Friday, 23 October 2026
แจ็ครัสเซล

ศักดิ์ศรีมนุษย์ต้องมาก่อนคะแนนเสียง!! ปมคุกคามทางเพศซ้ำเขย่ามาตรฐานพรรคการเมือง จี้คัดคนก่อนส่งใช้อำนาจแทนประชาชน เตือนพรรคการเมืองต้องมีกลไกวินัยเข้ม ไม่ปล่อยอำนาจเป็นเกราะคุ้มผิด

บรรทัดฐานทางจริยธรรมของนักการเมืองกับกรณีการล่วงละเมิดทางเพศบ่อย ๆ ถี่ ๆ ซ้ำ ๆ

คำว่า “พรรคการเมือง” สำหรับผม ไม่ใช่เป็นเพียงองค์กรที่รวบรวมบุคลากรเพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐ แต่นับเป็น "สถาบันทางการเมือง" ที่มีหน้าที่กำหนดทิศทางสังคม และสร้างบรรทัดฐานทางจริยธรรม คุณธรรม ที่ดีงามให้ปรากฏออกสู่สังคม

การคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือการส่งบุคลากรเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงถือเป็น “ด่านแรกสุด” ที่สะท้อนถึง “ค่านิยมและความรับผิดชอบ” ของพรรคการเมืองนั้น ๆ ต่อสังคมโดยรวม

ประเด็นเรื่องการล่วงละเมิดและการคุกคามทางเพศ ได้กลายเป็นดรรชนีชี้วัดสำคัญถึงความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากพรรคการเมืองปล่อยให้บุคคลที่มีประวัติ หรือมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายการล่วงละเมิดทางเพศเข้าสู่วาระทางการเมือง ย่อมสร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวง

ผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองประชาชน แต่กลับเป็นผู้ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้อื่นเสียเอง สังคมจะเกิดความคลางแคลงใจในความยุติธรรมของกฎหมาย กรณีนี้ทำให้นึกถึง “พรรคของคนรุ่นใหม่” ที่เคยคุยโม้เอาไว้ว่าจะสร้างเป็นมาตรฐานใหม่ในสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” แต่กลายเป็นพรรคที่มีประเด็น “คุกคามทางเพศ” ถี่ ๆ ซ้ำ ๆ ติด ๆ กัน

ผู้แทนประชาชนที่มีพฤติกรรม “คุกคามทางเพศ” หากยังคงเสวยสุขในตำแหน่งหน้าที่การงาน ย่อมจะสร้างการรับรู้ที่ผิดพลาดให้แก่คนในชาติ โดยเฉพาะเยาวชนในเรื่องอำนาจหรือสถานะทางสังคม สามารถนำมาใช้เป็น “เกราะคุ้มกันความผิด” จากการละเมิดผู้อื่นได้

การทำหน้าที่ทางการเมือง มิใช่เรื่องของความสามารถส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องควบคู่ไปกับ “จริยธรรมขั้นพื้นฐาน" พรรคการเมืองที่ปกป้องผู้กระทำผิดเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ย่อมกำลังสร้างแบบอย่างที่ไม่ดีแก่สังคมไทย และลดทอนมาตรฐานประชาธิปไตยให้ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

พรรคการเมืองทุกพรรคจึงจำเป็นต้องมี “กลไกตรวจสอบทางวินัย” ที่เข้มงวด ปฏิเสธที่จะไม่ส่งผู้มีประวัติล่วงละเมิดทางเพศลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องเกียรติของสถาบันการเมือง แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ที่ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ผู้ที่อาสาเข้ามาใช้อำนาจแทนพวกเขานั้น เป็นผู้ที่เคารพในสิทธิ และเชิดชูศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน อย่างเท่าเทียมแท้จริง

แจ็ค รัสเซล

“แก้มลิง” เมืองหลวงถูกตั้งคำถาม!! หลังบึงคู้บอนหลุดผังเมือง จับตาผลกระทบน้ำท่วมกรุงเทพฯ การพัฒนาอสังหาฯ แทนพื้นที่รับน้ำ ผู้นำต้องรับผิดชอบชัดเจน

เมื่อ "แก้มลิง" เมืองหลวง “ถูกปล้น” คนกรุงเทพฯ จมน้ำ ตราบาปนี้ใครรับผิดชอบ?

โครงการ “แก้มลิงบึงคู้บอน” ที่มีเนื้อที่กว่า ๑๓๐ ไร่ ทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ “บึงรับน้ำสำคัญ” ที่เคยมีแผนเตรียมเวนคืน แต่กลับไม่ปรากฏในร่างผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่ จนกลายสภาพเป็นพื้นที่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และหมู่บ้านจัดสรร ได้จุดประเด็นตั้งคำถามสำคัญว่า หากแก้มลิงตามแนวพระราชดำริถูกถอดถอนออกจากผังเมืองจนหมดสิ้น ชะตากรรมของคนกรุงเทพฯ จะเป็นอย่างไร?

ต้องทราบกันก่อนว่า เมืองกรุงเทพมหานครมีลักษณะทางกายภาพเป็นพื้นที่ราบลุ่มต่ำ และยังคล้ายแอ่งกระทะ มีระดับความสูงใกล้เคียงกับระดับน้ำทะเลปานกลาง การระบายน้ำจึงต้องพึ่งพาระบบปั๊มและการหน่วงน้ำเป็นหลัก หากแก้มลิง “หายไปจากผังเมือง” และฝนยังคงตกหนักไม่หยุดคล้ายหนัง “Hard Rain” ในปี 1998 น้ำก็จะท่วมเมืองเหมือนในหนังไม่มีผิดเพี้ยน

หากไร้ “แก้มลิง” อย่างเช่น “บึงคู้บอน” ถ้าฝนตกหนักสะสมก็จะมุ่งลงสู่ถนน ชุมชน รวมถึงคลองสายหลักทันที ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังรวดเร็ว ที่สุดก็จะท่วมทะลักเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจชั้นใน

น้ำท่วมขังเป็นเวลานานจะทำลายระบบขนส่งทางบก และทรัพย์สินของประชาชน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายนับแสนล้านบาท ประชาชนในเขตลุ่มต่ำจะกลายเป็นผู้ประสบภัยถาวร

การปรับเปลี่ยนผังเมืองหากทำโดยละเว้นหรือไม่รอบคอบ จนส่งผลให้เกิดภัยพิบัติต่อสาธารณะ อาจจะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗ ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หากพิสูจน์ได้ว่าการปล่อยให้ “แก้มลิง” ถูกปล้นหายไปจากผังเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์
.
คนไทยต้องช่วยกันอย่าให้เรื่องนี้เงียบหายไปกับสายน้ำ

“แก้มลิงคู้บอน” จึงเป็นอุทาหรณ์ที่ชี้ให้เห็นว่า หากฝ่ายบริหารเลือกที่จะตัดพื้นที่รับน้ำออกไปจากร่างผังเมืองใหม่เพื่อเหตุผลใดก็ตาม โดยไร้โครงการรับน้ำทดแทนที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่า หรือดีกว่า เมื่อภัยธรรมชาติมาเยี่ยมเยียน ประชาชนคนกรุงเทพฯ คือผู้ที่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และความผิดพลาดเชิงนโยบายนี้ ย่อมเป็น “ตราบาปประทับไว้บนหน้าผาก” เพื่อประจานความรับผิดชอบที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครปฏิเสธไม่ได้เลย

บางเรื่องอาจต้องรอน้ำลดเราถึงจะเห็นตอ แต่สำหรับเรื่อง “ปล้นแก้มลิง” ต้องรอน้ำท่วมสถานเดียว

แจ็ค รัสเซล

เมื่อแก้มลิง ร.9 กลับมาเป็นคำถามกลางวิกฤตน้ำท่วม!! คนสามกีบเลือกตั้งจน สส.ครองเมือง ผู้ว่าฯ สองสมัยถูกเชิดชูแต่ขาดการแก้ไข แก้มลิงเคยถูกดูแคลนกลับสำคัญยามน้ำท่วม นักการเมืองทำคนกรุงเสียประโยชน์หนัก

เมื่อสามกีบเคยหัวเราะเยาะแก้มลิงของ “ในหลวงรัชกาลที่ ๙”
หนังตลกร้ายจึงเกิดขึ้น ณ คลองสามวาและคันนายาว

มีคำกล่าวหนึ่งที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาฉายภาพของสังคมไทยได้อย่างชัดแจ้งก็คือ "เราเลือกนักการเมืองแบบไหน นั่นก็เพราะตัวเรามีคุณภาพในแบบนั้น” ไม่ต่างจากชาวเมืองกรุงเทพมหานคร นอกจากเทคะแนนจน “สส.พรรคส้ม” ยึดครอง กทม. ได้สำเร็จ กลายเป็น “เมืองหลวงของคนสามกีบ” ไปโดยปริยาย เท่านั้นยังไม่พอ คนกรุงสามกีบส่วนใหญ่ก็ยังสนับสนุน “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” คนปัจจุบันอีกเช่นกัน

เป็นผู้ว่าฯที่ “คนสามกีบ” เชิดชู เชื่อมั่นใน “ถุงข้าวแกงทีถือ” จึงเทใจให้ถึงสองสมัย

แต่เรื่องที่อยากเขียนถึงไม่ใช่ “รสนิยมทางการเมือง” ของคนเมืองหลวง แต่คือ “ตลกร้ายเรื่องน้ำท่วม” ที่เกิดขึ้นจริงย่านคลองสามวาและคันนายาว กับห้วงเวลาน้ำเน่าท่วมขังนานกว่าสองสัปดาห์

หากย้อนกลับไปในวันที่ฝนยังไม่ตก โซเชียลมีเดียเคยกึกก้องไปด้วยการตั้งคำถามเชิงดูแคลนต่อแนวพระราชดำริเรื่อง “แก้มลิง” ของ “ในหลวงรัชกาลที่ ๙” คนที่เป็นสามกีบจำนวนไม่น้อยพากันมองว่า “โครงการแก้มลิง” เป็นภูมิปัญญาโบราณที่ไม่ตอบโจทย์เมืองยุคใหม่ พร้อมกับฝันหวานถึง “นโยบายระบายน้ำสุดไฮเทค” จากผู้ว่าฯ คนที่พวกตนประเคนคะแนนเสียงให้

ทว่า เมื่อถึงเวลาที่ “ธรรมชาติลงโทษ” ภาพฝันเหล่านั้นก็หายไปกับ “ถุงข้าวแกง” ทันที

หนังตลกร้ายฉากใหญ่เริ่มขึ้น ณ คลองสามวาและคันนายาว เมื่อฝนตกนาน น้ำก็เริ่มเอ่อล้น “แก้มลิงคู้บอน” ที่ควรจะมีเตรียมไว้รองรับน้ำ กลับ “ถูกปล้นหายไป” ไร้การฟื้นฟูจัดการอย่างเป็นระบบจากผู้นำเมืองที่ตนเลือกมา ผลลัพธ์คือถนนกลายเป็นคลอง บ้านเรือนกลายเป็นบึง และทรัพย์สินเงินทองที่หามาด้วยความเหนื่อยยาก ถูกจมหายไปกับน้ำเน่าขัง

สิ่งที่น่าอับอายและพูดไม่ออกที่สุดในเวลานี้ก็คือ สภาพของคนที่เคยหัวเราะเยาะแก้มลิง วันนี้กลับต้องก้มหน้ารับกรรมอยู่ในบ้านที่น้ำท่วมสูง จะด่าใครก็เข้าตัว จะโวยวายผู้ว่าฯ ที่ตัวเองเคยอวยไว้จนเกินจริงก็เขินปาก สิ่งที่เคยมองว่าไร้ค่าอย่าง "แก้มลิง" ในวันนั้น กลายเป็นสิ่งที่ “ชีวิตของตัวเอง” ต้องการมากที่สุดในวันนี้

ที่น่าจะบาปหนักที่สุดคือ นักการเมืองที่ตนเองเลือก พลอยทำให้คนเมืองหลวงทั้งหมดต้องสูญเสีย “แก้มลิงคู้บอน” ไปด้วย

แจ็ค รัสเซล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top