Friday, 5 June 2026
เศรษฐกิจชายแดน

วิกฤตชายแดน ตึงเครียด!! ‘ไทย-กัมพูชา’ เวทีเศรษฐกิจ เพื่ออธิปไตยไทย ส่งผลกระทบในวงกว้าง บั่นทอนต่อความเชื่อมั่น ‘นักลงทุน-นักท่องเที่ยว’

(26 ก.ค. 68) สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยวของไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูท่องเที่ยวปลายปีนี้ ซึ่งจะบั่นทอนต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน-นักท่องเที่ยว 

ยอดนักท่องเที่ยวครึ่งปีแรก ต่างชาติเที่ยวไทย 17.75 ล้านคน ลดลง 5% ช่วงโลว์ซีซั่นมีโอกาสลดลงหนักกว่าปีที่ผ่านมา เจอข่าวร้ายวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา กระหน่ำอีกระลอก โรงแรมที่พักแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง คงได้รับผลกระทบหนัก

ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ แต่กัมพูชาจะได้รับผลกระทบมากกว่า ซึ่งการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของทั้งสองประเทศ โดยมีสัดส่วนคิดเป็นประมาณ 12% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทย และ 9% ของกัมพูชาในปี 2567

ในปีที่แล้ว ไทยมีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศมากกว่า 35 ล้านคน ขณะที่กัมพูชามีจำนวนนักท่องเที่ยว 6.7 ล้านคน    โดย ‘การค้าชายแดน’ ซึ่งไทยมีมูลค่าส่งออกไปกัมพูชาราว 1.4 แสนล้านบาทในปี 2567 เฉลี่ยแล้วคิดเป็นผลกระทบราวหมื่นกว่าล้านบาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์ หากดูข้อมูลการส่งออกชายแดนในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาจะพบว่า การส่งออกไปกัมพูชาผ่านการค้าชายแดนติดลบแล้ว

‘ตลาดแรงงาน’ อาจจะได้รับผลกระทบบ้าง ในบางอุตสาหกรรม เนื่องจากแรงงานกัมพูชาในไทยมีอยู่ประมาณ 1 ล้านคน รายงานข่าวจากกรมประชาสัมพันธ์ จังหวัดสระแก้ว แจ้งว่า บริเวณหน้าจุดตรวจหนังสือเดินทางขาออกไปยังประเทศกัมพูชา ด่านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว มีชาวกัมพูชาเกือบ 1,000 คน เดินทางมาจากหลายจังหวัด เพื่อเดินทางข้ามกลับประเทศ 

ตลาดแรงงานไทยยังพึ่งพาแรงงานเมียนมาเป็นหลักถึง 73% ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้อาจเข้ามาทดแทนแรงงานกัมพูชาได้ นอกจากนี้ การได้รับค่าจ้างที่สูงกว่ายังคงเป็นปัจจัยจูงใจให้แรงงานกัมพูชา ส่วนใหญ่ ยังตัดสินใจอยู่ในประเทศไทยต่อ หากความขัดแย้งไม่รุนแรงและขยายวงกว้างมากไปกว่านี้

ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมาตรการช่วยเหลือคนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางชายแดน โดยขอความร่วมมือสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยที่มิใช่สถาบันการเงิน พิจารณาให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบดังกล่าวตามความเหมาะสมโดยเร่งด่วน โดยมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

1. สินเชื่อบัตรเครดิต สามารถพิจารณาปรับลดอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำสำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ ให้ต่ำกว่าอัตราที่ ธปท. กำหนดได้ เป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568

2. สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับและสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล สามารถพิจารณาเงื่อนไขวงเงินชั่วคราวกรณีฉุกเฉินให้เกินกว่าอัตราที่ ธปท. กำหนดได้ เพื่อให้ลูกหนี้มีแหล่งเงินทุนฉุกเฉินเพียงพอสำหรับการฟื้นฟูความเสียหายอันเนื่องมาจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยให้อนุมัติวงเงินดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ภายในไม่เกิน 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568

3. สินเชื่อทุกประเภท สามารถพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและสภาพคล่องแก่ลูกหนี้ เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจต่อได้ รวมถึงการปรับเงื่อนไข เช่น ลดหรือยกเว้นดอกเบี้ยค่าธรรมเนียม ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยให้อนุมัติวงเงินดังกล่าวโดยเร็ว ภายในไม่เกิน 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568

ทั้งนี้ ระหว่างการให้ความช่วยเหลือ ธปท. จะผ่อนปรนหลักเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ ให้คงการจัดชั้นเดิมเช่นเดียวกับก่อนประสบสถานการณ์ด้วย

‘ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด’ ความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ของทุกภาคส่วน จะช่วยเยียวยา พี่น้องชาวไทยที่ได้รับผลกระทบได้ ถึงแม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่วิกฤติเศรษฐกิจไทยที่ยังป่วยอยู่ หวังว่าประชาชนชาวไทย คงน่าจะเริ่มรับรู้แล้ว ว่า.. ศักยภาพของผู้นำรัฐบาลในช่วง 10 กว่าปี ที่ผ่าน การแก้ไขปัญหา การพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ใครที่แก้ไขปัญหาได้ดีกว่ากัน ??

นราธิวาส ไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือข้ามพรมแดนเปรัก- IGROW และ ศอ.บต. สื่อมวลชนฯสานผนึกกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน มั่นคง มั่นคั่ง ยั่งยืน สู่อนาคต 

การประชุมเชิงกลยุทธ์เชื่อมความสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือ ข้ามพรมแดนระดับภูมิภาคระหว่างประเทศมาเลเซียรัฐเปรักและศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชานแดนใต้(ศอ.บต.)ประเทศไทย พร้อมการขับเคลื่อนนำกองทัพสื่อมวลชนเพื่อสันติจังหวัดชายแดนใต้ จับมือเดินหน้า สานต่อจากกลยุทธเดิน ก้าวสู่การร่วมมือเชิงกลยุทธ์มิติใหม่ ที่เน้นสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน นำโมเดลที่ให้ประชาชนมีบทบาท เข้าถึงในการจัดการด้วยตนเอง และมีภาครัฐให้การสนับสนุน หลังจากการประชุมสำคัญเมื่อวันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรม D Hotel Seri Iskandar รัฐเปรัก ประเทศมาเลเซีย การประชุมครั้งประวัติศาสตร์นี้เป็นการรวมพลังกันของสามองค์กรหลัก ได้แก่ สมาคมพัฒนาชุมชนอำเภอเปรักกลาง, สถาบันการเกษตรและผู้ประกอบการ (IGROW) ของมาเลเซีย และ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ของไทย ซึ่งนำเอกชนและสื่อมวลชนไปด้วยเพื่อวางรากฐานสำหรับแผนงานการพัฒนาเศรษฐกิจข้ามพรมแดนที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น

แนวคิดหลักสำคัญระหว่างประเทศโดยมุ่งเป้าหมายเศรษฐกิจฐานรากและเปิดตลาด MSMEs “การจัดการด้วยตนเอง”ของชุมชนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยมาภาครัฐสนับสนุน การประชุมเชิงยุทธศาสตร์นี้มีจุดเน้นที่ชัดเจนในการ ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างศักยภาพของ วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) รวมถึงชุมชนท้องถิ่น การผนึกกำลังระหว่าง IGROW ซึ่งเป็นสถาบันเอกชนที่เน้นทักษะด้านการเกษตรและผู้ประกอบการ และ ศอ.บต. ซึ่งดูแลการพัฒนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย แสดงให้เห็นถึงการมุ่งเน้นที่ธุรกิจการเกษตร (Agribusiness) และการขยายตลาดเป็นพิเศษ

ประเด็นที่เป็นรูปธรรมคือการอำนวยความสะดวกด้านตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ SME ของรัฐเปรักซึ่งเป็นรัฐภาคเหนือของมาเลเซียกับภาคใต้ของไทย ซึ่งจะเป็นการเปิด เส้นทางการส่งออกใหม่ และเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กของมาเลเซียเข้าสู่ตลาดไทยและไทยเข้ามาเลเซีย ภายใต้แนวคิดของ "โมเดล IGROW ในภาคใต้ของไทย เปิดตลาดผลิตภัณฑ์ IKS (SME)"

รากฐานความร่วมมือที่ก่อร่างสร้างมาตั้งแต่ปี 2560 ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นผลจากการประสานงานที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2560 โดยมีการเชื่อมโยงครั้งแรกระหว่าง ศอ.บต. และ IGROW ผ่านสมาคมสื่อมวลชนเพื่อสันติภาพภาคใต้ของไทย นำโดยคุณระพี มามะ และตูแวดานียาล มารีงิง อันเป็นกรอบการทำงานที่ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งอย่างเป็นระบบตลอดหลายปีที่ผ่านมาผ่านการมีส่วนร่วมระดับสูง เช่น:

การหารือติดตามผลกับเลขาธิการ ศอ.บต.(ไทย) นำโดย นางสาว กนกรันต์ พงษ์ธัญญะวิริยะ (ผู้ช่วยเลขาธิการ) การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างคณะผู้แทนไทยไปยังรัฐเปรัก และผู้แทน IGROW มายังประเทศไทย NORDIN BIN ABDUL MALEK ประธานสมาคมพัฒนาชุมชนอำเภอเปรักกลาง ประเทศมาเลเซีย

การประชุมกับรัฐบาลรัฐเปรักเพื่อรับรองการสนับสนุนอย่างเป็นทางการสำหรับโครงการความร่วมมือข้ามพรมแดน การประชุมปี 2568 นี้คาดว่าจะนำไปสู่การจัดทำ แผนงานที่เป็นรูปธรรมและบันทึกความเข้าใจ (MoUs) เพื่อนำวิสัยทัศน์ความร่วมมือที่สั่งสมมาอย่างยาวนานไปสู่การปฏิบัติจริง

ศักยภาพความร่วมมือครอบคลุม 7 ประเด็นหลัก
การประชุมเข้าร่วมหารือภายใต้เจตนารมณ์ของอาเซียน (ASEAN spirit) และระบุถึงศักยภาพความร่วมมือที่กว้างขวางใน 7 ประเด็นสำคัญ เพื่อรับมือกับความท้าทายระดับโลกและนำมาซึ่งความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองในพื้นที่ชายแดนมาเลเซีย-ไทย ได้แก่

1.การศึกษา การพัฒนาศูนย์ TVET (อาชีวศึกษาและฝึกอบรมเทคนิค) ข้ามพรมแดน และโครงการแลกเปลี่ยน
2.เกษตรกรรม การริเริ่มโครงการแลกเปลี่ยนและฝึกอบรมเกษตรกร และการจัดตั้งเครือข่ายอุปทานและการกระจายอาหารข้ามพรมแดน การปลูกผักพืชสวนครัวให้มีปริมาณพอแก่การบริโภคในประเทศและสามารถนำไปจำหน่ายส่งออกนอกประเทศได้
3.การท่องเที่ยว การพัฒนา เส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรเชิงนิเวศ และการส่งเสริมเส้นทางมรดกไทย-มาเลเซีย อนุรักษ์และสืบสานประเพณีวัฒนธรรมดั่งเดิม คงอยู่และสืบทอดชั่วลูกชั่วหลานต่อไป
4.การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร (Media/Information Exchange)
5.การค้าทวิภาคี (Bilateral Trade) การสร้าง ศูนย์กลางโลจิสติกส์ฮาลาล และการจัดงานแสดงสินค้าข้ามพรมแดน
6.การขจัดความยากจน (Eradicate Poverty) การสร้างศูนย์ทักษะและ TVET ชนบทข้ามพรมแดน และโครงการบูรณาการความมั่นคงทางอาหาร
7.ทุเรียนอาเซียน (ASEAN Durian) การจัดตั้ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาทุเรียนอาเซียน และการเร่งรัดการรับรองฮาลาลทุเรียนข้ามพรมแดน

โดยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์นี้ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนของการบูรณาการระดับภูมิภาคที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของทั้งรัฐเปรักประเทศมาเลเซียและจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยได้ในระยะยาว อย่างมั่นคง มั่นคั่งและยั่งยืนตลอดไป

นางสาวกนกรัตน์ พงษ์ธัญญะวิริยะ (ผู้ช่วยเลขาธิการ) ศอ.บต. กล่าวว่า ในส่วนของประเทศไทยในนามของ ศอ.บต.สื่อมวลชนทั้งหลาย ก็จะนำความคิดเห็นทั้งหลายนี้กลับไปยังประเทศไทยเพื่อที่นำเสนอของผู้บริหารในระดับสูงอีกครั้งหนึ่งเพื่อที่จะนำเรียนในส่วนของความสัมพันธ์ที่เราสามารถเดินก้าวต่อไปได้เพื่อความสัมพันธ์ ความมั่นคง มั่นคั่ง และยั่งยืนตามที่ได้มีกันไว้เมื่อ8 ปีที่แล้วและก็ในส่วนรายละเอียดนี้เดี่ยวเราก็จะมีการคุยในรายละเอียดต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top