Saturday, 6 June 2026
โครงการหลวง

ชวนเที่ยวงาน โครงการหลวง 2565 'สุขภาพดี ชีวีสุขสันต์ กับผลิตภัณฑ์โครงการหลวง' 3-7 ธันวาคม 2565

มูลนิธิโครงการหลวง เตรียมจัดงาน 'โครงการหลวง 2565' ที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 3-7 ธันวาคม นี้ พบกับสินค้าคุณภาพกว่า 800 รายการ ภายใต้แนวคิด “สุขภาพดี ชีวีสุขสันต์ กับผลิตภัณฑ์โครงการหลวง”ณ  อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 ที่สวนแสดงพันธุ์พืช อุทยานหลวงราชพฤกษ์ นายจรัลธาดา กรรณสูต ประธานกรรมการมูลนิธิโครงการหลวง พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิโครงการหลวง ประธานกรรมการฝ่ายอำนวยการงาน 'โครงการหลวง 2565' นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และ นายนิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) รองประธานกรรมการฝ่ายอำนวยการงาน 'โครงการหลวง 2565' ร่วมแถลงข่าวการจัดงานโครงการหลวง 2565 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-7 ธันวาคม 2565 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด 'สุขภาพดี ชีวีสุขสันต์ กับผลิตภัณฑ์โครงการหลวง'

มูลนิธิโครงการหลวงได้กำหนดจัดงาน 'โครงการหลวง 2565'  ขึ้น ภายใต้แนวความคิด “สุขภาพดี ชีวี  สุขสันต์ กับผลิตภัณฑ์โครงการหลวง” ในระหว่างวันที่  3-7 ธันวาคม 2565 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ การจัดงานประจำปีของโครงการหลวง เริ่มทดลองจัดงานครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2523 ณ สวนอัมพร ในชื่องานเกษตรหลวง และปีต่อมาโครงการหลวงจึงเริ่มจัดตั้งหน่วยการตลาด เพื่อช่วยบริหารจัดการผลผลิตของเกษตรกร และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแปรรูป จำหน่ายแก่ประชาชนผู้บริโภค ภายใต้ตราสัญลักษณ์ 'ดอยคำ' และเปลี่ยนมาเป็นตราสัญลักษณ์ 'โครงการหลวง' ในปี พ.ศ. 2548 พืชอาหารโครงการหลวงผ่านการรับรองมาตรฐานอาหารปลอดภัย ตั้งแต่ระดับไร่นาจนถึงโรงงาน เน้นการใช้สารชีวภัณฑ์ ไม่ก่อเกิดอันตรายต่อทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม จึงได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคมาโดยตลอด นับตั้งแต่งานเกษตรหลวงครั้งแรกที่สวนอัมพร ในปี พ.ศ.2523 โครงการหลวงได้จัดงานประจำปีใหญ่ทั้งที่จังหวัดเชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.2532 และจัดต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้                         

งาน 'โครงการหลวง 2565' ครั้งนี้จึงนับเป็น ครั้งที่ 34 ของการจัดงานที่จังหวัดเชียงใหม่ การจัดงาน 'โครงการหลวง 2565' ในครั้งนี้ ได้จัดนิทรรศการและกิจกรรมพิเศษมากกว่าปีอื่น ๆ อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ 'ถอดรหัส จากเขา สู่เรา' การแสดงผลงานที่ได้จากการวิจัย ผลผลิต ผลิตภัณฑ์ และ นวัตกรรมใหม่ ได้แก่ พันธุ์พืชใหม่ ๆ เช่น เบบี้คอสแดง และกาแฟพันธุ์ใหม่ สมาร์ทฟาร์ม การเลี้ยงปลาเรนโบว์เทร้าต์ ปลาสเตอร์เจียน การปลูกพืชในระบบวนเกษตรการจำลองบรรยากาศในแบบของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ต้นพีช พืชต้นกำเนิดโครงการหลวง การสาธิตงานหัตถกกรรมพื้นที่สูงและการจำหน่ายสินค้าหัตถกรรม 

อีกทั้งจะได้สัมผัสกับทุ่งดอกเอเดลไวส์ ดอกไม้สายใยรัก ฟินไปกับไร่ชา ที่ไม่ต้องไปถึงบนดอย พบกับสาระน่ารู้ ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน กับกิจกรรมต่าง ๆ  ได้แก่ การประกวด Tik Tok 'สุขภาพดี ชีวีสุขสันต์ กับผลิตภัณฑ์โครงการหลวง'  การแข่งขันเชฟกระทะเล็ก Family cooking ตกแต่งหน้าเค้ก การสาธิตอาหาร การเสวนาเด็กดอย 'บ้านสุขสันต์ ในฝันของฉัน' เดี่ยวไมค์กลุ่มผู้นำชุมชน การเสวนาหลากหลายเรื่องที่น่าสนใจ แบ่งปันความรู้คุณค่าอาหาร หัตถกรรมผ้าชนเผ่า และการแสดงดนตรี และการแสดงของชนเผ่าต่าง ๆ 

สำหรับผลิตผล และผลิตภัณฑ์โครงการหลวง โครงการส่วนพระองค์ ผลิตภัณฑ์ดอยคำ ที่จัดจำหน่ายในงานปีนี้ รวมกว่า 800 รายการ มาจัดจำหน่าย สินค้าใหม่แนะนำในปีนี้ คือ เมล่อนไต้หวัน 101 เป็นผลงานวิจัยใหม่ ซึ่งโครงการหลวงนำพันธุ์เข้ามาปลูกทดสอบที่ศูนย์ พัฒนาโครงการหลวงปังค่า จังหวัดพะเยา จนสามารถส่งเสริมเป็นอาชีพแก่เกษตรกร ชนเผ่าเมี่ยน หรือเย้า มี 2 สายพันธุ์ คือเนื้อสีขาวครีม และเนื้อสีเขียว มะเขือเทศเชอร์รี่เหลืองหวาน ชุดขวัญข้าว ชาหมักคอมบูชะ ผลิตภัณฑ์ใหม่ และสินค้าพิเศษจาก ดอยคำ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Ready to Cook ที่มีทั้ง น้ำแกงส้ม และน้ำต้มยำเข้มข้น, ซอสสปาเก็ตตีมะเขือเทศเข้มข้น, พิซซ่าสเปรด และอื่น ๆ อีกมากมาย

ก.แรงงาน ทอดผ้าป่าพระราชทาน สมทบทุนโครงการทุนเล่าเรียนหลวง สำหรับพระสงฆ์ไทย ประจำปี 2565

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2565 เวลา 09.09 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานผ้าไตรประกอบพิธีทอดผ้าป่า เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต และสมทบทุนโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสาหรับพระสงฆ์ไทย ณ วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร โดยมี นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานพิธีทอดผ้าป่า และนางสาวบุปผา เรืองสุด รองปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน เข้าร่วมพิธีในครั้งนี้ด้วย ซึ่งมียอดผ้าป่าพระราชทานโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย กระทรวงแรงงาน จำนวน 575,671 บาท

วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2538 ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้เป็นแบบอย่างในการก่อสร้างวัดเล็กๆ เพื่อเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจของชุมชน ที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียง และเพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมต่างๆ ในการเผยแผ่ศีลธรรม และจริยธรรมเพื่อการพัฒนาชุมชน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2539 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แทนพระองค์ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อุโบสถ วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก และวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จทรงประกอบพิธีฝังลูกนิมิต ตามประเพณี

เชียงใหม่-เตรียมจัดงานโครงการหลวง 2566 เฉลิมพระเกียรติ ทศมมหาราชา สืบสานศาสตร์ ชนกาธิเบศรดำริ

มูลนิธิโครงการหลวง แถลงข่าวเตรียมจัดงาน “โครงการหลวง 2566” ที่ จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่าง 1-7 ธันวาคม นี้ ภายใต้แนวคิด “เฉลิมพระเกียรติ ทศมราชา สืบสานศาสตร์ ชนกาธิเบศรดำริ จากชุนเขา สู่ ชาวเรา และชาวโลก” เตรียมพบกับการแสดงผลงานของโครงการหลวง และสินค้าคุณภาพกว่า 800 รายการ

เมื่อวันที่22 พ.ย. 66 ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่  พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง  พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร. อานัฐ ตันโช ที่ปรึกษาฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้ และ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่  ร่วมกันแถลงข่าวเตรียมความพร้อมก่อนการจัดงาน “โครงการหลวง 2566”  ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-7 ธันวาคม 2566 ที่จะถึงนี้ รวม 7 วัน ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวงชนกาธิเบศรดำริ ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ 

พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง กล่าวว่า มูลนิธิโครงการหลวงได้กำหนดจัดงานโครงการหลวงประจำปี 2566 ที่ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงมีพระชนมพรรษา 72 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567 และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงก่อตั้งมูลนิธิโครงการหลวง เพื่อพัฒนาพื้นที่สูงย่างเข้าสู่ปีที่ 55  

โดยในปีนี้กำหนดจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เฉลิมพระเกียรติ ทศมราชา สืบสานศาสตร์ ชนกาธิเบศรดำริ จากชุนเขา สู่ ชาวเรา และชาวโลก”  ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของการจัดงานบนพื้นที่ของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ แสดงผลสำเร็จเชิงประจักษ์ ที่สร้างความสุข ความเจริญ เกิดแก่ราษฎรบนขุนเขา นำมาสู่การเรียนรู้ เพื่อสร้างประโยชน์แก่พี่น้องประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีอาหารจากครัวโครงการหลวงต่าง ๆ และอาหารท้องถิ่นในบรรยากาศกาดหมั้ว มากกว่า 50 รายการ งานครั้งนี้ จึงมากมายไปด้วยผลิตผล และผลิตภัณฑ์ที่ทรงคุณค่า ดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค และดีต่อเกษตรกรชาวเขาผู้ผลิต และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และในวันที่ 5 ธันวาคม 2566 มีกิจกรรมการเสวนาพิเศษจากผู้ที่เคยถวายงาน และนำแนวทางพระราชทานมาใช้ในการดำเนินชีวิต ณ ข่วงกิจกรรมสวนไผ่ พร้อมรำลึกในพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีกับบทเพลงพระราชนิพนธ์ 9 บทเพลง

ด้าน ดร. อานัฐ ตันโช ที่ปรึกษาฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้ กล่าวว่า การจัดงานในปีนี้ มีกิจกรรมที่น่าสนใจภายในงานมากมาย อาทิ การจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ทศมราชา สืบสานศาสตร์ ชนกาธิเบศรดำริ”  ซึ่งเป็นการจัดแสดงผลลัพธ์ของการพัฒนาตามแนวทางพระราชทาน ในการแก้ปัญหาฝิ่น ความยากจน และปัญหาสิ่งแวดล้อม  นอกจากนี้ ยังมีงานวิชาการหลากหลายเรื่องราว ที่ให้ทั้งสาระ ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน

รวมทั้งการแสดงดนตรีในสวน การแสดงของเยาวชนชนเผ่าต่างๆ ในบรรยากาศจำลองชุมชนพื้นที่สูง พันธุ์พืชใหม่ที่นำมาจัดแสดงในปีนี้ อาทิ กุหลาบและเบญจมาศสายพันธุ์ใหม่ ผลิตภัณฑ์กัญชงจากเส้นใยผสม รวมทั้งยังมีผลิตภัณฑ์ชุดชา 72 เทิดพระเกียรติวันเฉลิมพระชนมพรรษา และการจำหน่ายผลิตผล ผลิตภัณฑ์โครงการหลวง รวมกว่า 800 รายการ

สินค้าใหม่แนะนำในปีนี้ คือ ชุดผลิตภัณฑ์ชาโครงการหลวง เทิดพระเกียรติวันเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา สำหรับเป็นของฝากของขวัญเนื่องในโอกาสต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมี ข้าวโพดหวาน 2 สี พิเศษ ฝักขนาดใหญ่ เมล็ดมีสองสี คือ สีขาวและเหลือง รสชาติมีความหวานและหอมกว่าข้าวโพดทั่วไป มะเขือเทศเชอร์รีเหลืองหวาน สามารถรับประทานสด ผิวมันวาว เนื้อกรอบ รสชาติหวานไม่ฉ่ำน้ำ เมล็ดน้อย ไม่มีกลิ่นฉุนของมะเขือเทศ อุดมไปด้วยวิตามินซี สารต้านอนุมูลอิสระ ไลโคปีน แคโรทีนอยด์ และสารเบต้า-แคโรทีน สตรอว์เบอร์รีพระราชทาน 89 ผลขนาดใหญ่ สีแดงเข้ม รสชาติหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย มีกลิ่นหอม เนื้อผลแน่น ทนทานต่อการขนส่งฯลฯโดยสามารถติดตามรายละเอียดต่างๆ ได้ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจของมูลนิธิโครงการหลวง

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว  มาร่วมชมและเลือกซื้อผลผลิตของโครงการหลวง พร้อมเที่ยวชมและสัมผัสกับคุณค่าของงานโครงการหลวงในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีกระจายอยู่ในทุกอำเภอ

โดยผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน “โครงการหลวง 2566” สามารถเข้าร่วมงานได้ระหว่างวันที่ 1-7 ธันวาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 08.00-19.00 น. ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวงชนกาธิเบศรดำริ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

โครงการปลูกกาแฟบนดอย จุดเริ่มต้นเปลี่ยน ‘ฝิ่น’ เป็น ‘ไร่กาแฟ’ น้อมระลึกทุกถ้วยที่เราอิ่มเอม ล้วนมีเงาของพระองค์อยู่ในนั้นเสมอ

ไม่มีความสุขใดที่จะมากไปกว่า การได้นั่งจิบกาแฟควันกรุ่นถ้วยโปรดรับอรุณ ก่อนจะเริ่มกิจการงานในแต่ละวัน 

ว่าแต่กาแฟที่จิบในแต่ละวันนั้น มีเรื่องราวที่เกี่ยวพันกับ 'โครงการหลวง' และเกิดเป็นเรื่องราวมหัศจรรย์ระหว่างชายสองคน จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นโครงการปลูกกาแฟบนดอยอีกด้วย

โครงการหลวงหรือมูลนิธิโครงการหลวงก่อตั้งในปี  พ.ศ. 2512 เป็นโครงการส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มุ่งส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวแก่ชาวเขา เพื่อหารายได้ทดแทนการปลูกฝิ่น โดยมีเป้าประสงค์คือช่วยเหลือให้ชาวเขามีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยในระยะแรกมี หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้รับผิดชอบในฐานะประธานมูลนิธิโครงการหลวง

ผลผลิตจากโครงการหลวงส่วนใหญ่เป็นพืชผักและผลไม้เมืองหนาว แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าผลผลิตโครงการหลวงนั้นมีกาแฟรวมอยู่ด้วย 

ปัจจุบันมูลนิธิโครงการหลวงมีพื้นที่ส่งเสริมการปลูกกาแฟอาราบิก้าในศูนย์พัฒนาโครงการหลวง 24 ศูนย์ รวมทั้งหมด 9,491 ไร่ เกษตรกร 2,602 ราย เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตผ่านโครงการหลวงปีละประมาณ 400-500 ตัน

ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน เกิดเรื่องราวอันน่าประทับใจระหว่างชายสองคนที่บ้านหนองหล่ม จังหวัดเชียงใหม่ คนหนึ่งเป็น 'พระราชา' ส่วนอีกคนหนึ่งเป็น 'ชายชาวกะเหรี่ยง'

(ในเวลานั้นบ้านหนองหล่ม อำเภอจอมทอง เต็มไปด้วยไร่ฝิ่น ชายกะเหรี่ยงคนนี้นำเสด็จพระราชาเป็นระยะทางกว่า 7 กิโลเมตรเพื่อไปดูต้นกาแฟ ซึ่งต่อมากลายเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวเขาปลูกกาแฟแทนฝิ่นในโครงการหลวง)

'พะโย่ ตาโร' คือชายกะเหรี่ยงที่นำรัชกาลที่ 9 บุกป่าฝ่าดงไปดูต้นกาแฟ เมื่อเห็นว่าสามารถปลูกกาแฟบนดอยได้ พระองค์จึงให้ชาวเขาหันมาปลูกกาแฟแทนฝิ่น โดยพระราชทานสัญญาว่าจะช่วยเหลือในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น  

พระองค์ทรงเสด็จกลับมาอีกหลายครั้งหลายหน เพื่อนำความช่วยเหลือด้านอื่น เช่น พันธุ์สัตว์และหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ โดยพระองค์ทรงมีพระดำรัสว่า...

“แต่ก่อนเขาปลูกฝิ่น เราไปพูดจาชี้แจง ชักชวนให้เขามาลองปลูกกาแฟแทน กะเหรี่ยงไม่เคยปลูกกาแฟมาก่อน ยังดีที่กาแฟไม่ตายเสียหมด แต่ยังเหลืออยู่หนึ่งต้นนั้น ต้องถือว่าเป็นความก้าวหน้าสำหรับกะเหรี่ยง จึงต้องเสด็จฯ ไปทอดพระเนตร จะได้แนะนำเขาต่อไปว่า ทำอย่างไรกาแฟจึงจะเหลืออยู่มากกว่าหนึ่งต้น”   

จากต้นกาแฟที่ทรงดั้นด้นเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตร กลายมาเป็นโครงการหลวง ที่ส่งเสริมการปลูกกาแฟของชาวเขา ช่วง พ.ศ. 2517-2522 มีการศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อหาพันธุ์กาแฟอาราบิกา ที่สามารถต้านทานโรคราสนิมที่ระบาดในแหล่งปลูกภาคเหนือของไทย ต่อมาใน พ.ศ. 2525 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทอดพระเนตรแปลงกาแฟที่ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ และทรงมีพระราชดำริให้กรมวิชาการเกษตรพัฒนาสายพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมกับสภาพที่สูงของประเทศไทยเพื่อปลูกทดแทนฝิ่นบนพื้นที่สูง

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวเขามีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยการปลูกกาแฟส่งให้กับโครงการหลวง โครงการหลวงจะรับซื้อกาแฟจากชาวเขาเป็นจำนวนมากปีละหลายร้อยตัน นอกจากนี้ชาวบ้านยังได้มีการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนเพื่อดำเนินการขายกาแฟให้กับทั้งโครงการหลวงและแบรนด์กาแฟชื่อดังอื่น ๆ อีก

ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่รัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์  ทำให้แผ่นดินไทยร่มเย็นเป็นสุขเสมอมา ด้วยความที่พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ จึงเกิดโครงการในพระราชดำริมากถึง 4,000 กว่าโครงการ ล้วนเอื้อประโยชน์ให้ประชาชนชาวไทยทั้งสิ้น  

โครงการนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มิได้เสด็จพระราชดำเนินเข้าไปในป่า เพื่อทอดพระเนตรเห็นต้นกาแฟประวัติศาสตร์แห่งแรงบันดาลใจ เมื่อ พ.ศ. 2517 

ทุกครั้งที่ดื่มกาแฟ โปรดระลึกถึงเสมอว่า ทุกถ้วยกาแฟมีเงาของพระราชาผู้เป็นที่รักอยู่ในนั้นเสมอ
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top