Friday, 5 June 2026
เลือกตั้ง

อนุทิน จุดชนวนร้าว!! ‘ภูมิใจไทย – ประชาชน’ สร้างความสั่นคลอน!! เสถียรภาพรัฐบาล

(28 ก.ย. 68) การลงพื้นที่พระนครศรีอยุธยาของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่เพียงเป็นภารกิจเชิงสัญลักษณ์ในการเปิดตัวรัฐบาล แต่กลับกลายเป็นการโยนฟืนเข้ากองไฟการเมืองที่คุกรุ่นอยู่แล้ว

คำพูดบนเวทีที่ว่า “เลือก ส.ส. พรรคส้ม…แล้วได้หนูเป็นนายก” ถูกตีความว่าเป็นการประชดและลดทอนคุณค่าของ พรรคประชาชน ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน แต่เคยโหวตให้นายอนุทินขึ้นเป็นนายกฯ ในสถานการณ์วิกฤตหลังเลือกตั้ง คำพูดนี้สะกิดจุดเจ็บที่ถูกโจมตีมาตลอดว่า “พรรคส้มคือผู้ปูทางให้ภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล”

ที่สำคัญ อยุธยาไม่ใช่จังหวัดธรรมดา แต่คือ พื้นที่ยุทธศาสตร์ ที่ภูมิใจไทยครองฐานเสียงแน่น ขณะที่พรรคประชาชนพยายามเจาะพื้นที่ ทำให้เวทีนี้ถูกตีความว่าเป็นการ “ขีดเส้นแบ่งชัด” ระหว่างมิตรแท้กับมิตรจำเป็น

หลังเหตุการณ์ไม่นาน เสียงสะท้อนจากแกนนำและ สส. พรรคประชาชนดังขึ้นพร้อมกัน

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค แสดงจุดยืนว่า การโหวตให้นายอนุทินไม่ใช่การเข้าร่วมรัฐบาล แต่เป็นการ “ฝ่าวิกฤต” เพื่อไม่ให้การเมืองล่มสลาย และย้ำว่าพรรคยังคงเป็นฝ่ายค้านเต็มตัว

ภัคมน หนุนอานันท์ โฆษกพรรค ใช้ถ้อยคำแรงว่าเป็น “การเสียมารยาท–ไม่ให้เกียรติ” สะท้อนว่าพรรคไม่ยอมถูกมัดด้วยบุญคุณทางการเมือง

ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส. เจ้าถิ่นอยุธยา ชี้แจงว่าเข้าร่วมงานต้อนรับนายกฯ ในฐานะผู้แทนที่ต้องหาทางแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่ยืนยันหนักแน่นว่าจะลงเลือกตั้งในนามพรรคส้ม และเลือกนายณัฐพงษ์เป็นนายกฯ ในอนาคต

ชุติพงษ์ พิภพภิญโญ ส.ส. ระยอง ตอกย้ำว่าพรรคยังถือไพ่ “โหวตล้มรัฐบาล” ในมือ

การตอบโต้เหล่านี้ไม่ใช่เพียงการปกป้องศักดิ์ศรี แต่ยังเป็นการประกาศให้สังคมรับรู้ว่า “พรรคส้มไม่ใช่หนี้บุญคุณใคร” และยังพร้อมใช้พลังเสียงในสภาเป็นตัวแปรสำคัญ

ในขณะที่ภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนเปิดศึกวาทะ พรรคเพื่อไทยกลับ “ยิ้มในใจ” เพราะรอยร้าวนี้เปิดโอกาสให้เล่นเกมรุกเต็มที่

กลยุทธ์อภิปราย: เตรียมซักฟอกรัฐบาลในการแถลงนโยบายวันที่ 29–30 กันยายน ด้วยธีม “4 เดือนยุบคดี ไม่ใช่ 4 เดือนยุบสภา” โดยพุ่งเป้าไปที่คุณสมบัตินายกฯ และรัฐมนตรี, คดีฮั้ว ส.ว., และข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อน

โอกาสล้มรัฐบาล: หากหลักฐานชัดเจน พรรคเพื่อไทยอาจใช้เสียงฝ่ายค้านผสมกับพรรคประชาชนในการโหวตล้มรัฐบาลได้ทันที

ปัญหาภายในเพื่อไทย: แต่ในเวลาเดียวกัน พรรคเพื่อไทยเองกำลังเจอ “เลือดไหล” จากการสูญเสียแกนนำอาวุโส และเสี่ยงแพ้เลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ เขต 5 ซึ่งจะยิ่งทำให้ภาพลักษณ์อ่อนแอลง

เกมของเพื่อไทยจึงเหมือนการ “แทงสวน” หากรัฐบาลสะดุดก็พร้อมชิงจังหวะ แต่ถ้ารัฐบาลยังไปต่อได้ เพื่อไทยเองก็ต้องเผชิญการร่วงหล่นของฐานเสียงต่อเนื่อง

แม้จะถูกโจมตีหนัก แต่ภูมิใจไทยยังคงเดินเกมเชิงรุกในฐานะรัฐบาล

ขยายฐาน ส.ส.: ตั้งเป้าเพิ่มจากเกือบ 70 คนสู่ 100–120 คน ด้วยกลยุทธ์ “ตอกเสาเข็มรายเขต” และดูดบ้านใหญ่จากพรรคอื่น

การทำงานของรัฐมนตรี: ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วม, ด้านการท่องเที่ยวตั้งเป้าเพิ่มนักท่องเที่ยวจีนเป็น 13 ล้านใน 3 เดือน

ข้อครหา: การใช้ภาพบุรีรัมย์บนเพจไทยคู่ฟ้า ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการเอาใจบ้านใหญ่ สะท้อนความสัมพันธ์การเมืองเชิงผลประโยชน์

ที่สำคัญ ผลสำรวจนิด้าโพล (ก.ย. 2568) กลายเป็นแรงกดดันใหม่ เมื่อคะแนนความนิยมของ นายอนุทิน รั้งอันดับสอง ตามหลัง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่เริ่มถูกมองว่าเป็น “ความหวังใหม่”

ภาพรวมการเมืองจึงอยู่ในภาวะ “สามเหลี่ยมมรณะ”

ความขัดแย้งระหว่างภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนไม่ใช่เพียงศึกวาทะ แต่คือปัจจัยที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล และอาจเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนขั้วก่อนครบ 4 เดือน หากฝ่ายค้านจับมือกันสำเร็จ

‘นายกฯชาย’ เดชอิศม์ นำทีมการเมืองท้องถิ่น ลงเขต 2 สงขลา ดัน!! ‘จุรี นุ่มแก้ว’ ลุยเลือกตั้ง สส. เตรียมเปิดตัวทีม เร็วๆ นี้

(5 ต.ค. 68) 'นายกชาย' นายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ 'นายกแป้น' นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ 'เลขาปาล์ม' นายมานพ เพ็งชุม อดีตเลขานุการนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ พร้อมทีมสท.เทศบาลนครหาดใหญ่ และ นายจุรี นุ่มแก้ว ได้ร่วมพบปะพูดคุยกัน ในร้านอาหารในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ 

ในที่ประชุม เป็นการพูดคุยถึงเรื่องทิศทางและการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งสส. โดย กลุ่มของ 'นายกชาย' จับมือประสานเสียงพร้อมสนับสนุนจุรี นุ่มแก้ว ครีเอเตอร์คนดังขวัญใจชาวบ้าน ลงสนามเลือกตั้งสส.เขต 2 สงขลา มั่นใจศักยภาพผู้สมัครสามารถทำงานตอบโจทย์ตรงใจประชาชน พร้อมทีมสนับสนุนคุณภาพลุยสู้ศึกเลือกตั้งเที่ยวหน้า 

โดยได้มีการร่วมปรึกษาหารือถึงแนวทางการทำงาน นโยบายการหาเสียง ที่สามารถตอบสนองความต้องการของพี่น้องชาวเขต 2 สงขลา ซึ่งประกอบด้วยเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ และตำบลคลองอู่ตะเภา มีทั้งเขตเมืองชุมชนหนาแน่น พื้นที่เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และพื้นที่เกษตรสีเขียวที่กำลังเติบโตรับการขยายตัวของเมือง ด้วยศักยภาพของผู้สมัครที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย มีความเข้าใจในความต้องการพร้อมตอบโจทย์คนทุกกลุ่ม รวมทั้งมีทีมสนับสนุนที่แข็งแกร่ง พร้อมเปิดตัวจูรี นุ่มแก้ว และทีมสนับสนุนอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ 

ขณะที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เป็นการพบปะพูดคุยถึงทิศทางและอนาคตทางการเมือง โดยการพูดคุยเบื้องต้นสรุปว่า 'จุรี นุ่มแก้ว' จะเข้ามาอยู่กับตนเอง ส่วนจะสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่อย่างไร หลังวันที่ 18 ตุลาคม นี้ น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ก็มีหลายพรรคที่ติดต่อเข้ามา

สำหรับ 'จุรี นุ่มแก้ว' ครีเอเตอร์คนดังขวัญใจชาวบ้าน เมื่อปี 2566 เคยลงสนามเลือกตั้งสส.เขต 2 สงขลา พรรค 'ชาติพัฒนากล้า' แต่ไม่ประสบความสำเร็จ พ่ายแพ้ให้กับ นายศาสตรา ศรีปาน สส.เขต 2 สงขลา คนปัจจุบัน 

แคนดิเดต ‘นายกรัฐมนตรี’ ศึกเลือกตั้ง 2569

(18 ต.ค. 68) แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ศึกเลือกตั้ง 2569 ใครจะนำประเทศไทย ฝ่าความเปราะบาง??

หลังจากสมรภูมิการเมืองปี 2566 ได้เปลี่ยนสมการอำนาจอย่างชัดเจน และทำให้เห็นว่าการเมืองไทยเข้าสู่ยุคของ ‘พันธมิตรเกินความคาดเดา’ อีกครั้ง

การเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 จึงถูกจับตามองอย่างหนัก ในฐานะสนามชี้!! อนาคตของประเทศในทศวรรษหน้า

แม้จะยังไม่มีการประกาศวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ แต่หลายพรรคการเมืองเริ่มขยับแผน พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนผ่าน ‘แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี’ ของแต่ละพรรค ว่าใครคือผู้นำที่จะเป็นหน้าเป็นตา และดึงคะแนนนิยมเข้าสู่พรรคให้ได้มากที่สุดในสนามใหญ่ครั้งนี้

การเลือกตั้งปี 2569 จะไม่ใช่แค่การเลือกพรรคอีกต่อไป แต่คือการเลือก ‘ผู้นำประเทศ’ ในยุคที่เศรษฐกิจเปราะบาง การเมืองแบ่งขั้ว และภูมิรัฐศาสตร์ โลกผันผวนรุนแรง

แคนดิเดตนายกฯ แต่ละคนไม่เพียงแต่ต้องมีภาพลักษณ์ที่ดี นโยบายต้องโดนใจ และต้องพร้อมเจรจา ประสานผลประโยชน์ รักษาเสถียรภาพให้ได้หลังการเลือกตั้ง

ใครจะได้นั่งเก้าอี้ ‘นายกรัฐมนตรี’ คนต่อไป ก็ยังไม่มีใครรู้

แต่การต่อสู้ ในศึกเลือกตั้ง ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!!

‘พลังประชารัฐ’ วาง!! ‘ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล’ นั่ง!! ‘แม่ทัพเมืองหลวง’ เตรียมลุย!! ศึกเลือกตั้ง 2569

(23 ต.ค. 68) การวางแม่ทัพครั้งใหม่ของพรรคพลังประชารัฐ เมื่อ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ถูกวางตัวให้เป็น แม่ทัพเมืองหลวง

พรรคพลังประชารัฐ ภายใต้การนำของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ปรับทัพครั้งใหญ่ หวังให้นายธีรชัย เป็นแม่ทัพใหญ่ในเมืองหลวง โดยให้วางยุทธศาสตร์ใหม่ในเมืองหลวง เพราะเขาคือนักเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อมั่นในระบบ เขาคืออดีตเลขาธิการก.ล.ต และนักเศรษฐศาสตร์แห่งธนาคารแห่งประเทศไทย เขามีจุดยืนในความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ ดังนั้นการมาของเขาสะท้อนพรรคพลังประชารัฐ ที่เลือกความมีเสถียรภาพเหนือกระแส จากพักที่พึ่งอำนาจของรัฐ ไปสู่พรรคการเมืองที่มีความน่าเชื่อถือ นี่คือนิยามของพรรคพลังประชารัฐ ก้าวใหม่ที่จะเดินไปสู่การเลือกตั้งครั้งหน้าในปี 2569

'สาธิต ปิตุเตชะ' โพสต์เตือนคนอยากลงสนามการเมือง อย่ามาเอาผลประโยชน์ ถ้าไม่พร้อมเสียสละเพื่อประชาชน

(1 พ.ย. 68) นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า …

ผมพูดเสมอ มีหน้าที่ตรงไหน ทำให้สุด

ตอนนี้มีหน้าที่ พนักงานต้อนรับคนเข้ามาทำหน้าที่ ผู้แทนของประชาชน ที่ ต้องเข้าใจแต่แรกว่า เข้ามาต้องเสียสละ อุทิศให้สังคม ในการทำงาน และเวลาส่วนตัว ความสามารถประสบการณ์ของตัวเอง เพื่อสังคม และคนส่วนใหญ่ อย่าคิดมาเอาอะไรจากการเมือง นอกจากความนับถือ เกียรติ ในการทำหน้าที่ที่ ซื่อสัตย์ โปร่งใสเพื่อประชาชน ถ้าเข้าใจตามนี้ก็เชิญชวนครับ

ถ้ามาเพราะ แบบอื่น หรือ ถ้าเป็น สีเทา ก็อย่ามาเพราะเดี๋ยวนี้ สังคมรู้หมดว่าใครเป็นอย่างไร

‘พีระพันธุ์ – ชัชวาลล์’ จับมือ ขับเคลื่อน!! ‘รวมไทยสร้างชาติ’ เดินหน้า สู้ศึกเลือกตั้ง ย้ำ!! ทำให้ทุกคน ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ พร้อมแก้ปัญหาความมั่นคง ‘ชายแดน - พลังงาน’

(2 พ.ย. 68) พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2568 เพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค และตำแหน่งอื่นของพรรค แทนตำแหน่งที่ว่างลง โดยมีผู้บริหารพรรค พร้อมด้วย สส. และสมาชิกพรรคเข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง ณ สโมสรราชพฤกษ์ กรุงเทพฯ  ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้

1.นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
2.นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
3.นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
4.นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
5.นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
6.นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
7.นายสามารถ มะลูลีม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
8.นายโกวิทย์ ธารณา รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
9.พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
10.นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ
11.นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ
12.นาวาอากาศตรี ดร.ปุญณัฐส์ นำพา รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ
13.ว่าที่ ร.ต.อ.หญิง อัยรดา บำรุงรักษ์ รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ
14.นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ เหรัญญิกพรรครวมไทยสร้างชาติ
15.นายสยาม บางกุลธรรม นายทะเบียนสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ

ในโอกาสนี้ นายพีระพันธุ์ ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกพรรคทุกคนที่ให้ความไว้วางใจเลือกตนให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไป พร้อมระบุว่า ตลอด 2 ปีเศษที่ผ่านมา ตนได้มีโอกาสเข้าไปปฏิบัติภารกิจให้กับประเทศในการกำกับดูแลพลังงาน ทำให้ได้ทราบข้อเท็จจริงและปัญหาต่าง ๆ ในด้านพลังงาน จึงได้เร่งแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชน จนทำให้พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกที่สามารถบริหารจัดการโครงสร้างพลังงานของประเทศให้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการตรึงราคาก๊าซหุงต้มให้อยู่ที่ 423 บาท/ถัง ขนาด 15 กิโลกรัม  และการลดค่าไฟฟ้าลงอย่างต่อเนื่องจนมาอยู่ที่หน่วยละ 3.94 บาท ในปัจจุบัน ซึ่งตนมั่นใจว่าหากได้ทำงานกำกับดูแลกระทรวงพลังงานต่อก็จะสามารถลดค่าไฟให้ลงมาเหลือหน่วยละ 3.70 บาท ได้แน่นอน ทั้งนี้จากการตรึงค่าไฟในปี 2567 สามารถทำให้ประชาชนประหยัดเงินค่าไฟรวมกันได้ถึง 270,000 กว่าล้านบาท ส่งผลให้ประชาชนมีเงินคืนสู่กระเป๋าเพื่อนำไปจับจ่ายซื้อสิ่งของและกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง

“ผมอาจจะช่วยให้ทุกคนรวยขึ้นไม่ได้ แต่ผมทำให้ทุกคนประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ประเทศไทยในวันนี้ต้องการคนทำงาน คนที่ตั้งใจแก้ปัญหาให้ประเทศ ผมจึงขอให้คำมั่นกับสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติว่า พรรคจะเดินหน้าทำงานต่อไปอย่างเต็มที่ และหากได้เข้าไปบริหารประเทศ ผมจะแก้ทุกปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในทันที ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความมั่นคงทางชายแดน  ความมั่นคงทางพลังงาน และปัญหาความมั่นคงด้านอื่น ๆ” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า วันนี้ยังเป็นนิมิตหมายที่ดีที่พรรคได้คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยเฉพาะในตำแหน่งเลขาธิการพรรคที่ได้นายชัชวาลล์ คงอุดม เข้ามารับตำแหน่ง ซึ่งตนมั่นใจว่า ด้วยผลงานที่ผ่านมาของนายชัชวาลล์ ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานและการช่วยเหลือผู้อื่นมาเสมอ จะช่วยขับเคลื่อนพรรคให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแน่นอน

ด้านนายชัชวาลล์ กล่าวว่า ตนรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับนายพีระพันธุ์และพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะนายพีระพันธุ์ เป็นคนดี มีความซื่อสัตย์ เสียสละ ทำงานให้ประเทศเต็มที่ และมุ่งมั่นตั้งใจทำงานแก้ไขปัญหาให้ประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ตนตัดสินใจอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไป 

นอกจากนี้  ในคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ยังมี นายนราพัฒน์ แก้วทอง เข้ามารับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค เพื่อร่วมขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติด้วย

‘ชูวิทย์’ ชำแหละ 'มีเรา ไม่มีเทา' สโลแกนวางแผนเลือกตั้งของพรรคส้ม อาจปลุกคะแนนเสียงแซงกระแสรักชาติ หลังรัฐบาลอนุทินปราบสแกมเมอร์ไม่คืบ .

(9 พ.ย. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “มีเรา ไม่มีเทา” เนื้อหาระบุว่า การเมืองเริ่มเข้าสู่โหมดเลือกตั้งด้วยเรื่อง “สีเทา” เป็นหัวหอกหาเสียงหลัก กลิ่นยุบสภากระจายฟุ้ง พรรคส้มที่ตั้งธงจะแก้รัฐธรรมนูญจากการตั้งรัฐบาลพรรคน้ำเงิน ตอนนี้แม้รัฐบาลยุบสภาหนีซักฟอก ก็พร้อมเลือกตั้ง เหตุเกิดจากศึกหนักเรื่อง “สแกมเมอร์” ที่ถูกโยงมาถึง “มิสเตอร์แป้ง” ว่าพัวพันจนสั่นคลอน แม้ไม่มีหลักฐาน แต่ฝ่ายค้านตัวเอกที่เริ่มเรื่องอย่าง ส.ส. รังสิมันต์ โรม ตีฆ้องร้องป่าวทุกวี่ทุกวัน จนขึ้นแท่น “มือปราบสแกมเมอร์” แท็กทีมกับ “ไอซ์ รักชนก” จนเป็นทีมรุ่นใหม่ไฟแรงชนสีเทาฝั่งรัฐบาล

อีกทั้งนานาชาติต่างรุมกดปุ่มถล่มฐานเงินเทา ยึดทรัพย์มโหฬารของจีนเทา ฝรั่งเทา เขมรเทา เป็นเงินหลายแสนล้าน ถึงขั้นออกกฎหมายไล่ล่า “โจรสแกมเมอร์” มีชื่อเทา ๆ คุ้นหู ที่ถูกกระตุกโดย ส.ส. รังสิมันต์ โรม

แต่ตัดกลับมาที่ประเทศไทยอันมีดินแดนติดประเทศกัมพูชา “เมืองหลวงโลกสแกมเมอร์” นายกฯ อนุทินทำได้แค่ท่าทางขึงขังว่า “การปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นวาระแห่งชาติ จะจัดการให้สิ้นซาก”

ว่าแล้วก็ตั้งคณะอนุกรรมาธิการ (อีกแล้ว) แต่กลับไม่ได้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนอย่างนานาชาติที่ไม่ต้องตั้งคณะกรรมการลิเกใด ๆ รุมยึดทรัพย์ได้รวดเร็ว เห็นผลชัดเจน สะเทือนซ้ำการหลอกลวงของแก๊งสแกมเมอร์ได้เห็นเป็นข่าวไปทั่วโลก เส้นเงินประเทศอื่นเขาไม่ต้องมี แต่ตามยึดได้เป็นแสน ๆ ล้าน ส่วนของไทยเส้นเงินพันกันอีนุงตุงนังจนดูเวียนหัว แต่ถึงบัดนี้ยังยึดอะไรจาก “เฉินจื้อ” ไม่ได้สักบาท รัฐบาลอนุทินยังมัวทำเงื้อง่าราคาแพง แม้มี สส. นักการเมืองสารพัดชื่อในพรรคร่วมรัฐบาลเข้าไปมีเอี่ยว แต่ก็ตีลูกมึนบอก ”ใครมีหลักฐานก็ส่งมา“ ซ้ำร้ายยังไปตั้งทนายความของ “ฝรั่งเทา“ ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสด ๆ ร้อน ๆ จาก ครม. หนู

เมื่อรัฐบาลหนูวางแผนสั้น แต่พรรคส้มวางแผนยาวไปถึงการเลือกตั้งด้วยสโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” ตีกันด้วยเรื่องเทา ๆ ที่ชาวบ้านร้านตลาดถูกใจเหมือนเวอร์ชันก่อนที่พรรคส้มออกสโลแกน “มีลุง ไม่มีเรา” ปลุกกระแสชังสีเทา แซงกระแสรักชาติที่ซาหายลงไป เรื่องการตลาดหาเสียงอย่างนี้พรรคน้ำเงิน พรรคแดง สู้พรรคส้มเด็กรุ่นใหม่ไม่ได้ จึงเห็นทีมงานพรรคส้ม นำโดย สส.โรม รับข้อมูลจาก “โจ๊ก ระเบิดพลีชีพ” ตีไปที่บรรดาบ่อนออนไลน์ คอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ เป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ จี้ไปที่เรื่องเทา ๆ ของรัฐบาล “พรรคน้ำเงินเทา” กับ “พรรคกล้าเทา” ยังมีอีกมากล้น ตั้งแต่อดีต พรรคประชาธิปัตย์ฉายา “ฝ่ายค้านมืออาชีพ” เคยบอกผมในฐานะ สส.ใหม่ว่า “เราเป็นฝ่ายค้าน ไม่มีเรื่องก็ต้องพูดให้มีเรื่อง หากเป็นเรื่องเล็กต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ หากเป็นเรื่องใหญ่ก็ต้องล้มรัฐบาลเลย”

แต่มาสมัยนี้ เรื่องสีเทาที่ทั่วโลกรุมทึ้งอย่างสแกมเมอร์ ทำไมที่ไทยไปไม่ถึงไหน? มีทีมงานพรรคส้มแค่ไม่กี่คนจัดการ ส่วนรัฐบาลก็ “โนสน โนแคร์” เหมือนจะบอกว่า “ช่วยรีบ ๆ ยื่นซักฟอกหน่อย” เพราะพรรคน้ำเงินสะสมทุนเตรียมพร้อม พรรคแดงก็มีหัวหน้าพรรคคนใหม่แล้ว  และสำหรับพรรคส้ม ด้วยสโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” แม้ยังจัดการใครไม่ได้สักคน แต่แค่หลับตาชี้ไปที่นักการเมืองก็ได้สีเทาอ่อนเทาเข้ม จะชี้ผิดยากเต็มทน ประชาชนเขายี้ไม่อยากเลือก

คนมักถามผมว่า “บ้านเมืองเราจะเป็นยังไง?” ผมได้แต่ตอบว่า “ไม่ต้องห่วง ประเทศไทยยังอยู่บนแผนที่โลกเหมือนเดิมไม่ไปไหน” โดยเฉพาะรัฐบาลชุดนี้ อย่าไปหวังอะไรให้มาก เขามาแค่แป๊บเดียว ห้อยหลวงพ่อโกยมาเต็มคอกันทุกคน

ยุบสภา อภิปราย เลือกตั้ง พรรค ‘ส้ม-แดง-น้ำเงิน’ ระวัง!! อย่าลากกันไปแหกโค้ง โอกาสมี..อย่าติดประมาท

(1 ธ.ค. 68) พลันที่เกิดกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ทำเอารัฐบาลเหมือนจะจมน้ำไปด้วย ทำให้ไทม์ไลน์การเมืองที่จะดูเหมือนจะตกผลึกในเชิงลึกระหว่างสีส้ม-แดง-น้ำเงิน ออกอาการกระเพื่อมว่าจะเปลี่ยนแปลงไปด้วย..

ตกผลึกการเมืองสามสีที่ว่านั้นก็คือ..วันที่ 10-11 ธ.ค.เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 2  เมื่อผ่านวาระ2ทิ้งไว้ 15 วัน  ก็จะไปลงมติวาระ 3 ในวันศุกร์ที่ 26 ธ.ค.หรือ จันทร์ 29 ธ.ค.

จากนั้นหลังปีใหม่พรรคส้ม..ประชาชน /พรรคแดง.เพื่อไทย จะคิดอ่านประการใดเกี่ยวกับการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ว่ากันไป  ถ้าจะยื่นอภิปรายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 แบบลงมติ อนุทิน  ชาญวีรกูล นายกฯชิงยุบสภาก่อนแน่  แต่ถ้ายื่นอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามามาตรา 152 จะอภิปรายกันกี่วันกี่คืนรัฐบาลอนุทินก็ไม่ขัดข้อง..จะได้ฉวยโอกาสชี้แจงไปด้วย..

แต่พอเกิดกรณีน้ำท่วมที่รัฐบาลอยู่ในอาการซวนเซ  พรรคเพื่อไทยบางส่วนเห็นว่าควรจะใช้เป็นนาทีทองกระหน่ำให้หมอบราบคาบแก้ว  เปิดสมัยประชุมรัฐสภาวันที่ 12 ธ.ค.2568 ปั๊บ ก็ยื่นอภิปรายตามม.151ปุ๊บ  หากอนุทินยุบสภาไม่ทันต้องเปิดอภิปราย...หรือยุบได้ทันก็น่าจะเสียรังวัด..ถูกประชาชนด่า..ที่ไม่กล้าถูกตรวจสอบ

แต่สส.พรรคเพื่อไทยจำนวนไม่น้อยเห็นว่า  หากยื่นตามม. 151 เกิดการยุบสภา  พรรคอาจจะถูกด่าว่าเป็นต้นเหตุการยุบสภา...ในขณะที่ประเทศกำลังอยู่ในโหมดการฟื้นฟูเยียวยา  และดีไม่ดีอาจมีปัญหาไทย-กัมพูชาแทรกซ้อนเข้ามาอีกปัญหา...อีกทั้งพรรคอาจถูกด่าว่าละทิ้งภารกิจแก้รัฐธรรมนูญอีกต่างหาก..

สรุปพรรคเพื่อไทยก็ติดกับดักตัวเอง  ชักเข้าชักออก หากให้ฟันธงก็อยากจะชี้ว่าคงได้แต่ฮึ่มๆ ต่อไป..ในขณะที่พรรคประชาชนนั้นชัดเจนว่า..รอจนกว่าจะมีการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ช่วงปลายเดือนธ.ค. 

ในช่วงที่พรรคส้ม-แดงอยู่ในช่วงรอเปิดสมัยวิสามัญ  มีหลายกลุ่มเสนอสูตรให้พรรคส้ม-แดง ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามม. 152 คือยื่นอภิปรายแบบไม่ลงมติในช่วงกลางหรือปลายเดือนม.ค.2569 ซึ่งรับประกันซ่อมฟรีว่าได้อภิปรายแน่   สูตรนี้กล่าวได้ว่าวิน-วินทุกฝ่าย ฝ่ายค้านได้อภิปราย  รัฐบาลได้ชี้แจง  ประชาชนได้ข้อมูล อภิปรายเสร็จก็ยุบสภา ตามไทม์ไลน์เดิม 31 ม.ค.และเลือกตั้ง 29 มี.ค.

ตามสูตรอภิปรายทั่วไปตามม.152ช่วงปลายเดือนม.ค.2569 นักเคลื่อนไหว-นักวิชาการอย่าง จตุพร  พรหมพันธุ์ และดร.ธนพร  ศรียางกูล ประสานเสียงเห็นพ้องว่าทุกฝ่ายได้ประโยชน์และทำให้ระบบรัฐสภาดูงดงาม..แต่ท้ายสุดบรรดาพรรคการเมือง-นักเลือกตั้ง จะเลือกหนทางไหนก็ต้องตามไปดู 

อย่างไรก็ตาม  ไม่ว่าจะเลือกหนทางใดผลการเลือกตั้งต้นปี 2569 ก็ยังจะออกมาตามที่หลายโพลหลายฝ่ายคาดหมาย..นั่นคือ 3 พรรคแรกจะประกอบด้วยพรรคประชาชน-ภูมิใจไทย-เพื่อไทย   

ส่วนพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยใครจะมาอันดับ 1 ก็ดูกันนาทีสุดท้าย แต่เดิมนั้นคาดว่าภูมิใจไทยจะปาดหน้าไปถึง 150 เสียง  แต่ตอนนี้อาจจะลำบาก

สรุปทิศทางการเมืองระยะใกล้ๆ
1)หลังเปิดสมัยประชุมรัฐสภาสมัยสามัญ วันที่ 12 ธ.ค. พรรคเพื่อไทยขยับยื่นอภิปรายฯ -สูตรนี้เป็นไปได้ แต่ไม่น่าจะเกิน 10%
2)มีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3 ช่วงปลายเดือนธ.ค.2568  จากนั้นต้นเดือนม.ค.มีการยื่นอภิปรายฯตามม.151  แต่ถูกชิงยุบสภา ไม่มีการอภิปราย  แนวทางนี้เป็นไปได้40-50%
3)มีการยื่นอภิรายทั่วไปตามม.152   ช่วงปลายเดือนม.ค.2569  แล้วยุบสภาตามไทม์ไลน์ 31 ม.ค.2569  มีโอกาสเป็นไปได้สูงเกิน50%
4)เกิดสถานการณ์ผิดปกติ เครื่องบินแหกโค้งออกนอกรันเวย์...โอกาสมี แต่น้อยมากถึงน้อยที่สุด..แต่อย่าประมาท!!??


เรื่อง : เล็ก เลียบด่วน
 

วิเคราะห์ 3 วิกฤตซ้อน: โหมดเลือกตั้ง-ศึกชายแดน-ภัยพิบัติ ถึงเวลาที่ประชาชนต้องเลือกผู้นำจาก "ระบบบริหาร" ที่ยึดโยงข้อมูลและวินัย สร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนให้คนไทยทุก พาประเทศหลุดพ้นวงจรเดิม ไม่ใช่แค่แข่งกันพูดมันบนเวที

ประเทศไทยเหมือนคนที่เก่ง “ดับไฟ” แต่ไม่เคยยอม “เปลี่ยนสายไฟ” เกิดวิกฤต ทุกคนวิ่งช่วยกัน แถลงการณ์มา งบฉุกเฉินมา แต่พอไฟมอด เราก็กลับไปใช้ระบบเดิม แล้วรอไฟรอบใหม่
รอบนี้มันมาเป็นแพ็กเกจ 3 เด้ง:

• การเมืองเข้าสู่โหมดเลือกตั้งเร็ว
• ความตึงเครียดชายแดนและต้นทุนต่อเศรษฐกิจชายแดน
• ภัยพิบัติ/น้ำท่วมที่ฉุดรายได้เมืองท่องเที่ยวและฐานราก
คำถามคือ…เราจะเอาตัวรอดรอบนี้ แล้วกลับไปลูปเดิมอีกไหม?

1) ลูปการเมือง: เปลี่ยนรัฐบาล = เปลี่ยนการบ้านเป็นศูนย์
ทุกครั้งที่การเมืองเปลี่ยน สิ่งแรกที่หายไม่ใช่ “ปัญหา” แต่คือ “ความต่อเนื่องของการแก้ปัญหา” โครงการเดิมถูกพัก แผนเดิมถูกลืม คนทำงานระดับปฏิบัติถูกสั่งรีเซ็ต ประเทศเสียเวลาซ้ำซากกับคำเดิม ๆ อย่าง “จะศึกษา…จะตั้งคณะกรรมการ…จะบูรณาการ” แต่คำที่ไม่ค่อยเห็นคือ “นี่คือ KPI และนี่คือเส้นตาย”

2) ลูปความมั่นคง: เวลาศึกมา เราพูดเรื่องรักชาติ แต่ไม่พูดเรื่องต้นทุน
เวลาสถานการณ์ตึงเครียด สังคมพร้อมสนับสนุนการปกป้องประเทศ แต่สิ่งที่ต้องถามพร้อมกันคือ “ต้นทุน” และ “แผนจบ” เพราะถ้ารัฐทำได้แค่สื่อสารให้ฮึกเหิม แต่ทำไม่ได้เรื่องหยุดความสูญเสียและเยียวยาเศรษฐกิจ นั่นไม่ใช่ชัยชนะ—มันคือการยืดความเจ็บ

3) ลูปภัยพิบัติ: น้ำท่วมมาที เรารอ “หลังน้ำลด” ทุกที
น้ำท่วมไม่ได้แค่ทำให้บ้านเสียหาย แต่มันทำให้ “รายได้” ของคนจำนวนมากหายเป็นเดือน และทุกปีคำถามเดิมก็กลับมา: ระบบระบายน้ำ/ผังเมืองแก้ถึงไหน งบป้องกันอยู่ตรงไหนก่อนน้ำมา ทำไมเราต้องเริ่มจากบริจาคและถุงยังชีพก่อนเสมอ

4) ถ้าจะ “หลุดลูป” ต้องยอมทำ 3 เรื่องที่เจ็บ แต่จำเป็น
3 เรื่องที่ต้องทำให้ได้ ไม่งั้นก็กลับลูปเดิม:
1. ทำรัฐแบบวัดผลจริง: โครงการใหญ่ต้องมีตัวชี้วัดที่ประชาชนตรวจได้ ไม่ใช่ KPI สวยในเอกสาร
2. ยกเครื่องการจัดการภัยพิบัติ: จากช่วงหลังเกิดเหตุ เป็นลดความเสี่ยงล่วงหน้า (งบ ผังเมือง โครงสร้างพื้นฐาน ระบบเตือนภัย)
3. ทำเศรษฐกิจฐานรากให้มี “buffer”: กลไกเยียวยาเร็วและเงินสดสำรอง เพราะท่องเที่ยว/บริการพังที คนตัวเล็กไม่มีพื้นที่หายใจ

บทสรุป
ไทยไม่ได้แพ้เพราะไม่มีคนเก่ง ไทยแพ้เพราะไม่ยอมสร้าง “ระบบ” ที่ทำให้ความเก่งทำงานต่อเนื่องได้ ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนกี่ครั้ง ถ้าการเลือกตั้งรอบหน้าจะมีความหมาย คำถามที่ควรถามทุกพรรคไม่ใช่ “ใครพูดมันกว่า” แต่คือ “คุณจะทำให้ประเทศหลุดลูปเดิม ด้วยระบบอะไร—และประชาชนตรวจสอบได้ยังไง”
 

‘ชูวิทย์’ ซัด ‘ธนาธร’ พลิกลิ้นทิ้งอุดมการณ์ “ไม่เอาเทา” แฉแผนส้มผสมน้ำเงินหวังอำนาจรัฐบาล ชี้ กำลังเดินย่ำรอยเดิมการเมืองเก่า เตือน “สนิมเนื้อใน” กำลังกัดกร่อนศาสดาพรรค

'ชูวิทย์' ชี้ท่าที 'ธนาธร' เปลี่ยนไป อย่าแปลกใจพรรคส้มต้องละทิ้งจุดยืน 'ไม่เอาเทา'

(8 ม.ค. 2569) - นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เมื่อส้มผสมกับน้ำเงิน นี่คือช็อตเด็ดที่วัดระหว่าง อุดมการณ์ กับ โลกความเป็นจริง หลังการเลือกตั้งจะได้เห็นผลคะแนน ประชาชนที่เคยได้ยินอุดมการณ์ "ไม่เอาเทา" ของพรรคส้ม หรือที่ "ไหม" เคยบอกว่า "ไม่มีทางโหวตชื่ออนุทินเป็นนายกฯ ครั้งที่สอง"

แต่ล่าสุด ธนาธรมีท่าทีเปลี่ยนไปจากการโพสต์บนเฟซบุ๊กของตัวเองว่า "ไม่เคยพูด ว่าจะไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับน้ำเงินและแดง" หมายความว่า เราอาจจะได้เห็นพรรคส้มจับมือกับพรรคน้ำเงินเป็นรัฐบาลครั้งหน้าก็ได้

โปรดอย่าได้แปลกใจ เมื่อพรรคส้มต้องเลือก ระหว่างละทิ้งอุดมการณ์ และเริ่มคุ้นชินจนถูกกลืนเข้าไปในโลกของการเมืองเก่า แต่ได้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศ กับการยึดมั่นอุดมการณ์ของตัวเอง แต่เป็นฝ่ายค้านครั้งแล้วครั้งเล่า

ธนาธรเริ่มเข้าใจแล้วว่า "เปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับการเมือง เข้าสู่วงจรอำนาจ ง่ายมากกว่าเปลี่ยนการเมืองให้เป็นแบบที่ตัวเองต้องการ"

เท่าที่เช็คข่าวล่าสุด หัวหน้าเท้งแห่งพรรคส้มยังยืนยันว่า "จะไม่มี ส.ส. พรรคประชาชนคนไหน ยกมือโหวตอนุทินเป็นนายกฯ อีกต่อไป"

นั่นหมายความว่า หากพรรคน้ำเงินได้จำนวน ส.ส. เป็นอันดับ 1 เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคส้มจะไม่ร่วมรัฐบาล และไม่โหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ แต่ถ้าพรรคส้มได้ ส.ส. เป็นอันดับ 1 แต่ไม่เกิน 250 ที่นั่งล่ะ? จะยอมให้พรรคน้ำเงินมาร่วมรัฐบาลไหม?

หัวหน้าเท้งช่วยตอบให้ชัดๆ อย่างที่เคยพูดไว้ว่า "พรรคไหนที่ไม่ประกาศชัดล่วงหน้าว่าไม่ร่วมกับใคร นั่นคือเทา" ในเมื่อพรรคส้มบอกว่าตัวเองไม่เทา งั้นช่วยพูดให้ชัดๆ มาล่วงหน้าเลยครับ ประชาชนจะได้ไม่สับสน เพราะหลังๆ การพูดของธนาธรศาสดาพรรคส้ม เสียงเริ่มแปร่งๆ ไปทุกที เมื่อใกล้วันเลือกตั้ง

กลืนน้ำลายมันเป็นเรื่องปกติ แต่กลืนเสลดมันหนักมากกว่าหลายเท่า

ก่อนหน้านี้ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เฟซบุ๊ก มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า วลีของธนาธรที่ชี้ว่า “พรรคอื่นได้เป็นรัฐบาลหมดแล้ว เหลือพรรคส้มที่ยังไม่เคยได้เป็นรัฐบาลอยู่พรรคเดียว จึงสมควรจะให้โอกาสพรรคส้ม”

กลายเป็นว่าบัดนี้ ธนาธรต้องใช้ “อุดมการณ์ทางลัด” แทนอุดมการณ์ที่แท้จริงในยุคเริ่มต้น สะท้อนออกมาอย่างแจ่มชัดในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้

อุดมการณ์ของพรรคส้มโบยบินไปพร้อมกับกาลเวลาที่ผ่านไป การตกขบวนแล้วขบวนเล่า พรรคส้มไม่ได้เป็นรัฐบาลเสียที ไม่ได้เกิดจากประชาชนไม่ให้โอกาสพรรคส้ม

คะแนนมากถึง 14 ล้านเสียง ได้จำนวน ส.ส. มากสุดเป็นอันดับหนึ่ง มันเป็นการไม่ให้โอกาสพรรคส้มของธนาธรตรงไหน? ทั้งที่ประชาชนมีหน้าที่แค่ไปกาบัตรในวันเลือกตั้งเท่านั้น

ที่เหลือเป็นหน้าที่ของพรรคส้ม หรือธนาธร ในการแย่งชิงอำนาจรัฐตามระบอบประชาธิปไตยหลังผลคะแนนออก เพียงแต่ธนาธร และพรรคส้มทำไม่ได้เอง

ยิ่งในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ พรรคส้มกลับบีบเส้นทางของตัวเองให้แคบลงไปอีก ด้วยบทที่ตั้งตัวเองเป็น “พระเอก” คนเดียว และพรรคอื่นเป็นผู้ร้ายเสียหมด

เมื่อกาลเวลาผ่านมา ทำให้เรามองเห็นแล้วว่า บรรดาหนุ่มสาวก้าวออกมาเผชิญโลกกว้าง ต้องการเปลี่ยนแปลงโลกไปในสิ่งที่ตัวเองฝัน เวลาผ่านไป หนุ่มสาวเหล่านั้นได้พบกับความจริงที่ว่า พวกเขาต่างหากที่ถูกโลกเปลี่ยน

โดยกลับไปเดินย่ำรอยเท้าบนเส้นทางเดิม ที่คนเคยเป็นหนุ่มสาวในอดีตล้วนเคยเดินผ่านมาแล้วทั้งสิ้น

แท้จริงแล้ว "สนิม" ไม่ได้เกิดจากใครอื่นเลย

แต่เกิดจาก "สนิมเนื้อใน" ของธนาธร เจ้าของลัทธิพรรคส้มนั่นเอง

ที่มา : https://www.facebook.com/photo?fbid=1435927097898766&set=a.496460395178779


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top