Friday, 5 June 2026
ในหลวงรัชกาลที่9

๑๓ ตุลาคม วันนวมินทรมหาราช วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

13 ตุลาคม ถือเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 พระมหากษัตริย์ไทยผู้ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในประเทศไทย โดยสำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES ร่วมกับคณะผู้บริหารและพนักงาน น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

พระองค์เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตลอดรัชสมัยกว่า 70 ปี พระองค์ได้ดำเนินพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรกว่า 4,000 โครงการ และได้รับการยกย่องด้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้งในและต่างประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้รับ รางวัลเกียรติยศ UNDP Human Development Lifetime Achievement Award จากเลขาธิการสหประชาชาติ นายโคฟี่ อันนัน เมื่อปี พ.ศ. 2549 เพื่อเทิดพระเกียรติพระปรีชาสามารถและพระราชกรณียกิจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตพสกนิกรไทย

ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2557 พระองค์ทรงแปรพระราชฐานเข้ารับการรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช จนถึงวันสวรรคตเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เวลา 15.52 น. สิริพระชนมพรรษา 88 พรรษา 313 วัน ทรงเป็นที่จดจำและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์

จากพระราชพิธี รัชกาลที่ 9 สู่พระพันปีหลวง รถพระที่นั่งคันเดียว ที่ส่งเสด็จทั้งสองพระองค์ สัญลักษณ์แห่งความพอเพียง ที่ยังคงวิ่งอยู่ ในหัวใจคนไทย

(26 ต.ค. 68) รถตู้สีเทาเรียบง่าย หมายเลขทะเบียน 1ด–0929 ที่ปรากฏในพระราชพิธีเคลื่อนพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวันนี้

คือรถคันเดียวกันกับที่เคยใช้อัญเชิญพระบรมศพของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พุทธศักราช 2559
รถพระที่นั่งคันโปรดที่พระองค์ทรงใช้ทรงงานมาอย่างยาวนาน เรียบง่าย สมถะ แต่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางจิตใจและความหมายอันลึกซึ้ง สะท้อนถึงพระราชจริยวัตรแห่ง ‘ความพอเพียง’ ที่ทั้งสองพระองค์ทรงยึดมั่นและทรงสืบสานร่วมกันตราบจนวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2559 ในพระราชพิธีเคลื่อนพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขบวนรถเคลื่อนออกจากโรงพยาบาลศิริราชมุ่งหน้าไปยังพระบรมมหาราชวังด้วยรถตู้สีเทาเรียบ ๆ หมายเลขทะเบียน 1ด–0929 ซึ่งแทบไม่ต่างจากรถตู้ทั่วไป


รถพระที่นั่งคันนี้ไม่ได้เป็นรุ่นใหม่หรือหรูหรา หากแต่เต็มไปด้วยเรื่องราวและคุณค่าทางจิตใจ เพราะเป็นรถที่พระองค์ทรงโปรดและทรงมีรับสั่งให้ใช้คันนี้เสมอ

ภายในรถก็เรียบง่ายเช่นเดียวกัน  มีเพียงวิทยุเดิมติดรถและโต๊ะขนาดเล็กสำหรับทรงงาน นายช่างประจำตัวจะคอยดูแลซ่อมแซมให้อยู่เสมอ
ไม่มีตรา ไม่มีธง ไม่มีสัญลักษณ์ประจำรัชกาล เพราะเมื่อสิ้นรัชกาล ตราสัญลักษณ์ทั้งปวงจะหยุดใช้งานทันที เพื่อรอการสืบราชสมบัติของพระมหากษัตริย์พระองค์ต่อไป

รถพระที่นั่งคันนี้คือ Volkswagen Caravelle T4 รุ่น V6 แบบฐานล้อยาว (Long Wheel Base) ผลิตระหว่างปี 2002–2003 เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ DOHC 24 วาล์ว ขนาด 2.8 ลิตร กำลังสูงสุด 204 แรงม้า

ในต่างประเทศ รถรุ่นนี้ถือเป็นรถที่เรียบง่าย เน้นการใช้งานจริงมากกว่าความหรูหรา ราคาขณะนั้นราว 2 ล้านบาทกว่า แต่ในมือของพระมหากษัตริย์ไทย รถธรรมดาคันนี้กลับกลายเป็นสัญลักษณ์แห่ง ‘ความพอเพียง’ และ ‘การใช้สิ่งของอย่างรู้คุณค่า’ ได้อย่างงดงาม

และเมื่อเวลาผ่านไปกว่าเกือบหนึ่งทศวรรษ รถพระที่นั่งคันเดิม ที่มีนามเรียกขานว่า ‘เจมส์ บอนด์’ ก็ได้ปรากฏอีกครั้ง ในพระราชพิธีเคลื่อนพระบรมศพของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ราวกับเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายร่วมกันของสองพระองค์ ที่คนไทยทั้งประเทศ เคารพรักเป็นที่สุด เพราะทั้งสองพระองค์ นั้นทรงอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยเพื่อประชาชนไทยตราบจนวาระสุดท้าย

‘เจมส์ บอนด์’ นั้นจึงไม่ใช่เพียงรถยนต์คันหนึ่ง แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความเรียบง่าย ความสมถะ และความพอเพียงในแบบฉบับของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นเครื่องเตือนใจคนไทยทุกคนให้เห็นว่า

ความยิ่งใหญ่... มิได้อยู่ที่ความหรูหรา แต่อยู่ที่หัวใจที่รู้คุณค่าของทุกสิ่งที่มีอยู่

รถพระที่นั่งคันนี้จึงเปรียบเสมือน ‘ความพอเพียง’ ที่สองพระองค์ทรงมอบไว้ให้แผ่นดินไทยตราบนิรันดร์
 

7 พฤศจิกายน 2539 พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐินทางชลมารค ในรัชกาลที่ 9 ณ วัดอรุณราชวราราม หนึ่งในพระราชพิธีกาญจนาภิเษก เฉลิมพระเกียรติครองราชย์ครบ 50 ปี

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 พระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม พระราชพิธีกาญจนาภิเษกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2539 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยพระองค์ทรงครองราชสมบัติ เป็นปีที่ 50 ถือเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชสมบัติเป็นระยะเวลายาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีหมายกำหนดการจัดงานพระราชพิธีกาญจนาภิเษก และงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ระหว่างวันที่ 8-10,12,14,23 มิถุนายน ,7พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 รวมทั้งสิ้น 7 วัน

โดย วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2539 เวลา 15.30 น. เป็นพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม

ในหลวง ร. 9 ผู้ริเริ่มระบบโคนมไทย ทรงเห็นโอกาสจากการเสด็จฯ เยือนเดนมาร์ก สู่ฟาร์มโคนมแห่งแรก “ไทย–เดนมาร์ก” ช่วยให้เด็กไทยได้ดื่มนมสด -ลดพึ่งพานำเข้านมผง

เวลาพูดถึงการเสด็จฯ เยือนยุโรปของ #ในหลวงรัชกาลที่9 เรามักคิดถึงภาพพระองค์ในชุดสูทเรียบร้อย เสด็จฯ เคียงคู่ #สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เดินท่ามกลางบรรยากาศเมืองใหญ่ของยุโรป แต่ในความเป็นจริงแล้ว เบื้องหลังการเดินทางนั้นไม่ใช่เรื่องพิธีการทางการทูตเพียงอย่างเดียว พระองค์ทรงใช้ทุกเมืองที่เสด็จฯ ไปเป็นเหมือนห้องเรียนกว้างใหญ่ในการเก็บข้อมูล เพื่อกลับมาพัฒนาประเทศไทยแบบเป็นระบบ

ในตอนนั้นประเทศไทยยังเป็นสังคมเกษตรกรรมอย่างเต็มรูปแบบ เกษตรกรพึ่งพาฝน รายได้ไม่แน่นอน เด็กไทยจำนวนมากเติบโตด้วยอาหารพื้นฐานที่อิ่มท้องแต่ไม่ครบคุณค่าทางโภชนาการ มีความเชื่อฝังใจว่านมวัวคือของแพงของฝรั่ง เฉพาะคนรวยในเมืองใหญ่เท่านั้นที่ดื่มได้ วัวถูกใช้เป็นแรงงาน ไม่ใช่สัตว์เศรษฐกิจ และเมื่อคนไทยลองดื่มนมที่นำเข้ามาแบบไม่ถูกสุขลักษณะ บางคนก็ท้องเสีย กลายเป็นความเข้าใจผิดที่ว่า “นมไม่เหมาะกับคนไทย”

พอถึงปี 2503 เมื่อ #ในหลวงรัชกาลที่9 เสด็จฯ ไปเยือนประเทศเดนมาร์ก—แผ่นดินที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานของการทำฟาร์มโคนม—สิ่งที่พระองค์ทอดพระเนตรเห็นนั้นเหมือนเป็นอีกจักรวาลหนึ่งของการเกษตร ฟาร์มโคนมมีระบบชัดเจน วัวได้รับการเลี้ยงอย่างมีวิทยาศาสตร์ เครื่องรีดนมทันสมัยสะอาดเป็นระเบียบ เกษตรกรเดนมาร์กทำงานกันในรูปแบบสหกรณ์ซึ่งเข้มแข็งและเป็นธรรม เด็กเดนมาร์กดื่มนมสดทุกวัน คุณภาพชีวิตของชุมชนจึงดีทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ

พระองค์ไม่ได้เพียงแค่ดูผ่านสายตาแบบผู้มองวิว แต่ทรงลงไปคลุกคลีกับคอกวัวจริง ๆ สอบถามเกษตรกรว่าเลี้ยงอย่างไร ให้อาหารแบบไหน ตรวจดูเครื่องมือ ดูระบบรวบรวมน้ำนมดิบ สำรวจการบริหารจัดการของสหกรณ์ และสนทนากับผู้เชี่ยวชาญโคนมเดนมาร์ก ในบริบทนี้พระองค์ทรงเป็นทั้งกษัตริย์ นักวิจัย นักพัฒนา และผู้มองการณ์ไกลในคนเดียวกัน

สิ่งที่พระองค์เห็นถูกกลั่นออกมาเป็นความคิดว่า “ถ้าเรานำแนวคิดและระบบแบบนี้มาปรับใช้ในประเทศไทยได้ เกษตรกรจะมีรายได้มั่นคง และเด็กไทยก็จะมีสุขภาพดีเทียบเท่าเด็กในประเทศที่พัฒนาแล้ว” นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของแนวพระราชดำริที่ยิ่งใหญ่ซึ่งจะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์เกษตรกรรมไทยไปตลอดกาล

เมื่อเสด็จฯ กลับไทย พระองค์ไม่ได้เก็บความคิดเหล่านั้นไว้เฉย ๆ แต่ทรงผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเดนมาร์ก จนเกิดเป็นฟาร์มโคนมไทย–เดนมาร์กที่มวกเหล็กในปี 2505 และท่ามกลางพิธีเปิดฟาร์ม มีภาพประวัติศาสตร์ที่พระองค์ทรงยืนเคียงคู่กับ #เจ้าหญิงอันนามารี แห่งเดนมาร์ก แสดงถึงมิตรภาพที่เด่นชัดของสองประเทศ

การก่อตั้งฟาร์มนี้ไม่ใช่เพียงการนำวัวพันธุ์ดีเข้ามาเลี้ยง แต่เป็นการสร้าง “ระบบโคนมทั้งประเทศ” ตั้งแต่การตั้งสหกรณ์ การอบรมเกษตรกร การจัดระบบรับซื้อน้ำนมดิบ ไปจนถึงการสร้างแบรนด์นมสด “นมวัวแดงไทย–เดนมาร์ก” ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ

ผลลัพธ์ของพระราชดำริอันลึกซึ้งนี้ คือเกษตรกรไทยจำนวนมากมีอาชีพที่มั่นคง เด็กไทยมีนมสดดื่มทุกวัน ประเทศไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้านมผงอย่างในอดีต วัฒนธรรมการดื่มนมค่อย ๆ เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างแท้จริง

14 พฤศจิกายน 2498 วันพระบิดาแห่งฝนหลวง รำลึกพระอัจฉริยภาพในหลวง ร.9 ทรงจุดประกาย “เทคโนโลยีฝนหลวง” ช่วยเหลือชาวไทยจากภัยแล้งนับไม่ถ้วน

วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ผู้ทรงคิดค้น “โครงการฝนหลวง” จากพระราชดำริเมื่อครั้งเสด็จเยี่ยมราษฎรภาคอีสาน เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498

พระองค์ทรงเห็นความทุกข์ยากจากภัยแล้งและน้ำท่วม จึงมีแนวพระราชดำริให้สร้างฝายและอ่างเก็บน้ำ พร้อมทั้งทรงทดลองนำหลักวิทยาศาสตร์มาประยุกต์สร้างฝนเทียม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและบรรเทาความแห้งแล้งให้ผืนแผ่นดินไทย

แนวพระราชดำริดังกล่าวได้รับการพัฒนาจนกลายเป็น “โครงการพระราชดำริฝนหลวง” ที่ยังคงดำเนินงานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเครื่องยืนยันถึงพระปรีชาสามารถและพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนอย่างหาที่สุดมิได้

25 ธันวาคม 2514 ในหลวงร.9 เสด็จฯเยี่ยมราษฎรชาวเขาเผ่ามูเซอ พระองค์ทรงหนุนปลูกกาแฟ–ลิ้นจี่–แมคคาเดเมีย เลิกฝิ่นเลิกไร่เลื่อนลอย พร้อมพระราชทาน “เหรียญชาวเขา” แทนเลขบัตรประชาชน

(25 ธ.ค. 68) เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2514 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรชาวเขาเผ่ามูเซอ ณ หมู่บ้านผาหมี หมู่ที่ 15 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

การเสด็จพระราชดำเนินของพระองค์ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทรงส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกพืชต่าง ๆ เช่น กาแฟ ลิ้นจี่ แมคคาเดเมีย รวมถึงพระราชทานวัวให้ชาวเขาเลี้ยง พร้อมกับหาจุดรับซื้อผลิตผล เพื่อให้ชาวเขาเหล่านั้นไม่ต้องปลูกฝิ่นหรือทำไร่เลื่อนลอย และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ยังทรงยืนยันว่า ชาวเขาเผ่ามูเซอทุกคนคือคนไทย ไม่ใช่คนเร่ร่อนไร้สัญชาติ

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยังทรงพระราชทาน ‘เหรียญที่ระลึกสำหรับชาวเขา’ ซึ่งมีตัวย่อ ‘ชร’ (หมายถึงจังหวัดเชียงราย) และหมายเลขโค้ด 6 หลักที่ใช้แทนหมายเลขบัตรประชาชน ให้แก่ชาวเขาบ้านผาหมี โดยทรงพระราชทานเหรียญที่ระลึกนี้แก่ชาวเขาในหลายจังหวัดทั่วประเทศประมาณ 20 จังหวัดในปี พ.ศ. 2506 รวมกว่า 200,000 เหรียญ ทุกเหรียญจะมีอักษรย่อของจังหวัดและหมายเลขประจำเหรียญ เพื่อช่วยแก้ปัญหาการสำรวจสำมะโนประชากรและการพิสูจน์สัญชาติในการทำบัตรประชาชนให้แก่ชาวเขา

ที่มา : https://www.matichon.co.th/royal/news_204995

21 มีนาคม 2557 ‘ในหลวง’ ติดตามโครงการชั่งหัวมัน พระราชดำริพัฒนาเกษตร ณ เพชรบุรี เสด็จฯ ตรวจงานเกษตรพอเพียง เน้นเกษตรผสมผสานปศุสัตว์น้ำ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) เสด็จพระราชดำเนินติดตาม "โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ" ที่อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เพื่อทอดพระเนตรงานพัฒนาเกษตรผสมผสาน ปศุสัตว์ และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่แห้งแล้งอย่างใกล้ชิด

ในโพสต์ข่าวเมื่อวันดังกล่าวมีการกล่าวถึงพระราชกรณียกิจที่สำคัญ เช่น การป้อนนมโคและป้อนหญ้าให้ลูกโคที่โรงเลี้ยงโคนม พร้อมทั้งติดตามรายละเอียดจำนวนโคภายในโครงการอย่างละเอียด พระองค์ทรงเน้นแนวทางเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมมาตรการป้องกันไฟป่าและการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ระบบน้ำหยดในบางแปลง

โครงการชั่งหัวมันฯ เริ่มต้นจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการซื้อที่ดินกว่า 250 ไร่เพื่อจัดตั้งแปลงสาธิตและศูนย์เรียนรู้การเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง แปลงเกษตรผสมผสานนี้ครอบคลุมไม้ผล พืชไร่ และการเลี้ยงปศุสัตว์ พร้อมทั้งมีโครงการฟื้นฟูป่าและแหล่งน้ำเพื่อสนับสนุนการทำเกษตรอย่างยั่งยืน

การเสด็จพระราชดำเนินติดตามงานในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เน้นการลงพื้นที่จริง ดูแลและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าทางเกษตรอย่างรอบด้าน ช่วยยืนยันว่าเกษตรท่ามกลางภูมิอากาศแห้งแล้งก็สามารถประสบความสำเร็จได้ภายใต้การจัดการที่เหมาะสมและยั่งยืน

ที่มา :  https://localphetchaburi.net/king9/items/show/291  

https://mgronline.com/travel/detail/9650000115607 

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top