางแห่งได้รับความเสียหายจากกระสุนและแรงระเบิดโดยตรง มีบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนในพื้นที่ต้องอพยพฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัย

2. ขาดความพร้อมในการให้บริการทั้งด้านกำลังคนและทรัพยากร

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้บุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ชายแดนจำนวนมากไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ

บางส่วนต้องอพยพออกนอกพื้นที่ โรงพยาบาลหลายแห่งมีจำนวนเตียงไม่เพียงพอ ระบบน้ำ ไฟฟ้า และการสื่อสารมีปัญหาอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยจากนอกพื้นที่ โดยเฉพาะจากประเทศที่เป็นต้นเหตุของความเสียหาย

3. ความไม่ปลอดภัยในการเคลื่อนย้ายและดูแลผู้ป่วยจากประเทศต้นเหตุของการโจมตี

ครั้งนี้กัมพูชาผู้ที่ร้องขอความช่วยเหลือ กลับเป็นฝ่ายที่ใช้กำลังทำลายโครงสร้างพื้นฐานของระบบสาธารณสุขไทย ทั้งยังสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนไทย การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากกัมพูชาในสถานการณ์เช่นนี้จึงไม่สามารถกระทำได้โดยปลอดภัยหรือเหมาะสม

สรุปว่า …

ประเทศไทยไม่สามารถรับผู้ป่วยจากกัมพูชาได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลที่สำคัญดังต่อไปนี้

• โรงพยาบาลไทยจำนวนมากได้รับความเสียหายโดยตรงจากการโจมตีของกัมพูชา

• ระบบสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดนล่มเกือบทั้งหมด

• บุคลากรทางการแพทย์ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ

• ความปลอดภัยของผู้ให้บริการและผู้ป่วยไม่สามารถรับประกันได้

• ประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนของตนเองก่อน จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ประเทศไทยจะยังไม่สามารถดำเนินบทบาทด้านมนุษยธรรมกับกัมพูชาได้ตามเจตนาดีที่มีต่อกันในอดีต

‘ลุงตู่’ วางเกม!! ‘กัมพูชา’ รักษาความสงบให้ประเทศไทย มาได้หลายปี ชี้!! ‘ฮุนเซน’ เกรงใจ เพราะไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว จึงไม่กล้าทำตัวป่วน

(3 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Grab WR’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘ลุงตู่’ และ ‘ฮุนเซน’ โดยมีใจความว่า ...

บางคนพยายามบิดเบือน ความสงบในยุคของลุงตู่ ด้วยแค่ส่วนหนึ่งของการสัมภาษณ์

“ปัญหามีแต่ไม่ต้องไปแตะ” 
->เพราะไม่อยากให้ลุกลามจนต้องรบกันอย่างวันนี้ เกิดความสูญเสียชีวิตของประชาชนและทหาร มันคุ้มกันไหม

“ชายแดนน่ะมันแก้ไม่ได้หรอก มันก็อยู่กันไปแบบนี้” 
->ต่างฝ่ายใช้บรรทัดฐานคนละอัน 1:2 แสน กับ 1:5 หมื่น ไม่มีใครยอมใคร ก็ต้องยืนยันว่าเราไม่ยอมรับเพื่อรักษาสถานะ จนกว่าจะมีทางแก้ไขที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ร่วมกัน 

“ตรงไหนพัฒนาร่วมกันได้ก็ทำ” 
-> แทนที่จะมองเป็นศัตรูไปทุกอย่าง ประชาชนกับประชาชนไม่ได้ขัดแย้งกัน ควรสร้างความร่วมมือกัน เราช่วยเหลือเขาได้ตรงไหนก็ควรทำ ร่วมกันพัฒนาพื้นที่เพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย

“ไอ้ที่เขาละเมิด MOU 100 กว่าครั้ง เราก็ใช้ไม้นวมมาตลอด” 
-> ย้อนกลับไปข้อ 1 ว่าทางที่ดีที่สุด คือไม่เกิดการปะทะ ก็จะไม่เกิดการสูญเสียชีวิต ประชาชนไม่เดือดร้อน ถ้ามากเกินเส้นไปก็ส่งสัญญาณบอกน้อยๆหน่อย เราจับตาอยู่ และการที่เขายอมเรามาตลอด ไม่เล่นใหญ่เหมือนครั้งนี้ ก็แสดงว่ามีความเกรงใจ/เกรงกลัว ว่าเราจะเอาจริงเหมือนกัน 

ถ้าใช้ไม้นวมได้ผล จะใช้ไม้แข็งเพื่อ??

ต้องรู้ว่าฮุนเซนพร้อมจะไม่เล่นตามเกมอยู่แล้ว ไปไล่ให้หมาจนตรอก มันอาจจะบ้ากัดแหลก ไม่คุ้มเสียเปล่าๆ 

ซึ่งลุงตู่ รู้ sundance ฮุนเซน ดีว่าเป็นคนที่ไม่เห็นหัวประชาชนตัวเองอยู่แล้ว ยินดีที่จะก่อให้เกิดการสูญเสียทหารและประชาชนเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด เหมือนที่พิสูจน์ว่าจริงจากตอนนี้ ขนาดศพทหารตัวเองยังปล่อยให้เน่าอนาถอยู่อย่างนั้น ดังนั้นการเข้าปะทะตรงๆมีแต่จะเสียเปรียบ แต่ทำยังไงที่จะอยู่ร่วมกันไปได้โดยที่ประเทศไทยไม่เสียประโยชน์ ไม่เกิดความเสี่ยงต่อประชาชน ถ้าบีบฮุนเซนมากเกินไป ก็ต้องร้อนตัวเดินเกมสกปรก เรื่องประเทศเขาประชาชนต้องไปจัดการเอง แต่อย่ามาทำให้ไทยเดือดร้อน 

ดังนั้นฮุนเซนจึงเกรงใจลุงตู่ และไม่กล้าทำตัวปั่นป่วนมาก และไม่มีความเกี่ยวข้องทางผลประโยชน์ส่วนตัวเหมือนบางตระกูล 
สรุปคือ ความขัดแย้งครั้งนี้ ที่ทำให้มีประชาชนเสียชีวิต รวมถึงเด็ก ประเทศชาติถูกโจมตี มาจากความขัดแย้งส่วนตัวของสองตระกูล ในการหักหลังกันเอง

อย่ามาโทษลุงตู่ว่าซุกปัญหา เพราะคนก่อปัญหาคือตระกูลชั่วที่เอาประเทศชาติเป็นตัวประกัน แต่ลุงตู่เป็นคน "ประคับประคองสถานการณ์" ให้ประเทศไม่ต้องพบกับความเสี่ยงจากอันธพาล มาได้นับสิบปี!!

ผอ.โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี ยื่นมือช่วย ‘น้องปิ่นมุก’ ลูกสาวทหารกล้าที่สละชีพ เผย!! หากน้องอยากเป็นพยาบาล พร้อมรับทันที เชื่อ!! มี DNA ที่จิตใจดี เสียสละ

(3 ส.ค. 68) ผอ.โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี ยื่นมือช่วย ‘น้องปิ่นมุก’ ลูกสาวทหารกล้าที่สละชีพเพื่อชาติ หากน้องอยากเป็นพยาบาล ทางรามาธิบดีพร้อมรับเข้าเรียนในโควตาพิเศษโดยไม่ต้องสอบ เพราะเชื่อว่าน้องมี DNA ที่เสียสละ จิตใจดี และจะเติบโตเป็นพยาบาลที่ดีได้อย่างแน่นอน

เรื่องราวสุดประทับใจนี้ถูกเผยแพร่โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พูลสุข เจนพานิชย์ วิสุทธิพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้โพสต์ข้อความถึง น้องปิ่นมุก หรือ ด.ญ.จุฑามาศ อายุ 13 ปี ลูกสาวของ จ.ส.อ.ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย ทหารกล้าผู้สละชีพเพื่อชาติ โดยระบุว่า …

"เห็นลูกสาวของทหารผู้เสียชีวิตร่ำไห้เสียใจ แต่หนูเข้มแข็งมาก อยากฝากไปบอกว่า ถ้าอยากเป็นพยาบาล...แห่งอนาคต ครูและอาจารย์ทุกคนของโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ยินดีรับหนูเข้าเรียนโดยโควตาพิเศษ ไม่ต้องสอบ เพราะเราเชื่อว่าหนูต้องมี DNA ที่เสียสละ จิตใจดี จากคุณพ่อ และต้องเป็นพยาบาลที่ดีแน่นอน ใครรู้จักน้องเค้าฝากบอกด้วยนะคะ"

โพสต์นี้ได้รับเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวางจากผู้คนในโซเชียลมีเดียถึงความมีน้ำใจและความเมตตาที่มอบโอกาสทางการศึกษาให้กับน้องปิ่นมุก เพื่อสานต่อความฝันในอนาคต

‘จิรายุ’ โต้เดือด!! หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ยัน!! ไม่มีใครสั่งทหารห้ามปะทะ ‘กัมพูชา’

(3 ส.ค. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา หรือ ศบ.ทก. กล่าวถึงกรณี พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ อ้างข่าวว่า มีตัวแทนของรัฐบาลโทรศัพท์ไปสั่งการไม่ให้เกิดการปะทะตามแนวชายแดนเมื่อวันที่ 24 กรกฏาคมที่ผ่านมาว่า ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจาก พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ถึงกรณีดังกล่าวแล้ว ยืนยันว่าในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง ในฐานะผู้อำนวยการ ศบ.ทก. ที่ตัดสินใจในการบริหารสถานการณ์พื้นที่ชายแดน 7 จังหวัด ยืนยันไม่มีการกระทำตามที่บุคคลดังกล่าวได้กล่าวอ้าง และไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องไปสั่งการ ตั้งแต่เกิดกรณีไทย-กัมพูชา ในลักษณะเช่นนี้ ซึ่งฝ่ายความมั่นคง รวมถึงส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน ทั้งกองทัพ ทำงานเป็นทีมไทยแลนด์อย่างมีเอกภาพ ในการปฏิบัติภารกิจครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาติไทยอยู่แล้ว

นายจิรายุ กล่าวอีกว่า บุคคลคนนี้ลงมาเล่นการเมืองเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง คำพูดทุกคำย่อมต้องมีความรับผิดชอบต่อเสถียรภาพของประเทศ แม้จะเคยเป็นทหาร แต่ปัจจุบันผันตัวเองมาทำงานการเมือง การจะพูดอะไรควรเป็นความสัตย์จริงเยี่ยงชายชาติทหาร ไม่น่าจะทำตัวเป็นนักการเมืองรุ่นเก่า ที่เน้นแต่วาทกรรม สร้างประเด็นการเมืองจนไม่สนใจ เสถียรภาพ และความมั่นคงของชาติใช่หรือไม่ จะหาซีนเปิดตัวพรรคการเมืองก็ไม่ควรใช้วิธีการแบบนี้

นายจิรายุ กล่าวอีกว่า คำพูดของหัวหน้าพรรคการเมืองคนนี้ ยังมีการขยายผลบิดเบือนให้เกิดความเสียหาย โดยนำคำให้สัมภาษณ์ของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ซึ่งพูดไว้เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 68 หรือเกือบ 3 เดือนที่ผ่านมา ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เรื่องการระวังสถานการณ์ไม่ให้มีความรุนแรง มาปั่นให้เข้าใจว่าเป็นไส้ศึกในเหตุการณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่มีการปะทะ ซึ่งไม่เกี่ยวกัน เป็นคนละเวลาคนละสถานการณ์ ดังนั้นช่วงนี้จึงเป็นช่วงเปราะบางของสังคมไทย ประชาชนต้องรักสามัคคี อย่าปล่อยให้เกมการเมืองประเทศเพื่อนบ้านที่ก่ออาชญากรรมสงครามด้วยการโจมตีฐานที่มั่นและพลเรือนของไทย มีอิทธิพลเหนือเราได้ ที่สำคัญไม่ควรปล่อยให้ใครก็ตามพูดอะไรเอามัน สะใจไปเรื่อยโดยไม่มีข้อเท็จจริง รังแต่จะสร้างความสับสนและความขัดแย้งในสังคม และยิ่งจะเป็นการเข้าทางฝ่ายตรงข้ามในเวทีระดับโลกอีกด้วย

‘ฮุน มาเนต’ โพสต์เฟซ!! ขอปกป้องสันติภาพ ไม่ว่า!! จะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม

(3 ส.ค. 68) เฟซบุ๊ก Hun Manet ของ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความเป็นภาษาเขมรและภาษาอังกฤษ เมื่อวันที่ 2 ส.ค. แปลเป็นภาษาไทยระบุว่า …

“บางครั้งผู้คนมักมองข้ามสันติภาพ คุณค่าที่แท้จริงของสันติภาพจะชัดเจนขึ้นเมื่อไม่มีสันติภาพอยู่ ดังนั้น เราต้องปกป้องสันติภาพไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”

ทำลายสิ้น ทางขึ้นภูมะเขือ

(3 ส.ค. 68) กองทัพบกรายงานว่า ทำลายสิ้น ทางขึ้นภูมะเขือ กระเช้าทางขึ้น ภูมะเขือ ที่กัมพูชาทำไว้ ละเมิด MOU43 ทำลายให้สิ้นซาก

‘ดร.สุริยะใส’ เตือนระวัง!! ‘สันติภาพปลอม’ ชายแดนไทย-กัมพูชา ชี้!! ประเทศไทย กำลังอยู่ในวงล้อมการแข่งขัน ‘อำนาจโลก’

(3 ส.ค. 68) ดร.สุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า …

ระวัง! สันติภาพปลอม ๆ บนชายแดนไทย-กัมพูชา: ภัยเงียบที่ไทยต้องเท่าทัน

แม้เสียงปืนจะเงียบลงชั่วคราวจากการปะทะระหว่างกองกำลังไทยกับกัมพูชาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ “ความเงียบ” ครั้งนี้ไม่ใช่สันติภาพที่แท้จริง หากคือ “ฉากหน้า” ที่ปิดบังแรงกระเพื่อมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังซัดกระหน่ำภูมิภาคของเราอยู่เบื้องหลัง พื้นที่ชายแดนที่ดูเหมือนเป็นเพียงเรื่องระหว่างสองประเทศ แท้จริงแล้วได้กลายเป็น “เวทีแข่งขัน” ระหว่างมหาอำนาจโลกไปแล้วอย่างไม่อาจปฏิเสธ

การขยับตัวของสหรัฐฯ และจีน ที่เข้ามามีบทบาทในพื้นที่นี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวของทั้งสองฝ่าย ที่ต้องการยึดหัวหาดทางทหาร โลจิสติกส์ และทรัพยากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยและกัมพูชาคือ “จุดยุทธศาสตร์” ที่กำลังถูกแย่งชิงทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะผ่านโครงการช่วยเหลือทางทหาร การซ้อมรบร่วม การเจาะฐานข้อมูลความมั่นคง หรือการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและคมนาคม

สถานการณ์จึงไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่หลายฝ่ายพยายามทำให้ดูเหมือน การสู้รบที่เกิดขึ้นแม้จะจบลงชั่วคราว แต่ถ้าเราไม่เข้าใจโครงสร้างเบื้องลึกของปัญหา ไม่ทันเกมของผู้เล่นรายใหญ่ ก็อาจกลายเป็นเพียง “หมากเบี้ย” ในสงครามตัวแทนที่ไม่มีวันชนะได้จริง

เราจึงจำเป็นต้อง “ถอดรหัสภูมิรัฐศาสตร์ใหม่” ให้ขาด เห็นลึกถึงผลประโยชน์ที่ซ้อนกันหลายชั้น ทั้งทางทหาร เศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงระดับชาติ

รัฐบาลไทยจึงต้องแสดง “จุดยืนเชิงยุทธศาสตร์” ที่เฉียบคมและหนักแน่น ไม่ใช่แค่การประคองสันติภาพชั่วคราว เล่นกับกระแส หรือการเดินเกมตามแรงกดดันทางการทูต แต่ต้องสร้างความพร้อมทั้งทางทหาร การข่าว และการทูตแบบบูรณาการ พร้อมกับ “ยกระดับเอกภาพภายใน” ระหว่างรัฐบาล กองทัพ และประชาชนให้เป็นหนึ่งเดียว เพราะศัตรูที่แท้จริงในยุคนี้ ไม่ได้อยู่ตรงข้ามเราเพียงอย่างเดียว แต่อาจอยู่ในความแตกแยกของเราเอง หรือที่เรียกว่า “ไส้ศึก”

นี่ไม่ใช่แค่การปะทะระหว่างสองชาติ แต่คือสัญญาณเตือนว่า “ประเทศไทยกำลังอยู่ในวงล้อมของการแข่งขันอำนาจโลก” ที่หากเราไม่เร่งกำหนดยุทธศาสตร์ชาติอย่างมีไหวพริบและกล้าหาญ สันติภาพที่เห็นอยู่อาจกลายเป็นเพียงม่านควัน ก่อนจะเกิดคลื่นแห่งความสูญเสียครั้งใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม เราต้องมองให้ลึก เห็นให้ขาด และเดินเกมให้ทันก่อนที่จะสายเกินไป  

‘ไอโอเขมร’ ปลอมเพจ!! เป็นคนไทย ปั่นกระแส!! ให้คนไทยทะเลาะกันเอง

(3 ส.ค. 68) เริ่มมีพฤติกรรม ปลอมแปลง Pages จากฝั่งกัมพูชาเป็น Pages ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยแล้วก็เข้ามาปั่นกระแสให้คนไทยทะเลาะกันเกี่ยวกับเรื่องข้อมูลการสู้รบดังนั้นตอนนี้เราต้องระมัดระวังในการเสพข่าวจากเพจที่ไม่รู้จักให้มากขึ้น

วิเคราะห์ภาพถ่าย ‘แร้ง’ ไม่น่าจะถ่ายที่ ‘ภูมะเขือ’ เผย!! เป็นแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย ไม่ใช่ แร้งเทาหลังขาว

(3 ส.ค. 68) ภาพแร้งที่มีข่าวว่า พบที่ ภูมะเขือ?? ชายแดนไทย-กัมพูชา ประเมินจากเงาร่าง และขนคลุมใต้ปีกสีขาว เป็น #แร้งสีน้ำตาลหิมาลัย ตัวเต็มวัย จำนวนมากหลายสิบตัว แบบนี้ น่าจะบันทึกภาพจากทิเบต ซึ่งมีพิธีกรรม sky burial ฝังฟ้า บริจาคศพให้แร้งกิน ตามคติพุทธตันตระยาน
ในภาพไม่ใช่ แร้งเทาหลังขาว ซึ่งเป็นแร้งประจำถิ่นในอาเซียน/อุษาคเนย์ และมีขนคลุมใต้ปีกสีขาวเช่นกัน แต่ตัวเล็กกว่าแร้งหิมาลัย ( ความยาวปีก 2.9 เมตร vs 1.9-2.6 เมตร ในแร้งเทาฯ) 

ในประเทศกัมพูชาจากการสำรวจประชากรแร้งอาเซียนรายปี ณ ร้านอาหารแร้ง 4 จุด ทั่วประเทศ พบแร้งเทาหลังขาว 71 ตัว ในปี 2022 โดยแร้งเทาฯ ส่วนใหญ่รวมตัวหนาแน่น 30-50 ตัว/ร้านอาหารแร้ง ที่ 2 จุด คือ 

1. ร้านอาหารแร้งบึงตวล ในป่าอนุรักษ์พนมกุเลน-ขสป.กุเลนพรหมเทพ (ห่างจากชายแดนไทย-เขมร 50 กม.) พบแร้ง 3 ชนิด 30+ ตัว ในแผนที่ คือ วงกลม สีส้ม

2. ป่าอนุรักษ์เซียมปัง จังหวัดสตึงเตรง ใกล้ อช. วีระชัย ชายแดนลาว-เขมร พบแร้ง 50-70+ ตัว ในแผนที่ คือ วงกลมสีน้ำเงิน
ณ ร้านอาหารแร้ง เหล่านี้ในฤดูหนาว จะพบ แร้งสีน้ำตาลหิมาลัย แค่ 1-2 ตัวเท่านั้น

จึงเป็นไปได้ว่า ภาพนี้ไม่น่าจะถ่ายภาพที่ภูมะเขือ 

อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษา ระยะทางบินของ พญาแร้ง (แร้งอุษาคเนย์ อีกชนิด ที่มีพื้นที่บินหาซากกิน กว้างกว่า แร้งเทาหลังขาว ) โดย Wildlife Conservation Society Cambodia ด้วยสัญญาณดาวเทียม พบว่า พญาแร้ง มีรัศมีการบินจาก แหล่งอาศัยหลัก ไกล ในรัศมี 50 กม. ได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top