Friday, 5 June 2026
แก้รัฐธรรมนูญ

‘อัครเดช’ ชี้!! แก้ปัญหาน้ำท่วมสำคัญกว่าแก้รัฐธรรมนูญ พร้อมขอบคุณ รบ.โอนเงินหมื่นเข้าบัตรคนจน ตาม รทสช.เสนอ

'อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์' ย้ำแก้รัฐธรรมนูญมีขั้นตอน ไม่จำเป็นต้องไปเร่ง ชี้ปัญหาของความเดือดร้อนของประชาชนสำคัญกว่า โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม ขอบคุณรัฐบาลใช้ฐานข้อมูลบัตรคนจน โอนเงินหมื่นเข้าระบบช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ตามข้อเสนอพรรครวมไทยสร้างชาติ

(5 ต.ค.67) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่า จากที่มีการรายงานข่าวถึงความเห็นของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่า เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นสามารถรอได้ ตนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับความคิดเห็นดังกล่าว เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ทุกภาคส่วนควรเร่งใช้สรรพกำลังในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วม รวมถึงเตรียมแนวทางการแก้ไขปัญหาหากเกิดเหตุซ้ำ 

“ขอเน้นย้ำว่าปัญหาทางการเมืองเป็นเรื่องที่สามารถรอได้ แต่ปัญหาของพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากภัยพิบัติเป็นสิ่งที่รอไม่ได้ นอกจากนี้แล้วยังมีปัญหาถึงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่วนเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ หรือเรื่องการเมืองนั้นมีระยะเวลากระบวนการทำงานของการแก้รัฐธรรมนูญอยู่ ไม่จำเป็นต้องไปเร่งรัดแต่อย่างใด สิ่งที่รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนคือปัญหาของประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม”

พร้อมกันนี้ นายอัครเดช ยังเห็นด้วยกับรัฐบาลที่ได้ดำเนินการจ่ายเงินสด 10,000 บาทต่อหัว ไปยังผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเสนอของพรรครวมไทยสร้างชาติที่เคยเสนอไปในสภาผู้แทนราษฎรว่า ควรใช้ฐานข้อมูลของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในการจ่ายเงินไปยังกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะ และเมื่อจ่ายเป็นเงินสดแล้วยังทำให้กลุ่มเปราะบางที่ได้รับเงินดังกล่าวสามารถนำไปใช้จ่ายได้คล่องตัว 

‘อัครเดช’ ตอบ ‘สนธิญาณ’ เผย พรบ.ประชามติ ยึดตามรัฐธรรมนูญ 60 ย้ำจุดยืนพรรค!! ไม่แก้ 112- คงปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันอย่างเด็ดขาด

โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ โต้ข้อกล่าวหาจากสนธิญาณ ยันหลักเกณฑ์ประชามติของพรรคยึดเกณฑ์รับรองรัฐธรรมนูญปี 60 ย้ำจุดยืนพรรคไม่แก้ไขหมวด 1 หมวด 2 รัฐธรรมนูญ และคงไว้ซึ่งการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างเด็ดขาด 

(11 ต.ค. 67) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงกรณีนาย สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ออกมาตั้งคำถามว่า พรรครวมไทยสร้างชาติทรยศต่อจิตวิญญาณของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาหรือไม่?

โดยนายอัครเดช เปิดเผยว่า จากการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ในชั้นวุฒิสภานั้น ได้มีการแก้ไขในสาระสำคัญให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องมีออกเสียงข้างมาก 2 ชั้น คือ ได้รับความเห็นชอบเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ และเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง 

จากข้อมูลการลงประชามติรัฐธรรมนูญล่าสุดมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 50ล้านคน ดังนั้นหากจะได้รับความเห็นชอบจากการทำประชามติจะต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากผู้มีสิทธิไม่น้อยกว่า 25 ล้านคน ซึ่งเป็นไปได้ยากหรือแทบไม่ได้เลย เพราะในการลงประชามติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 หรือ รัฐธรรมนูญ ฉบับปราบโกง ที่ผ่านมา มีผู้เห็นชอบ 16.8ล้านคน จากยอดผู้มาใช้สิทธิ์ลงประชามติ 29.7ล้านคน เท่านั้น

ซึ่งถ้าใช้หลักเกณฑ์ของวุฒิสภา จะต้องได้รับเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง นั่นคือ 25 ล้านเสียง จาก 50 ล้านเสียง จะเห็นว่าถ้าใช้หลักเกณฑ์วุฒิสภา รัฐธรรมนูญฉบับปี60ที่เรียกกันว่าฉบับปราบโกงก็ไม่ผ่านการเห็นชอบในการออกเสียงประชามติจากพี่น้องประชาชน

ดังนั้น พรรครวมไทยสร้างชาติ จึงใช้หลักเกณฑ์เกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิคือ 29.7 ล้านเสียง ซึ่งคำนวณออกมาแล้วคือประมาณ 15 ล้านเสียงถึงจะได้รับการรับรอง โดยในครั้งนั้นมีผู้เห็นชอบ16ล้านเสียงจึงได้รัฐธรรมนูญฉบับปี60มาซึ่งก็เป็นหลักเกณฑ์เดิมที่ใช้รับรอง รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ในสมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

ดังนั้น การที่พรรครวมไทยสร้างชาติ  มีความเห็นให้ใช้เกณฑ์ตามร่างที่ผ่านการลงมติของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และจะขอเพิ่มเติมในชั้นกรรมาธิการร่วมที่ตั้งขึ้นใหม่ที่พรรคส่งนายวิทยา แก้วภราดัยไปผลักดันประเด็นที่มีสาระสำคัญว่า จะต้องได้รับเสียงเห็นชอบมากกว่าการออกเสียงไม่ประสงค์ลงคะแนน และเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ จึงเป็นการยืนยันเจตนารมณ์เดิมของผู้มารับรองรัฐธรรมนูญในการออกเสียงประชามติในปี พ.ศ. 2560 อย่างชัดเจน

หากแก้ไขตามมติของวุฒิสภาจะทำให้การลงประชามติให้เห็นชอบเป็นไปได้ยาก หรือเป็นไปไม่ได้ในเชิงปฏิบัติ และทำประเทศเดินหน้าต่อไปไม่ได้ อาจถึงทางตันทางการเมืองได้และอาจเกิดวิกฤติการเมืองในอนาคตได้อีกด้วย จึงขอยืนยันข้อเสนอของพรรครวมไทยสร้างชาติยังสอดคล้องกับการออกเสียงประชามติเมื่อครั้ง 'ลงประชามติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560' 

ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่พรรครวมไทยสร้างชาติ จะมีพฤติกรรมดังที่นายสนธิญาณได้กล่าวหาแต่อย่างใดและถือเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรมกับพรรค

และ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ประกาศจุดยืนอย่างหนักแน่นและต่อเนื่อง ว่าจะต้องไม่มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องไม่มีการแก้ไขในหมวดที่ 1 และ 2 รวมถึงต้องคงไว้ซึ่งการปราบปรามทุจริตอย่างเด็ดขาดเช่นเดิม

ตนขอยืนยันว่าพรรครวมไทยสร้างชาติยังสานต่อจิตวิญญาณและเจตนารมณ์ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน รักษาไว้ซึ่ง 3 สถาบันหลักของชาติ  ซื่อสัตย์สุจริต และปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างถึงที่สุด

‘เอกนัฏ‘ เผย รทสช.ไม่ขัดแก้ รธน. แม้ไม่มีนโยบายหนุน แต่ย้ำชัด!! ห้ามแตะหมวด 1,2 – มาตรการปราบโกง

’เอกนัฏ‘ เผย รทสช.ไม่ขัดแก้รธน. แม้ไม่มีนโยบาย แต่ขอห้ามแตะหมวด 1,2 – มาตรการปราบโกง เผย “พีระพันธุ์” ขอไปศึกษาข้อกฎหมาย-เอ็มโอยู 44 เพิ่มเติม ห่วงไทยเสียผลประโยชน์

(5 พ.ย. 67) เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวถึงการพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ว่า ได้มีการพูดคุยกัน 2 เรื่อง คือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยังได้รับคำยืนยันว่า ในส่วนของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมจะไม่มีการแตะมาตรา 112 ซึ่งเป็นจุดยืนหลักของพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด เราจะไม่สังฆกรรมไม่สนับสนุนและพร้อมจะขัดขวางทุกวิถีทางในเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 รวมไปถึงการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ต้องไม่นับรวมเรื่องมาตรา 112 และตนได้ชี้แจงในที่ประชุมว่า ในฐานะที่เป็นเลขาธิการพรรค รทสช. เรามีจุดยืนที่ชัดเจนตั้งแต่เริ่มหาเสียงว่า การแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่นโยบายหลักของพรรค แต่หากเป็นนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทยหรือพรรคร่วมรัฐบาลอื่น เราไม่ขัดข้อง แต่จะไม่ต้องแตะหมวด 1 และ 2 ของรัฐธรรมนูญ รวมถึงมาตรการการป้องปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ส่วนจุดยืนของพรรค รทสช.ต่อเรื่องการแบ่งผลประโยชน์พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชานั้น ภาพใหญ่ของพรรค รทสช. เรารักษาผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่สุดอยู่แล้ว ต้องไม่มีการนำพื้นที่อธิปไตยไปเจรจาต่อรองในทุกรูปแบบ ซึ่งเมื่อวันที่ 4 พ.ย. ซึ่งได้รับคำยืนยันในที่ประชุมพรรคร่วม ทั้งจากกระทรวงการต่างประเทศ และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ว่า ไม่ว่าผลการเจรจาจะออกมาแบบไหน จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศ 

ส่วนสิ่งที่คนกังวลคือ เรื่องเกาะกูด ก็ได้รับคำยืนยันว่า เป็นของประเทศไทยแน่นอน ไม่ว่าการเจรจาจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม หรือจะยกเลิกเอ็มโอยู 44 เกาะกูดก็ยังเป็นของไทย เป็นจุดยืนของพรรคร่วมทั้งหมด ส่วนนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯ และรมว.พลังงาน จะต้องเข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการด้านเทคนิคฝ่ายไทยหรือไม่นั้น ตนยังไม่ทราบว่ามีใครบ้างที่จะนั่งเป็นคณะกรรมการ ทราบเพียงว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการเดินหน้าต่อจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปี 2557 และรัฐบาลทุกยุคก็ตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาเพื่อไปเจรจากับกัมพูชา ส่วนผลการเจรจาเป็นอย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง 

เลขาธิการพรรค รทสช. กล่าวว่า หลังประชุมพรรคร่วม ตนได้โทรศัพท์หานายพีระพันธุ์ สิ่งที่นายพีระพันธุ์ให้ความสำคัญคือ เรื่องเขตแดน เนื่องจากเป็นนักกฎหมาย จึงจะไปศึกษากฎหมายเพิ่มเติม ทั้งในตัวเอ็มโอยู 2544 และกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะเอ็มโอยู 2544 เดิมทีเป็นภารกิจของกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานด้านความมั่นคง ในส่วนของกระทรวงพลังงานเป็นเรื่องการเจรจาผลประโยชน์ร่วม ซึ่งนายพีระพันธุ์ระบุว่า ในส่วนนี้ต้องดูให้ดี คำว่าผลประโยชน์ร่วมทุกฝ่ายก็อยากได้ ทำอย่างไรจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศให้ได้มากที่สุด 

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังมีความกังวล เพราะเดิมทีการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลมีการสัมปทานไปก่อนหน้านี้ นายพีระพันธุ์จึงกำลังศึกษาอยู่ว่า หากเป็นไปแบบนั้นจริง ประเทศไทยจะได้ผลประโยชน์มากน้อยแค่ไหน เพื่อให้เกิดความอุ่นใจ เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เป็นเรื่องเขตแดนของประเทศ ซึ่งไม่เฉพาะพื้นที่บนเกาะกูดเท่านั้น แต่ในทางกฎหมายยังหมายรวมถึงพื้นที่ในทะเล หรือพื้นที่สิทธิประโยชน์ทางทะเล ถ้าเรายืนยันว่า เกาะกูดเป็นของไทย พื้นที่อื่นที่เกี่ยวเนื่องก็ต้องเป็นของไทยด้วย ซึ่งเป็นที่มาที่ไทยได้ประกาศพื้นที่ไหล่ทวีปเมื่อปี 2516 ไทยก็ต้องรักษาเขตแดนของเรา ส่วนการเจรจาผลประโยชน์ร่วมก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศเช่นกัน 

“ยังไม่ถึงกับว่า นายพีระพันธุ์ไม่สบายใจเรื่องนี้ เพียงแต่สไตล์การทำงานของท่านต้องศึกษาให้เกิดความละเอียดในทุกเรื่อง จนกว่าท่านจะมั่นใจ เพราะมันเป็นเรื่องข้อกฎหมาย มีกฎหมายระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง และทำกันมา 20-30 ปีแล้ว ทุกอย่างมันอยู่ในใจของเราอยู่แล้ว ต้องทำให้รอบคอบ อย่าให้ประเทศไทยเสียผลประโยชน์ ต้องไปดูว่า ที่ผ่านมาได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่”นายเอกนัฏ กล่าว

'หมอเปรมศักดิ์' ค้านร่างแก้รธน. ฉบับพรรคส้ม ชี้! ไม่ควรแตะหมวด 1,2 หวั่นกระทบอำนาจ สว.

‘สว.เปรมศักดิ์’ คัดค้านร่างแก้ไข รธน. ฉบับพรรคประชาชน ชี้ไม่ควรแตะต้องหมวด 1-2 หวั่นลดอำนาจ สว. สร้างความแตกแยก มองรอ 180 วันได้ ไม่ต้องรีบร้อน

(6 ม.ค. 68) ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แถลงข่าวแสดงจุดยืนในการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ว่า ขอคัดค้านการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (6) ของ สส.พรรคประชาชน เรื่องการออกเสียงรับหลักการวาระแรก และเสียงเห็นชอบในวาระสาม ซึ่งเดิมกำหนดให้ใช้เสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาที่มีอยู่ แต่ร่างที่แก้ไขใหม่ ได้เสนอให้ตัดเงื่อนไขที่ต้องใช้เสียงเห็นร่วมด้วยของ สว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ออกไป และเพิ่มเติมด้วยเสียงเห็นชอบจาก สส.ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 แทน

นพ.เปรมศักดิ์ ชี้ว่า เรื่องการตัดเงื่อนไขการนำไปออกเสียงประชามติ ก่อนการทูลเกล้าฯ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในมาตรา 256 (8) ตนเองไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขในมาตรานี้ เพราะถือเป็นการตัดทอนอำนาจของ สว. ลงอย่างชัดเจน ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เรื่องอำนาจหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ที่บัญญัติให้ สว. มีหน้าที่และอำนาจกลั่นกรองกฎหมายที่ผ่านจากสภาผู้แทนราษฎร และอาจเป็นชนวนสร้างความขัดแย้งขึ้นระหว่างสองสภา ที่สำคัญรัฐธรรมนูญมาตรา 156 (15) เดิมได้บัญญัติชัดเจนให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา 256 ต้องกระทำร่วมกันของรัฐสภา

นพ.เปรมศักดิ์ ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะต้องไปแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์ รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ เรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่หรืออำนาจศาล หรือองค์กรอิสระ ดังนั้นจึงจะต้องไป แก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ เห็นควรว่าไม่ควรไปแตะต้องเลย เพราะจะสร้างความแตกแยกขึ้นในชาติบ้านเมือง

นพ.เปรมศักดิ์ ยังระบุอีกเหตุผลคือ เมื่อตนเองลงพื้นที่ช่วงปีใหม่ พบว่า ประชาชนเดือดร้อนเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง และถามว่าทำไมต้องเร่งด่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากกว่าปัญหาปากท้อง จึงมองว่ารออีก 180 วันก็ได้ ให้กฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติแล้วเสร็จ

นพ.เปรมศักดิ์ เปิดเผยด้วยว่า จากที่ได้รับฟังเสียง สว. ส่วนใหญ่ก็เห็นคล้ายกับตนเอง คือไม่ควรแตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 ไม่ว่าพรรคใดจะเสนอก็ตาม เพราะไม่ได้ดูว่าพรรคการเมืองใดเสนอมาเป็นตัวตั้ง แต่หากพรรคเพื่อไทยเสนอมาในลักษณะเดียวกับพรรคประชาชน ตนเองก็ไม่เห็นด้วย

นพ.เปรมศักดิ์ ยังย้ำว่า เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ควรรีบร้อน เพราะการกระทำอะไรที่รีบร้อน อาจจะส่งผลเสีย พร้อมมองว่า หากรอครบ 180 วัน แล้วสภาผู้แทนราษฎรยืนยันมติเดิม จะไม่ทำให้แตกหักกันระหว่าง 2 สภา เพราะส่วนตัวก็เห็นชอบกับการทำประชามติด้วยหลักเกณฑ์เสียงข้างมากชั้นเดียว แต่มองว่า เรื่องกรอบเวลาไม่ควรเอาคำว่ากลัวจะแก้รัฐธรรมนูญไม่ทันการเลือกตั้งปี 2570 เป็นหลัก เพราะรัฐบาลนี้จะอยู่พ้นปี 2568 หรือไม่ก็ยังไม่ทราบ

ประชุมร่วมรัฐสภา ถกวาระแก้รธน.เริ่มแล้ว ‘ไชยชนก’ แจ้งประธานฯ ‘ภท.’ ขอไม่ร่วมพิจารณา ด้าน ‘หมอเปรมศักดิ์’ เสนอญัตติด่วนขอสมาชิกโหวตส่งศาลรธน.ตีความอำนาจหน้าที่

เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ (13 ก.พ.68) ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นอภิปรายในฐานะตัวแทนพรรคว่า วาระที่กำลังจะพิจารณาค่อนข้างผิด และขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ พรรคภูมิใจไทยจึงขอไม่เข้าร่วมพิจารณา

จากนั้น ประธานรัฐสภา กล่าวว่า นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. ได้เสนอญัตติด่วนขอให้รัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 250 วรรคหนึ่ง (2) ทำให้นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า แน่นอนว่าการเข้าชื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญไม่น่าจะเป็นญัตติด่วนด้วยวาจา แต่ต้องเป็นการยื่นญัตติด่วนด้วยหนังสือ และมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่า 40 คน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครเห็นตัวญัตติ และหากมีการเสนอเพิ่มเติมหรือการบรรจุระเบียบวาระเพิ่มเติมเป็นอำนาจประธานรัฐสภา แต่ต้องแจ้งไม่น้อยกว่าวันประชุม 1 วัน ดังนั้น ระหว่างมีการแจกเอกสารให้สมาชิกพิจารณาเนื้อหา ขอให้พักการประชุม 15 นาที ได้หรือไม่เพื่อให้วิปแต่ละฝ่ายได้หารือกัน   

ขณะที่ นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ระเบียบของการเสนอญัตติด่วนตนทราบดี และได้รวบรวมรายชื่อของสมาชิกรัฐสภาทั้งสส.และสว. เนื่องจากเห็นความสำคัญว่าเป็นเรื่องใหญ่จึงควรมีสมาชิกทั้ง 2 สภา โดยรวมรายชื่อกันแล้วเกินกว่า 40 รายชื่อ และเอกสารนั้นเราดำเนินการตามขั้นตอนทุกอย่าง และท่านสมาชิกที่อภิปรายสักครู่ไม่ต้องห่วงใย ตนเป็นสมาชิกสภามานาน ท่านสมาชิกที่เพิ่งมาใหม่อาจจะมองว่าทำถูกระเบียบหรือไม่ ซึ่งตนเป็นคนมีวุฒิภาวะทำอย่างไรก็ต้องให้ถูกต้องตามระเบียบ รวมถึงตนได้เข้าหารือกับประธานก่อนที่จะเข้าประชุมวันนี้เพื่อทราบว่าการประชุมจะมีการดำเนินการอย่างไร และวันนี้ตนอยากให้การประชุมมีความเรียบร้อยเพราะประชาชนทั่วประเทศกำลังเฝ้ามองเราอยู่ว่าสมาชิกรัฐสภาจะมีแนวคิดในเรื่องนี้อย่างไร จึงขอให้สมาชิกอย่าได้กังวลเรื่องรายละเอียดญัตติ ตนคิดว่าได้บรรจงเขียนสุดยอดในชีวิตแล้วและคิดว่าขอให้มีการพิจารณาตามขั้นตอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวันมูหะมัดนอร์ จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่แจกเอกสารแก่สมาชิก จากนั้น เวลา 09.48 น. ได้สั่งพักการประชุม 15 นาที เพื่อให้วิป 3 ฝ่ายหารือร่วมกัน

พรรคประชาชน ประกาศชัด!! จะโหวตรัฐบาลใหม่ แต่ขอไม่เอี่ยว ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา!! พร้อมของแถม!! ดันแก้รัฐธรรมนูญ

ดูเหมือนว่า พรรคประชาชนประกาศชัด จะโหวตให้มีรัฐบาลใหม่ แต่ตัวเอง “ขอไม่เอี่ยว” เหมือนจะหล่อ ๆ ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น แถมยังได้สิทธิพิเศษนั่งวิจารณ์ นั่งซ้ำเติม ได้คะแนนนิยมฟรี ๆ ไปอีกต่างหาก เรียกว่าหลอกขายฝัน หลอกขายไอเดีย เตรียมปูทางสู่การเลือกตั้งในอนาคต แถมยังมีของแถมคือดันแก้รัฐธรรมนูญในกรอบเวลา 4 เดือนที่เหลืออยู่

แต่ตรงนี้แหละครับ ที่อันตราย… ช่วงเวลา 4 เดือนข้างหน้านี้อาจกลายเป็นเวทีทองของการ “ลักไก่” ผลักดันกฎหมาย สอดไส้รัฐธรรมนูญที่แฝงเจตนาซ่อนเร้น อาจบ่อนทำลายสถาบัน ลดทอนระบบราชการ และกระเทือนรากฐานสังคมไทยอย่างเงียบ ๆ

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราคนไทยทุกคนต้องทำไม่ใช่แค่นั่งดู แต่ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา จับจ้อง ติดตาม เปิดโปง และสกัดแผนแอบแฝงเหล่านี้อย่างรู้เท่าทัน ไม่งั้น “หล่อ ๆ ลอยตัว” ของพรรคประชาชน อาจกลายเป็น “หล่อหลอก” ที่ทำให้ทั้งประเทศต้องมานั่งแก้ปัญหาในภายหลัง

‘จาตุรนต์’ ชี้แก้รัฐธรรมนูญต้องไม่แบ่งเขาแบ่งเรา จี้ รัฐบาลทำประชามติ ครั้งที่ 1 และ 2 ในรอบเดียว

(11 ก.ย. 68) ที่รัฐสภา นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงข่าวแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า พรรคเพื่อไทยจะเร่งเสนอร่างแก้ไขมาตรา 256 ภายในสัปดาห์หน้านี้โดยเร็วที่สุด เพราะแม้ว่าจะยื่นต่อรัฐสภาไปแล้ว แต่ควรเสนอใหม่ให้สอดคล้องกับที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำประชามติครั้งที่ 1 และ 2 ภายในครั้งเดียว วัดใจรัฐบาลจริงใจต่อการแก้รัฐธรรมนูญมากน้อยเพียงใด

นายจาตุรนต์กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 และประธานสภาบรรจุเข้าระเบียบวาระแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการพิจารณา ทั้งนี้เมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาเช่นนี้ พรรคเพื่อไทยก็จะต้องเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และเพื่อให้มีทางออกที่ดีที่สุด ที่จะทำให้ประชาชนมามีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไปในอนาคต

ซึ่งในเรื่องนี้พรรคเพื่อไทยก็ยินดี และอยากจะแสดงความตั้งใจว่า อยากให้มีการร่วมมือกันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ไม่แบ่งเขาแบ่งเรา เพื่อที่จะช่วยกันแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในวงเล็บ 8 ซึ่งก็หมายความว่าจะมีการทำประชามติเมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นผ่านวาระที่ 3 ของรัฐสภาแล้ว การร่วมมือกันเช่นนี้ถ้าทำได้ก็จะเกิดกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น 

“แต่ถึงอย่างไรขณะนี้รัฐสภาและคณะรัฐมนตรียังไม่มีองค์กรใดแสดงความต้องการ หรือแสดงความริเริ่มในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยการจัดทำประชามติ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้โดย 2 วิธีการคือจากการที่รัฐสภาลงมติให้ ครม.ดำเนินการ หรือครม.จะไปริเริ่มเองก็ได้ ซึ่งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าการจัดทำรัฐธรรมนูติครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 2 สามารถรวมกันได้ ซึ่งสิ่งนี้ขึ้นอยู่การตัดสินใจของรัฐบาลค่อนข้างมากว่าจะทำอย่างไร ดังนั้นพรรคเพื่อไทยอยากจะเชิญชวนว่าและเรียกร้องต่อพรรคการเมืองต่าง ๆ และรัฐบาลที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศว่า น่าจะมาช่วยกันคิดหาทางว่าทำอย่างไร ให้การจะทำประชามติสองครั้งเกิดขึ้นภายในครั้งเดียวได้ ซึ่งจะทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาและไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณ” นายจาตุรนต์กล่าว

นายจาตุรนต์ทิ้งท้ายว่า มีความจำเป็นที่จะต้องหารือกันตั้งแต่เรื่องจะแก้ไขมาตรา 256 เพื่อให้มีข้อสรุปที่ดีที่จะเป็นที่ยอมรับของรัฐสภา รวมถึงหารือที่จะจัดทำประชามติ 2 ครั้งภายในครั้งเดียว ซึ่งมีความสำคัญมากที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ต้องหารือและได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลที่มีความตั้งใจจริงที่จะทำให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดขึ้น

‘ดร.อ้อ’ หมอผีขมังเวทย์ ดีกรีปริญญาเอก สาปแช่ง!! คนแก้รัฐธรรมนูญ โซเชียลเห็นด้วย ซัด!! นักการเมือง เอาแต่แก้กติกา ไม่แก้ปัญหาปากท้อง

(27 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Bangkok I Love You’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ดร.อ้อ หมอผีเมืองจอมขมังเวทย์ ดีกรีปริญญาเอก แห่งเมืองชุมพร โดยมีใจความว่า ...

โลกโซเชียลร้อนระอุ เมื่อ ดร.อ้อ หมอผีขมังเวทย์เมืองชุมพร โพสต์ข้อความสาปแช่งว่า “ใครคิดแก้รัฐธรรมนูญปี 2560 ขอให้ชิบหายตายโหง ภายใน 3–7 วัน” จนกลายเป็นกระแสไวรัล

สิ่งที่น่าจับตาคือ เสียงส่วนใหญ่ในโลกออนไลน์กลับ เห็นด้วยกับคำสาปแช่งนี้ โดยให้เหตุผลว่า การแก้รัฐธรรมนูญ เป็นเพียงการแก้กติกาทางการเมือง เพื่อประโยชน์ของนักการเมือง มากกว่าจะสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนโดยตรง

ประชาชนไม่ได้อะไรเพิ่มขึ้น ไม่ได้ช่วยเรื่องปากท้อง ไม่ได้ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่กลับเป็นการสิ้นเปลืองภาษี การแก้ไขแต่ละครั้ง ต้องใช้งบประมาณ กว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อทำประชามติ 2 รอบ (ประชามติว่าจะแก้ไขหรือไม่ และประชามติว่าจะรับรองร่างแก้ไขหรือไม่) ซึ่งถูกมองว่าเป็นการใช้เงินภาษีอย่าง สุรุ่ยสุร่าย

นักวิชาการบางส่วนชี้ว่า แม้คำสาปแช่งของดร.อ้อจะเป็นถ้อยคำรุนแรง แต่สะท้อนความไม่พอใจของสังคมต่อระบบการเมืองที่วนเวียนกับการแก้ไขกติกา มากกว่าการทำงานเพื่อประชาชน

เสียงสะท้อนจากประชาชน
ในคอมเมนต์จำนวนมาก ชาวบ้านต่างวิจารณ์ว่า หากเงินหลายหมื่นล้านที่จะนำไปทำประชามติ ถูกนำมาพัฒนาสาธารณูปโภคหรือช่วยเหลือเกษตรกร ปัญหาปากท้องจะได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริงมากกว่า

กระแส “หมอผีแช่ง คนแก้ไขรธน. 60” กลายเป็นภาพสะท้อนความไม่พอใจของสังคมไทยต่อการเมืองที่มุ่งแก้กติกาของตนเอง มากกว่าการแก้ปัญหาชีวิตจริงของประชาชน

เปิดพิมพ์เขียวปัญหา!! ทำไมนักการเมืองถึงชอบแก้รัฐธรรมนูญ? เจาะลึก 5 ข้อถกเถียงรัฐธรรมนูญไทย จากปม ส.ว. ถึงกลไกล็อกหลายชั้น ที่ทำให้การเมืองไทยวนเวียนอยู่ที่เดิม

รัฐธรรมนูญไทย “ผิดตรงไหน” — ทำไมนักการเมืองถึงชอบแก้กันไม่หยุด

รัฐธรรมนูญไม่ใช่ “ข้อสอบที่มีคำตอบเดียว” ว่าถูกหรือผิด แต่คือ “กติกาเกมการเมือง” ถ้าคนจำนวนมากรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม ไม่สะท้อนเสียงประชาชน หรือออกแบบให้บางฝ่ายได้เปรียบถาวร กติกานั้นก็จะถูกท้าทาย และถูกผลักดันให้แก้ไขซ้ำ ๆ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “ผิดตรงไหน” แต่คือ “ตรงไหนที่ทำให้ความขัดแย้งไม่จบ” และ “ตรงไหนที่ทำให้รัฐบาล-ฝ่ายค้าน-กลุ่มผลประโยชน์เห็นต่างกันจนอยากเปลี่ยนกติกา”

1) แก้ยากแบบล็อกหลายชั้น: เสนอได้ แต่ผ่านยาก
หนึ่งในข้อวิจารณ์หลักของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือเงื่อนไขการแก้ไขที่เข้มมาก โดยเฉพาะการต้องใช้เสียงสนับสนุนจากหลายกลุ่มในรัฐสภาพร้อมกัน ทำให้ต่อให้ ส.ส. มีเสียงมาก ก็ยังอาจติด “ด่านสำคัญ” และเกิดภาพวนซ้ำแบบ “เสนอ-ตก-เสนอใหม่”
• ผลที่ตามมา: การแก้ไขกลายเป็น “สงครามยืดเยื้อ” มากกว่าจะเป็น “การซ่อมกติกา”
• ยิ่งแก้ยาก ยิ่งเพิ่มแรงจูงใจให้บางฝ่ายผลักดัน “ร่างใหม่ทั้งฉบับ” แทนการแก้รายมาตรา

2) ส.ว. กับคำถามเรื่องความยึดโยงประชาชน
โครงสร้างของวุฒิสภาและบทบาทในกระบวนการทางการเมือง เคยเป็นจุดแตกหักทางความรู้สึกของสังคม โดยเฉพาะในช่วงที่สังคมมองว่าอำนาจบางส่วนของ ส.ว. ไม่ได้สะท้อนเจตจำนงจากการเลือกตั้งโดยตรง เมื่อเกิดผลลัพธ์ทางการเมืองที่ไม่ตรงกับความคาดหวังของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แรงกดดันให้แก้ไข โครงสร้าง ส.ว. จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
• ข้อถกเถียงหลัก: ความชอบธรรมของอำนาจทางการเมืองควรยึดโยงกับประชาชนมากน้อยแค่ไหน
• ผลทางการเมือง: ประเด็น ส.ว. ถูกยกเป็น “โจทย์ใหญ่” ของการแก้รัฐธรรมนูญแทบทุกยุค

3) บทเฉพาะกาลและการ “พกอดีตมาด้วย”: ข้อขัดแย้งที่ปิดไม่ลง
บทเฉพาะกาลบางส่วนถูกวิจารณ์ว่าเป็นการวาง “ทางด่วน” ให้กติกาช่วงเปลี่ยนผ่านมีผลยาว รวมถึงการรับรองการใช้อำนาจและคำสั่งในช่วงก่อนหน้า เมื่อสังคมบางส่วนมองว่านี่คือการนำอดีต เข้ามาล็อกอนาคต ความพยายามแก้ไขจึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคกฎหมาย แต่เป็นเรื่องความชอบธรรมทางการเมือง

4) องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ: ดุลอำนาจที่คนเห็นต่าง
รัฐธรรมนูญออกแบบให้องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทสูงในการกำกับเกมการเมือง ทั้งการตีความอำนาจหน้าที่ ตรวจสอบคุณสมบัติ หรือกรณีที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นกลไกคุ้มครองระบบและสกัดการใช้อำนาจเกินขอบเขต อีกฝ่ายมองว่าอาจทำให้การเมือง “ย้ายสนาม” จากสภาไปอยู่ที่การวินิจฉัยมากเกินไป
• ข้อถกเถียงหลัก: ระดับอำนาจตรวจสอบควรเข้มแค่ไหนจึงจะ “คุมได้โดยไม่ครอบงำ”
• ผลทางสังคม: เมื่อมีคดีการเมืองใหญ่ ความไว้วางใจต่อดุลอำนาจจะถูกทดสอบทุกครั้ง

5) กรอบยุทธศาสตร์ระยะยาว: รัฐบาลเลือกตั้งถูกมัดมือหรือสร้างความต่อเนื่อง?
อีกประเด็นที่ถูกหยิบมาถกเถียงคือการวางกรอบนโยบายระยะยาวของรัฐ ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อกังวล ฝ่ายสนับสนุนมองว่าเป็นการสร้างความต่อเนื่อง ลดการเปลี่ยนนโยบายตามรอบเลือกตั้ง แต่ฝ่ายคัดค้านมองว่าอาจทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งปรับทิศทางประเทศได้ไม่คล่อง และไม่ตอบโจทย์วิกฤตเฉพาะหน้าได้ทัน

ทำไมนักการเมืองถึง “ชอบแก้” กันจัง?
ถ้าสรุปแบบตรงไปตรงมา เหตุผลหลัก ๆ มักหนีไม่พ้น 4 ข้อนี้:
• กติกาคือเดิมพันอำนาจ: ระบบเลือกตั้ง การตั้งรัฐบาล บทบาท ส.ว. และกลไกตรวจสอบ ล้วนกำหนดผู้ได้เปรียบ-เสียเปรียบ
• แก้ยากจึงยื่นซ้ำ: เมื่อด่านสูง การเสนอแก้จึงกลายเป็นการสะสมแรงกดดันทางการเมืองไปในตัว
• ความชอบธรรมยังเป็นข้อถกเถียง: เมื่อสังคมยังไม่ “ยอมรับร่วมกัน” การเมืองก็จะวนกลับมาที่การเขียนกติกาใหม่เสมอ
• เปลี่ยนกติกาง่ายกว่าชนะในกติกาเดิม: บางช่วง นักการเมืองเลือกสู้ในสนาม “แก้กติกา” เพราะคุ้มกว่าในระยะยาว

ถ้ากติกาเป็นที่ยอมรับร่วมกัน การเมืองจะกลับไปแข่งที่ “นโยบาย”
ประเทศจะเดินหน้าได้เร็วขึ้นเมื่อกติกาพื้นฐานเป็นที่ยอมรับร่วมกัน เพราะฝ่ายการเมืองจะใช้พลังไปกับ การแข่งขันเชิงนโยบายและผลงาน มากกว่าการต่อสู้เรื่องโครงสร้างอำนาจ
แต่ถ้ากติกายังถูกมองว่า “ล็อกเกม” หรือ “ไม่แฟร์” หรือ “แก้ยากจนเหมือนมีผู้ถือกุญแจบางกลุ่ม” ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญก็จะเป็นวาระการเมืองที่กลับมาอีกครั้ง ไม่ว่ารัฐบาลจะเป็นสีไหนก็ตาม

บทความนี้อิงประเด็นถกเถียงเชิงโครงสร้างจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 (โดยเฉพาะหมวดการแก้ไขเพิ่มเติมและบทเฉพาะกาล) และข้อถกเถียงทางวิชาการ/การเมืองร่วมสมัย

ปากท้องต้องมาก่อน!! เปิดเหตุผลคนไทยไม่อยากแก้รัฐธรรมนูญ ชี้ ไม่ได้กลัวประชาธิปไตย แต่ไม่เชื่อใจนักการเมือง หวั่นต้นทุนเศรษฐกิจพัง-การท่องเที่ยวสะดุด หากการเมืองไทยลากกลับเข้าโหมดเดือด

ทำไมคนไทย “บางส่วน” ถึงไม่อยากให้แก้รัฐธรรมนูญ เพราะเขาไม่ได้กลัว “ประชาธิปไตย” — แต่กลัว “เกมการเมือง” ที่ใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ

ทุกครั้งที่คำว่า “แก้รัฐธรรมนูญ” ถูกหยิบขึ้นมา สังคมไทยจะเดือดทันที ไม่ใช่เพราะคนไทยไม่อยากให้ประเทศดีขึ้น แต่เพราะคนไทยจำนวนหนึ่ง “เคยเจ็บมาแล้ว” กับการเมืองแบบแก้กติกาเพื่อชนะเกม มากกว่าแก้เพื่ออนาคตประเทศ

คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “แก้แล้วดีไหม” แต่คือ “แก้โดยใคร แก้เพื่ออะไร และประเทศต้องจ่ายค่าเสียหายเท่าไหร่” นี่คือเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้คนไทยบางส่วนเลือกยืนฝั่ง ‘อย่าเพิ่งแตะ’ หรือ ‘แก้ได้ แต่อย่าเปิดศึก’

1) เขาไม่ไว้ใจ “คนแก้” มากกว่าไม่ชอบ “สิ่งที่จะถูกแก้”
สารตั้งต้นของความไม่อยากแก้ คือ “ความไม่เชื่อใจผู้เล่น” คนกลุ่มนี้มองการเมืองไทยแบบตรง ๆ ว่า รัฐธรรมนูญไม่ใช่ตำราเรียน แต่เป็นอาวุธ — ใครคุมเกมก็อยากปรับกติกาให้ตัวเองได้เปรียบ

ดังนั้นคำถามแรกของเขาไม่ใช่ “แก้อะไร” แต่คือ “แก้เพื่อใคร?” เพราะในประสบการณ์การเมืองไทย หลายครั้ง ‘การแก้’ ถูกแปลว่า ‘การเปิดทาง’ ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกลับมามีแต้มต่อ
2) เขาเชื่อว่า “แก้แล้วไม่จบ” มีแต่เปิดรอบขัดแย้งใหม่
รัฐธรรมนูญไทยถูกผลักให้เป็น ‘สนามชี้ขาด’ จนเกินพอดี พอจะเปลี่ยนอะไร ก็ลากไปจบที่ ‘แก้กติกา’ พออีกฝ่ายไม่ยอมรับ ก็ลากไปจบที่ ‘ปะทะ-ชุมนุม-ยื้อ’

คนที่ไม่อยากแก้จึงไม่ได้บอกว่ากติกาเดิมดีเลิศ แต่เขามองว่าสภาพการเมืองไทยยังไม่พร้อมจะคุยกันแบบ แพ้-ชนะแล้วเคารพกัน แก้ตอนนี้อาจไม่ใช่ ‘ทางออก’ แต่อาจเป็น ‘ชนวน’
3) กลัว “ต้นทุนประเทศ” มากกว่าอยากชนะทางความคิด
ความคิดของคนกลุ่มนี้เรียบง่ายมาก: ปากท้องมาก่อน หากแก้แล้วเกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจสะดุด นักลงทุนชะลอ การท่องเที่ยว-การใช้จ่ายหด ใครรับผิดชอบ?

เมื่อการแก้กลายเป็นเรื่องยาว กระบวนการซับซ้อน และมีแนวโน้มลากไปสู่การระดมมวลชน ความเสี่ยงที่ประเทศต้องจ่ายจึงสูงเกินกว่าที่หลายคนอยากเสี่ยง
4) มองว่า “แก้ยาก” จนการแก้กลายเป็นสงครามยื้อเวลา
ต่อให้ตั้งใจดี การแก้ในทางปฏิบัติก็ไม่ง่าย กลไกการแก้ไขที่มีเงื่อนไขสูงทำให้เรื่องเดินช้า และเปิดช่องให้ เกมการเมืองลากยาว

เมื่อ ‘แก้ยาก’ คนจำนวนหนึ่งจึงเลือก ‘อย่าเปิดประเด็น’ เพราะกลัวว่าจะกลายเป็นมหากาพย์ไม่จบ และพาประเทศไปคาราคาซัง
5) บางคนยอมรับว่า “ต้องมีเบรกนักการเมือง” และกลัวการปลดล็อกแบบสุดโต่ง
เหตุผลที่พูดกันน้อยแต่มีอยู่จริงคือ คนไทยจำนวนหนึ่งไม่ไว้ใจนักการเมืองมากพอ ๆ กับที่ไม่ไว้ใจระบบอื่น ๆ เขาจึงมองว่า ต่อให้กติกาบางส่วนไม่สมบูรณ์ แต่มันคือ ‘เบรก’ ที่ทำให้ผู้มีอำนาจ — โดยเฉพาะฝ่ายการเมือง — ไม่สามารถเร่งเครื่องแบบไร้ราวกั้นได้ง่าย

คนกลุ่มนี้จึงกลัวว่า ‘แก้’ จะถูกใช้เป็นคำสวย ๆ เพื่อ ลดการตรวจสอบ ลดกลไกคานอำนาจ หรือทำให้ผู้ชนะเลือกตั้ง ‘กินรวบ’ ได้สะดวกขึ้น
6) ไม่อยากให้ “การแก้” กลายเป็นเวทีชนกันเรื่องอ่อนไหวระดับประเทศ
ในสังคมที่ความเชื่อและอัตลักษณ์ทางการเมืองต่างกันสุดขั้ว การเปิดดีล ‘แก้ทั้งฉบับ’ อาจทำให้ประเด็นลุกลาม จากเรื่องโครงสร้างทางการเมือง ไปเป็นเรื่องอ่อนไหวที่แตกหักได้ง่าย

คนจำนวนหนึ่งจึงเลือกความปลอดภัยไว้ก่อน เพราะกลัวว่าการเปิดประตูแก้ จะลากประเทศกลับเข้าโหมดเดือดอีกครั้ง

 “ไม่อยากแก้” ไม่ได้เท่ากับ “อยากติดล็อก”
คนไทยบางส่วนไม่ได้รักรัฐธรรมนูญฉบับไหนเป็นพิเศษ แต่เขา ‘ไม่เชื่อ’ ว่าการแก้ในมือของนักการเมือง จะไม่กลายเป็นการแก้เพื่อชนะเกม และเขา ‘กลัว’ ว่าการเปิดประตูแก้จะลากประเทศเข้าโหมดเดือดอีกครั้ง

ถ้าฝ่ายที่อยากแก้ต้องการชนะใจคนกลุ่มนี้ สิ่งที่ต้องตอบให้ชัดไม่ใช่แค่ “แก้แล้วดี” แต่คือ
1) กันการแก้เพื่อเอื้อฝ่ายเดียวอย่างไร
2) ทำให้กระบวนการร่างโปร่งใสและยอมรับร่วมกันได้อย่างไร
3) ทำให้ประเทศไม่ต้องจ่ายค่าความแตกแยกซ้ำ ๆ อย่างไร

เพราะรัฐธรรมนูญที่ดี ไม่ใช่ฉบับที่ฝ่ายเราได้หมด แต่คือฉบับที่ฝ่ายไหนแพ้ก็ยังอยู่ร่วมประเทศได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top