Friday, 5 June 2026
โครงสร้างพื้นฐาน

แนะเพิ่มช่องทางหาเงินเข้ารัฐ ภาษีลาภลอย ช่วยรัฐบาลได้

(29 ต.ค. 67) ไม่แปลกนักที่ในห้วงระยะเวลานี้จะมีข่าวการเตรียมจัดเก็บค่าธรรมเนียม ภาษี หรือรายได้อื่น ๆ จากทางภาครัฐ เนื่องจากการทำรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

แต่มีอีก 1 ช่องทางในการสร้างรายได้อีก 1 ช่องทาง ที่เหมือนจะหลงลืมกันไป นั่นก็คือ ‘ภาษีลาภลอย’

ภาษีลาภลอย คือ ภาษีที่จะจัดเก็บจากผู้ได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น ทางด่วน รถไฟฟ้า สนามบิน หรืออื่น ๆ

เหตุผลที่มีแนวคิดในการจัดเก็บ เนื่องจากบรรดาที่ดินที่ได้รับประโยชน์เหล่านี้ อยู่ดี ๆ ก็มีมูลค่าสูงขึ้นจากการลงทุนของทางภาครัฐ 

ขอย้ำอีกครั้งว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยมีการเตรียมเสนอกฎหมายที่มีแนวคิดคล้าย ๆ กันมาแล้ว ร่างพระราชบัญญัติภาษีการได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของรัฐพ.ศ. …

โดยกฎหมายฉบับดังกล่าวมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1.ผู้มีหน้าที่เสียภาษี ได้แก่ บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินหรือครอบครองที่ดินอันเป็นทรัพย์สินของรัฐหรือเป็นเจ้าของห้องชุดที่ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูงกว่า 50 ล้านบาทและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นเจ้าของห้องชุดรอการจำหน่ายซึ่งอยู่รอบพื้นที่ที่มีโครงการฯ

2.โครงการฯ ที่จัดเก็บภาษี คือ โครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ท่าเรือ สนามบิน โครงการทางด่วนพิเศษ และโครงการอื่น ๆ ที่กำหนดในกระทรวง

3.การจัดเก็บภาษีแบ่งเป็น 2 กรณี ดังนี้
3.1 ในระหว่างการดำเนินการจัดทำโครงการฯ จะจัดเก็บภาษีจากการขายหรือโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือห้องชุดซึ่งตั้งอยู่รอบพื้นที่โครงการฯ ในรัศมีที่กำหนด
3.2 เมื่อการก่อสร้างโครงการฯ แล้วเสร็จ จะจัดเก็บภาษีเพียงครั้งเดียวจาก
1) ที่ดินหรือห้องชุดเฉพาะส่วนที่ใช้ประชาชนในเชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูงกว่า 50 ล้านบาท (ยกเว้นภาษีให้แก่ที่ดินหรือห้องชุดที่ใช้เพื่อพักอาศัยและที่ดินที่ใช้ประกอบเกษตรกรรม)
2) ห้องชุดของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่รอจำหน่าย ซึ่งอยู่รอบพื้นที่ที่มีโครงการฯ

4.พื้นที่จัดเก็บภาษี กำหนดขอบเขตไว้ไม่เกินรัศมี 5 กิโลเมตร รอบพื้นที่โครงการฯ ทั้งนี้ กำหนดให้คณะกรรมการพิจารณากำหนดพื้นที่จัดเก็บภาษี ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน และผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นกรรมการและเลขานุการออกประกาศกำหนดพื้นที่ที่จะจัดเก็บภาษีในแต่ละโครงการฯ

5.หน่วยงานจัดเก็บภาษี ได้แก่ กรมที่ดินและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีโครงการฯตั้งอยู่

6.ฐานภาษีเพื่อการคำนวณภาษี ให้จำนวนจากส่วนต่างของมูลค่าที่ดินหรือที่ขึ้นระหว่างวันที่รัฐเริ่มก่อสร้างโครงการฯ และมูลค่าในวันที่การก่อสร้างโครงการฯ แล้วเสร็จ

7.การคำนวณภาษีให้ใช้ฐานภาษีของที่ดินหรือท้องที่ชุดคำนวณได้คุมด้วยอัตราภาภาษี

8.อัตราภาษี กำหนดเพดานอัตราสูงสุดของภาษีที่กรมที่ดินและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจจัดเก็บได้ ไม่เกินร้อยละ 5 ของฐานภาษี ทั้งนี้ อัตราภาษีที่ใช้จัดเก็บจริงจะกำหนดในพระราชกฤษฎีกา

9.ภาษีที่จัดเก็บได้ให้นำส่งเงินภาษีเข้าคลังเป็นรายได้ของแผ่นดิน

จะเห็นได้ว่าการเอาภาษีตัวนี้มาปัดฝุ่นอีกครั้ง สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบันอย่างยิ่ง เนื่องจากหลายโครงการโครงสร้างพื้นฐานอยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งรายได้ส่วนนี้จะสามารถนำมาใช้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นด้านอื่น ๆ ของประเทศได้อีกด้วย

ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวงคนที่ 35 สานต่อมอเตอร์เวย์-โครงข่ายถนนทั่วไทย ยกระดับความปลอดภัย-คุณภาพงานทาง ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานหนุนเศรษฐกิจชาติ

กรมทางหลวงเป็นหน่วยงานหลักภายใต้กระทรวงคมนาคม ทำหน้าที่วางแผน ออกแบบ ก่อสร้าง ปรับปรุง และบำรุงรักษาทางหลวงและทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง เชื่อมโยงเมืองหลัก เมืองรอง และชุมชนทั่วประเทศให้เดินทางได้สะดวกและปลอดภัย พร้อมทั้งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าในทุกภูมิภาคของไทย 

การที่คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล จากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมทางหลวง มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 และนับเป็นอธิบดีกรมทางหลวงคนที่ 35 ซึ่งมีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์กรมทางหลวง จึงถูกจับตามองว่าเป็น “แม่ทัพรุ่นใหม่” ที่จะเข้ามาสานต่องานเดิมและยกระดับโครงข่ายทางหลวงไทยให้ก้าวทันความท้าทายในอนาคต 

ในด้านการศึกษา นายปิยพงษ์มีพื้นฐานทางวิชาการที่แข็งแรงด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก (Ph.D.) จาก Imperial College London สาขาที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรม/นโยบายคมนาคม งานวิทยานิพนธ์หัวข้อ The impact of transport infrastructure investment on regional employment: an empirical investigation ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมกับการจ้างงานในระดับภูมิภาคอย่างเป็นระบบ 

นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์คมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานในวารสารนานาชาติ เช่น บทความ “Marginal productivity of expanding highway capacity” ซึ่งวิเคราะห์ผลผลิตส่วนเพิ่มจากการขยายขีดความสามารถของทางหลวงต่อเศรษฐกิจเอกชน ประสบการณ์วิจัยเชิงลึกเหล่านี้ทำให้เขาเป็นข้าราชการที่มอง “ถนน” ไม่ใช่แค่โครงสร้างกายภาพ แต่เป็นการลงทุนที่ต้องคุ้มค่า โปร่งใส และสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ-สังคมอย่างแท้จริง

เส้นทางราชการของนายปิยพงษ์ถือได้ว่าเป็น “ลูกหม้อกรมทางหลวง” อย่างเต็มตัว เขาเติบโตมาจากสายงานวางแผนและพัฒนาระบบทางหลวง ก่อนมารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ดูแลโครงการมอเตอร์เวย์สายสำคัญหลายสายของประเทศ รวมถึงมีบทบาทในการผลักดันการลงทุนมอเตอร์เวย์รูปแบบใหม่ ๆ ผ่านกลไกให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) 

ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมทางหลวง ดูแลงานด้านมาตรฐานวิศวกรรม ระบบข้อมูล และการบูรณาการความร่วมมือทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงเป็นกำลังสำคัญในโครงการพัฒนามาตรฐานและระบบบูรณาการข้อมูลภูมิสารสนเทศของกรมทางหลวง หรือระบบ DOH One Map ที่รวบรวมข้อมูลโครงข่ายทางหลวงให้อยู่ในรูปแบบ Open Geospatial Data รองรับการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอกและภาคเอกชน ก่อนจะถูกโยกไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ติดตามโครงการโครงสร้างพื้นฐานในหลายพื้นที่ของประเทศอย่างใกล้ชิด 

ก่อนขึ้นสู่ตำแหน่งอธิบดี นายปิยพงษ์เป็นหนึ่งใน “ตัวหลัก” ที่ผลักดันแผนพัฒนาโครงข่ายมอเตอร์เวย์ระยะยาวของไทย โดยเฉพาะแผนพัฒนาโครงข่ายมอเตอร์เวย์เชื่อมโยงโครงข่ายราง (โครงการ Motorway-Rail Map หรือ MR-MAP) และแผน 20 ปีในการพัฒนาทางหลวงและมอเตอร์เวย์เชื่อมภูมิภาคต่าง ๆ เข้าด้วยกัน 

เขามีบทบาทสำคัญในการนำเสนอแผนลงทุนโครงข่ายถนนใหม่ ๆ ต่อสาธารณะและคณะรัฐมนตรี รวมถึงการผลักดันโครงการมอเตอร์เวย์ขนาดใหญ่หลายโครงการให้เดินหน้าจากระดับการศึกษา ความเป็นไปได้ สู่การอนุมัติงบประมาณและเตรียมก่อสร้างจริง งานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานเชิงบูรณาการ ทั้งด้านวิชาการ การวางแผนยุทธศาสตร์ และการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก

เมื่อเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวงอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 นายปิยพงษ์ได้มอบนโยบายการบริหารกรมทางหลวง 9 ด้าน ครอบคลุมตั้งแต่การยกระดับความปลอดภัยในเขตก่อสร้าง การจัดการอุบัติเหตุและความปลอดภัยสาธารณะ การยกระดับคุณภาพงานทางและการบริการประชาชน ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และพัฒนาบุคลากรในองค์กร 

เขายังประกาศเร่งรัดให้ มอเตอร์เวย์ 3 สายสำคัญ เปิดให้บริการภายในปี 2569 ได้แก่ M81 (บางใหญ่-กาญจนบุรี) M6 (บางปะอิน-โคราช) และ M82 (บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว) ควบคู่กับการเดินหน้าโครงการ “เรือธง” เช่น มอเตอร์เวย์สายนครปฐม-ปากท่อ (M8) และการเตรียมเปิดประมูลที่พักริมทาง รวมถึงสัญญาบริหารและบำรุงรักษา (O&M) มอเตอร์เวย์ เพื่อให้โครงข่ายมอเตอร์เวย์ของไทยสมบูรณ์ทั้งด้านโครงสร้างและบริการผู้ใช้ทาง 

อีกด้านหนึ่ง อธิบดีปิยพงษ์ให้น้ำหนักกับ “ความปลอดภัยและความโปร่งใส” อย่างชัดเจน ทั้งการกำชับให้ปรับปรุงเงื่อนไขในสัญญาก่อสร้างให้รัดกุมขึ้น เพื่อลดช่องว่างที่อาจก่อให้เกิดปัญหาในพื้นที่ก่อสร้างและบนโครงสร้างพื้นฐานที่มีอายุใช้งานนาน รวมถึงการใช้ข้อมูลอุบัติเหตุและสภาพโครงสร้างมาเป็นฐานในการวางแผนบำรุงรักษาเชิงรุก เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันบนทางหลวง 

ประสบการณ์ด้านวิจัยคมนาคมในเวทีนานาชาติ ประกอบกับบทบาทในฐานะรองอธิบดีฝ่ายวิชาการและผู้ตรวจราชการ ทำให้เขาเป็นผู้นำที่ “คิดบนฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์” มากกว่าใช่เพียงความเคยชินหรือประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อผนวกกับการเป็นลูกหม้อกรมทางหลวงที่รู้เท่าทันทั้งข้อจำกัดและศักยภาพขององค์กร ก็ยิ่งทำให้ภาพของ นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ในวันนี้ ชัดเจนในฐานะอธิบดีกรมทางหลวงที่มีความรู้ ความสามารถ และได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบ “ทุกกิโลเมตร” ของทางหลวงไทย เพื่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนในระยะยาว

“สรรเพชญ” ลงพื้นที่สงขลา กำชับหน่วยงานคมนาคมสงขลา เร่งเบิกจ่าย ซ่อมถนน เพิ่มไฟส่องสว่างเพื่อประชาชน เร่งเครื่องโครงสร้างพื้นฐาน แก้น้ำท่วม ย้ำทุกโครงการต้องโปร่งใส

สรรเพชญ ลงพื้นที่สงขลา เร่งขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานคมนาม แก้ปัญหาน้ำท้วม  ย้ำโปร่งใสทุกโครงการ

18 พฤษภาคม 2569)ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมติดตามผลการดำเนินงานและมอบนโยบายแก่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยมีนายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายชีพ น้อมเศียร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก นายอนุเทพน์ เกษา ขนส่งจังหวัดสงขลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อติดตามและผลักดันนโยบายของรัฐบาลสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเร่งรัดโครงการสำคัญด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้กรอบนโยบายหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การลดภาระค่าครองชีพและยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรม การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อลดภาระงบประมาณของภาครัฐในอนาคต

พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำเรื่อง “ความโปร่งใส” ในการดำเนินงานของทุกหน่วยงาน โดยกำชับให้ยึดหลักธรรมาภิบาล สามารถตรวจสอบได้ และต้องไม่มีผลประโยชน์ส่วนบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่า หากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตและเป็นไปตามกฎหมาย กระทรวงคมนาคมพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่หากพบการทุจริตหรือเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีให้เป็นไปตามแผน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะการสำรวจและซ่อมแซมถนนที่ชำรุด รวมถึงระบบไฟฟ้าแสงสว่างที่เสียหาย เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยในการสัญจร

ในส่วนของการเตรียมความพร้อมรับมือฤดูมรสุมและสถานการณ์น้ำท่วม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้กรมเจ้าท่าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการร่วมกับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งดำเนินการขุดลอกคูคลองและลำน้ำที่ตื้นเขิน โดยเฉพาะบริเวณจุดคอขวดที่กีดขวางทางระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝน ลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

ขณะเดียวกัน ยังได้แสดงความพร้อมในการสนับสนุนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของจังหวัดสงขลา อาทิ โครงการปรับปรุงอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ โครงการขุดลอกร่องน้ำเดินเรือของกรมเจ้าท่า โครงการก่อสร้างทางเลี่ยงเมืองหาดใหญ่ของกรมทางหลวง รวมถึงโครงการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะด้วยรถพลังงานไฟฟ้า (EV) ของสำนักงานขนส่งจังหวัดสงขลา เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศอย่างไร้รอยต่อ รองรับการเติบโตด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และระบบโลจิสติกส์ในอนาคต

ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ยังได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดเร่งเดินหน้าโครงการด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามและรายงานผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้กระทรวงสามารถผลักดันและสนับสนุนในระดับนโยบายได้อย่างทันท่วงทีและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกล่าวขอบคุณและให้กำลังใจหัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ปฏิบัติงานอย่างทุ่มเท โดยขอให้ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลางในการทำงาน

จากนั้น ที่ประชุมได้รับฟังรายงานผลการดำเนินงานภาพรวมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมในพื้นที่จังหวัดสงขลา ประกอบด้วย สำนักงานทางหลวงที่ 18 ศูนย์สร้างทางสงขลา สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 12 (สงขลา) สำนักงานขนส่งจังหวัดสงขลา สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 4 และท่าอากาศยานหาดใหญ่ รวมทั้งเปิดเวทีหารือและรับข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมขนส่งของจังหวัดให้มีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างครอบคลุมและยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top