Wednesday, 21 October 2026
แรงงานไทย

‘จุลพันธ์’ เผยแรงงานไทยเจ็บในอิสราเอลอาการดีขึ้น 6 แรงงานไทยบาดเจ็บจากระเบิด 2 รายอาการคงที่และดีขึ้น 3 รายหายดีออกจากโรงพยาบาล ติดตามใกล้ชิดอย่างต่อเนื่อง

“จุลพันธ์”เผย ความคืบหน้า 6 แรงงานไทยบาดเจ็บในอิสราเอล 2 รายอาการคงที่ ภาพรวมดีขึ้น อีก 1 รายอาการดีขึ้นมาก ขณะที่ 3 รายออกจากโรงพยาบาลแล้ว กำชับฝ่ายแรงงานฯ ติดตามใกล้ชิด

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าอาการแรงงานไทยจำนวน 6 ราย ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดตกค้างในเมืองเมทูลา ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า กระทรวงแรงงานยังคงติดตามสถานการณ์และอาการของแรงงานที่ได้รับบาดเจ็บอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศอิสราเอล เพื่อให้แรงงานได้รับการรักษาและความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม โดยขอให้แรงงานและครอบครัวมั่นใจว่ากระทรวงแรงงานจะติดตามและดูแลเรื่องนี้อย่างเต็มที่

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 เวลา 17.00 น. ฝ่ายแรงงานและฝ่ายกงสุล ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้เดินทางไปยัง Ziv Medical Center เมือง Safed เพื่อหารือและรับฟังรายละเอียดการรักษาจากคณะแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล พร้อมเยี่ยมแรงงานที่อยู่ระหว่างการรักษา โดยโรงพยาบาลยืนยันว่าจะให้การรักษาอย่างดีที่สุดโดยทีมแพทย์และพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญ

สำหรับความคืบหน้าอาการของแรงงานทั้ง 6 ราย พบว่า แรงงาน 2 ราย ได้แก่ นายวีรวุฒิ แวงวงษ์ และนายอารี ปัญญาทอง ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส มีอาการคงที่ ภาพรวมดีขึ้น และยังอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
โดยนายวีรวุฒิอยู่ระหว่างการวางแผนผ่าตัดเพิ่มเติมตามแนวทางการรักษาของแพทย์ ขณะที่คณะแพทย์แจ้งว่าการบาดเจ็บไม่กระทบต่อระบบประสาทไขสันหลังและสมอง ซึ่งถือเป็นข่าวดี

แรงงานอีก 1 ราย คือ นายทรงฤทธิ์ เชิดรำ ซึ่งได้รับบาดเจ็บปานกลาง มีอาการดีขึ้นค่อนข้างมาก สามารถสื่อสารได้ตามปกติ ไม่มีประเด็นน่าเป็นห่วง และมีอาการปวดบริเวณแผลเล็กน้อยเวลาขยับตัว ส่วนแรงงานที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจำนวน 3 ราย ได้แก่ นายธนวัตน์ แสงกลาง นายทิศวรเวช สามารถกิจ และนายจิระพงษ์ สวัสดิ์รักษ์ แพทย์อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลและกลับที่พักแล้ว โดยไม่มีประเด็นที่ต้องกังวล

ด้าน พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้แรงงานจังหวัดในพื้นที่
ที่แรงงานผู้ได้รับบาดเจ็บมีภูมิลำเนาอยู่ ลงพื้นที่เยี่ยมครอบครัว พร้อมติดตามสถานการณ์และประสานให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความมั่นใจว่ากระทรวงแรงงานไม่ทอดทิ้งแรงงานไทยและครอบครัว โดยจะประสานข้อมูลกับฝ่ายแรงงานและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบครัวได้รับทราบความคืบหน้าอาการและการรักษาของแรงงานอย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ และฝ่ายแรงงานฯ ได้ประสานแจ้งความคืบหน้าอาการของแรงงานให้ญาติรับทราบแล้ว และจะติดตามอาการของแรงงานทั้ง 6 รายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ที่ยังอยู่ระหว่างการรักษา เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดต่อไป

เศรษฐกิจโลกผันผวน แรงงานไทยต้องอัปสกิล!! ก.แรงงานเตรียมพัฒนาระบบตลาดแรงงาน รับมือผันผวนเศรษฐกิจโลก เพิ่มโอกาสคนไทยปรับตัว สู้กับ AI และอุตสาหกรรมใหม่

ปลัดฯ ‘วรรณพงษ์’ เผย ก.แรงงาน เดินหน้าพัฒนา“ระบบวิเคราะห์ตลาดแรงงาน” หลังเศรษฐกิจโลกผันผวน
เพิ่มโอกาสคนไทย ปรับตัวสู่งานแห่งอนาคต

พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงนโยบาย "ผลกระทบ โอกาส และความท้าทายต่อภาคแรงงานไทยจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการการค้าระหว่างประเทศ และความผันผวนของราคาพลังงาน”จากกองเศรษฐกิจการแรงงาน กระทรวงแรงงาน ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดแรงงานโลกในปัจจุบันมีความผันผวนและซับซ้อนมากขึ้น ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ ราคาพลังงาน การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งสามารถส่งผ่านมายังภาคการผลิต การลงทุน การจ้างงาน รายได้ และความต้องการทักษะแรงงานของไทยได้

ปลัดกระทรวงแรงงาน ยังกล่าวต่อว่า ผลการวิเคราะห์ในครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า ประเด็นที่ต้องจับตามอง
ไม่ได้มีเพียงจำนวนผู้มีงานทำหรืออัตราการว่างงานเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงาน ทั้งความต้องการทักษะใหม่ การเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งงาน และคุณภาพการจ้างงาน โดยเฉพาะงานที่มีลักษณะทำซ้ำๆ เป็นกิจวัตรประจำวัน อาจมีเนื้อหางานเปลี่ยนแปลงจากระบบอัตโนมัติ และ AI ขณะที่ทักษะด้านเทคโนโลยี การวิเคราะห์ข้อมูล การควบคุมระบบอัตโนมัติ การบริหารห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงความรู้ด้านมาตรฐานการค้าและแรงงานระหว่างประเทศ จะมีความสำคัญเพิ่มขึ้น

“โจทย์ของกระทรวงแรงงาน จึงไม่ใช่รอให้เกิดการว่างงานแล้วจึงเข้าไปแก้ไข แต่ต้องมองเห็นสัญญาณล่วงหน้า
รู้ว่าอุตสาหกรรมใด พื้นที่ใด และแรงงานกลุ่มใด กำลังได้รับผลกระทบ เพื่อเตรียมทักษะ ตำแหน่งงาน
และมาตรการช่วยเหลือให้ทันก่อนที่ปัญหาจะขยายตัว” ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าว

พันตำรวจโท วรรณพงษ์ ยังกล่าวอีกว่า แนวทางสำคัญในระยะเร่งด่วน คือการพัฒนากลไกเฝ้าระวังผลกระทบ
ด้านการค้า - พลังงาน - แรงงาน แบบบูรณาการ โดยเชื่อมโยงข้อมูลสำคัญ เช่น คำสั่งซื้อ การส่งออก การใช้กำลังการผลิต ชั่วโมงทำงานล่วงเวลา การเลิกจ้างหรือหยุดกิจการ ตำแหน่งงานว่าง และราคาพลังงาน เพื่อให้สามารถตรวจจับสัญญาณความเปลี่ยนแปลงและกำหนดมาตรการได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

ขณะเดียวกัน จะต้องเชื่อมระบบเตือนภัยเข้ากับมาตรการเชิงรุก ทั้งการฝึกอบรมระยะสั้นที่ตรงกับตำแหน่งงาน การจับคู่คนกับงาน การสนับสนุนการย้ายงานและเปลี่ยนอาชีพ ตลอดจนยกระดับทักษะให้สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโต อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า ศูนย์ข้อมูล ระบบดิจิทัล และพลังงานสะอาด

“เป้าหมายของกระทรวงแรงงาน คือทำให้แรงงานไทยไม่เพียงมีงานทำ แต่ต้องมีทักษะที่ตลาดต้องการ มีโอกาส
เข้าสู่งานที่มีคุณภาพ และสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่อาชีพใหม่ได้เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนไป กระทรวงแรงงานจึงจะเดินหน้าพัฒนาระบบข้อมูลตลาดแรงงานให้เชื่อมโยงกับข้อมูลด้านการศึกษา การลงทุน การค้า และอุตสาหกรรม เพื่อคาดการณ์ความต้องการกำลังคนและใช้ข้อมูลนำการกำหนดนโยบายอย่างแม่นยำมากขึ้น” พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าว

ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยใช้การวิเคราะห์เชิงนโยบายจากข้อมูลและหลักฐานของหน่วยงานภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศ และหน่วยงานต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นข้อมูล ณ วันที่ 29 สิงหาคม 2569 ที่นำมาประกอบการกำหนดมาตรการด้านแรงงานเชิงรุก รองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และเสริมความสามารถในการปรับตัวของตลาดแรงงานไทย

ข่าวดีแรงงานไทย!! กรมการจัดหางานเปิดรับชายไทยทำงาน UAE 14 อัตรา เงินเดือน 17,100 - 90,000 บาท สัญญาจ้าง 2 ปี พร้อมสวัสดิการครบ สมัครออนไลน์ถึง 25 ต.ค. นี้

ข่าวดี! กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครชายไทย ทำงานสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 14 อัตรา สวัสดิการครบ สมัครออนไลน์ถึง 25 ต.ค. นี้

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กับนายจ้างบริษัท CROWN Emirates Company Ltd. ซึ่งประกอบกิจการผลิตกระป๋องและผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม จำนวน 5 ตำแหน่ง 14 อัตรา ได้แก่ ช่างไฟฟ้า ช่างกล พนักงานควบคุมเครื่องจักร/ช่างเครื่อง พนักงานฝ่ายผลิต และหัวหน้างาน โดยอัตราเงินเดือน เริ่มต้นตั้งแต่ 1,900 – 10,000 ดีแรมห์ หรือประมาณ 17,100 - 90,000 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) สัญญาจ้างมีระยะเวลา 2 ปี ทำงานวันละ 8 ชั่วโมงต่อวัน 6 วันต่อสัปดาห์ นายจ้างจะดูแลที่พักพร้อมอาหาร 3 มื้อ จ่ายค่าโดยสารเครื่องบินเที่ยวไปและกลับเมื่อทำงานสิ้นสุดสัญญาจ้าง ค่ารักษาพยาบาล ค่าโอที เป็นไปตามกฎหมายแรงงานยูเออี วันลาพักผ่อน 30 วันต่อปี มีประกันคุ้มครองตามกฎหมาย ผู้สนใจสามารถสมัครทางเว็บไซต์ toea.doe.go.th ได้ตั้งแต่บัดนี้ – 25 ตุลาคม 2569 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ

นายสมาสภ์ ฯ กล่าวว่า สำหรับตำแหน่งงาน และคุณสมบัติที่นายจ้างต้องการจะต้องมีประสบการณ์การทำงานในตำแหน่งที่สมัคร โดยทั้ง 5 ตำแหน่ง มีรายละเอียด ดังนี้
1. ตำแหน่งช่างไฟฟ้า จำนวน 4 อัตรา เพศชาย อายุ 20 - 35 ปี จบประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาไฟฟ้ากำลัง / อิเล็กทรอนิกส์
2. ตำแหน่งช่างกล จำนวน 4 อัตรา เพศชาย อายุ 20 - 35 ปี จบประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือสูงกว่า สาขาช่างยนต์/ช่างเครื่อง
3. ตำแหน่งพนักงานควบคุมเครื่องจักร/ช่างเครื่อง จำนวน 2 อัตรา เพศชาย อายุ 20 - 35 ปี จบประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือสูงกว่า สาขาช่างยนต์/ช่างเครื่อง
4. ตำแหน่งพนักงานฝ่ายผลิต จำนวน 3 อัตรา เพศชาย อายุ 20 - 35 ปี จบมัธยมศึกษาตอนปลาย และ
5. ตำแหน่งหัวหน้างาน(แผนการผลิต) จำนวน 1 อัตรา อายุ 25 - 35 ปี จบปริญญาตรีสาขาที่เกี่ยวข้อง

“การรับสมัครครั้งนี้เป็นการจัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศโดยกรมการจัดหางาน คนหางานไม่ต้องเสีย ค่าสมัครหรือค่าบริการใด ๆ ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกไปทำงานจ่ายเพียงค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ได้แก่ ค่าถ่ายรูป ค่าทำหนังสือเดินทาง (กรณียังไม่มี) ค่าตรวจสุขภาพ และค่าสมัครสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงาน รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 6,700 บาท” นายสมาสภ์ ฯกล่าว

ผู้ที่มีความสนใจสามารถศึกษารายละเอียดการรับสมัครได้ที่เว็บไซต์ doe.go.th/overseas หรือ เพจเฟซบุ๊ก : แรงงานไทยไปต่างประเทศโดยรัฐจัดส่ง และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 - 10 หรือ กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2245 1034 หรือ สายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1506 กด 2

กพร. ขานรับยกระดับแรงงาน!! เดินหน้าพัฒนาทักษะฝีมือเดินหน้า ยกระดับแรงงานท่องเที่ยวและบริการ ขยายความร่วมมือปากีสถาน-ไทย เสริมทักษะมาตรฐานสากลแรงงาน

กพร. ขานรับนโยบาย รมว.แรงงาน เดินหน้ายกระดับแรงงานด้านท่องเที่ยว-บริการ ในปากีสถาน สู่มาตรฐานสากล

วันที่ 19 ตุลาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยนายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ร่วมให้การต้อนรับ นางซาดียะห์ อัลฎาฟ กอซี (H.E. Ms. Saadia Altaf Qazi) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามปากีสถานประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 75 ปี พร้อมหารือแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างสองประเทศ ณ ห้องจัตุมงคล ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน โดยมี นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงแรงงาน ร่วมให้การต้อนรับและเข้าร่วมการหารือ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า การหารือร่วมกันในครั้งนี้ สืบเนื่องจากนโยบายของกระทรวงแรงงานในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน (Skills Development) ในระดับสากล โดยต่อยอดจากการพบหารือระหว่างฝ่ายไทยและ นายเชาว์ดรี ซาลิก ฮุสเซน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการชาวปากีสถานในต่างประเทศและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ปากีสถาน เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายปากีสถานได้แสดงความชื่นชมและให้ความสนใจในมาตรฐานการพัฒนาทักษะแรงงานของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การโรงแรม และภาคบริการ (Hospitality and Services) ที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีศักยภาพและหลักสูตรฝึกอบรมที่โดดเด่นจนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ทั้งนี้ ฝ่ายปากีสถานมีความประสงค์ที่จะขอรับการสนับสนุนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) เพื่อนำไปเป็นต้นแบบในการยกระดับกำลังแรงงานของปากีสถานให้มีทักษะเทียบเท่ามาตรฐานสากล

นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พร้อมขานรับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในการร่วมมือและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับฝ่ายปากีสถานอย่างเต็มที่ เพื่อขยายโอกาสการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและแนวทางการฝึกอบรมระหว่างสองประเทศ ทั้งในระดับทวิภาคีและต่อยอดไปสู่เครือข่ายความร่วมมือด้านแรงงานร่วมกับกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ในอนาคต อันจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ความเป็นเลิศด้านการฝึกอบรมฝีมือแรงงานของไทย และสร้างเครือข่ายการพัฒนากำลังคนให้ตอบโจทย์มาตรฐานระดับสากลต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top