Saturday, 17 October 2026
โคนมไทย

บพท. ปั้นโมเดลโคนม ส่งเสริมโคนมไทยยั่งยืนครบวงจร รายได้เกษตรกรปีละเกือบ 40 ล้าน พัฒนาสหกรณ์เป็นกลไกกลาง เทคโนโลยี-ข้อมูลช่วยเพิ่มผลผลิต

บพท. จับมือจุฬาฯ ปั้นโมเดล CDSIE ยกระดับห่วงโซ่มูลค่าโคนมไทย

เพิ่มรายได้กลุ่มเกษตรกรกว่า 39 ล้านบาทต่อปี

สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)

อุตสาหกรรมโคนมไทยมีดำเนินการต่อเนื่องมายาวนานกว่า 6 ทศวรรษ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาทต่อปี แต่เบื้องหลังตัวเลขนี้ มีความท้าทายเชิงโครงสร้างที่เป็นโจทย์ยากของเกษตรกรและสหกรณ์มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพึ่งพานมผงที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ต้นทุนการผลิตในประเทศที่สูงขึ้น ความผันผวนของปัจจัยภายนอก รายได้เกษตรกรที่ไม่แน่นอน ไปจนถึงข้อจำกัดของระบบสหกรณ์ที่ยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการพัฒนาอุตสาหกรรมโคนมได้อย่างเต็มศักยภาพ

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) จึงร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนิน “โครงการพัฒนากลไกการสร้างระบบนิเวศธุรกิจโคนมไทยเพื่อความยั่งยืน” เพื่อเปลี่ยนการแก้ปัญหาโคนมไทยจากที่เคยแก้ปัญหาเฉพาะจุด ไปสู่การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อสังคม หรือ Social Innovation Ecosystem ที่แข็งแรงและเกื้อกูลกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่เกษตรกร สหกรณ์ หน่วยบริการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัย ภาครัฐ ไปจนถึงภาคเอกชน ให้สามารถทำงานร่วมกันได้จริง

หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือการพัฒนาโมเดล Chula Dairy Social Integrated Enterprise หรือ CDSIE ในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนเพื่อสังคมกึ่งธุรกิจ ที่ทำหน้าที่เชื่อมฟาร์ม สหกรณ์ ข้อมูล เทคโนโลยี และตลาดเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศธุรกิจโคนมที่แข็งแรงและเกื้อกูลกันตลอดห่วงโซ่

โมเดลนี้ไม่ได้มองโคนมเป็นเรื่องของฟาร์มใดฟาร์มหนึ่ง แต่มองทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกร สหกรณ์ หน่วยบริการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัย ภาครัฐ ไปจนถึงภาคเอกชน โดยออกแบบกลไกการทำงาน 8 ด้าน ครอบคลุมการพัฒนาเกษตรกรแกนนำ การปรับบทบาทสหกรณ์ การเชื่อมเครือข่ายผู้เกี่ยวข้อง การสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้เสมือนจริง 360 องศา การใช้ข้อมูลดิจิทัลและเทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะ การพัฒนาธุรกิจอาหารสัตว์ การยกระดับห้องปฏิบัติการตรวจคุณภาพน้ำนม และการถ่ายทอดโมเดลไปยังสหกรณ์อื่น

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือแนวคิด ที่ช่วยให้เกษตรกรใช้ข้อมูลจริงแทนการคาดเดา ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันบริหารจัดการฟาร์ม ระบบบันทึกและวิเคราะห์ข้อมูลการผลิตรายฟาร์ม การใช้เซนเซอร์และปัญญาประดิษฐ์เพื่อติดตามพฤติกรรมและสุขภาพโคนม รวมถึงการตรวจจับภาวะเป็นสัด เพื่อเพิ่มโอกาสการผสมติด ลดความสูญเสีย และวางแผนการผลิตได้แม่นยำขึ้น

ขณะเดียวกัน โครงการยังพัฒนา Virtual Farm Learning Center หรือศูนย์เรียนรู้ฟาร์มเสมือนจริง 360 องศา เพื่อให้เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องสามารถเรียนรู้แนวทางจัดการฟาร์มที่ดีได้ทุกที่ทุกเวลา

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือการยกระดับบทบาทของ “สหกรณ์” จากเดิมที่มักถูกมองเป็นเพียงจุดรับซื้อน้ำนมดิบ ให้กลายเป็นกลไกกลางของระบบ ทั้งในฐานะฐานข้อมูล ศูนย์บริการ พื้นที่เรียนรู้ และช่องทางที่ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงเทคโนโลยีและมาตรฐานเดียวกับฟาร์มขนาดใหญ่

นอกจากนี้ โครงการยังให้ความสำคัญกับคุณภาพน้ำนมดิบและมาตรฐานอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อรายได้ของเกษตรกร โดยเน้นให้เกิดแนวคิด “การจ่ายราคาตามคุณภาพ” แทนการมองน้ำนมดิบเป็นสินค้าเหมือนกัน ราคาเดียวกันทั้งหมด เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรลงทุนปรับปรุงฟาร์มและผลิตน้ำนมคุณภาพสูงขึ้น

ผลลัพธ์จาก 42 ฟาร์มนำร่องทำให้เห็นว่า การใช้ข้อมูล เทคโนโลยี มาตรฐาน และการจัดการเชิงระบบ สามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้จริง โดยโครงการช่วยเพิ่มรายได้รวมของกลุ่มเกษตรกร 38.4% หรือคิดเป็นมูลค่า 39,083,359 บาทต่อปี เพิ่มปริมาณน้ำนมดิบ 23.3% หรือ 1,220,918 กิโลกรัมต่อปี และทำให้ภาระหนี้เฉลี่ยของเกษตรกรลดลง 3.1%

ในเชิงผลตอบแทนจากการลงทุนวิจัย โครงการนี้สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงถึง 749.01% หรือเทียบได้ว่า เงินวิจัยทุก 1 บาท สามารถสร้างผลตอบแทนคืนสู่ระบบเศรษฐกิจได้ 7.49 บาท

สิ่งที่โมเดล CDSIE ทำให้เห็นคือ อนาคตของโคนมไทยอาจไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างระบบที่ทำให้เกษตรกรรายย่อยเข้มแข็ง สหกรณ์บริหารด้วยข้อมูล ตลาดให้คุณค่ากับคุณภาพ และทุกภาคส่วนในห่วงโซ่สามารถเติบโตไปด้วยกั

มจธ. ลุยพัฒนาโคนมไทย!! ใช้ Data เชื่อมพันธมิตรโลก พลิกฟาร์มโคนมเป็นห้องเรียน ลดต้นทุน เพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน ดึงคนรุ่นใหม่คืนถิ่นสานต่ออาชีพพระราชทาน

“มจธ. ดึงพลัง Data & Tech บูรณาการพันธมิตรระดับโลก พลิกฟาร์มโคนมไทยเป็นห้องเรียน ลดต้นทุนพร้อมมุ่งสร้างรายได้ยั่งยืน ดึงคนรุ่นใหม่คืนถิ่น”

กว่า 60 ปีที่ผ่านมา ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เปลี่ยนการเลี้ยงโคนมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเรื่องไกลตัวของคนไทย ให้กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรและเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ พร้อมวางรากฐานระบบสหกรณ์จนเติบโตเป็นอุตสาหกรรมโคนมไทย และนำมาสู่การถวายพระราชสมัญญา “พระบิดาแห่งการโคนมไทย” หลังเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศเดนมาร์กใน พ.ศ. 2503 และทอดพระเนตรกิจการฟาร์มโคนม ได้เกิดความร่วมมือกับรัฐบาลและองค์การเกษตรกรรมของเดนมาร์กในการจัดตั้งฟาร์มโคนมไทย–เดนมาร์ก ที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2505 โดยรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 9 แห่งเดนมาร์กทรงร่วมเป็นประธานในพิธี

แต่วันนี้ “การเลี้ยงโคนม” กำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ เมื่อจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมลดจาก 22,507 ราย ในปี 2566 เหลือ 15,683 ราย ในปี 2568 หรือลดลงราว 30% ขณะที่จำนวนโคนมลดจาก 774,461 ตัว เหลือ 560,551 ตัว และกว่า 96% ของฟาร์มทั่วประเทศเป็นฟาร์มรายย่อยและรายเล็ก ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนโจทย์ใหญ่ที่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลผลิตน้ำนม แต่คือ จะทำอย่างไรให้เกษตรกรอยู่รอด และอาชีพพระราชทานยังมีคนสานต่อในอนาคต

ศ. ดร.เชาวลิต ลิ้มมณีวิจิตร รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และหัวหน้าโครงการ ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งของโคนมไทยว่า ประเทศไทยมีความต้องการบริโภคน้ำนมประมาณ 2 ล้านตันต่อปี แต่ผลิตได้เพียงประมาณ 1 ล้านตัน แม้ความต้องการจะสูงกว่าผลผลิต แต่เกษตรกรกลับยังประสบปัญหารายได้ “ในเมื่อผลิตได้น้อย แต่ความต้องการเยอะ ทำไมเกษตรกรยังจน นี่เป็นคำถามที่ทำให้เราต้องกลับไปดูว่า ปัญหาจริงๆ อยู่ตรงไหน” ศ. ดร.เชาวลิต กล่าว

ช่องว่างระหว่างความต้องการบริโภคกับกำลังการผลิตนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเศรษฐกิจของเกษตรกร แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ของประเทศ เมื่อผลิตน้ำนมดิบในประเทศได้ไม่พอ ไทยจึงต้องพึ่งพานมผงและผลิตภัณฑ์นมนำเข้า ซึ่งมีความเสี่ยงจากราคาตลาดโลกที่ผันผวน การเปิดเสรีทางการค้า และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ น้ำนมยังเป็นแหล่งโปรตีน แคลเซียม และสารอาหารสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเด็กไทย โดยเฉพาะผ่านโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนที่ใช้น้ำนมดิบจากเกษตรกรในประเทศ หากจำนวนเกษตรกรและแม่โคยังลดลงต่อไป ประเทศไทยจะพึ่งพาตนเองด้านอาหารและโภชนาการได้ยากขึ้นในระยะยาว

จากการลงพื้นที่เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนปัญหา สถานการณ์จริงที่เกษตรกรกำลังเผชิญ และถอดบทเรียนจากพื้นที่จริง เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พบว่า ปัญหาสำคัญคือต้นทุนหลายด้านที่สะสมจนกัดกินรายได้เกษตรกร ทั้งผลผลิตน้ำนมเฉลี่ยของประเทศที่ประมาณ 13.5 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน ขณะที่บางพื้นที่อย่างฟาร์มโคนมหนองโพมีผลผลิตอยู่ที่เพียง 9.78 กิโลกรัม ต้นทุนอาหารสูง แม่โคผสมติดยาก และอากาศร้อนที่กระทบต่อผลผลิต ศ. ดร.เชาวลิต ยกตัวอย่างว่า หากฟาร์มมีแม่โค 20 ตัว แต่ให้นมเพียง 10 ตัว เกษตรกรยังต้องแบกรับค่าเลี้ยงดูอีก 10 ตัวที่ไม่สร้างรายได้ ปัญหาเหล่านี้จึงไม่อาจแก้ด้วยการบอกให้เกษตรกร “เลี้ยงวัวให้ดีขึ้น” แต่ต้องรู้ว่าควรแก้จุดไหนจึงจะลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ได้จริง นำมาสู่แนวคิด “โรงเรียนโคนม” (Dairy School) ที่ใช้องค์ความรู้ ข้อมูล การเชื่อมโยงเครือข่าย และเทคโนโลยีแก้ปัญหาให้ตรงกับสภาพจริงของแต่ละฟาร์ม

รศ. ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ที่ปรึกษา มจธ. มองว่า ปัญหาโคนมไทยมีความซับซ้อน ตั้งแต่การเลี้ยง อาหารสัตว์ การสืบพันธุ์ ไปจนถึงเทคโนโลยีและการตลาด จึงไม่อาจแก้ได้ด้วยมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง “โรงเรียนโคนม” จึงไม่ใช่การสร้างโรงเรียนแห่งใหม่ แต่เป็นการ “เปลี่ยนฟาร์มให้เป็นห้องเรียน เปลี่ยนปัญหาจริงให้เป็นโจทย์” โดยให้เกษตรกร สหกรณ์ เจ้าหน้าที่ส่งเสริม และมหาวิทยาลัยร่วมกันหาทางออก

“มจธ. ไม่ได้มีคณะเกษตรศาสตร์หรือสัตวแพทยศาสตร์ แต่เรามีจุดแข็งด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม เทคโนโลยี ข้อมูล และการบริหารจัดการ จึงนำความเชี่ยวชาญเหล่านี้มาเชื่อมกับองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยเครือข่าย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปลี่ยนความรู้ให้เป็นเครื่องมือที่เกษตรกรนำไปใช้แก้ปัญหา ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ในฟาร์มได้จริง” รศ. ดร.ศักรินทร์ กล่าว

หนึ่งในจุดเด่นของโครงการคือการนำข้อมูลที่มีอยู่แล้วมาใช้ประโยชน์ โดยทีม มจธ. พบว่า ข้อมูลทั้งปริมาณและคุณภาพน้ำนม สุขภาพโค และการสืบพันธุ์ ยังจัดเก็บกระจัดกระจายและไม่ได้ถูกนำมาใช้ช่วยเกษตรกรตัดสินใจอย่างเต็มที่ จึงพัฒนาระบบ Automated Data Pipeline และ Dashboard เพื่อรวบรวมและแสดงข้อมูลให้เข้าใจง่าย ช่วยให้เกษตรกรมองเห็นปัญหาและวางแผนปรับปรุงฟาร์มได้ตรงจุด

“ข้อมูลมีอยู่แล้ว แต่เกษตรกรไม่เคยได้เห็น Data เหล่านั้นในรูปแบบที่ใช้ตัดสินใจได้ เราจึงพยายามเปลี่ยนจาก Data ให้เป็น Information ให้เขาเห็นว่าฟาร์มตัวเองอยู่ตรงไหน แล้วค่อยตั้งเป้าว่าจะขยับไปตรงไหน” ศ. ดร.เชาวลิต กล่าว

โครงการยังเริ่มเห็นผลจากการนำองค์ความรู้ไปใช้ในฟาร์มจริง เช่น สำราญฟาร์ม จ.เพชรบุรี ที่ปรับสูตรอาหารโคโดยใช้วัตถุดิบในพื้นที่ ส่งผลให้ปริมาณน้ำนมเพิ่มจาก 510 เป็น 700 กิโลกรัมต่อวัน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงกรกฎาคม 2568 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 37% แม้จำนวนแม่โครีดนมลดจาก 54 เหลือ 52 ตัว ผลลัพธ์นี้สะท้อนว่า การแก้ปัญหาให้ตรงจุดสามารถเพิ่มผลผลิตและสร้างโอกาสเพิ่มรายได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนโค อีกทั้งการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ในท้องถิ่นยังช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และทำให้ห่วงโซ่การผลิตอาหารมั่นคงขึ้นตั้งแต่ระดับฟาร์ม

อีกปัญหาที่โครงการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยคือ การสืบพันธุ์ของแม่โค โดยใช้ชุดตรวจ Early P-Check ตรวจการตั้งท้องจากน้ำนมได้ตั้งแต่ 45 วันหลังผสมเทียม ซึ่งผลการอบรมพบว่าผู้เข้าร่วมตรวจวิเคราะห์ได้ถูกต้อง 95% เมื่อเทียบกับการอัลตราซาวด์ ควบคู่กับการนำความรู้ด้านอาหาร การลดความเครียดจากอากาศร้อน และการจัดการโรงเรือนมาปรับใช้ให้เหมาะกับแต่ละฟาร์ม

เพื่อให้แนวทางเหล่านี้ตอบโจทย์เกษตรกรในแต่ละพื้นที่ ปลายเดือนสิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ทีม มจธ. ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญการเลี้ยงโคนมระดับโลกจาก University of Wisconsin–Madison ลงพื้นที่ฟาร์มโคนมในจังหวัดสุโขทัย เชียงใหม่ และสกลนคร เพื่อศึกษาปัญหาและสภาพการเลี้ยงโคนมที่แตกต่างกัน ก่อนนำองค์ความรู้ระดับโลกมาปรับให้เข้ากับบริบทของไทย แทนการใช้เทคโนโลยีหรือแนวทางเดียวกันกับทุกฟาร์ม

การดำเนินงานของ “โรงเรียนโคนม” มุ่งเปลี่ยนผ่านจากความเท่าเทียมเชิงรูปแบบ (Equality) ที่สนับสนุนทุกฟาร์มในเกณฑ์เดียวกัน ไปสู่ความเป็นธรรมตามความจำเป็นจริง (Equity) โดยใช้ข้อมูลรายฟาร์มเป็นฐานในการประเมิน เพื่อจัดสรรองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการติดตามดูแลให้ตรงจุดตามปัญหาจริง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่แต่ยังเข้าถึงทรัพยากรได้จำกัด แนวทางนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเปิดโอกาสให้เกษตรกรทุกกลุ่มเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

นอกจากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อีกโจทย์สำคัญคือ “ใครจะเป็นคนเลี้ยงโคนมรุ่นต่อไป” เมื่อเกษตรกรจำนวนมากมีอายุ 50–60 ปี ขณะที่คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการสานต่องานที่หนักและแทบไม่มีวันหยุด ศ. ดร.เชาวลิต มองว่า การนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาช่วยบริหารฟาร์มอาจเปลี่ยนภาพการเลี้ยงโคนมให้เป็น “ธุรกิจเกษตรสมัยใหม่” ที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น

โครงการจึงวางแผนขยายผลผ่านเจ้าหน้าที่ส่งเสริม 72 คน สู่เกษตรกร 840 ฟาร์ม ตั้งเป้าลดต้นทุน 12% เพิ่มผลผลิตเป็น 13.5 – 15 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน และคาดว่าจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยรวมประมาณ 684 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ยังเป็นเป้าหมายที่ต้องพิสูจน์จากการขยายผลจริงว่าจะช่วยให้เกษตรกรอยู่ได้และมีคนรุ่นใหม่กลับมาสานต่ออาชีพมากขึ้นเพียงใด

รศ. ดร.ศักรินทร์ กล่าวว่า การช่วยให้เกษตรกรเลี้ยงโคนมได้อย่างมั่นคง ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งมหาวิทยาลัย สหกรณ์ ภาครัฐ แหล่งทุน และเกษตรกร เพื่อนำความรู้และเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของ “โรงเรียนโคนม” โครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการสานต่ออาชีพพระราชทานของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยช่วยให้เกษตรกรปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง และทำให้อาชีพเลี้ยงโคนมมีรายได้มั่นคง เปลี่ยนภาพลักษณ์การทำฟาร์มโคนมให้กลายเป็น “ธุรกิจเกษตรสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี” เพื่อให้คนรุ่นใหม่อยากกลับมาสานต่ออาชีพที่พระองค์ทรงวางรากฐานไว้ยังคงอยู่คู่เกษตรกรไทยต่อไป และเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top