Thursday, 4 June 2026
เลือกตั้ง2569

‘อนุทิน’ แจงไม่ร่วมดีเบต เหตุประเทศมีปัญหาเยอะ เอาเรื่องอธิปไตยก่อน บอกพูดไม่เก่ง -ไม่ชอบตอบโต้ เดี๋ยวชวนทะเลาะ

26 ธ.ค. 68) เมื่อเวลา 12.30 น. ที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ไม่ไปออกรายการดีเบตหาเสียงว่า ตนยังทำหน้าที่นายกฯ ซึ่งไม่ใช่รักษาการ และไม่มีคำว่ารัฐบาลรักษาการ มันกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าประเทศต้องมีรัฐบาลตลอดเวลา วันนี้ประเทศไทยมีปัญหาเยอะแยะ เดี๋ยวตนต้องกลับไปสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตนเอาเรื่องอธิปไตยก่อนดีกว่าไหมตรงนี้สำคัญกับตนมากกว่าที่ทำอย่างไรก็ได้ให้ความเสี่ยง ความหวาดกลัว ความหวาดระแวง การสูญเสียของพี่น้องทหารและประชาชน เอาเรื่องนี้ให้จบไปก่อน 

นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องการหาเสียงเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ตนก็ใช้เวลากับประชาชนเกือบ 4 ชั่วโมง ในการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. เปิดนโยบายของพรรคภูมิใจไทยให้รับทราบเพื่อไปพิจารณา และจากนี้ไปก็มีเวลาอีก 40 กว่าวันที่ผู้สมัครแต่ละคนไปหาเสียงในพื้นที่ โดยสไตล์การทำงานของตนทำงานเป็นทีม ถ้าตนเก่งทุกอย่าง ตนก็คงประสบความสำเร็จเร็วกว่านี้ มากกว่านี้ แต่ตนก็ใช้ทีมของตนใครมีความรู้ความสามารถด้านไหนก็เอาไป 

เมื่อถามว่า จะไม่ไปดีเบตกับเขา นายอนุทินกล่าวว่า ตนพูดไม่เก่ง ตนไม่ชอบตอบโต้ พอตอบโต้ เดี๋ยวทะเลาะกัน ตนหลีกเลี่ยงการทะเลาะกัน ตนก็มีสไตล์การใช้ชีวิตองตน ซึ่งตนไม่อยากไปว่ากล่าวใคร ไม่อยากไปกล่าวหาใคร ตนไม่อยากไปแก้ตัวในสิ่งที่ถูกกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง เพราะไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร สมมุติมีการดีเบตกัน วันนี้ตนเป็นนายกฯ จะพูดอะไรก็ต้องระวังหมดทุกฝีก้าว บางทีก็สับสวิตซ์ไม่ทัน ตนก็มีความชัดเจนว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทย ไทยแลนด์พลัส คนละครึ่งพลัส การศึกษาพลัส การค้าพลัส ขายข้าวพลัส และเรื่องสแกมเมอร์ที่ต้องเอาให้อยู่ แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และความตั้งใจเจตนารมณ์แผนการทำงานที่จะทำ ถ้ามีโอกาสได้กลับมาได้เป็นผู้บริหารประเทศอีกรอบ ตนมีความชัดเจนในตรงนี้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ที่มีการพูดว่ากลัวที่จะพลาดพลั้ง ไม่เกี่ยวกันใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนพูดไม่เก่ง พูดไปแล้วก็ไม่ได้ผลบวกอะไรขึ้นมา มีแต่ลบ เพราะต้องไปทะเลาะกับเขา ต้องไปดีเฟน ต้องไปชี้แจง ไม่ได้ทันได้พูดคุยกัน ไปดีเบต 5 คน 7 คน หรือบางครั้ง 10 คน พูดกันคนละ 2 นาที ตนพูดไม่ได้ ตรงนี้อาจจะเป็นจุดอ่อนของตนให้ตนพูด 3 ชั่วโมงพูดได้ แต่ให้พูด 2 นาทีพูดไม่ได้ ถ้าไปแล้วต้องไปนั่งตอบโต้ข้อกล่าวหาต่างๆไม่ได้พูดเรื่องตัวเอง มันเสียเวลาคนฟัง ซึ่งตนมีความชัดเจนในเรื่องนโยบายของพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว ซึ่งตนก็หาทางสื่อสารกับประชาชนในรูปแบบที่สื่อสารได้ชัดเจน และไม่ถูกจำกัดด้วยเวลา  ตนมีเวลา 40 กว่าวัน อย่างวันที่ 27 ธ.ค. ตนก็ไปเปิดตัวผู้สมัครสส. และเดินสาย 3-4 จังหวัดไปหาประชาชนเลย ไม่ต้องผ่านการดีเบตหรืออะไรต่างๆ ตนก็มีแนวทางการทำงาน ไปรับฟังสิ่งที่ประชาชนอยากให้เกิด อยากเห็นและคาดหวังจากตนได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง

เมื่อถามว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะไม่มีการโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ และรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินกล่าวว่า “ทำไมถึงไม่โหวต ที่ไม่โหวตเพราะ โกรธที่ผมยุบสภาหรือ ผมทำชั่วทำอะไร ผมทำเลวอะไรกับประเทศชาติหรือเปล่าถึงไม่มาร่วมงาน ถ้าพวกท่านบอกว่าตัวเองเป็นคนดี มีความสามารถ รักชาติรักบ้านเมืองเหมือนกัน ผมก็รักชาติรักบ้านเมืองไม่แพ้กัน ทำไมถึงทำงานร่วมกันไม่ได้ ยังทันเลือกตั้งเลย พี่น้องประชาชนยังไม่ทันตัดสินเลย แล้วมาบอกว่าไม่ทำงานร่วมกันแล้ว ถึงเวลาลุยต้องลุย ถ้าจะต้องถอยแล้วบ้านเมืองเดินหน้าไปได้ก็ต้องถอย ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะร่วมกับใครไม่ได้ อย่างที่ผมพูดไม่ร่วมกับพรรคไหนที่ไปแต่มาตรา 112 ซึ่งเป็นแนวทางของพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถามว่า หากไม่มีเรื่องนี้เข้ามาเกี่ยว สามารถคุยกันได้กับทุกพรรค นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ติดมาตั้งแต่เป็นหัวหน้าพรรคว่า ตนต้องฟังการตัดสินใจของประชาชน หากประชาชนเลือกพรรคนี้มาเท่านี้ เลือกอีกพรรคนึงมาเท่านี้ เราก็สามารถแปลความต้องการของประชาชนออกมาได้ว่าเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า หากผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว ต้องมีการจับขั้วกับพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์บอกว่าไม่เอาพรรคกล้าธรรม จนทำให้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ควันออกหู นายอนุทิน กล่าวว่า แล้วมันดีไหม พี่น้องประชาชนควรรับรู้ไหมว่า ร.อ.ธรรมนัสควันออกหู พี่น้องประชาชนได้อะไรจากการโกรธของ ร.อ.ธรรมนัส ฉะนั้นเราต้องมีกระบวนการยุติธรรม อย่างเรื่องสแกมเมอร์ วาทกรรมที่ไม่บอกคนนี้ชั่ว คนนี้เลว ไปกล่าวหาก่อน โดยที่กระบวนการยุติธรรม ยังไม่มีศาลไหนที่ตัดสินเลย ถ้าอย่างนี่ใครก็ให้ทีมงานไปกล่าวหา ก็คงไม่มีใครมาทำหน้าที่รับใช้บ้านเมืองกันพอดี

เมื่อถามว่า ที่นายอภิสิทธิ์ระบุจะไม่ร่วมกับพรรคกล้าธรรม แสดงว่าเขายังไม่ได้ตัดพรรคภูมิใจไทยออกจากสมการใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รอวันที่ประชาชนตัดสินใจ เพราะไม่ได้มีข้อกฎหมายกำหนดอะไรที่หัวหน้าพรรคต้องมาบอกว่าจะร่วมกับคนนั้นไม่ร่วมกับคนนี้ ที่ผ่านมามีคนพูดแบบนี้เยอะแยะ ไม่มีวัน ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้ ตายดีกว่า แล้วเป็นอย่างไรตนไม่เคยพูดเลย มีแต่คนอื่นพูดว่าไม่ร่วมกับตน ซึ่งตนเพิ่งพูดว่าถ้าพรรคไหนที่แตะมาตรา 112 ตนไม่ร่วม ตั้งแต่เล่นการเมืองมาจำได้ว่าก็พูดแค่นี้ ถ้าร่วมกันต้องมานั่งหาเหตุผลอธิบาย ซึ่งฟังไม่ได้เรื่องซักอย่าง

เมื่อถามว่า หมายตาไว้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราอยู่ในการเมืองมา จะใช้คำว่าเก๋าก็ไม่ได้เพราะเดี๋ยวจะชมตัวเอง ต้องใช้คำว่า เข้าใจทำใจได้ว่า เมื่อถึงเวลาหลังเลือกตั้งแล้ว ไม่เกินเที่ยงคืนของวันเลือกตั้งก็จะเห็นรัฐบาลทันที ไม่ว่าจะรับรองหรือไม่รับรองนี่คือสิ่งที่ตนเชื่อ และที่ผ่านการเลือกตั้งมา 3-4 ครั้ง ก็เห็นอย่างนี้ตลอดไม่ต้องรอนาน หลังการเลือกตั้งปี 62 พรรคภูมิใจไทยได้ 51 เสียง มีโทรศัพท์มาหา 500 สาย ตนก็คิดว่าถึงเวลาคุยหรือยัง เพราะเราไม่ใช่แกนนำ แต่ตนก็ไม่เคยพูดว่า ตนจะไม่ร่วมกับใคร เพราะว่าถ้าประชาชนเลือกแล้ว ตนว่าตนมีเกราะป้องกัน ส่งเข้ามา 51 คน คนเข้ามา 71 คนเที่ยวหน้าหวังว่าจะเข้ามา 100 กว่าคน 

เมื่อถามย้ำว่า ต้องมี 100 กว่าใช่ไหม นายอนุทินกล่าวว่า ก็หวัง ต้องทำให้ดีประชาชนสั่ง ประชาชนเป็นคนเลือกกำหนดเองไม่ได้ ถ้ากำหนดเองได้ก็มี 500 คนไปเลยให้หมดเรื่องหมดราว แต่มันทำไม่ได้ ตอนที่พรรคภูมิใจไทยมา 71 คน พวกตนอ่านความต้องการของพี่น้องประชาชนได้ เมื่อเสียงส่วนใหญ่ว่ามาแบบนี้ตนก็ไป เพราะตนมาทำงานให้กับประเทศและประชาชน ตนก็ทำอย่างนี้มาตลอด คนการเมืองถ้าเข้าใจหลักการทำงานของตน ที่ผ่านมาตอนทำงานเป็นรองนายกฯ เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านเข้าใจตน ท่านเห็นว่ามาทำงานร่วมกันแล้วดี สามัคคีคือพลัง ตรงไหนเข้าท่าสนับสนุน ตรงไหนไม่เข้าท่าก็ดุด่าว่ากล่าว ก็จบ4 ปี สวยงามระบบสาธารณสุขประเทศไทยก็เป็นอันดับ 6 ของโลก ประเทศไทยมีความเป็นปึกแผ่น ไม่มีความแตกแยก

“พอหลังเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เป็นนายกฯ แล้ว ผมก็มีนายกฯ ใหม่อีก 2 คนก็ทำงาน ก็สนับสนุนยืนเคียงข้างนายกฯ ตลอดเวลา ไม่เคยคิดจะไปไปทาบเงา เป็นรองนายกฯ เป็น รมว.มหาดไทย ทำงานสนับสนุนรัฐบาลเต็มที่ แต่อีกฝั่งไม่ได้คิดอย่างผม มันก็เลยมีวันนี้ ไม่อย่างนั้นวันนี้ผมก็ยังเป็นรองนายกฯ เป็นรมว. มหาดไทย และก็ช่วยกันทำงานอีก 2 ปีก็จะมีการเลือกตั้ง” นายอนุทินกล่าว

เมื่อถามว่า ตอนนั้นน้อยใจหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า  ผมเสียใจ ไม่ได้น้อยใจหัวยังไม่ได้ล้าน แต่เสียใจที่ทำไมแปลเจตนารมณ์ผมผิด และข้อกล่าวหาที่บอกว่า ผมทำงานไม่ดี ทำงานช้า ทำงานไม่ทันใจทำงานไม่เข้าเป้า แต่ผลโพลผมตามหลังนายกฯ เรื่องยาเสพติดก็มีคนมาร่วมกับผมเยอะแยะไปหมด แต่ก็ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี ถ้าเขาไม่ไล่เราออกมา เราก็คงไม่ได้เป็นนายกฯ ก็ต้องขอบคุณที่เขาไล่ออกมา ส่วนตัวผมไม่มีโกรธ

เมื่อถามว่า สรุปว่าออกเองหรือเขาไล่ออกมา นายอนุทิน กล่าวว่า ได้รับข้อเสนอที่รับไม่ได้ เหมือนได้รับเงิน 3 แสนบาท แต่บอกให้ไปรับ 1.8 แสนบาท แล้วจะเปลี่ยนไหม ฉันใดก็ฉันเพล (ฉันใดก็ฉันนั้น) 

เมื่อถามว่า ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนฟาดกลับนายอนุทินหยุดสร้างนิทานหลอกเด็กกรณีมาตรา 112 แจงชัดยกมือดีเบตแค่ดันนิรโทษกรรมคดีการเมือง พรรคประชาชน(ปชน.)ไม่หวั่นพรรคน้ำเงินขู่ไม่จับมือพร้อมสู้เลือกตั้ง

โดยนายอนุทิน กล่าวว่า น้ำเงินน่าจะหมายถึงพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่ได้ขู่ใคร แต่เรื่องของมาตรา 112 จะปรับเปลี่ยนให้มันไม่มีการบังคับที่เข้มงวดแบบนี้พรรคภูมิใจไทยไม่เอาด้วยอยู่แล้วพูดง่ายๆมาตรา 112 มีความสมบูรณ์อยู่แล้ว เราต้องปกป้องสถาบันหลักของชาติเอาไว้ เรื่องการผลักดันนิรโทษกรรมผู้ที่ทำผิดมาตรา 112 ตนว่าแทนที่จะไปผลักดันการนิรโทษกรรมผู้กระทำผิดมาตรา 112 ผลักดันให้คนไม่ลบหลู่สถาบันพระมหากษัตริย์ดีกว่าไหม จะได้ไม่ทำผิดกฎหมาย เราเป็นคนไทยเราก็ต้องหวงแหนสถาบันหลักของเราเหมือนกัน และถ้าใครมาพูดว่ากล่าวให้ร้าย ตนและพรรคภูมิใจไทยไม่ยอม โดยเฉพาะตัวของตนมีความชัดเจนไม่ได้สร้างนิทานหลอกเด็ก เกิดมาก็หลอกคนเดียวคือคนที่นอนติดกันทุกคืน เวลาทำอะไรผิด คนอื่นไม่เคยหลอก เด็กผู้ใหญ่ คนสูงอายุ ไม่มี 

พิธีกรถามต่อว่านายกฯดีเบตออกรายการไปถึงนายณัฐพงษ์ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่กล้าหรอกครับ ตนถึงบอกเอามา ก็เอามานั่งเถียงกันแล้วประชาชนได้อะไร ถ้าเกิดเป็นแบบนี้ร่วมกันไปประเทศก็น่าจะเสียหาย ไปฟาดฟันกันในคณะรัฐบาลมันยิ่งหนัก ชัดเจนกันแบบนี้มันก็ดีอยู่แล้วให้ประชาชนตัดสิน

พิธีกรถามอีกว่าสุดท้ายนายกฯอยากบอกอะไรกับประชาชน นายอนุทิน กล่าวว่า ขอบคุณประชาชนในโอกาสที่ให้ตนปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและได้รับกำลังใจ เสียงสนับสนุนที่เห็นด้วยกับสิ่งที่ตนได้ดำเนินการวางเป็นกรอบนโยบายให้กับประเทศไทยในช่วงระยะเวลาที่ตนทำหน้าที่นายก ฯ อยากขอความเข้าใจและการสนับสนุนจากประชาชนอีกครั้งในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในวันที่8 ก.พ. 2569 คิดว่าน่าจะได้เลือกตั้งแน่รัฐบาลพร้อมที่จะให้การสนับสนุนคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในการเลือกตั้งอยู่แล้วและกกต.ได้ออกมาตรการสำหรับการเลือกตั้ง ต่อให้ยังมีสถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นก็ยังสามารถที่จะเลือกตั้งได้ ก็ขอให้ประชาชนได้เชื่อมั่นว่าตนจะทำงานรับใช้ท่านและประเทศไทยอย่างเต็มที่

ชนะที่ 1 ไม่สู้รวมเสียงได้!! ความจริงของระบบรัฐสภาที่คนไทยต้องรู้ รัฐบาลเกิดจากทีมที่รวมเสียงได้ ชี้ ในระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องแปลก "นิวซีแลนด์-เดนมาร์ก -เยอรมนี" เคยมีมาแล้ว

“แกนนำจัดตั้งรัฐบาล” ไม่ได้แปลว่า “พรรคอันดับ 1 เท่านั้น” เพราะระบบรัฐสภาวัดกันที่ “รวมเสียงได้” และ “ทำงานเป็นทีม”

วาทะกรรมที่ได้ยินบ่อยในสังคมไทยคือ “พรรคอันดับ 1 ต้องได้ตั้งรัฐบาล” หรือ “ที่หนึ่งคือเจ้าของประเทศ” ฟังดูง่าย จำง่าย แต่ไม่ตรงกับหลักการของระบบรัฐสภาแบบชัดเจน
หัวใจของระบบรัฐสภาไม่ได้อยู่ที่ “ใครได้ที่นั่งมากสุด” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ใครสามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนในสภาได้มากพอ” เพื่อให้สภาไว้วางใจและให้รัฐบาลทำงานได้จริง
แปลไทยเป็นไทย: ในระบบรัฐสภา รัฐบาลเกิดจาก “ทีม” ที่รวมเสียงได้ ไม่ใช่ “พรรคเดียว/คนเดียว” ที่ประกาศว่าเป็นผู้ชนะแล้วทุกอย่างต้องเป็นของตน
หลักการสั้น ๆ ที่ต้องจำให้ขึ้นใจ
• ประชาชนเลือก “สส.” ก่อน แล้วรัฐบาลเกิดจากการรวมเสียงในสภา
• รัฐบาลต้อง “คุมเสียง” ให้ได้อย่างน้อยสำหรับการโหวตไว้วางใจ (confidence) และการผ่านงบประมาณ (supply)
• การเจรจาจัดตั้งรัฐบาล/ข้อตกลงร่วม (coalition หรือ confidence-and-supply) คือเรื่องปกติของรัฐสภา ไม่ใช่เรื่องแปลก
• ดังนั้น “อันดับ 1” อาจไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล ถ้ารวมเสียงไม่ได้หรือสร้างข้อตกลงร่วมไม่สำเร็จ

ตัวอย่างต่างประเทศ: ไม่ใช่ที่หนึ่ง แต่ตั้งรัฐบาลได้ เพราะรวมเสียงได้สำเร็จ
นิวซีแลนด์ (2017): National ได้ที่นั่งมากสุด แต่ Labour ได้เป็นรัฐบาล
ผลเลือกตั้งทำให้ไม่มีพรรคใดครองเสียงข้างมาก พรรค New Zealand First ถือ “ดุลอำนาจ” และเลือกจับมือ Labour พร้อมมีข้อตกลงสนับสนุนจาก Greens ทำให้ Jacinda Ardern ได้เป็นนายกรัฐมนตรี — สะท้อนว่าเกมจริงอยู่ที่การรวมเสียงหลังเลือกตั้ง

เดนมาร์ก (2011): Venstre ยังเป็นพรรคใหญ่สุด แต่ฝ่ายตรงข้ามรวมเสียงได้จึงเปลี่ยนรัฐบาล
แม้พรรค Venstre จะเป็นพรรคเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุด แต่กลุ่มพรรคฝ่ายค้านรวมเสียงได้มากกว่า จึงเกิดรัฐบาลใหม่ที่นำโดย Social Democrats และ Helle Thorning-Schmidt ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

สหราชอาณาจักร (ก.พ. 1974): Conservatives ได้ที่นั่งมากกว่า แต่ตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ สุดท้าย Labour เป็นรัฐบาล
เกิด ‘hung parliament’ นายกฯ Edward Heath (Conservative) พยายามเจรจาจัดตั้งรัฐบาลแต่ไม่สำเร็จ จึงเปิดทางให้ Harold Wilson (Labour) จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย

เยอรมนีตะวันตก (1969): CDU/CSU ใหญ่สุด แต่ SPD จับมือ FDP ตั้งรัฐบาล Brandt
แม้ CDU/CSU จะเป็นกลุ่มใหญ่สุด แต่ SPD รวมเสียงกับ FDP ตั้งรัฐบาล และ Willy Brandt ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี (Chancellor) — เป็นการเปลี่ยนรัฐบาลครั้งสำคัญหลัง CDU/CSU ครองอำนาจยาวนาน

ทำไมต้องย้ำเรื่องนี้? เพราะความเข้าใจผิดทำให้สังคมโกรธผิดเป้า
เมื่อสังคมถูกป้อนความคิดว่า “ที่หนึ่งเท่านั้นที่มีสิทธิ์ตั้งรัฐบาล” ผลคือประชาชนจำนวนมากจะตีความกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล (ซึ่งเป็นเรื่องปกติของรัฐสภา) ว่าเป็น “ดีลลับ” ทั้งที่หลายประเทศทำเป็นข้อตกลงเปิดเผยและตรวจสอบได้
ความจริงคือ เราควรถามคำถามที่สำคัญกว่า: ใครตั้ง “ทีม” แล้วทำให้นโยบายผ่านสภาได้? ใครทำให้งบประมาณผ่านได้? ใครรับผิดชอบร่วมกันได้เมื่อทำไม่ได้ตามสัญญา?

ระบบรัฐสภาคือ “ระบบทีมเวิร์ก”
แกนนำจัดตั้งรัฐบาลคือคน/พรรค/ขั้วการเมืองที่ “รวมเสียงได้มากพอ” และ “รักษาความไว้วางใจของสภาได้” ไม่ใช่ตำแหน่งที่แจกให้พรรคอันดับ 1 แบบอัตโนมัติ
ถ้าอยากให้ประชาธิปไตยเดินได้จริง เราต้องเลิกเชื่อวาทะกรรมที่ทำให้สังคมเข้าใจระบบผิด แล้วหันมาอ่านเกมรัฐสภาให้เป็น: ชนะเลือกตั้งคือหนึ่งขั้น แต่ตั้งรัฐบาลได้ต้องชนะสมการรวมเสียง และทำงานร่วมกันเป็นทีม

อ้างอิง
• UK Parliament: What is a hung Parliament? https://www.parliament.uk/about/how/elections-and-voting/general/hung-parliament/
• UK House of Commons Library: How is a Prime Minister appointed? https://commonslibrary.parliament.uk/how-is-a-prime-minister-appointed-2/
• UK Cabinet Office: The Cabinet Manual (PDF) https://assets.publishing.service.gov.uk/media/5a79d5d7e5274a18ba50f2b6/cabinet-manual.pdf
• House of Commons (Canada) Procedure and Practice: Majority supporting the Government https://www.ourcommons.ca/procedure/procedure-and-practice-4/ch02-3-e.html
• 2017 New Zealand general election (government formation summary) https://en.wikipedia.org/wiki/2017_New_Zealand_general_election
• 2011 Danish general election (government formation summary) https://en.wikipedia.org/wiki/2011_Danish_general_election
• February 1974 UK general election (hung parliament summary) https://en.wikipedia.org/wiki/February_1974_United_Kingdom_general_election_in_England
• 1969 West German federal election (coalition formation summary) https://en.wikipedia.org/wiki/1969_West_German_federal_election
• Encyclopaedia Britannica: Germany – Ostpolitik and reconciliation (1969–89) https://www.britannica.com/place/Germany/Ostpolitik-and-reconciliation-1969-89

ท้าชนทุนผูกขาดพลังงาน "อรรถวิชช์" ลั่น! เบอร์ 6 ไม่โกหก รทสช. พร้อมแก้วิกฤตชาติ ประกาศหั่นค่าไฟ 3.30 บาท

‘อรรถวิชช์’ ลั่นคุ้มค่าแลก สส. ไหลออกกับการลดค่าไฟให้ประชาชน เปิดแผนเดือด 'ทุบหม้อข้าวกลุ่มทุน' ดันค่าไฟเหลือ 3.30 บาท ย้ำเบอร์ 6 "ไม่โกหก" ขอ 20 ที่นั่งเข้าไปลุยต่อ

(29 ธ.ค. 2568) นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการ "เจาะข่าวเด็ด" ทางสถานีโทรทัศน์ MONO 29 ถึงความพร้อมและทิศทางของพรรครวมไทยสร้างชาติเพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถทำนโยบายด้านพลังงานได้สำเร็จ แม้กระทรวงพลังงานจะมีงบประมาณน้อยที่สุด แต่ในยุคที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สามารถลดค่าไฟฟ้าจาก 4.70 บาท เหลือ 3.94 บาท ลดลง 76 สตางค์ ซึ่งช่วยประหยัดเงินให้ประชาชนไปแล้วกว่า 2.7 แสนล้านบาท รวมถึงเตรียมเสนอร่างพระราชกำหนดยกเลิกกองทุนน้ำมัน เปลี่ยนมาใช้ระบบน้ำมันสำรอง ให้โรงกลั่นเป็นผู้เสียภาษีแทนประชาชนทำให้น้ำมันลดลง 5-6 บาท

นายอรรถวิชช์ กล่าวเสริมว่า การลดค่าไฟฟ้าคือการเข้าไปแตะกำไรของกลุ่มทุนเอกชน เพราะปัจจุบันเอกชนผลิตไฟฟ้าถึง 71% ขณะที่ กฟผ. ผลิตเองเพียง 29% นี่คือเหตุผลที่ทำให้เรามีปัญหากับนายทุน

"ค่าไฟที่ลดลงทุกสตางค์ กับ สส. ที่เดินออกไปคุ้มค่ากับการที่ประชาชนจะได้รับ รทสช. ตั้งเป้าลดค่าไฟลงอีกให้เหลือ 3.30 บาท" นายอรรถวิชช์ กล่าว

ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังย่ำอยู่กับที่มา 20 ปี เพราะขาดนวัตกรรม และถูกผูกขาดโดย 2 อุตสาหกรรมหลัก คือ พลังงาน และ ธนาคาร ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมไฮเทค เช่น Data Center หรือการผลิตชิป Semi-conductor ต้องการพลังงานสะอาด 100% เพื่อเลี่ยงภาษีคาร์บอน แต่ไทยไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้เพราะกลัวกระทบทุนผูกขาด พรรครวมไทยสร้างชาติจึงเสนอให้เปิด "เสรีโซลาร์" เพื่อให้ผู้ผลิตเข้าถึงพลังงานสะอาดได้โดยตรง ไม่ต้องรอรัฐหรือกลุ่มทุน

สำหรับปัญหาหนี้ครัวเรือน นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า 90% เกิดจากระบบเครดิตบูโรที่ล้าหลัง ซึ่งแช่แข็งประวัติลูกหนี้นานถึง 3 ปี แม้จะชำระหนี้หมดแล้วก็ตาม ทำให้คนทำงานขาดโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน ต้องกู้หนี้นอกระบบโดนดอกเบี้ยแพงมาก จึงเสนอให้ใช้ระบบ Credit Scoring แบบสหรัฐอเมริกา คือการแสดงเป็นคะแนนแทนประวัติการชำระหนี้ คนคะแนนดีดอกเบี้ยต่ำ คนคะแนนต่ำดอกเบี้ยสูง พร้อมจ่ายหนี้ครบ ลบประวัติทันที และสามารถกู้ใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ 3 ปี

ในประเด็นพื้นที่ทับซ้อนและชายแดนไทย-กัมพูชา พรรครวมไทยสร้างชาติ เสนอให้ ยกเลิก MOU 44 และ MOU 43 ทันที โดยยืนยันไม่แบ่งทรัพยากรในพื้นที่เส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา และต้องยึดตามหลักหมุดเดิม ไม่ยอมรับการเปลี่ยนหลักหมุดที่ล่วงล้ำเข้ามา และกล่าวถึงการทำงานของรัฐบาลเรื่องลงนามหยุดยิงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ว่าเป็นการ "ยึกยัก" ทั้งที่ไทยมีแสนยานุภาพทางทหารเหนือกว่าในทุกมิติ

ด้านการปฏิรูปกองทัพ เสนอนโยบายสมัครใจเกณฑ์ทหารมอบเงินค่าตอบแทน 30,000 บาท ทันที และผู้ที่สมัครใจรบมอบให้ 200,000 บาท ซึ่งเงินเหล่านี้จะกลับมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและช่วยกระตุ้น GDP ได้จริง

สำหรับเป้าหมายในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ตั้งเป้าจำนวน สส. อย่างน้อย 20 ที่นั่งเพื่อเข้าไปในสภาฯ และ สำหรับ สส.บัญชีรายชื่อ หากประชาชนอยากให้พรรครวมไทยสร้างชาติเข้าไปสู้ให้ท่าน โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน โปรดเลือกรวมไทยสร้างชาติ "เบอร์ 6 ไม่โกหก" มั่นใจว่าคุ้มเงินภาษีทุกบาททุกสตางค์แน่นอน นายอรรถวิชช์ กล่าว

ดร.เจษฏ์ ปูด “ทุนเทา” ทุ่มแสนล้านซื้อประเทศ ชี้ถูกกว่าแจกเงิน เผยโมเดลหัวละ 4,000 ยึดอำนาจรัฐ

รศ.ดร.เจษฏ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ เปิดเผยเกี่ยวกับสถานการณ์การแทรกแซงทางการเมืองของกลุ่มทุนสีเทา ว่า ล่าสุดมีการอายัดทรัพย์กลุ่มทุนสีเทากลุ่มหนึ่งมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท ซึ่งได้รับข้อมูลมาว่าเป็นเพียงร้อยละ 10 ของเม็ดเงินจริงที่เตรียมไว้สำหรับสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ โดยยอดรวมอาจสูงถึง 1 แสนล้านบาท

รศ.ดร.เจษฏ์ ได้แจกแจงตัวเลขความเป็นไปได้ในการใช้เงินจำนวนดังกล่าวซื้อเสียงว่า หากมีเงิน 1 แสนล้านบาท สามารถซื้อคนได้ถึง 100 ล้านคน ในราคาคนละ 1,000 บาท แต่ในความเป็นจริงประเทศไทยมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ถึงจำนวนดังกล่าว และหากนับเฉพาะผู้มาใช้สิทธิจริงประมาณ 30 กว่าล้านคน การซื้อเสียงเพื่อให้ได้เสียงข้างมาก (ประมาณ 60% ของผู้มาใช้สิทธิ) จะทำให้อัตราการจ่ายเงินพุ่งสูงถึงหัวละ 3,000 - 4,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่กลุ่มทุนเหล่านี้สามารถจ่ายได้จริง

'จตุพร' นำทัพโอกาสใหม่ บุกร้อยเอ็ด ชู 'นิษา สุทธิกานต์' สู้ศึกเขต 4 เบอร์ 2 ประกาศใช้โมเดล 'บริหารนำการเมือง' มุ่งแก้ปัญหาปากท้องประชาชน

‘จตุพร บุรุษพัฒน์’ ชี้ทางออกจากการเมืองแบบเดิม “บริหารต้องนำการเมือง” บุกร้อยเอ็ดชูคนรุ่นใหม่ ‘นิษา สุทธิกานต์’ แก้ปัญหาปากท้องประชาชน

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 ร้อยเอ็ด – นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์และนักบริหารระดับสูง นำทัพเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ณ อ.เสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ประกาศนำโมเดล “บริหารนำการเมือง” มาใช้พัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือท่ามกลางเวทีปราศรัยที่มีประชาชนจากอำเภอเสลภูมิ ทุ่งเขาหลวง โพนทอง และธวัชบุรี กว่า 3,000 คน พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ “นิษา” นางสาวสุทธิกานต์ สิทธิ์ประภากูล อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลูกสาวนายเจริญ สิทธิ์ประภากูล รองนายก อบจ.ร้อยเอ็ด เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง เป็นตัวแทนพรรคลงสู้ศึกเลือกตั้งพื้นที่  ร้อยเอ็ดเขต 4 เบอร์ 2 ชี้มีประสบการณ์ ความรู้ และหัวใจที่ตั้งใจเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ภายใต้สโลแกน “ปลดล็อกคนอีสาน สร้างโอกาสใหม่” 

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ระบุว่า พรรคโอกาสใหม่ถูกตั้งขึ้นเพื่อนำประสบการณ์จากการเป็นนักบริหารระดับสูงมาปรับใช้ โดยยึดหลัก “บริหารนำการเมือง” คือเน้นการทำงานจริงที่หวังผลลัพธ์ ไม่ใช่เพียงการสัญญาทั่วไป พรรคจึงคัดสรรคนรุ่นใหม่อย่าง “นิษา” สุทธิกานต์ ร้อยเอ็ดเขต 4 เบอร์ 2   ที่มีทั้งพลังและประสบการณ์งานนโยบาย เข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนพื้นที่เสลภูมิและใกล้เคียง ชี้เป็นเขตที่มีศักยภาพแต่ขาดการบริหารจัดการน้ำและเศรษฐกิจที่ตรงจุด โดยนโยบายของพรรคโอกาสใหม่ ภายใต้สโลแกน “มีเราไม่มีมืด” เน้นไปที่นโยบายที่จับต้องได้และแก้ปัญหาปากท้องประชาชน เพื่อแช่แข็งหนี้ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ น้ำถึงนา ประปาถึงบ้าน 

โดยนายประภาส ยงคะวิสัย แม่ทัพอีสาน ยืนยันกระแสตอบรับในพื้นที่ร้อยเอ็ดเขต 4 เบอร์ 2  ดีเยี่ยม ประชาชนขานรับแนวทางคนรุ่นใหม่ที่ใช้การบริหารเป็นตัวนำ พร้อมใจเลือก พรรคโอกาสใหม่ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้การเมืองไทย

 “พรรคโอกาสใหม่พร้อมเปิดกว้างเพื่อเป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือ เปลี่ยนชีวิตพี่น้องประชาชนให้ดีขึ้นจริง” นายจตุพรกล่าว พร้อมย้ำว่าการที่พรรคส่งคนรุ่นใหม่ที่คือภาพสะท้อนของความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนโอกาสใหม่ให้เป็นโอกาสของคนไทยทุกคน
 

เลือกตั้ง’69 EP#1 เมื่อ...สังคมในอุดมคติ (Utopia) ไม่มีอยู่จริง

สืบเนื่องจากวันที่จาก 12 ธันวาคม 2568 พระราชกฤษฎียุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ทูลเกล้าฯ พระราชกฤษฎีดังกล่าวให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย ซึ่งทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปขึ้น กองบรรณาธิการ The States Times จึงขอเสนอชุดบทความเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับท่านผู้อ่านในด้านการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข อันจะเป็นการช่วยกันทำให้การเมืองไทยมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งจะนำความเจริญวัฒนาสถาพรมาสู่ประเทศชาติบ้านเมืองอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป

หลังจากการยุบสภาก็ทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งก็เริ่มคึกคักทันที แต่ละพรรคการเมืองต่างเสนอนโยบายอันเป็นการขายฝันมากมายหลายอย่าง บ้างก็ทำได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วทำได้ยากหรือไม่มีทางทำได้เลย ดังเช่นพรรคการเมืองซึ่งสามารถได้ใจคนรุ่นใหม่ด้วยการขายฝันถึงการสร้างสังคมอุดมคติ (Utopia) ซึ่งความเป็นจริงแล้วไม่เคยเกิดขึ้นบนที่แห่งใดบนโลกใบนี้เลย และไม่มีวันที่จะเกิดขึ้นได้ตราบชั่วฟ้าดินสลาย 
.
สังคมในอุดมคติที่สมบูรณ์แบบ (Utopia) คือ สังคมที่มีความดีงาม ความยุติธรรม และความสุขสมบูรณ์ ซึ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น มนุษย์มีความสุข มีความยุติธรรม และไม่มีความขัดแย้ง "Utopia" เป็นคำที่มาจากความคิดของ Sir Thomas More ผู้ประพันธ์หนังสือชื่อเดียวกันในปี 1516 ซึ่งบรรยายถึงเกาะในจินตนาการที่มีระบบสังคมดีเลิศ โดยคำว่า "Utopia" มาจากภาษากรีก ou-topos (ดินแดนที่ไม่มีอยู่จริง) ผสมกับ eu-topos (ดินแดนที่ดี) ซึ่งสะท้อนถึงความฝันถึงสังคมที่สมบูรณ์แบบแต่เป็นไปไม่ได้จริง และตรงข้ามกับ สังคมเลวร้าย (Dystopia) 

แต่อันที่จริงแล้วหนังสือ Utopia ของ Sir Thomas More  เป็นเพียงแค่การเสียดสีสังคมโดยตั้งใจที่จะเปิดเผยเกี่ยวกับอังกฤษในสมัยนั้นกว่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสังคมในอุดมคติ ทำให้แนวคิดเรื่องสังคมในอุดมคติเป็นเพียงแนวคิดหรือทิศทางมากกว่าจะเป็นเป้าหมายปลายทางได้ ด้วยเหตุที่ ความต้องการ ค่านิยม และพลวัตอำนาจของมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่คนกลุ่มหนึ่งมองว่า "สมบูรณ์แบบ" อาจก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรมหรือความไม่พอใจในคนอีกกลุ่มหนึ่งได้ เพราะทุกความพยายามที่จะสร้างระบบที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ย่อมต้องเผชิญกับข้อจำกัด ความขาดแคลน หรือผลกระทบที่ไม่คาดคิด

เพราะสังคมในอุดมคติคือ ภาพฝันถึงสังคมที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่ผู้คนใฝ่ฝันถึง ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ สันติสุข, ความอุดมสมบูรณ์, ความยุติธรรม, ความเท่าเทียม, และผู้คนมีจิตใจดีงามพร้อมช่วยเหลือแบ่งปัน โดยไม่มีความขัดแย้ง, ความรุนแรง, การกดขี่ หรือความโลภ ทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ปลอดภัย และมีอิสระในการทำสิ่งที่รักโดยไม่หวังผลตอบแทน โดยมีลักษณะสำคัญคือ: 
- สันติภาพและความสามัคคี: ไม่มีสงคราม, อาชญากรรม, การเบียดเบียน, และผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข 
- ความอุดมสมบูรณ์: ทรัพยากรมีเพียงพอสำหรับทุกคน พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ สามารถเก็บกินได้อย่างเสรี
- ความเท่าเทียมและความยุติธรรม: ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ไม่มีชนชั้นหรือการกดขี่ 
- จิตใจที่ดี: ผู้คนมีเมตตาพร้อมให้และแบ่งปัน ทำงานด้วยความสุขโดยไม่หวังผลตอบแทน 
- ความปลอดภัยและความมั่นคง: ไร้ความวิตกกังวลและภัยคุกคาม
- การพัฒนาที่เป็นไปตามธรรมชาติ: เป็นสังคมที่ปราศจากอคติและการตัดสินผู้อื่น.

ด้วยเหตุนี้ สังคมในอุดมคติจึงเป็นไปได้เพียงเป็นเครื่องมือวิพากษ์วิจารณ์แต่ไม่ใช่แบบแผน โดยเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยในการจินตนาการได้ว่าสิ่งต่าง ๆ จะดีขึ้น ได้อย่างไร เปิดเผยให้เห็นถึงสิ่งที่ผิดพลาดในปัจจุบัน และกำหนดอุดมคติที่เป็นเพียงแนวทางในการพัฒนา แม้ว่าอุดมคติเหล่านั้นจะไม่สามารถบรรลุได้อย่างสมบูรณ์ก็ตาม ดังนั้น สังคมในอุดมคติที่สมบูรณ์แบบ (Utopia) จึงไม่มีอยู่จริง มีเพียงแต่การแสวงหาสังคมที่ดีกว่าเท่านั้นที่มีอยู่จริง สำหรับบ้านเราแล้ว สังคมไทยในอุดมคติมักถูกอนุมานว่า เป็นสังคมที่สงบ เรียบร้อย มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อ และเคารพกันตามลำดับอาวุโส ซึ่งสะท้อนคุณค่าดั้งเดิมที่งดงาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว “อุดมคติ” เหล่านี้บางครั้งถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลบปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมมากกว่าการแก้ไขอย่างแท้จริง 

สำหรับบ้านเราแล้ว สังคมในอุดมคติเป็นเพียงเรื่องของ “โลกสวย” เท่านั้นเอง ด้วยเพราะ สิ่งที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ที่จะสามารถทำได้นั้นเป็นเพียงแต่การทำให้สังคมดีขึ้น หรือทำให้สัคมดีกว่าเดิมที่เป็นอยู่ แต่ไม่มีทางและไม่มีวันที่จะทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมในอุดมคติได้ ตราบเท่าที่คนเรายังมี ความรัก ความโลภ ความโกรธ และความหลง อันเป็นสภาวะพื้นฐานของจิตใจมนุษย์ที่เป็นอยู่ในทุกสังคม และในมุมมองทางพุทธศาสนาได้ถือว่าเป็นรากเหง้าของปัญหาทั้งปวง พรรคการเมืองที่อ้างว่าหากได้รับการเลือกตั้งแล้วสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่สังคมในอุดมคติได้นั้น จึงเป็นพรรคการเมืองที่หลอกลวงพี่น้องประชาชนคนไทยอย่างแท้จริง
 

'เลือกตั้ง' 69 เลือกตั้งอย่างไรให้บ้านเมืองไปรอด? คนไทยต้องใช้สติแยกแยะ 'พรรคขายฝัน' ก้าวข้ามกับดัก 'นโยบายด้านเดียว' ชี้ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบต้องเลือกพรรคที่เลวน้อยสุด

เลือกตั้งอย่างไร? บ้านเมืองจึงจะไปรอด

การเลือกตั้งที่จะมาถึงในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ พี่น้องประชาชนคนไทยจะต้องเลือกตั้งอย่างไร จึงจะทำให้บ้านเมืองอยู่รอดและไปต่อได้ เมื่อพิจารณาสถานการณ์ของประเทศชาติบ้านเมืองในภาพรวม ซึ่งพบว่า ประเด็นปัญหาที่ต้องเผชิญมีดังนี้:
1. การเมืองและเสถียรภาพรัฐบาล: 
- การเมืองของไทยยังคงอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และค่อนข้างที่จะไม่มีเสถียรภาพ การจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งอาจใช้เวลา โดยมีการแข่งขันหลักระหว่างหลายพรรคใหญ่ ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าจะได้รัฐบาลเสียงข้างมากทันทีหรือไม่ 
- ความเชื่อมั่นทางการเมืองอยู่ในระดับต่ำ โดยดัชนีเชื่อมั่นเกิดการตกและมีเสียงกังวลถึง ภาวะ “วิกฤตความเชื่อมั่น” ในระดับประเทศ 
- ธรรมชาติของการเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แต่ยังไม่มีรัฐประหารรอบใหม่เกิดขึ้น

2. เศรษฐกิจ: 
- แม้ว่า เศรษฐกิจของไทยจะคงยังเติบโตต่อไปได้ แต่ก็ไม่เร็วตามที่หวัง ยังคงมีอุปสรรคมากมายหลายด้าน โดยเฉพาะการขยายตัวของ GDP ยังคงอยู่ในระดับต่ำ คาดการณ์เติบโตที่อาจชะลอลงอีกในปี 2026 ส่งผลต่อรายได้ครัวเรือน โดยเฉพาะเงินเฟ้อและหนี้ครัวเรือนยังเป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญ
- ความไม่แน่นอนทางการเมือง และ “ช่องว่างอำนาจ” ซึ่งทำให้ภาคธุรกิจเกิดความวิตกกังวล จากการที่ดัชนีตลาดหุ้น (SET) เคยตกลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนนี้ 
- ธนาคารโลกและ IMF ได้คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยด้วยความระมัดระวัง แต่ก็เห็นโอกาสจากภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคที่กำลังค่อย ๆ ฟื้นตัว 
- ปัญหาความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง เช่น การผลิตในภาคอุตสาหกรรมลดลง และความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่มีแนวโน้มจะถดถอย หากยังไม่สามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

3. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคง:
- ความตึงเครียดบริเวณชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านจนเกิดการปะทะกันทางทหาร 2 รอบแล้ว ความขัดแย้งกับเขมรส่งผลต่อความมั่นคงตลอดแนวชายแดน ซึ่งเป็นตัวแปรด้านนโยบายต่างประเทศและความเชื่อมั่นของนักลงทุน และมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่จะมีเหตุการณ์ปะทะระหว่างไทยกับเขมรเกิดขึ้นอีกในปี พ.ศ. 2569 ด้วยเหตุที่ผู้นำเขมรพยายามใช้เหตุจากสถานการณ์ความขัดแย้งจนเกิดการปะทะด้วยกำลังทหารสร้างความชอบธรรมและความนิยมทางการเมือง

4. สังคมและชีวิต: 
- ต้นทุนชีวิตและรายได้ของพี่น้องประชาชนยังคงเป็นประเด็นปัญหาที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง ค่าใช้จ่ายด้านการครองชีพและความคาดหวังเรื่องความช่วยเหลือจากรัฐยังเป็นเรื่องที่ยังมีการพูดถึงอันมาก 
- มลพิษทางอากาศหรือคุณภาพชีวิตในเมืองใหญ่ก็ยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีการต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน 

ดังที่ได้บอกไว้ในเลือกตั้ง’69 EP#1 แล้วว่า บนโลกใบนี้ สังคมในอุดมคติไม่เคยมีอยู่จริง และจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ตราบเท่าที่คนเรายังคงมี รัก โลภ โกรธ หลง กิเลส ตัณหา ฯลฯ อยู่ในจิตใจ ฉะนั้นวิธีคิดหรือความคาดหวังแบบ “โลกสวย” ที่คิดว่าจะรอเลือกพรรคการเมืองที่ทำให้บ้านเมืองเป็นสังคมในอุดมคติที่สมบูรณ์แบบนั้น แทนที่จะเป็นเจตนาที่ดีต่อชาติบ้านเมืองกลับกลายเป็นผลร้ายที่น่ากลัวและเป็นอันตรายยิ่งต่อความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมืองของชาติ

ผลจากการเลือกตั้งของไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 คือการเมืองไทยที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่จนทุกวันนี้ นั้นก็คือการเลือกโดยการรับฟังข้อมูลและนโยบายด้านเดียว ซึ่งเป็นด้านดีด้านบวกของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่นิยมชมชอบ มากกว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขี้น โดยไม่สนใจข้อมูลและนโยบายของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ไม่ชอบ สิ่งเหล่านี้ทำให้ความสามารถในการแยกแยะผิดชอบชั่วดีของผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งลดน้อยถอย และเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้นักการเมืองและพรรคการเมืองที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองนำมาใช้อย่างได้ผล 

และที่สุดความไม่ถูกต้องชอบธรรมในการใช้อำนาจรัฐของนักการเมืองและพรรคการเมืองจะทำให้บ้านเมืองเกิดความเดือดร้อนและวุ่นวาย นำไปสู่การรัฐประหารของฝ่ายความมั่นคงเมื่อถึงจุดที่สถานการณ์ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยกฎหมายและการเมืองในสภาวะปกติ หากพิจารณาถึงประเด็นปัญหาที่ประเทศชาติบ้านเมืองต้องเผชิญในปัจจุบันดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น จึงควรพิจารณาถึงวิธีคิดและแนวทางของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ไม่เป็นภัย ไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติบ้านเมืองที่กำลังเผชิญอยู่ในทุกวันนี้

เมื่อนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ดีพร้อมและสะอาดบริสุทธิ์ตามสังคมในอุดมคติไม่ได้มีอยู่จริง ดังนั้น จึงต้องเลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่เลวน้อยที่สุด (The Lesser Evil) ด้วยเพราะ ไม่มีนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใดสมบูรณ์แบบ นักการเมืองแทบทุกคนและทุกพรรคการเมืองต่างก็มีข้อบกพร่องด้วยกันทั้งนั้น จากนโยบายที่ไม่เป็นที่นิยม หรือความล้มเหลวในอดีต ดังนั้นพี่น้องประชาชนคนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงอาจไม่พบตัวเลือกที่ตรงกับค่านิยมของตนได้อย่างสมบูรณ์ จึงต้องเลือกตัวเลือกที่เชื่อว่าจะก่อให้เกิดผลเสียให้กับชาติบ้านเมืองที่น้อยที่สุด

ฉะนั้น ในการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 พี่น้องประชาชนคนไทยจึงควรเลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ดีที่สุดนั้นก็คือนักการเมืองและพรรคการเมืองที่เลวน้อยที่สุด ซึ่งจะต้องไม่เป็นภัยคุกคามต่อปัญหาและอุปสรรคของชาติบ้านเมืองโดยเฉพาะเรื่องของความมั่นคง อันเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดซึ่งชาติบ้านเมืองกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

แค่ขอโทษ..ยากตรงไหน? 'ดร.เจษฏ์' สอนมวย 'พิธา-ค่ายส้ม' เลิกแถปม "ทหารมีไว้ทำไม" ชี้ทางออกง่ายๆ แค่ยอมรับความจริง แล้วกล่าวคำ "ขอโทษ" อย่าเลี่ยงบาลี

‘ดร.เจษฎ์’ สอนมวย ‘พิธา’ - ส้ม เลิกแซะ "ทหารมีไว้ทำไม"  แนะทางออกง่ายนิดเดียวแค่บอก "ขอโทษ พูดผิดไปแล้ว"

(7 ม.ค. 2569) รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ กล่าวถึงประเด็นวาทกรรมทางการเมืองที่ยังคงเป็นข้อถกเถียงในสังคม โดยเฉพาะคำถามที่ว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ซึ่งมักถูกหยิบยกขึ้นมาโจมตีโดยกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคประชาชนหรือ “ค่ายส้ม”

รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า ที่ผ่านมามีการตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์กองทัพในทำนองว่ารบกับใครก็แพ้ หรือมีปัญหาเรื่องการจัดซื้ออาวุธ ซึ่งเมื่อถูกท้วงติง ฝ่ายที่ตั้งคำถามกลับพยายามอธิบายเลี่ยงไปมาในลักษณะที่เรียกว่า "แถ" แทนที่จะยอมรับความผิดพลาด

รศ.ดร.เจษฎ์ ย้ำว่า เรื่องนี้แก้ได้ไม่ยากเลย แค่ขอโทษอย่างจริงใจก็จบแล้ว แค่บอกว่า "ผมพูดผิดไปแล้วครับ ผมขอโทษครับ ผมจะไม่ทำอีกแล้วครับ ผมรู้แล้วครับว่าทหารมีไว้ทำไม ผมสำนึกรู้คุณคนทหารแล้วครับ" พร้อมย้ำว่า เรื่องง่ายๆ ง่ายที่สุดแต่กลับไม่ทำ 

แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ ทิ้งท้ายว่า หากพรรคการเมืองคู่ขัดแย้งไม่ยอมลดทิฐิและไม่ยอมกล่าวคำขอโทษในสิ่งที่เคยพูดผิดพลาด การที่จะบอกให้สังคมอภัยให้กันแล้วหันมาร่วมมือพัฒนาบ้านเมืองนั้น คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

“ครม.ดรีมทีม” หลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 สูตรสมานฉันท์ที่วางคน “ตรงงาน” มาก่อน “ตรงขั้ว” โดย กองบรรณาธิการ THE STATES TIMES

 

หมายเหตุความชัดเจน: บทความนี้จัดทำในกรอบ “ฉากทัศน์/โผ ครม.ดรีมทีม” ตามรายชื่อที่ได้รับ (ไม่ใช่ประกาศแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ)

หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 2569 ประเทศไทยจะเดินต่อได้ไกลแค่ไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า “ใครชนะ” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า รัฐบาลชุดใหม่จะจัดทีมบริหารประเทศได้มีเสถียรภาพ มีประสิทธิภาพ และประสานพลังให้เดินไปในทิศเดียวกันได้หรือไม่

ในมุมของกองบรรณาธิการ THE STATES TIMES “ครม.ดรีมทีม” ชุดนี้มีจุดเด่นที่การตั้ง “แกนยุทธศาสตร์” ก่อน แล้วค่อยให้กระทรวงเดินตามแกน ผ่าน 3 หลักการสำคัญดังนี้

• สมานฉันท์ + ความสามารถ

• ประเทศไทยต้องไปต่อ

• การเมืองประสาน + คิดเดินหน้า

1) นายกฯ อนุทิน: คุมทีมผสมให้เดินไปทางเดียวกัน

การวาง “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีในฉากทัศน์นี้ สะท้อนแนวคิดใช้ผู้นำที่มีประสบการณ์การบริหารและการเมือง โดยภารกิจหลักไม่ใช่เพียงสั่งการ แต่คือ “ประสาน” ให้ทีมที่หลากหลายสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้จริง ลดแรงเสียดทานในรัฐบาลผสม และรักษาความต่อเนื่องเชิงนโยบายในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ.

2) 5 รองนายกฯ = 5 แกนยุทธศาสตร์คุมเกมรัฐบาล

หัวใจของโครงสร้างนี้คือการตั้งรองนายกฯ แบบมีโจทย์ชัดเจนรอบด้าน เพื่อให้ “นโยบายข้ามกระทรวง” วิ่งได้จริง ไม่สะดุดที่เส้นแบ่งอำนาจ.

• สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ (โครงสร้างพื้นฐาน): เหมาะกับการเร่งสปีดโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องเอาอยู่ทั้งระบบ ตั้งแต่คมนาคม โลจิสติกส์ ไปจนถึงการเชื่อมเศรษฐกิจภูมิภาค.

• ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ดิจิทัล): โจทย์ดิจิทัลยุคใหม่ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือการเปลี่ยนผ่านระบบรัฐให้บริการประชาชนเร็วขึ้น โปร่งใสขึ้น และลดต้นทุนประเทศ.

• เจษฎ์ โทณะวณิก (กฎหมายและลิขสิทธิ์ทางปัญญา): ยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ AI ต้องมีกติกาทันสมัยด้าน IP และกฎหมายเศรษฐกิจใหม่ วางคนสายกฎหมายเชิงระบบช่วยลดรอยรั่วเชิงนิติกรรมของรัฐ.

• กรณ์ จาติกะวณิช (เศรษฐกิจ): ช่วยคุมภาพใหญ่เรื่องวินัยการคลัง ความเชื่อมั่น และการสื่อสารกับตลาด—โดยเฉพาะช่วงที่ประเทศต้องการ “ความนิ่ง” ทางนโยบาย.

• พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ (ความมั่นคง): ความมั่นคงยุคใหม่คือชายแดน ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และการบริหารวิกฤตให้สัมพันธ์กับการต่างประเทศและเศรษฐกิจ.

3) กระทรวงเศรษฐกิจ: ผสม “เทคโนแครต + นักการเมืองทำงาน” ให้เกิดผลลัพธ์

ทีมเศรษฐกิจในฉากทัศน์นี้โดดเด่นที่การผสม “สายมหภาค/นโยบาย” กับ “สายภาคสนาม/การเมือง” เพื่อให้การตัดสินใจเร็วขึ้น แต่ยังอยู่ในกรอบความยั่งยืน และสื่อสารกับภาคธุรกิจได้ตรงภาษา.

• การคลัง: กอบศักดิ์ ภูตระกูล (รมช. อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี, รมช. ศิริกัญญา ตันสกุล): เป็นภาพทีมการคลังที่มีทั้งมุมมองการเงิน–นโยบาย–การเมือง ช่วยให้แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจไม่หลุดกรอบความรับผิดชอบทางการคลัง.

• พาณิชย์: ศุภจี สุธรรมพันธุ์: การให้ผู้บริหารเอกชนคุมพาณิชย์คือสัญญาณว่า “แข่งขันได้จริง” จะสำคัญกว่าการบริหารแบบเดิม และช่วยเชื่อมรัฐกับเอกชนได้เร็ว.

• คมนาคม: สามารถ ราชพลสิทธิ์: คมนาคมคือเส้นเลือดของเศรษฐกิจ การวางคนที่เข้าใจงานระบบและการประสานหลายหน่วยงานช่วยลดคอขวดด้านโลจิสติกส์.

• อุตสาหกรรม: เอกนัฏ พร้อมพันธุ์: อุตสาหกรรมยุคใหม่ต้องชนะด้วยมาตรฐาน ความปลอดภัย และห่วงโซ่อุปทาน วางคนที่ผลักงานเชิงระบบได้ช่วยยกระดับภาคผลิต.

• พลังงาน: พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค: พลังงานเป็นตัวแปรต้นทุนประเทศ ทั้งค่าไฟและความมั่นคงทางพลังงาน บทบาทนี้ต้องคุมโครงสร้างและกติกาให้สมดุล.

• เกษตรฯ: ธรรมนัส พรหมเผ่า: กระทรวงฐานรากที่ต้องทำถึงพื้นที่—ทั้งการจัดการน้ำ การตลาด และการประกันรายได้ ต้องอาศัยคนที่เอางานภาคสนามอยู่.

• แรงงาน: พงษ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ: แรงงานคือการจ้างงาน ค่าจ้าง ทักษะ และสวัสดิการ บทบาทนี้ต้องเชื่อมเอกชน-ลูกจ้าง-รัฐ ให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้.

4) ความมั่นคง–ยุติธรรม–ต่างประเทศ: ทำให้รัฐ “แข็งแรง” และ “น่าเชื่อถือ”

• กลาโหม: พลเอกบุญสิน พาดกลาง: ช่วยยึดภาพความมั่นคงและการบริหารกำลังพล โดยเฉพาะมิติภาคสนามและการจัดการสถานการณ์ชายแดน.

• ยุติธรรม: ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล: หากรัฐบาลตั้งใจยกระดับกระบวนการยุติธรรม การวางคนที่ยืนบนมาตรฐานและความเป็นธรรมช่วยคืนความเชื่อมั่นของสังคม.

• การต่างประเทศ: สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว: ยุคที่ไทยต้องกลับเข้าจอเรดาร์โลก การทูตต้องคมและต่อเนื่อง เพื่อดึงโอกาสเศรษฐกิจและความร่วมมือกลับเข้าประเทศ.

• มหาดไทย: ไชยชนก ชิดชอบ (รมช. สุชาติ ชมกลิ่น, รมช. วราวุธ ศิลปอาชา): มหาดไทยเป็นกลไกบริหารพื้นที่ วาระสำคัญคือบริการประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ และทำให้รัฐ “ถึงมือประชาชน” มากขึ้น.

5) คุณภาพชีวิต: สาธารณสุข–การศึกษา–สังคม–วัฒนธรรม–สิ่งแวดล้อม ต้องทำจริง วัดผลได้

การเมืองจะลดความขัดแย้งได้ยั่งยืน ต้องทำให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ในชีวิตจริง—สุขภาพ การศึกษา โอกาส และสภาพแวดล้อม.

• สาธารณสุข: ศ.นพ. อภิชาติ อัศวมงคลกุล: การให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์คุมระบบสุขภาพ เป็นสัญญาณว่ามาตรฐานวิชาชีพจะนำหน้าการเมืองในระบบบริการ.

• ศึกษาธิการ: สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์: หากจะยกระดับทักษะคนไทย ต้องเริ่มจากระบบโรงเรียน ครู และหลักสูตรให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจใหม่อย่างเป็นระบบ.

• การอุดมศึกษาฯ: ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์: มหาวิทยาลัยต้องผลิตคนให้สอดคล้องตลาดแรงงานและนวัตกรรม บทบาทนี้ต้องเร่งเชื่อมงานวิจัยกับเศรษฐกิจจริง.

• พัฒนาสังคมฯ: ศุภมาศ อิสรภักดี: การคุ้มครองคนเปราะบางและลดความเหลื่อมล้ำเป็นงานแกนของรัฐสวัสดิการยุคใหม่ ต้องทำให้ถึงมือและวัดผลได้.

• วัฒนธรรม: ซาบีดา ไทยเศรษฐ์: วัฒนธรรมยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต้องเชื่อมกับซอฟต์พาวเวอร์และรายได้ชุมชน ให้ “ความเป็นไทย” กลายเป็นมูลค่าเพิ่ม.

• ทรัพยากรธรรมชาติฯ: วีระศักดิ์ โควสุรัตน์: สิ่งแวดล้อมคือโจทย์เมือง PM2.5 และท่องเที่ยวยั่งยืน ต้องขับเคลื่อนเชิงระบบร่วมกับท้องถิ่นและเอกชน.

• ท่องเที่ยวและกีฬา: ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์: ท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์ฟื้นเศรษฐกิจ ต้องเร่งยกระดับคุณภาพและความปลอดภัย พร้อมกระจายรายได้สู่เมืองรอง

• ดิจิทัลฯ: การดี เลียวไพโรจน์: ถ้ากระทรวงดีอีขยับจาก “งานกำกับ” สู่ “งานยกระดับรัฐดิจิทัล” ประเทศจะได้ประโยชน์เชิงระบบ ทั้งบริการรัฐและเศรษฐกิจดิจิทัล

6) ทีมที่ปรึกษาและโฆษก: เติมสมอง–ความน่าเชื่อถือ–การสื่อสาร

ฉากทัศน์นี้ยังเพิ่ม “ทีมที่ปรึกษานายก” เพื่อเติมมุมมองเชิงยุทธศาสตร์จากผู้มีประสบการณ์หลากมิติ และ “ทีมโฆษกรัฐบาล” เพื่อทำให้การสื่อสารของรัฐชัดขึ้น ลดความสับสนของสังคม.

ทีมที่ปรึกษานายก (ตามรายชื่อที่เสนอ):

• อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (เศรษฐกิจ)

• นพ.ยง ภู่วรวรรณ (สาธารณสุข)

• วิกรม กรมดิษฐ์ (อุตสาหกรรม)

• จรีพร จารุกรสกุล (การลงทุน)

• เศรษฐา ทวีสิน (การค้าต่างประเทศ)

• สมคิด จิรานันตรัตน์ (โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล)

• คณิศ แสงสุพรรณ (การลงทุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่)

ทีมโฆษกรัฐบาล (ตามรายชื่อที่เสนอ):

• ไตรศุลี ไตรสรณกุล

• ศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ

• จูรี นุ่มแก้ว

บทสรุปของกองบรรณาธิการ THE STATES TIMES

กองบรรณาธิการฯ เห็นว่า “ครม.ดรีมทีม” ชุดนี้ถูกออกแบบเพื่อแก้ 3 จุดอ่อนเรื้อรังของการเมืองไทยพร้อมกัน ได้แก่ (1) รัฐบาลผสมเดินคนละทิศ → เปลี่ยนเป็นรัฐบาลผสมที่มีแกนยุทธศาสตร์ชัด (2) กระทรวงทำงานเป็นเกาะ → เปลี่ยนเป็นระบบส่งไม้ต่อกัน (3) นโยบายสวยแต่ทำไม่ถึง → เปลี่ยนเป็นนโยบายที่มีทั้งคนทำงานและคนคุมกติกา.

อย่างไรก็ตาม รายชื่อที่ดีเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่ประชาชนต้องการคือผลลัพธ์—ค่าครองชีพที่ลดลง งานและรายได้ที่เพิ่มขึ้น บริการรัฐที่เร็วขึ้น ความปลอดภัยที่มั่นใจได้ และความเชื่อมั่นของโลกที่กลับมาอยู่ข้างประเทศไทย

หมายเหตุ: บทความนี้เป็น ความเห็นของกองบรรณาธิการ THE STATES TIMES เท่านั้นและจัดทำในกรอบ “ฉากทัศน์/โผ ครม.” ตามรายชื่อที่ได้รับ ไม่ใช่การประกาศแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

‘รักชาติ’ ลุยขยายฐาน!! จัดประชุมใหญ่เน้นพลังคนรุ่นใหม่ เจาะปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจ เดินหน้าเตรียมพร้อมเลือกตั้งครั้งหน้า ตั้งเป้าสมาชิกทั่วประเทศเข้มแข็ง

พรรครักชาติ จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 "ชัยวุฒิ" เน้น ดึงพลังคนรุ่นใหม่ เข้าสู่การเมือง พร้อมประกาศขยายฐานสมาชิกทั่วประเทศ รับศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

[ขอนแก่น]  28 เมษายน 2569 เวลา 14.00 น.  -นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ เป็นประธานจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ครั้งที่ 1 พรรครักชาติ ของสาขาลำดับที่ 3 ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ โรงแรมเมเจอร์แกรนด์ ตำบลไชยสอ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ภายใต้แนวคิด "เพราะรักชาติ ไม่ใช่แค่คำพูด พร้อมดึงพลังคนรุ่นใหม่ บ้านเมืองโปร่งใส ไร้คอรัปชั่น" โดยมีทีมบริหารพรรครักชาติเข้าร่วม อาทิ นายรวี เลาหพูนรังษี รองหัวหน้าพรรค, นายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรค, นายทัศนัย ทองมี รองหัวหน้าพรรค, นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค, นายณภัทร นวเครือสุนทร รองเลขาธิการพรรค, นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค,  นายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค, นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค, นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว รองโฆษกพรรค และกรรมการบริหารพรรค รวมถึงสมาชิกพรรค เข้าร่วมประมาณ 300 คน

โดยนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ระบุว่า การประชุมใหญ่ของพรรคในวันนี้ผ่านพ้นไปได้อย่างเรียบร้อยและราบรื่น ซึ่งวาระสำคัญคือการเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคได้สะท้อนปัญหาและแสดงความคิดเห็น พบว่าเสียงสะท้อนส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ความกังวลด้านวิกฤตเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน

​"อย่างที่เราทราบกันดีในตอนนี้ว่า น้ำมันเชื้อเพลิงมีราคาแพง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย พี่น้องประชาชนกำลังเดือดร้อนอย่างหนักจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น สมาชิกพรรคจึงได้เรียกร้องและฝากความหวังให้พรรครักชาติ เป็นกลไกสำคัญในการเข้าไปช่วยขับเคลื่อนและเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเหล่านี้" นายชัยวุฒิ กล่าว

​นอกจากประเด็นด้านเศรษฐกิจแล้ว นายชัยวุฒิ ยังได้เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนพรรคหลังจากนี้ โดยระบุว่า พรรครักชาติ มีเป้าหมายและแนวทางที่ชัดเจนในการเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งในครั้งหน้า

​"ยุทธศาสตร์สำคัญของเรานับจากนี้ คือการเดินหน้าหาสมาชิกพรรคเพิ่มเติม และเร่งสร้างเครือข่ายให้ครอบคลุมในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เราต้องการสร้างพรรครักชาติให้มีความเข้มแข็ง เมื่อพรรคมีสมาชิกและมีพี่น้องประชาชนเข้ามาให้การสนับสนุนมากขึ้น เราก็จะมีพลังในการช่วยกันขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ของพรรคให้เป็นจริง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน และพัฒนาบ้านเมืองของเราให้ดียิ่งขึ้นกว่านี้ครับ" นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top