Sunday, 6 September 2026
CAAT

'CAAT' เผย!! มีการแจ้งความดำเนินคดีหญิงชาวโปแลนด์แล้ว หลังข่มขู่ มีระเบิดบนอากาศยานขณะทำการบิน จนผู้อื่นตกใจ

(28 ก.ย.67) จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่าสายการบินไทยเวียตเจ็ทไม่ได้มีการดำเนินคดีกับผู้โดยสารชาวโปแลนด์ที่ก่อเหตุขู่วางระเบิดเที่ยวบิน VZ961 เส้นทางดานัง- สุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2567  ซึ่งการขู่วางระเบิดในสนามบิน หรือในอากาศยาน ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2558 มาตรา 22

ล่าสุด สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และพบว่าได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุแล้ว โดยผู้ควบคุมอากาศยานหรือนักบินในเที่ยวบินนั้นเป็นผู้แจ้งความดำเนินคดี จึงไม่ใช่สายการบิน ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นผู้แจ้งความ ตามที่ปรากฏในข่าว และทางตำรวจได้ดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุ ในข้อหาแจ้งข้อความหรือส่งข่าวสารซึ่งรู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จ และการนั้นเป็นเหตุหรือน่าจะเป็นเหตุให้ผู้ที่อยู่ในท่าอากาศยานหรือผู้ที่อยู่ในอากาศยานในระหว่างการบินตื่นตกใจ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2558 มาตรา 22 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้าการกระทำนั้นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อความปลอดภัยของอากาศยานในระหว่างการบิน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000-600,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับคำพูดต้องห้ามที่ไม่ควรพูดทั้งในสนามบินและบนเครื่องบิน เช่น...

- ระเบิด Bomb
- อาวุธและวัตถุอันตราย ปืน Gun or Fire Arm
- การก่อการร้าย Terrorist
- โรคระบาดร้ายแรง

CAAT จึงขอแนะนำว่า ไม่ควรพูดคำต้องห้ามเหล่านี้ แม้จะเป็นการพูดเล่นกับเพื่อน หรือพูดเล่นกับเจ้าหน้าที่ เพราะอาจทำให้ผู้อื่นเกิดความไม่สบายใจ ตื่นตระหนก หรือเกิดความเข้าใจผิดจนอาจจะนำมาสู่ความวุ่นวาย และผู้พูดอาจถูกดำเนินการตามกฎหมายได้

CAAT ชี้แจงบินโดรนในพื้นที่อุทกภัยภาคใต้ ทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อสนับสนุนภารกิจ ช่วยเหลือประชาชนอย่างปลอดภัย

(27 พ.ย. 68) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ออกประกาศอนุญาตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติการบินโดรนในพื้นที่ประสบอุทกภัยได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเฉพาะการบินหลังเวลา 18.00 น. ซึ่งเป็นกรณี “อนุญาตเป็นพิเศษ” สำหรับภารกิจบรรเทาสาธารณภัยเท่านั้น

เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ผู้ปฏิบัติการบินต้อง
- ติดตั้งไฟระบุตำแหน่งให้มองเห็นชัดเจน
- ประสานกับหน่วยงานในพื้นที่ก่อนบินทุกครั้ง
- ไม่ทำการบินที่อาจเป็นการรบกวนเส้นทางบินของอากาศยานของรัฐและอากาศยานฉุกเฉิน

CAAT ขอความร่วมมือทุกหน่วยงานปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว และปลอดภัย

ประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง อนุญาตให้บังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอกเพื่อการดำเนินงานด้านการบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ พ.ศ. 2568 > https://www.caat.or.th/laws-regulations/191646/

CAAT ขับเคลื่อนบินไทย!! วางนโยบาย 4 แนวทางสำคัญ เป้าหมายเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาค พร้อมเป็นเจ้าภาพ ICAO AAM 2026 เพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมยั่งยืน

CAAT ประกาศทิศทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินไทย รับมือเศรษฐกิจโลก
พร้อมเดินหน้าเจ้าภาพ ICAO AAM 2026

กรุงเทพฯ 14 กรกฎาคม 2569 – สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT จัดงาน “CAAT Executive Policy Dialogue: เสริมความเชื่อมั่น สนับสนุนการบินของไทย ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน” เพื่อสื่อสารทิศทางการดำเนินงานและแนวนโยบายสำคัญด้านการบิน 4 แนวทางสำคัญแก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมการบิน ได้แก่ การลดรายจ่าย และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนการกระตุ้นเศรษฐกิจการบิน การส่งเสริมการบินสีเขียว และการวางรากฐานระบบการบินแห่งอนาคต เพื่อมุ่งเป้าประเทศไทยสู่การเป็น Regional Aviation Hub และยังได้เผยความพร้อมในการจัดประชุม ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 (AAM 2026) ที่ไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพ และยังเป็นครั้งแรกในการจัดประชุมสำคัญนี้ในภูมิภาคเอเชีย พร้อมกันนี้ได้เปิดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากภาคอุตสาหกรรมการบินเพื่อนำข้อมูลไปวางแผนกลยุทธ์เพิ่มเติมเสริมศักยภาพการเติบโตอุตสาหกรรมการบินไทยอย่างยั่งยืน

พลอากาศเอกมนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ CAAT กล่าวว่า “จากสถานการณ์วิกฤตด้านสงคราม และพลังงานที่ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกเผชิญภาวะชะลอตัว ซึ่งข้อมูลจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศหรือ IATA ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์กำไรสุทธิของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกจากเดิมที่ 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียง 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้หลังจากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายภาคอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกได้เร่งปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน ให้สามารถแข่งขันในภาวะผันผวนได้มากขึ้น ทั้งนี้ CAAT ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลมาตรฐานการบิน และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินของประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน จึงได้วางแผนและนโยบายเชิงรุกเพื่อรับมือกับความผันผวนของภาคอุตสาหกรรมการบิน และยังเน้นย้ำถึงเป้าหมายการผลักดันประเทศสู่การเป็น “ศูนย์กลางการบินของภูมิภาค” (Regional Aviation Hub) แก่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมการบิน”

โดยการจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้เชิญทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมการบินของประเทศ ทั้งสายการบิน สนามบิน ผู้ให้บริการการเดินอากาศ หน่วยซ่อมอากาศยาน สถาบันฝึกอบรมด้านการบิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมรับฟังแนวทางที่ CAAT จะเร่งพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินของไทยตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม โดยมุ่งเน้นนโยบายเชิงรุกใน 4 แนวทางสำคัญได้แก่ การลดรายจ่าย และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจการบิน การส่งเสริมการบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการวางรากฐานระบบการบินแห่งอนาคต

พลอากาศเอกมนัท กล่าวต่อว่า ในด้านการดูแลประชาชนและผู้ประกอบการ CAAT ได้ดำเนินมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางทางอากาศ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของระบบขนส่งทางอากาศ โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมท่าอากาศยาน (ทย.) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรองรับผู้โดยสารในช่วงเทศกาลเพิ่มเที่ยวบิน และอำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัย พร้อมดำเนินมาตรการลดต้นทุนให้แก่สายการบิน อาทิ การลดค่าบริการการเดินอากาศ การลดค่าบริการขึ้น-ลงและที่เก็บอากาศยาน รวมถึงการขยายระยะเวลาชำระค่าบริการ เพื่อช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ รักษาระดับค่าโดยสาร และเพิ่มทางเลือกในการเดินทางของประชาชน

สำหรับผลกระทบต่อต้นทุนด้านพลังงานของสายการบิน ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วน CAAT ยังได้ประสานหน่วยงานด้านการบิน พลังงาน และภาษี โดยมีการหารือร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน กรมสรรพสามิต บริษัท บางจาก และบริษัท ปตท. รวมถึงสำรวจปริมาณการใช้น้ำมันอากาศยาน JET A-1 ของสายการบิน สัญชาติไทย และติดตามแนวโน้มราคาน้ำมันจากผู้ผลิต เพื่อประเมินผลกระทบและเตรียมมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม รวมทั้งรับฟังข้อเสนอจากผู้ประกอบการ และการผลักดันมาตรการช่วยเหลือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาความต่อเนื่องของระบบขนส่งทางอากาศ ลดผลกระทบต่อประชาชน และเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ

ในด้านการส่งเสริมการบินที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการวางรากฐานระบบการบินแห่งอนาคตได้มีการจัดทำแผน Thailand UAS and AAM Master Plan การพัฒนากฎหมายและมาตรฐานเพื่อรองรับ Advanced Air Mobility (AAM) การส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตภาคการบิน การส่งเสริมระบบนิเวศการบินทั่วไป (General Aviation: GA) และ Seaplane ตลอดจนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบข้อมูลด้านการบิน เพื่อสร้างความพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินไทยในระยะยาว

และจากความพร้อมในมิติต่างๆ ทำให้ไทยได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมระดับนานาชาติ “ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 (AAM 2026)” ซึ่งนับเป็นเวทีระดับโลกด้านการพัฒนาอากาศยานแห่งอนาคตที่จะรวบรวมผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ผลิตอากาศยาน และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาร่วมกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมการบินยุคใหม่ ซึ่งเป็นการจัดงานครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย โดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ขอพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเข้าร่วมงาน และเตรียมทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญตราเฉลิมพระเกียรติคุณในพระปรีชาสามารถ ในฐานะพระมหากษัตริย์นักบิน ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมการบินโลกต่อศักยภาพและบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีการบินแห่งอนาคตของภูมิภาค

นอกจากการเผยนโยบายครั้งสำคัญนี้แล้ว CAAT ยังได้จัดเวที “Voices from Industry, Shaping Thailand's Aviation” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมการบินร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ CAAT นำข้อมูลไปประกอบการกำหนดนโยบายและปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับบริบทของอุตสาหกรรม และเอื้อต่อการเติบโตของการบินไทยอย่างยั่งยืน

"การได้รับเกียรติให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศต่อประชาคมการบินโลก พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีการบินแห่งอนาคตของภูมิภาค ซึ่ง CAAT พร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้การจัดงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จ และต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการบินของไทยในระยะยาว" พลอากาศเอกมนัท กล่าวทิ้งท้าย

สนามบินยกระดับความปลอดภัย!! CAAT ออกเกณฑ์ใหม่ตรวจสัมภาระโหลดใต้ท้อง เริ่ม 16 ต.ค. 69 เจ้าหน้าที่เปิดกระเป๋าได้หากพบเหตุสงสัย แนะใช้ TSA Lock ลดความเสียหายจากการตรวจค้น พร้อมบันทึกภาพ–แจ้งเจ้าของหากเปิดตรวจ

หลักเกณฑ์ใหม่ในการตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียน ตั้งแต่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยประกาศหลักเกณฑ์การตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียนใหม่ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางทางอากาศ โดยตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ผู้โดยสารต้องตรวจสอบสัมภาระลงทะเบียน (สัมภาระที่จะโหลดใต้ท้อง) ให้เป็นไปตามประกาศเกี่ยวกับวัตถุต้องห้าม สิ่งของผิดกฎหมาย และข้อกำหนดด้านการรักษาความปลอดภัยของสนามบินก่อนเดินทางทุกครั้ง

หากปรากฏพฤติการณ์อันควรสงสัยว่ามีวัตถุต้องห้าม พนักงานตรวจค้นมีอำนาจเปิดสัมภาระลงทะเบียนได้ โดยไม่ต้องตรวจค้นต่อหน้าผู้โดยสาร ซึ่งจะมีการบันทึกภาพการเปิดสัมภาระและใส่เอกสารแจ้งการตรวจค้นไว้ภายในสัมภาระให้เจ้าของทราบ

ทั้งนี้ แนะนำให้ผู้โดยสารใช้อุปกรณ์ล็อกมาตรฐานสากล เช่น TSA Lock ที่สามารถเปิดได้ด้วยอุปกรณ์เฉพาะ เพื่อป้องกันความเสียหายจากการเปิดกระเป๋าหากต้องมีการตรวจค้น

การตรวจสอบสิ่งของในสัมภาระก่อนเดินทาง จะช่วยให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น และเพิ่มความปลอดภัยให้กับทุกเที่ยวบิน

TSA Lock (Transportation Security Administration lock) คือระบบล็อคกระเป๋าเดินทางแบบพิเศษที่ได้รับการยอมรับจากระบบรักษาความปลอดภัยของสนามบินนานาชาติ

วิธีการทำงาน

1. วิธีการใช้งาน: สามารถเปิดและปิดกระเป๋าได้ โดยใช้รหัสส่วนตัว 3 หรือ 4 หลัก (หรือกุญแจมาตรฐาน)

2. การเข้าถึงระบบรักษาความปลอดภัย: เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสนามบินจะพก กุญแจหลัก ที่สามารถใช้เปิดรูกุญแจเฉพาะบนตัวล็อค

3. การป้องกัน: หากเจ้าหน้าที่ต้องการตรวจสอบกระเป๋าเดินทาง จะสามารถปลดล็อกและล็อกกระเป๋าให้ โดยไม่ตัดหรือทำลายกระเป๋าหรือตัวล็อก ซึ่งตามปกติแล้ว ตัวล็อกที่ไม่ใช่ของ TSA Lock มักจะถูกตัดออกด้วยการงัด ตัด หรือกระแทก จนชำรุดเสียหาย

4. ญลักษณ์: สามารถจำแนกแม่กุญแจ TSA Lock ที่ได้รับการรับรองได้จาก สัญลักษณ์ ที่ได้รับการอนุมัติจาก TSA (มักจะเป็นรูปเพชรสีแดง)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top