Friday, 5 June 2026
เวเนซุเอลา

‘เวเนซุเอลา’ ลงมติรับรอง ‘สนธิสัญญายุทธศาสตร์’ เดินหน้ากระชับพันธมิตรแนบแน่นกับ ‘รัสเซีย’

(2 ต.ค. 68) เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavov) รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เข้าหารือกับอีวาน กิล (Yván Gil) รัฐมนตรีต่างประเทศเวเนซุเอลา ระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ สมัยที่ 80 ที่นครนิวยอร์ก ทั้งสองฝ่ายย้ำมุมมองร่วมกันต่อประเด็นสำคัญของโลก และหารือถึงการประสานงานนโยบายต่างประเทศในเวทีพหุภาคี โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเพื่อปกป้องกฎบัตรสหประชาชาติ

ลาฟรอฟเน้นย้ำว่าไม่อาจยอมรับมาตรการบีบบังคับใด ๆ ต่อรัฐอธิปไตย พร้อมแสดงจุดยืนสนับสนุนผู้นำเวเนซุเอลาท่ามกลางแรงกดดันจากภายนอก ขณะที่สหรัฐฯ ถูกกล่าวหาว่ากำลังใช้ข้ออ้างปราบปรามการค้ายาเสพติดเพื่อโค่นอำนาจรัฐบาลของประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร โดยล่าสุดสหรัฐฯ ได้ส่งเรือรบเข้าประชิดชายฝั่งเวเนซุเอลา ขณะที่รัสเซียและจีนประกาศพร้อมช่วยปกป้องหากเกิดการรุกราน

ในด้านเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ รัฐสภาเวเนซุเอลาลงมติรับรอง “สนธิสัญญาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และความร่วมมือ” (Strategic Partnership and Cooperation Treaty) กับรัสเซียแล้ว ก่อนจะส่งต่อให้ประธานาธิบดีมาดูโรลงนาม ข้อตกลงนี้ถูกลงนามครั้งแรกโดยประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีมาดูโร เมื่อ 7 พฤษภาคม 2025 ที่กรุงมอสโก ระหว่างที่มาดูโรเข้าร่วมพิธีรำลึก 80 ปีแห่งชัยชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเสริมสร้างพันธมิตรเพื่อต่อต้าน “ชาติตะวันตก”

แม้รายละเอียดฉบับเต็มยังไม่เปิดเผย แต่รายงานระบุว่า สนธิสัญญามีระยะเวลา 10 ปี ครอบคลุมความร่วมมือหลายด้าน ทั้งพลังงาน การพัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซใหม่ ความมั่นคงและเทคนิคทางทหาร รวมถึงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์รัสเซียให้แก่เวเนซุเอลา ด้านรัสเซีย นายเซอร์เกย์ รีอาบคอฟ (Sergei Ryabkov) รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศ แสดงความยินดีและย้ำว่ารัฐสภารัสเซียจะเร่งให้ความเห็นชอบเช่นกัน

การค้าระหว่างสองประเทศขยายตัวต่อเนื่อง โดยปี 2024 มีมูลค่ากว่า 270 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 70% จากปีก่อนหน้า เวเนซุเอลายังนำเข้าน้ำมัน อาวุธ และสินค้าเกษตรจากรัสเซียจำนวนมาก ขณะที่รัสเซียลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และระบบดาวเทียม GLONASS เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเวเนซุเอลา การเผชิญหน้าระหว่างเวเนซุเอลากับสหรัฐฯ จึงถูกจับตาว่าอาจกลายเป็นชนวนเผชิญหน้าระดับภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ที่ดึงรัสเซียและจีนเข้ามามีบทบาทโดยตรง

‘คิวบา-เวเนซุเอลา’ ประณามสหรัฐฯ จี้เคารพน่านฟ้า-หยุดสร้างความตึงเครียด

(3 ต.ค. 68) รัฐบาลคิวบาออกแถลงการณ์ประณามสหรัฐฯ หลังเครื่องบินรบสหรัฐฯ ล้ำเข้าน่านฟ้าเวเนซุเอลา โดยระบุว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และถือเป็นภัยต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคลาตินอเมริกาแคริบเบียน พร้อมย้ำว่าพื้นที่ดังกล่าวควรเป็น “เขตแห่งสันติภาพ”

ด้าน พล.อ.วลาดิมีร์ ปาดริโน โลเปซ (Vladimir Padrino Lopez) รัฐมนตรีกลาโหมเวเนซุเอลา เปิดเผยว่ากองทัพตรวจพบเครื่องบินขับไล่จำนวน 5 ลำ คาดว่าเป็นรุ่น F-35 ของสหรัฐฯ บินเข้ามาในน่านฟ้าเวเนซุเอลา โดยยังมีนักบินสายการบินพาณิชย์ยืนยันการพบเห็นเครื่องบินดังกล่าวบริเวณชายฝั่งทะเลแคริบเบียน ซึ่งถือเป็นการยั่วยุและเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

ขณะที่สื่อ Semafor รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในรัฐบาลสหรัฐฯ ว่า วอชิงตันยังไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้ปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายบางแห่งในเวเนซุเอลา ภายใต้ภารกิจต่อต้านแก๊งค้ายาเสพติด ซึ่งยิ่งทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคตึงเครียดมากยิ่งขึ้น

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเป็นครั้งแรก หลังไม่ได้รับ รางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ที่เพิ่งประกาศไป

เมื่อวานนี้ (11 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวว่า ...

"The person who actually got the Nobel Prize called today, called me and said, I'm accepting this in honor of you because you really deserved it. A very nice thing to do. I didn't say then give it to me though. I think she might have. She was very nice. . They've they need a lot of help in Venezuela. It's a basic disaster.. But I don't take, I'm happy because I saved millions of lives."

“คนที่ได้รับรางวัลโนเบลตัวจริงโทรมาหาผมแล้วเธอก็บอกว่าขอมอบรางวัลนี้เพื่อเป็นเกียรติแก่ผมเพราะจริง ๆ แล้วผมสมควรได้รับมัน ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมมาก แต่ผมไม่ได้พูดนะว่างั้นเอาให้เลยสิ แต่ผมคิดว่าเธออาจจะทำแบบนั้นก็ได้และธอเป็นคนดีมาก ผมว่าเวเนซุเอลาต้องการความช่วยเหลืออย่างมากเพราะที่นั่นคือหายนะขั้นพื้นฐานเลยทีเดียว แต่อย่างไรผมไม่ถือสาผมมีความสุขแล้ว เพราะผมได้ช่วยชีวิตผู้คนนับล้านไว้” 

-ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์-

นับเป็นคำกล่าวครั้งแรก หลังไม่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพที่เพิ่งประกาศไป ซึ่งรางวัลกลับตกเป็นของ ‘มารีอา โครินา มาชาโด’ ผู้นำฝ่ายค้านและนักเคลื่อนไหวจากเวเนซุเอลา ผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย อย่างไม่ย่อท้อ และไม่เหน็ดเหนื่อย เพื่อประชาชนชาวเวเนซุเอลาทุกคน 

‘เวเนซุเอลา’ ปิดสถานทูตใน ‘นอร์เวย์–ออสเตรเลีย’ เดินหน้าสร้างพันธมิตรใหม่ในแอฟริกา

(14 ต.ค. 68) รัฐบาลเวเนซุเอลาประกาศปิดสถานทูตในนอร์เวย์และออสเตรเลีย เพื่อปรับโครงสร้างการทูตรอบใหม่ โดยระบุว่าเป็น “การกระจายทรัพยากรเชิงกลยุทธ์” เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายต่างประเทศยุคใหม่ ที่มุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรกับประเทศในกลุ่ม 'โลกใต้' (Global South) มากกว่าชาติตะวันตก

นายอีวาน กิล (Yvan Gil) รัฐมนตรีต่างประเทศของเวเนซุเอลา แถลงว่า การปรับโครงสร้างนี้มีเป้าหมายเพื่อใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับความร่วมมือในด้านการพัฒนา การศึกษา พลังงาน และความมั่นคง โดยเฉพาะกับประเทศที่มีจุดยืนสอดคล้องกับเวเนซุเอลาในเวทีโลก

พร้อมกันนี้ เวเนซุเอลายังประกาศเปิดสถานทูตแห่งใหม่ในซิมบับเวและบูร์กินาฟาโซ เพื่อใช้เป็นฐานขยายความร่วมมือในด้านเกษตร เหมืองแร่ และพลังงาน ถือเป็นสัญญาณชัดว่า ประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) แห่งเวเนซุเอลา กำลังหันเหจุดศูนย์กลางการทูตจากตะวันตก มุ่งหน้าสู่แอฟริกาและพันธมิตรโลกใต้มากขึ้น

รัสเซียประณามสหรัฐฯ เพิ่มปฏิบัติการทหารในแคริบเบียน ชี้ละเมิดกฎหมายทะเลและคุกคามอธิปไตยเวเนซุเอลา

(24 ต.ค. 68) รัสเซียออกแถลงประณามการเคลื่อนไหวทางทหารของสหรัฐฯ ในทะเลแคริบเบียน โดยมอสโกมองว่าปฏิบัติการดังกล่าวยิ่งเพิ่มความตึงเครียดและควรหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้ง พร้อมยืนยันการสนับสนุนเวเนซุเอลาในการปกป้องอธิปไตยของตน

มาเรีย ซาคาโรวา (Maria Zakharova) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย เปิดเผยว่าสหรัฐฯ ได้เพิ่มจำนวนเรือรบ เครื่องบิน และกำลังพลในพื้นที่แคริบเบียนภายใต้เขตอำนาจของกองบัญชาการภาคใต้ โดยอ้างว่าเป็นภารกิจปราบยาเสพติดและต่อต้านการก่อการร้าย แต่หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริง

นอกจากนี้ ซาคาโรวาระบุว่า การปฏิบัติการดังกล่าวนำไปสู่เหตุสังหารพลเรือนจากเวเนซุเอลา โคลอมเบีย และตรินิแดด ซึ่งบางรายอาจเป็นเพียงชาวประมง พร้อมตำหนิสหรัฐฯ ที่ทำลายเรือโดยไม่มีเหตุอันควร ถือเป็นการละเมิดกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศและขัดต่อหลักศีลธรรมขั้นพื้นฐานของมนุษยชาติ

ปิดล้อมเวเนซุเอลา สหรัฐฯ บีบมาดูโร แต่สะเทือนเอเชีย น้ำมันเวเนซุฯ ถูกสกัด ตลาดหันหาทางรอดใหม่ ตลาดน้ำมันเอเชียเผชิญผลกระทบไม่เล็ก จีน-สหรัฐฯ อาจเจรจาหลีกเลี่ยงวิกฤติ

(19 ธ.ค. 68) การปิดล้อมน้ำมันเวเนซุเอลาที่นำโดยสหรัฐฯ มีเป้าหมายเพื่อทำให้นายกรัฐมนตรี 'นิโกลัส มาดูโร' อ่อนแอขึ้นทางการเมืองและก่อให้เกิดความแตกแยกในชนชั้นนำของประเทศ

ดร.วินิซิอุส วิเอรา รองศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งมูลนิธิอาร์มันโด อัลวาเรส เปนเตอาโด กล่าวว่า "ความทุกข์ยากของประชาชนชาวเวเนซุเอลาน่าจะเพิ่มขึ้น" อันเนื่องมาจากประเทศพึ่งพาการส่งออกน้ำมันเป็นหลัก และผลกระทบอาจลุกลามถึงตลาดน้ำมันในเอเชียที่ต้องพึ่งพาน้ำมันเวเนซุเอลา

รองศาสตราจารย์วิเอรายังชี้ถึงความเป็นไปได้ของการเจรจาแบบหลังฉากระหว่างจีนและสหรัฐฯ เนื่องจากจีนเป็นเจ้าหนี้และผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ของเวเนซุเอลา เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

เขายังระบุว่าในสุนทรพจน์ปลายปีของ 'โดนัลด์ ทรัมป์' ไม่มีการกล่าวถึงเวเนซุเอลา เพราะประธานาธิบดีเน้นเรื่องที่ประชาชนเข้าใจง่ายกว่า และได้อัปเดตความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเวเนซุเอลาผ่านโซเชียลมีเดียแทน

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและผลกระทบจากมาตรการปิดล้อมน้ำมัน ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาและตลาดน้ำมันระดับโลก

ที่มา : Sputnik

 

จีนสวนทรัมป์!! 'จีน' เรียกร้องให้'สหรัฐฯ' รับฟังเสียงโลก ย้ำเคารพสิทธิประเทศภูมิภาคตามกฎหมายระหว่างประเทศ เน้นความปลอดภัยเดินเรือในภูมิภาค เตือนอย่ายกระดับสถานการณ์เวเนซุเอลา

(25 ธ.ค. 68) จีนเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกายุติการดำเนินการที่สร้างความตึงเครียดต่อเวเนซุเอลา โดยซุน เล่ย รองเอกอัครราชทูตจีนประจำสหประชาชาติ ระบุในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติว่า "เราขอเรียกร้องให้สหรัฐอเมริการับฟังคำเรียกร้องอันชอบธรรมของประชาคมระหว่างประเทศ ยุติการดำเนินการที่เกี่ยวข้องโดยทันที และหลีกเลี่ยงการยกระดับความตึงเครียดเพิ่มเติม"

ซุน เล่ย ยังเน้นให้วอชิงตันคุ้มครองความปลอดภัยในการเดินเรือของประเทศในภูมิภาค และเหตุกิจกรรมบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ขู่เวเนซุเอลาด้วยการใช้ "แรงสั่นสะเทือนที่ไม่เคยมีมาก่อน" พร้อมเรียกร้องให้คืนทรัพย์สินที่อ้างว่าเป็นของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงน้ำมันและที่ดิน และประกาศแผนโจมตีผู้ค้ายาเสพติดในภูมิภาคในเร็ว ๆ นี้

กรณีนี้สะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีนในเวทีระหว่างประเทศ และแสดงถึงความห่วงใยของจีนต่อเสถียรภาพภูมิภาคและกฎหมายระหว่างประเทศ

ที่มา : Sputnik

เวเนซุเอลา ประณามสหรัฐฯ "ไม่มีใครสนับสนุน" การโจมตีเวเนซุเอลา วเนซุเอลาเผยรวมพลังนานาชาติประณาม รัสเซียเรียกร้องปล่อยตัวมาดูโรทันที สหรัฐฯ ถูกวิจารณ์ปฏิบัติการผิดกฎหมาย

(5 ม.ค. 69) รัฐมนตรีต่างประเทศเวเนซุเอลา 'อีวาน กิล' กล่าวกับสปุตนิกว่าไม่มีใครสนับสนุนการโจมตีเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ และถูกประณามจากประชาคมระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง กิลเผยว่าได้รับถ้อยคำจากรัฐมนตรีต่างประเทศหลายประเทศที่แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและสนับสนุนหลักนิติธรรม

"เราได้เห็นการระดมเคลื่อนไหวของประชาชนในระดับนานาชาติอย่างน่าประทับใจ" กิลกล่าว พร้อมว่าได้รับโทรศัพท์จากกลุ่มเคลื่อนไหวทั่วโลกที่แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ 'โดนัลด์ ทรัมป์' ประกาศว่าทำการโจมตีเวเนซุเอลา "ครั้งใหญ่" และอ้างว่าจับกุมประธานาธิบดี 'นิโกลัส มาดูโร' และภรรยา ขณะที่สื่อรายงานเกิดระเบิดในกรุงคารากัสและยืนยันว่าหน่วยเดลตาฟอร์ซปฏิบัติการ

ทางการเวเนซุเอลาปฏิเสธไม่ทราบที่อยู่ของ 'มาดูโร' และเรียกร้องให้ยืนยันว่าเขายังมีชีวิตอยู่ รัสเซียแสดงความ "ตื่นตระหนกอย่างยิ่ง" ต่อรายงานนี้และเรียกร้องให้ปล่อยตัว 'มาดูโร' และภรรยา พร้อมเตือนไม่ให้สถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคลุกลามอย่างรุนแรง


ที่มา : Sputnik

‘หวังอี้’ ลั่น จีนไม่ยอมรับประเทศที่ทำตัวเป็น 'ผู้พิพากษาโลก' หลังสหรัฐฯ บุกจับ 'มาดูโร' .

‘หวังอี้’ ลั่น จีนไม่ยอมรับประเทศที่ทำตัวเป็น 'ผู้พิพากษาโลก' หลังสหรัฐฯ บุกจับ 'มาดูโร'

ปักกิ่ง, 5 ม.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอาทิตย์ (4 ม.ค.) หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนและกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ในเวเนซุเอลาว่า จีนคัดค้านการใช้กำลังหรือข่มขู่ด้วยกำลัง รวมถึงการกำหนดความต้องการของประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง

หวังแสดงความคิดเห็นระหว่างเข้าร่วมการเสวนาเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐมนตรีต่างประเทศจีน-ปากีสถาน รอบที่ 7 ร่วมกับโมฮัมหมัด อิสฮัก ดาร์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของปากีสถาน ณ กรุงปักกิ่ง

หวังกล่าวว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศในปัจจุบันมีความผันผวนและซับซ้อนมากขึ้น โดยการกลั่นแกล้งเพียงฝ่ายเดียวกำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่วนสถานการณ์ในเวเนซุเอลาที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันนั้นดึงดูดความสนใจจากประชาคมระหว่างประเทศอย่างมาก

หวังกล่าวว่าจีนไม่เคยเชื่อว่าประเทศใดประเทศหนึ่งจะสามารถสวมบทบาทตำรวจโลกได้ และไม่เคยเห็นด้วยกับการที่ประเทศใดประเทศหนึ่งอ้างตนเป็นผู้พิพากษาระหว่างประเทศ โดยอธิปไตยและความมั่นคงของทุกประเทศควรได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มที่

หวังกล่าวว่าจีนยินดีทำงานร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงปากีสถาน เพื่อยึดถือกฎบัตรแห่งสหประชาชาติ รักษาศีลธรรมสากล ยึดมั่นความเสมอภาคทางอธิปไตยของทุกประเทศ ร่วมคุ้มครองสันติภาพและการพัฒนาของโลก และส่งเสริมการสร้างประชาคมมนุษยชาติที่มีอนาคตร่วมกัน
 

อาจารย์อุ๋ย ถอดบทเรียน 5 ประการ ที่ไทยต้องตระหนัก ! กรณี ทรัมป์-เวเนฯ สะท้อนโลกแข็งกร้าว ไม่ปราณีรัฐอ่อนแอ ไทยต้องเลิกคิดแบบโลกสวย ! 

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อาจารย์อุ๋ย) ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์, น.บ. (ธรรมศาสตร์), ศศ.บ. (รัฐศาสตร์), เนติบัณฑิตไทย, LLM. (Cornell), M.L.I. (Wisconsin-Madison) สหรัฐอเมริกา ได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นแบบให้เปล่า (Monbukagakusho) ศึกษาวิจัยด้านกฎหมายที่ Kyushu University ประเทศญี่ปุ่น  

อดีตอาจารย์ประจำ แผนกบัณฑิตศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, อดีตอนุกรรมการด้านกฎหมาย กสทช., อดีตที่ปรึกษา สนง. คกก. กฤษฎีกา ด้านกฎหมายอาเซียน, อดีตผู้แทนนครรัฐวาติกัน ร่วมประชุมคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UN ESCAP), อดีตอนุกรรมาธิการวิสามัญด้านกฎหมายพิจารณาร่าง พรบ. อากาศสะอาด, อดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการศึกษามาตรการปกป้องและส่งเสริมอุตสาหกรรม e-commerce ในประเทศไทย ในกรรมาธิการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร, อดีตที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ในคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและการโทรคมนาคม วุฒิสภา, ที่ปรึกษากฎหมาย ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ แพทยสภา ฯลฯ

เมื่อมหาอำนาจพร้อมข้ามเส้นกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐที่อ่อนแอไม่อาจใช้ “อธิปไตย” เป็นเกราะป้องกันได้อีกต่อไป !

กรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจพิเศษสั่งกองกำลังเฉพาะกิจบุกจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา โอยอ้างข้อกล่าวหาเรื่องยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ แม้ยังไม่มีคำพิพากษาหรือพยานหลักฐานยุติชัดเจน แม้รู้กันดีว่าเจตนาที่แท้จริงของสหรัฐในปฏิบัติการครั้งนี้คือการเข้าควบคุมทรัพยากรน้ำมันและบั่นทอนอิทธิพลของมหาอำนาจอีกขั้วหนึ่ง รวมทั้งรักษาไว้ซึ่งดุลยภาพของเปโตรดอลลาร์ แต่ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร ปฏิบัติการครั้งนี้คือสัญญาณเตือนดังลั่นว่า โลกการเมืองระหว่างประเทศไม่เคยเป็นสนามคุณธรรม หากแต่เป็นสนามอำนาจ และกฎหมายมักถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้แข็งแกร่ง และไม่ได้ถูกใช้เป็นโล่ป้องกันของผู้ที่เชื่อฟังกฎหมาย 

ประเทศไทยต้องถอดบทเรียนจากเหตุการณ์นี้อย่างตรงไปตรงมา อย่างน้อย 5 ประการ 

1. อธิปไตยไม่ใช่ของศักดิ์สิทธิ์ หากรัฐล้มเหลวในการปกครองตนเอง 
แม้กฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 2(4) จะห้ามการใช้กำลังและการแทรกแซง แต่ในความเป็นจริง หากรัฐถูกมองเป็นแหล่งอาชญากรรมข้ามชาติ หรือหลักนิติรัฐ นิติธรรมอ่อนแอ อธิปไตยจะถูกทำให้ “จาง” ลงทันที ไทยจึงต้องจัดการยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การทุจริตคอร์รัปชัน และอาชญากรรมข้ามชาติให้เด็ดขาด มิฉะนั้นคำว่าอธิปไตยจะกลายเป็นข้ออ้างที่ไร้น้ำหนัก 

2. ความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมาย คือช่องให้ต่างชาติอ้างความชอบธรรม 
หลัก due diligence ในกฎหมายจารีตประเพณีกำหนดชัดว่า รัฐต้องไม่ปล่อยให้ดินแดนของตนถูกใช้เป็นฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น หากรัฐเพิกเฉย รัฐอื่นอาจอ้างสิทธิในการจัดการภัยนั้นเอง ไทยจึงต้องทำให้โลกเห็นว่า เราคุมบ้านตัวเองอยู่ด้วยการบังคับใช้กฎหมายภายใต้หลักนิติรัฐ นิติธรรม ในขณะที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าประธานาธิบดีมาดูโร่ปกครองประชาชนด้วยอำนาจเผด็จการ ใช้กำลังจัดการปราบปรามผู้ต่าง จึงสบช่องให้สหรัฐอเมริกาใช้อำนาจเข้าแทรกแซง

3. ไทยต้องศึกษาและ “กล้าใช้” หลักป้องกันตัวล่วงหน้า (Anticipatory Self-Defense) อย่างรัดกุม 
มหาอำนาจไม่รอให้กระสุนลูกแรกถูกยิงก่อน โดยอ้างสิทธิป้องกันตนเองล่วงหน้า ตามคดี Caroline ซึ่งถูกใช้จริงแล้วในโลกปัจจุบัน ไทยต้องเลิกยืนเป็นผู้สังเกต และเตรียมกรอบการใช้หลักนี้อย่างเข้มงวด เพื่อใช้ทั้งปกป้องตนเองและตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ใช่ปล่อยให้มหาอำนาจหรือประเทศอื่นผูกขาดการตีความแต่ฝ่ายเดียว 

4. การทูตแบบสุภาพบุรุษไร้เขี้ยวเล็บ ไม่ช่วยให้ใครรอด 
กรณีเวเนซุเอลาชี้ให้เห็นว่า หากรัฐไม่สร้างคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์ให้ประชาคมโลกเห็น การอ้างกฎหมายเพียงอย่างเดียวก็จะไม่มีใครฟัง ไทยต้องเพิ่มอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และบทบาทในภูมิภาค เพื่อให้การกดดันไทยมีต้นทุนสูง กล่าวคือ ถ้าประเทศไหนต้องการกดดดันไทยในเรื่องต่าง ๆ ต้องคิดหนักหน่อย 

5. กฎหมายโลกไม่มีตำรวจโลก ประเทศต้องพึ่งพาตนเอง ถึงจะอยู่รอด 
ประชาคมระหว่างประเทศไม่มีผู้พิทักษ์ความยุติธรรมถาวร หลัก self-help หรือการพึ่งตนเอง คือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ โดยไทยต้องรักษาขีดความสามารถทางทหาร ข่าวกรอง และไซเบอร์ เพื่อให้การละเมิดอธิปไตยของไทย ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย 

สรุปแล้ว บทเรียนจากกรณีทรัมป์-เวเนซุเอลา คือ โลกไม่ได้ลงโทษรัฐที่ใช้กำลัง แต่ลงโทษรัฐที่อ่อนแอ ไทยต้องเลิกหวังพึ่งกฎหมายอย่างเดียว และเริ่มใช้กฎหมาย การทูต และอำนาจ ควบคู่กันอย่างรู้เท่าทัน หากยังคิดแบบโลกสวย วันหนึ่งเราอาจเป็นฝ่ายถูกกระทำเสียเอง ด้วยความปรารถนาดี  
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top