Friday, 5 June 2026
โครงการคนละครึ่งพลัส

โครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ เปิดลงทะเบียน 20-26 ต.ค. นี้ คาดมีเม็ดเงินหมุนในระบบเศรษฐกิจราว 1 แสนล้านบาท

(7 ต.ค. 68) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงหลังประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งเห็นชอบ โครงการคนละครึ่งพลัส โดย กระทรวงการคลัง เสนอเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงปลายปี ระหว่างเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม 2568 ภายใต้กรอบงบประมาณรวม 44,000 ล้านบาท โดยใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2569 และงบกลาง 19,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการนี้จะเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงเดือนธันวาคม 2568 รวมระยะเวลา 2 เดือน และใช้หลักการ "รัฐบาลออกให้ครึ่งหนึ่ง" โดยจะให้สิทธิแก่ประชาชนจำนวน 20 ล้านคน ที่ไม่ได้เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คือ  

กลุ่มผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีจำนวน 9 ล้านสิทธิ รัฐจ่ายให้คนละ 2,000 บาท ใช้จ่ายสูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน
ระยะเวลาใช้จ่ายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม 2568

กลุ่มผู้ที่อยู่ในระบบภาษีจำนวน 11 ล้านสิทธิ รัฐจ่ายให้คนละ 2,400 บาท ใช้จ่ายสูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน ระยะเวลาใช้จ่าย ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568

กลุ่มที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน รัฐจะเงินเพิ่ม 850 บาท/เดือน + ของเดิม 350 บาท รวม 1,150 บาท/เดือน และสามารถใช้ได้ ตามวงเงินที่ซื้อจริง

ส่วนวันลงทะเบียน ร้านค้าทั่วไป ลงทะเบียน 15 ต.ค.เป็นต้นไป จนจบโครงการ ผ่านแอปฯ “ถุงเงิน” 

ประชาชนทั่วไป ลงทะเบียน วันที่ 20 - 26 ต.ค. 2568 กดรับสิทธิผ่านแอปฯ "เป๋าตัง" จำกัดจำนวน 20 ล้านคน

เริ่มใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.2568 เป็นต้นไป จนถึง ธันวาคม 2568 โดยขั้นตอนรายละเอียดโครงการอยู่ใน www.คนละครึ่งพลัส.com สามารถใช้ได้แล้ว

นายเอกนิติ ระบุว่า โครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี 2568 ช่วงไตรมาส 4 พร้อมเพิ่มทักษะร้านค้า เป็นเครื่องจักรตัวหนึ่งที่รัฐบาลจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยไม่ติดหล่ม โดยรัฐบาลคาดว่า โครงการคนละครึ่งพลัส จะมีเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจราว 1 แสนล้านบาทจะสามารถกระตุ้น 0.3-0.4% ของจีดีพี

“ตรีนุช” หารือร่วมหอการค้าไทยฯ ลุยอัปสกิลทักษะแรงงานไทย รับโครงการคนละครึ่งพลัส พร้อมตั้ง "กรอ.แรงงาน”

วันที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์  ปลัดกระทรวงแรงงาน ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และคณะ ณ ห้องประชุม ศ.นิคม จันทรวิทุร ชั้น 5 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน อาคารกระทรวงแรงงาน


นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ว่า ในวันนี้ได้ร่วมกันหาแนวทางความร่วมมือ UP-SKILL RE-SKILL ทักษะแรงงานไทย ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน และยกระดับแรงงานไทย โดยหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เสนอให้ กระทรวงแรงงาน ยกระดับทักษะแรงงานร่วมกับภาคเอกชน โดยจัดตั้งความร่วมมือรัฐ-เอกชน-สถาบันการศึกษา เพื่อยกระดับทักษะแรงงานให้ตรงความต้องการของอุตสาหกรรม โดยเน้นกลุ่มอาชีพที่ตลาดต้องการเร่งด่วน และขยายอัตราค่าจ้างตามทักษะฝีมือแรงงาน (PAY BY SKILLS) ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานให้ครบตามมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ให้ครบ 280 สาขา จากที่ประกาศไว้ 129 สาขา และให้ความสำคัญกับการ UP-SKILL & RE-SKILL, MULTI-SKILL และ NEW SKILL เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะฝีมือให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (LABOR PRODUCTIVITY) สามารถลดต้นทุนและสร้างความสามารถในการแข่งขัน



นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า จากการประชุมวันนี้กระทรวงแรงงาน พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะ ซึ่งการ Up-Skill และ Re-Skill แรงงานสอดคล้องกับนโยบาย quick big win ของรัฐบาลในโครงการคนละครึ่งพลัส  และหลังจากนี้ จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการภาครัฐและเอกชนด้านแรงงาน (กรอ.แรงงาน)  เพื่อเป็นภาคีเครือข่ายและร่วมกัน ขับเคลื่อนส่งเสริมการแก้ไขปัญหาด้านแรงงานของประเทศในภาพรวม 

ด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ตนยังได้เสนอให้ กระทรวงแรงงาน พิจารณาเรื่องการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 อย่างเคร่งครัด ใช้กลไกคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) การพิจารณาปรับค่าจ้างแบบจำเพาะหรือเฉพาะกลุ่มอาชีพ อาทิ กิจการโรงแรมควรต้องมีการศึกษาความพร้อม และรับฟังในส่วนต่างจังหวัด ในส่วนของร่าง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ของพรรคประชาชน จำนวน 2 ฉบับ ได้เสนอว่าควรให้ภาคเอกชน สมาคมนายจ้าง ได้แสดงความคิดเห็นอย่างรอบด้าน เป็นธรรมทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง รวมทั้งไม่ให้ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและภาพรวมเศรษฐกิจไทย  พิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การวางหลักประกันในการนำเข้าแรงงานต่างด้าว โดยเสนอให้ทบทวนและกลับไปใช้กฎกระทรวงการขอใบอนุญาต การออกใบอนุญาต และการกำหนดหลักประกันในการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ

ตลอดจน เสนอให้จัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านแรงงาน (OSS) เพื่ออำนวยความสะดวกด้าน VISA & WORK PERMIT คนต่างด้าว (กลุ่ม SKILL LABOR & UN-SKILL LABOR)  และลดขั้นตอนแก่นักลงทุนต่างประเทศ และได้ขอขอบคุณกระทรวงแรงงาน ที่ให้ความร่วมมือในการจัด JOB Fair ในงาน Thailand-China Cooperation Expo 2025 ในช่วง 26-28 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งมีคนเข้าร่วม Job Fair ทั้งหมด 3,850 คน มีผู้ผ่านการสัมภาษณ์งานจริง 621 คน มีผู้เข้าสมัครผ่าน Platform job fair จำนวน 45,752 ครั้ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top