‘อาจารย์อุ๋ย’ เตือนไทยอย่าตกเป็น “เบี้ยมหาอำนาจ”!! ชี้ไทยต้องอ่านเกมโลกให้ขาด อย่าปล่อยข้อพิพาทกัมพูชาถูกดึงเป็นเกมมหาอำนาจ เสนอ 3 หลัก นโยบายต่างประเทศ ไทยต้องไม่เลือกข้าง แต่เลือกผลประโยชน์ชาติ
อาจารย์อุ๋ย เตือน! ไทยอย่าตกเป็น “เบี้ยมหาอำนาจ” ชี้ต้องคุมเกมกัมพูชาด้วยทวิภาคี
โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์
สงครามรัสเซีย–ยูเครนยังไม่ยุติ ส่วนด้านตะวันออกกลางยังคุกรุ่น และความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันก็ยังดำรงอยู่ หลายคนอาจคิดว่าเรื่องเหล่านี้อยู่ไกลประเทศไทย แต่ในความเป็นจริง นี่คือคลื่นลูกเดียวกันของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่กำลังแผ่ขยายมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทยไม่มีสิทธิ์ทำเป็นมองไม่เห็น
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่การที่มหาอำนาจกำลังแข่งขันกัน แต่คือการที่ประเทศขนาดกลางและประเทศเล็กอาจถูกดึงเข้าไปเป็นเครื่องมือในเกมของผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว ประวัติศาสตร์โลกย้ำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เมื่อมหาอำนาจเผชิญหน้ากัน ประเทศที่ประเมินสถานการณ์ผิดหรือเลือกเดินเกมผิด ต้องจ่ายด้วยราคาที่แพงที่สุด คือ สงครามบนแผ่นดินตัวเอง
โลกปัจจุบันแบ่งออกเป็นหลายขั้ว ไม่ได้แบ่งออกเป็นสองขั้วแบบยุคสงครามเย็น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนได้กลายเป็นแกนหลักของการเมืองระหว่างประเทศ ทุกการขยับตัวของทั้งสองฝ่ายกำลังส่งผลโดยตรงต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก รวมถึงประเทศไทย
สหรัฐอเมริกายกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงกับไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการฝึกร่วม การพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพ และความร่วมมือด้านเทคโนโลยีความมั่นคง ขณะที่จีนก็ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การลงทุน และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ทั่วภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง
ในอีกด้านหนึ่ง กัมพูชามีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับจีนมากขึ้น ทั้งด้านการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน ความร่วมมือทางทหาร และโครงการยุทธศาสตร์หลายโครงการ ทำให้กัมพูชากลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดในภูมิภาค
เมื่อประเทศไทยอยู่ตรงกลางระหว่างผลประโยชน์ของมหาอำนาจทั้งสอง การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจทำให้เราสูญเสียพื้นที่ในการกำหนดอนาคตของตนเอง
ผมไม่ได้กำลังบอกว่าประเทศไทยจะเกิดสงคราม หรือไทยกับกัมพูชาจะกลายเป็นสงครามตัวแทนระหว่างมหาอํนาจในวันเร็ววันเพราะยังไม่มีหลักฐานรองรับข้อสรุปเช่นนั้น แต่ผมกำลังเตือนว่า หากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจทวีความรุนแรง ความเสี่ยงที่ข้อพิพาทในภูมิภาคจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ก็จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยต้องเตรียมรับมือไว้ตั้งแต่วันนี้
ผมจึงเห็นว่า ประเทศไทยควรยืนอยู่บนหลักการสำคัญสามประการ
หนึ่ง รักษาข้อพิพาทกับกัมพูชาให้อยู่ในกรอบการเจรจาแบบทวิภาคีเป็นหลัก ใช้การทูตเป็นแนวหน้า และใช้ศักยภาพด้านการทหารและความมั่นคงของประเทศที่ไทยมีเหนือกว่ากัมพูชาอย่างมาก เป็นพลังสนับสนุนอำนาจต่อรองตามหลักการป้องปราม มิใช่เพื่อยั่วยุหรือแสวงหาความขัดแย้ง หากยังไม่ถึงเวลา
สอง ดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบรักษาดุลอำนาจ รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายเท่าที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติ โดยไม่ปล่อยให้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
สาม ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า แผ่นดิน น่านน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานของไทย จะไม่ถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการหรือเครื่องมือในการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจ
เพราะประเทศไทยไม่ได้มีหน้าที่เลือกข้าง แต่มีหน้าที่เลือก “ผลประโยชน์ของชาติ”
ในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ประเทศที่อยู่รอดไม่ใช่ประเทศที่เสียงดังที่สุด หรือประเทศที่เลือกข้างได้เร็วที่สุด แต่คือประเทศที่อ่านเกมโลกได้แม่นที่สุด รักษาดุลอำนาจได้ดีที่สุด และมีศักยภาพมากพอที่จะทำให้ทุกฝ่ายเคารพผลประโยชน์ของตน
บทเรียนจากยูเครนและตะวันออกกลางไม่ได้สอนให้เรากลัวสงคราม แต่สอนให้เรารู้ว่า ประเทศที่ประมาทต่อภูมิรัฐศาสตร์ มักเป็นฝ่ายที่ต้องจ่ายต้นทุนแพงที่สุด และคนไทย รัฐบาลไทยและประเทศไทยต้องไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดเช่นนั้นเกิดขึ้นกับแผ่นดินของเรา
ด้วยความปรารถนาดี
https://www.facebook.com/share/1DP8pGRXyg/?mibextid=wwXIfr








