Friday, 28 August 2026
เมสซี่

รูดม่านฟุตบอลโลก 2022 ฟ้าขาวผงาดซิวสมัย 3 และฝันสุดท้ายของ 'MESSI 10' สำเร็จแล้ว

จะบอกว่าเมื่อคืน (18 ธ.ค. 65) เป็นคืนสุดคลั่งเลยก็คงไม่ผิด หลังผลลัพธ์ในเวลาของรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2022 ลงเอยที่สกอร์ 3-3 แบบคนเชียร์ฝั่งไหน ก็ได้ช็อตช็อกกลับไปกลับมาในเวลาเพียงชั่วครู่ แม้สุดท้ายเราจะรู้ว่า ทัพฟ้าขาว 'อาร์เจนติน่า' จะแม่นโทษกว่า 'ฝรั่งเศส' และช่วยเติมบทละครชีวิตสุดท้ายบนสังเวียนฟุตบอลของ 'ลิโอเนล เมสซี่' ให้เป็นจริงได้แล้วก็ตาม

อาร์เจนติน่าจัดทัพเต็บสูบ นำโดย ลิโอเนล เมสซี่, อังเคล ดิมาเรีย, โรดริโก้ เดอปอล และ ฮูเลี่ยน อัลวาเลซ มาในแผน 4-3-1-2  ทางด้านฝรั่งเศสก็ขนชุดใหญ่ลงสนาม นำโดยท่านประธาน คีเลียน เอ็มบั๊ปเป้,  ชิรูด์, เดมเบเล่ และ กรีซมันส์ มาในแผน 4-2-3-1 เรียกว่าทั้งสองทีมต่างส่งผู้เล่นที่ดีที่สุดลงสนาม และมีแชมป์โลกหนที่ 3 เป็นเดิมพันของทั้ง 2 ทีม 

เกมในช่วง 15 นาทีแรกเป็นฝ่ายอาร์เจนติน่าที่ครองเกมส์ได้ดีกว่าฝรั่งเศส และมีโอกาสได้ยิงทักทายทางฝรั่งเศสครั้งถึง สองครั้ง จังหวะขึ้นเกมส์ของอาร์เจนติน่าทางฝั่งซ้าย ฮูเลี่ยน อัลวาเลซหลบเข้าเขตโทษ อุสมาน เดมเบลเลพยาเข้าสกัดแต่พลาดไปสะกิดขา ฮูเลี่ยน อัลวาเลซ ล้มในเขตโทษผู้ตัดสินเป่าให้เป็นจุดโทษ เมสซี่ รับหน้าที่สังหารดวลกับ โยริส ของทางฝรั่งเศส แล้วเมสซี่ก็โชว์ ความเลือดเย็นยิงเข้าไปพาอาเจนขึ้นนำฝรั่งเศส 1-0 

ฝรั่งเศสพยายามตั้งเกมหวังทวงประตูคืนแต่ดูเหมือนว่าผู้เล่นฝรั่งเศสนั้นเล่นผิดฟอร์มกันทั้งทีม กลางเก็บบอลไม่ได้ และเอ็มบั๊ปเป้ไม่มีส่วนกับเกมเลยหลังจากผ่าน 30 นาทีแรกของเกม ฝรั่งเศสพยายามทำเกมขึ้นไปแต่โดนอาเจนฯ สวนกลับต่อบอลกัน 4 จังหวะเริ่มจากเมสซี่จ่ายให้ แมคอัลลิสเตอร์ หลุดถึงกรอบเขตโทษ แล้วปาดให้ ดิมาเรีย ที่เติมมาทางฝั่งซ้ายยิงสวน ฮูโก้ โยริส อาร์เจนฯ ทะยานนำ 2-0 นาที่ 36 แบบที่ช็อกแฟนทีมชาติฝรั่งเศสกันทั้งสนาม  และจบครึ่งแรก อาร์เจนติน่านำฝรั่งเศส 2-0 

ครึ่งหลังเกมยังเหมือนเป็นครึ่งแรก เป็นฝั่งอาร์เจนติน่าที่ยิ่งเล่นยิ่งดี บุกกดฝรั่งเศสอยู่ฝ่ายเดียว เกมเดินมาถึงช่วงนาที่ที่ 80 ฝรั่งเศสทำเกมบุกขึ้นมาเข้าในกรอบเขตโทษ โกโล มัวนี่ ถูกดึงล้มผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษให้ฝรั่งเศส แล้วคนที่รับหน้าสังหารไม่ใช่ใครที่ไหยเป็น คีเลียน เอ็มบั๊ปเป้ ที่สังหารได้อย่างเยือกเย็น ฝรั่งเศสไล่มา 1-2 

แบงก์ชาติอาร์เจนตินา ไม่พิมพ์ธนบัตร 'เมสซี่' เพื่อเชิดชูเกียรติในฐานะที่เป็นฮีโร่ของชาติ

เมื่อ 25 ธันวาคม ที่ผ่านมา แบงก์ชาติอาร์เจนตินา เผย ไม่พิมพ์ธนบัตร 'เมสซี่' โดย ธนาคารแห่งชาติของ อาร์เจนตินา ระบุว่า จะไม่มีการพิมพ์ธนบัตรเป็นรูปเมสซี่ พร้อมเบอร์ 10 จากที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้หลังดาวเตะวัย 35 ปี พาทีมเป็นแชมป์โลก

หลังจากความสำเร็จของทัพฟ้าขาวอันยิ่งใหญ่ในการคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 ทำให้หนังสือพิมพ์ เอล ฟินานซิเอโร่ ตีข่าวว่า ธนาคารแห่งชาติของอาร์เจนตินา เตรียมพิมพ์ธนบัตร 1,000 เปโซ เป็นรูปเมสซี่ พร้อมเบอร์ 10 รวมถึงพิมพ์ชื่อของลิโอเนล สคาโลนี่ กุนซือทีมชาติ เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติในฐานะที่เป็นฮีโร่ของชาติ

อย่างไรก็ตามล่าสุด เฟร์นานโด อลอนโซ่ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคาร ยืนยัน ธนาคารไม่มีแผนการพิมพ์ธนบัตรรุ่นพิเศษ ตามที่มีกระแสข่าวลือแต่อย่างใด

'เมสซี่' เบียด 'ฮาแลนด์-เอ็มบัปเป้' ผงาดคว้าบัลลงดอร์สมัยที่ 8

(31 ต.ค.66) ‘ลิโอเนล เมสซี่’ แข้งซูเปอร์สตาร์โลกได้รับเลือกให้คว้ารางวัลลูกฟุตบอลทองคำหรือบัลลงดอร์ 2023 มาครอง ในพิธีประกาศรางวัลที่ประเทศฝรั่งเศส

เมสซี่เบียดเอาชนะทั้ง เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ กองหน้าตัวเก่งของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่มาพร้อมผลงาน 56 ประตู กับ 3 เเชมป์ และ คีเลี่ยน เอ็มบัปเป้ หัวหอกปารีสแซงต์แชร์กแมง กับผลงาน 1 แชมป์ลีกเอิงและ 1 รองแชมป์โลกกับทีมชาติฝรั่งเศส

แข้งวัย 36 ปีพาเปแอสเชคว้าแชมป์ลีกเอิงโดยทำไป 21 ประตู กับ 20 แอสซิสต์ ใน 41 นัดทุกรายการ ก่อนจะย้ายไป อินเตอร์ ไมอามี่ ในเมเจอร์ ลีก สหรัฐอเมริกา ผลงานชิ้นโบว์เเดงคือพาทีมชาติอาร์เจนติน่า คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์มาครอง

"ผมขอบคุณมาก เเละอยากเเบ่งปันรางวัลนี้ให้เพื่อนร่วมทีมชาติของผม สตาฟ โค้ช, ทุกคนที่เกี่ยวข้อง ผมดีใจที่ได้มาอยู่ที่นี่อีกครั้งเพื่อจะได้เพลิดเพลินไปกับช่วงเวลานี้ การคว้าเเชมป์ฟุตบอลโลกคือการบรรลุเป้าหมายที่สูงสุดของผม ผมของเเบ่งปันรางวัลนี้ให้กับทุกคนที่มีส่วนร่วม" เมสซี่ขึ้นกล่าวในพิธีรับรางวัล

เมสซี่ยังคงสร้างสถิติคว้ารางวัลนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ตัวเลข 8 สมัยมากที่สุดในประวัติการณ์ อันดับ 2 คือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้ไป 5 สมัย เเต่ไม่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งเเรกในรอบ 20 ปี

>> ส่วนรางวัลอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ไอตานา บอนมาติ ผงาดคว้ารางวัล ‘บัลลงดอร์ เฟมิแน็ง’ หรือลูกฟุตบอลทองคำฝ่ายหญิง จากผลงานพา บาร์เซโลน่าทีมหญิง คว้าแชมป์ลีก และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หญิง พร้อมพาสเปน คว้าแชมป์ ฟุตบอลโลกหญิง 2023

เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ กองหน้าตัวเก่งของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้รับเลือกให้คว้ารางวัล กองหน้ายอดเยี่ยม ประจำปี 2023 หรือ ‘แกร์ด มุลเลอร์ โทรฟี่’

จู๊ด เบลลิ่งแฮม กองกลางตัวเก่งของรีล มาดริด สโมสรชื่อดังของศึก ลาลีก้า สเปน ได้รับเลือกให้คว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยม ประจำปี 2023

เอมิเลียโน่ มาร์ตีเนซ ผู้รักษาประตูแอสตัน วิลล่าเเละทีมชาติอาร์เจนตินา คว้ารางวัล ‘ยาชิน โทรฟี่’ ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมประจำปี 2023
 

‘เมสซี’ เปิดใจสุดเจ็บ!! เสียดายหนัก “ไม่น่าเมินอังกฤษตอนเด็ก” ชี้พลาดจนคุยกับคนเก่งไม่รู้เรื่อง โอกาสอยู่กับคนระดับท็อป แต่สื่อสารไม่ได้ ย้ำลูกต้องเรียนและเตรียมตัวให้พร้อม

(27 ก.พ. 69) 'ลิโอเนล เมสซี' ดาวยิงชื่อดังทีมชาติอาร์เจนตินา ปัจจุบันเล่นให้ 'อินเตอร์ ไมอามี' ในเมเจอร์ ลีก ซอคเกอร์ เปิดใจผ่านพ็อดแคสต์ว่า รู้สึกเสียดายอย่างยิ่งที่ไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่ยังเด็ก

'เมสซี' กล่าวว่า "มีหลายอย่างที่ผมเสียใจ การไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษตอนที่ยังเป็นเด็ก, ผมเคยมีช่วงเวลาที่อย่างน้อยก็จะได้เรียนภาษาอังกฤษบ้างแต่ผมก็ไม่ได้ทำมัน ซึ่งผมเสียใจอย่างที่สุด"

เขายังเล่าต่อว่า "ผมเคยเจอสถานการณ์ที่ได้อยู่กับบุคคลที่น่าทึ่งหลายคน และมีโอกาสที่จะสามารถพูดคุยและสนทนาได้อย่างสนุกสนาน แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไร ผมคิดว่าอยู่เสมอเลยว่าผมนี่มันโง่จริง ๆ และผมเสียเวลาไปเปล่า ๆ มากแค่ไหน"

"ตอนที่คุณยังเด็ก คุณยังไม่รู้ถึงมันหรอก วันนี้ มันคือสิ่งที่ผมบอกกับลูก ๆ ของผม สำหรับความสำคัญในการมีการศึกษาที่ดี การเรียน และการเตรียมตัวให้พร้อม"

"ผมบอกลูก ๆ ของผมเสมอว่าให้ใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ พวกเขามีสถานการณ์ที่แตกต่างจากที่ผมเคยผ่านมา แม้ว่าผมจะไม่เคยขาดอะไรเลยก็ตาม"

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10152059

จากเมสซี่ถึงลามีน ยามาล เมื่อฟุตบอลเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนแห่งยุคสมัยอีกครั้ง

สนามหญ้าไม่เคยจดจำใครไว้ตลอดกาล มันแค่ยืมร่างของนักเตะแต่ละคนไว้ชั่วขณะหนึ่ง แล้วส่งต่อให้คนรุ่นถัดไปได้เดินย่ำรอยเดิมอีกครั้ง เสียงเชียร์ที่เคยตะโกนชื่อ "เมสซี่" จนสั่นสะเทือนคัมป์ นู วันนี้ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นเสียงตะโกนชื่อ "ยามาล" และนั่นคือสัจธรรมที่ฟุตบอลสอนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีใครยิ่งใหญ่ตลอดกาล มีเพียงช่วงเวลาที่เราได้เป็นพยานในความยิ่งใหญ่นั้นเท่านั้น

เด็กชายตัวเล็กจ้อยจากโรซาริโอ กับความฝันที่ต้องแลกด้วยน้ำตา

ก่อนจะเป็นชายผู้ครองบัลลงดอร์แปดสมัย ลิโอเนล เมสซี่ เคยเป็นเพียงเด็กชายตัวเล็กจากเมืองโรซาริโอ ประเทศอาร์เจนตินา ผู้เริ่มเตะบอลครั้งแรกกับสโมสรท้องถิ่นอย่างกรานโดลี ก่อนจะย้ายไปอยู่กับนิวเวลล์ โอลด์บอยส์ สโมสรในบ้านเกิดที่หล่อหลอมทักษะการเลี้ยงบอลอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาตั้งแต่วัยเด็ก แต่เส้นทางของเมสซี่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะเมื่ออายุได้ 11 ปี แพทย์วินิจฉัยว่าเขาขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต ทำให้ร่างกายเล็กกว่าเด็กในวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ครอบครัวของเขาไม่มีกำลังทรัพย์มากพอจะรักษาต่อเนื่อง จนกระทั่งบาร์เซโลนาตัดสินใจรับภาระค่ารักษาทั้งหมด แลกกับการที่เมสซี่ต้องทิ้งบ้านเกิดในวัยเพียง 13 ปี ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สเปนเพียงลำพัง
บาร์เซโลนาส่งเมสซี่เข้าสู่ระบบเยาวชนลา มาเซีย ศูนย์ฝึกในตำนานที่ตั้งอยู่ใกล้กับคัมป์ นู ชามอ่างยักษ์ที่เป็นตำนานมาหลายชั่วอายุคน และเป็นที่นั่นเองที่เด็กชายขี้อายจากอาร์เจนตินาได้เรียนรู้ปรัชญาฟุตบอลแบบบาร์เซโลนา ซึมซับวิถีการครองบอลและการเล่นเป็นทีมจนหลอมรวมกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน ก่อนจะเปิดตัวกับทีมชุดใหญ่ในปี 2004 และเติบโตขึ้นเป็นผู้เล่นที่ยิงประตูมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรถึง 672 ประตูจาก 778 นัดที่เล่นให้กับสโมสรยักษ์ใหญ่แห่งคาตาลันที่ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของยอดนักเตะแห่งยุคตลอดมา ตลอดเส้นทางอาชีพจนถึงปัจจุบัน เมสซี่ทำประตูรวมไปแล้วกว่า 919 ประตู และจ่ายบอลให้เพื่อนทำประตูอีกกว่า 457 ครั้ง คว้าบัลลงดอร์มาครองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 8 สมัย และพาทีมชาติอาร์เจนตินาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 3 ได้สำเร็จในปี 2022 จากการเข้าชิงทั้งหมด 3 ครั้ง

จากรอกาฟอนดาสู่ลา มาเซีย เส้นทางของเด็กชายผู้ไม่เคยกลัวเวที

ในอีกฟากหนึ่งของกาลเวลา ลามีน ยามาล เกิดที่เมืองเอสปลูเกส เด อโยเบรกัต แต่เติบโตขึ้นในย่านรอกาฟอนดา ชุมชนแรงงานอพยพในเมืองมาตาโร ที่ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรอยู่ใต้เส้นความยากจน พ่อของเขาเป็นชาวโมร็อกโกและแม่เป็นชาวอิเควทอเรียลกินี ยามาลเริ่มเตะบอลครั้งแรกตั้งแต่อายุเพียง 4 ปี บนลานคอนกรีตที่เด็ก ๆ ในย่านนั้นใช้เป็นสนามฟุตบอล จนเมื่ออายุได้เพียง 6 ปี แมวมองของบาร์เซโลนาก็สังเกตเห็นพรสวรรค์ของเขา และชักชวนให้เข้าร่วมทดสอบฝีเท้าที่ลา มาเซีย ศูนย์ฝึกเยาวชนแห่งเดียวกับที่เคยหล่อหลอมเมสซี่มาก่อน
ยามาลเข้าร่วมกับบาร์เซโลนาอย่างเป็นทางการในปี 2014 ขณะอายุ 7 ปี และไต่ระดับผ่านรุ่นอายุต่าง ๆ ของลา มาเซียเร็วกว่าใครในรุ่นเดียวกัน จนกระทั่งวันที่ 29 เมษายน 2023 เขาได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่อย่างเป็นทางการในวัยเพียง 15 ปี 9 เดือน 16 วัน กลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่เคยลงเล่นให้บาร์เซโลนาชุดใหญ่ในประวัติศาสตร์ นับจากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน ยามาลลงเล่นให้บาร์เซโลนาไปแล้วกว่า 157 นัด ทำได้ 54 ประตู คว้าแชมป์ลาลีกามาแล้ว 3 สมัย พร้อมแชมป์โกปา เดล เรย์ และซูเปร์โกปา เด เอสปัญญ่า ส่วนกับทีมชาติสเปนเขาลงเล่นไปแล้ว 33 นัด ทำได้ 7 ประตู และเป็นกำลังสำคัญที่พาสเปนคว้าแชมป์ยูโร 2024 พร้อมรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์ ก่อนจะจบอันดับรองชนะเลิศบัลลงดอร์ในปี 2025 ขณะอายุเพียง 18 ปี และได้รับเลือกเป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลของลาลีกาในฤดูกาล 2025-2026

ภาพถ่ายแห่งโชคชะตา เมื่อเมสซี่เคยอาบน้ำให้ทารกน้อยชื่อยามาล

มีเรื่องราวหนึ่งที่ฟังดูเหมือนถูกเขียนขึ้นโดยนักเขียนบทภาพยนตร์ แต่กลับเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2007 เมื่อหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น Diario Sport ร่วมกับองค์การยูนิเซฟจัดทำปฏิทินการกุศลโดยให้นักเตะชุดใหญ่ของบาร์เซโลนาถ่ายภาพคู่กับเด็กทารกในครอบครัวที่ชนะการจับสลาก ครอบครัวของยามาลคือหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้รับเลือก และโดยบังเอิญที่สุด นักเตะที่ถูกจับคู่กับทารกวัยเพียง 6 เดือนคนนั้นคือ ลิโอเนล เมสซี่ ดาวรุ่งวัย 20 ปีที่กำลังเฉิดฉายในเวลานั้น
ภาพถ่ายในห้องแต่งตัวของคัมป์ นู แสดงให้เห็นเมสซี่ผู้ขี้อายค่อย ๆ ช่วยแม่ของยามาลอาบน้ำให้ทารกน้อยในอ่างพลาสติกใบเล็ก ๆ โดยไม่มีใครในวันนั้นจะรู้ได้เลยว่าอีก 19 ปีต่อมา ทารกในอ้อมแขนของเขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นคู่ปรับในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก ภาพดังกล่าวถูกเก็บไว้อย่างเงียบ ๆ มาหลายปี กระทั่งพ่อของยามาลนำมาเผยแพร่ในปี 2024 พร้อมข้อความว่า "จุดเริ่มต้นของตำนานสองคน" ก่อนจะกลับมาไวรัลอีกครั้งในปี 2026 เมื่อชะตากรรมนำพาให้ทั้งคู่ต้องเผชิญหน้ากันบนเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฟุตบอลโลก
เมื่อถูกถามถึงภาพถ่ายนี้ก่อนนัดชิงชนะเลิศ เมสซี่เองยังอดไม่ได้ที่จะยิ้มและกล่าวว่าเป็นเรื่องราวที่ "บ้าคลั่ง" เหลือเชื่อที่โชคชะตาจะนำพาให้ทารกในอ้อมแขนของเขาเติบโตมาเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดในโลก ณ วันนี้ ส่วนยามาลเองก็เคยเปิดเผยว่าครอบครัวของเขาเก็บภาพนี้ไว้เป็นความลับมานาน เพราะไม่อยากให้เกิดการเปรียบเทียบกับเมสซี่ตั้งแต่ยังเป็นเพียงเด็กฝึกหัด

นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 เมื่อสองปลายทางมาบรรจบกัน

วันที่ 19 กรกฎาคม 2026 ณ สนามนิวยอร์กนิวเจอร์ซีย์ สเตเดียม เมืองอีสต์รัทเทอร์ฟอร์ด สหรัฐอเมริกา คือวันที่ประวัติศาสตร์เขียนบทที่แทบไม่มีนักเขียนคนไหนกล้าจินตนาการ เมื่อทีมชาติสเปนของยามาลต้องเผชิญหน้ากับทีมชาติอาร์เจนตินาของเมสซี่ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก นี่คือครั้งแรกที่ทั้งคู่ได้ลงสนามปะทะกันในระดับทีมชาติ และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ภาพถ่ายอ่างอาบน้ำเมื่อ 19 ปีก่อน ที่ทั้งสองคนได้กลับมาอยู่ในเฟรมเดียวกันอีกครั้ง
เกมดำเนินไปอย่างสูสีตลอด 90 นาที ก่อนจะต้องต่อเวลาพิเศษ ยามาลพยายามอย่างหนักในช่วงต้นเกม สร้างโอกาสอันตรายให้สเปนถึงสองครั้งภายในไม่กี่นาทีแรก ขณะที่เมสซี่ในวัย 39 ปียังคงเป็นหัวใจหลักของอาร์เจนตินา แม้ร่างกายจะไม่หนุ่มแน่นเหมือนเดิม แต่จิตวิญญาณนักสู้ยังคงเข้มข้นไม่เปลี่ยนแปลง สุดท้ายแล้ว เฟร์รัน ตอร์เรส กองหน้าจากบาร์เซโลนาเช่นเดียวกับยามาล คือผู้เขียนบทปิดท้ายด้วยประตูชัยในนาทีที่ 106 ของช่วงต่อเวลาพิเศษ ส่งให้สเปนคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่สมัยแรกเมื่อปี 2010

การประจันหน้ากันบนสนามไม่ใช่การต่อสู้ด้วยความเกลียดชัง แต่เป็นเหมือนภาพวาดที่งดงามที่สุดของโลกฟุตบอล ภาพของเมสซี่ในวัยอาวุโสผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวและสุขสมหวังมาทุกประการ ยืนเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มวัยรุ่นผู้สวมเสื้อหมายเลข 19 ที่สร้างสรรค์เกมริมเส้นที่กำลังเจิดจรัส ทุกจังหวะที่ทั้งคู่เลี้ยงบอล หลบหลีก หรือส่งบอล มันคือการดวลกันระหว่าง "อดีตอันยิ่งใหญ่" กับ "อนาคตอันโชติช่วง"
เมื่อเสียงนกวีดยาวจบเกมลง ภาพการสวมกอดกันระหว่างเมสซี่และยามาลได้กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่สะเทือนอารมณ์ รอยยิ้มของเมสซี่ที่มองไปยังเด็กหนุ่ม ไม่ใช่สายตาของคนที่พ่ายแพ้ต่อเวลา แต่เป็นสายตาของผู้ใหญ่ที่มองเห็นพรุ่งนี้ของโลกฟุตบอลกำลังอยู่ในมือคนที่คู่ควร

แม้จะพ่ายแพ้ในนัดชิงชนะเลิศ แต่เมสซี่ก็ยังทิ้งท้ายทัวร์นาเมนต์นี้ไว้อย่างสมศักดิ์ศรี ด้วยผลงาน 8 ประตูและ 4 แอสซิสต์ตลอดทั้งรายการ ลงเล่นครบทุกนัดของอาร์เจนตินา และเกือบคว้ารางวัลรองเท้าทองคำหากไม่ถูกคิลิยาน เอ็มบัปเป้แซงหน้าไปในนัดชิงอันดับสาม ส่วนยามาลแม้จะทำได้เพียง 1 ประตูตลอดทัวร์นาเมนต์ แต่ก็เป็นส่วนสำคัญของทีมสเปนที่เสียประตูเพียงลูกเดียวตลอดทั้งรายการ 8 นัด และหลังเสียงนกหวีดหมดเวลา ยามาลเดินเข้าไปหาเมสซี่ด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้ง ก่อนจะเปิดเผยในภายหลังว่าคำพูดที่เมสซี่มอบให้เขาในวันนั้นมีความหมายไม่ต่างจากเหรียญทองที่เพิ่งได้รับมา
"เขาเป็นคนที่ผมชื่นชมมาโดยตลอดชีวิต ผมแหงนมองรูปของเขาที่ติดไว้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เราที่ลา มาเซียมาเป็นเวลาหลายปี และในช่วงท้ายของเกม ผมได้แสดงความเคารพต่อเขา" — ลามีน ยามาล กล่าวไว้หลังแมตช์นัดชิงหยุดโลกนี้

เส้นขนานแห่งเวลา เมื่อประวัติศาสตร์สะท้อนเงาตัวเอง

มีบางอย่างที่น่าขนลุกเมื่อเราวางชีวิตของทั้งสองคนนี้เคียงข้างกัน ทั้งคู่เริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลจากครอบครัวธรรมดาที่ไม่ได้ร่ำรวย ทั้งคู่ต้องออกจากบ้านเกิดตั้งแต่วัยเยาว์เพื่อไล่ตามความฝัน ทั้งคู่เติบโตขึ้นมาในระบบเยาวชนลา มาเซียแห่งเดียวกัน สวมเสื้อสีเดียวกัน และแบกความคาดหวังจากแฟนบอลทั่วโลกเอาไว้บนบ่าตั้งแต่ยังไม่ทันโตเต็มที่เหมือนกัน สิ่งที่ต่างกันมีเพียงบริบทของยุคสมัยเท่านั้น
เมื่อยี่สิบปีก่อน โลกจับตาดูเด็กชายผมยาวชาวอาร์เจนตินาที่เลี้ยงบอลทะลุแนวรับได้ราวกับเวทมนตร์ วันนี้โลกกำลังจับตาดูเด็กหนุ่มชาวคาตาลันเชื้อสายโมร็อกโก-อิเควทอเรียลกินีที่ทำสิ่งเดียวกันนั้นซ้ำอีกครั้ง ราวกับฟุตบอลกำลังบอกเราว่าความมหัศจรรย์ไม่เคยหายไปไหน มันเพียงแค่รอคอยร่างใหม่ให้มาสวมมันในเวลาที่เหมาะสมเท่านั้นเอง และบางทีภาพถ่ายอ่างอาบน้ำเมื่อปี 2007 อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นลางบอกเหตุที่รอวันเผยตัวมาตลอด 19 ปี

สัจธรรมที่ฟุตบอลสอนเราเสมอ

ฟุตบอลคือกระจกสะท้อนชีวิตมนุษย์ในรูปแบบที่ซื่อตรงที่สุดแบบหนึ่ง มันไม่เคยปรานีต่อกาลเวลา และไม่เคยวางใครไว้ที่จุดสูงสุดตลอดไป นักเตะทุกคนไม่ว่าจะยิ่งใหญ่เพียงใด สุดท้ายก็ต้องเดินทางผ่านจุดเปลี่ยนเดียวกัน จากดาวรุ่งสู่มืออาชีพเต็มตัว จากผู้รับแรงบันดาลใจ สู่ผู้สร้างแรงบันดาลใจสู่คนรุ่นต่อไป และจากผู้ท้าชิงบัลลงดอร์สู่ตำนานที่ค่อย ๆ ก้าวลงจากเวที และเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ได้เขียนบทของตัวเองต่อไป
นี่ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า แต่เป็นความงดงามของวัฏจักร ที่บาร์เซโลน่า เมสซี่เองก็เคยเป็นความหวังใหม่ที่มาแทนที่โรนัลดินโญ่ และวันนี้ยามาลก็กำลังเป็นความหวังใหม่ที่มาแทนที่เมสซี่ ทุกคนล้วนเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอดีตกับอนาคต และเมื่อถึงเวลาของตัวเอง ยามาลเองก็จะต้องส่งไม้ต่อให้กับใครสักคนที่จะก้าวเดินตามมาถึงจุดเดียวกันกับเขาในวันนี้เช่นกัน

บางทีสิ่งที่งดงามที่สุดในเรื่องราวนี้ อาจไม่ใช่ตัวเลขสถิติหรือถ้วยรางวัลใด ๆ เลย แต่คือความจริงที่ว่า ไม่ว่าดาวดวงหนึ่งจะสว่างไสวเพียงใด ฟ้าก็ยังคงมีที่ว่างสำหรับดาวดวงใหม่เสมอ และนั่นแหละคือเหตุผลที่ทำให้เรายังคงรักฟุตบอลไม่เสื่อมคลาย เพราะทุกครั้งที่ดวงหนึ่งลับขอบฟ้า จะมีอีกดวงหนึ่งเริ่มทอแสงขึ้นมาเสมอ
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่คนรักฟุตบอลทั่วโลกควรกระทำ คงไม่ใช่การเปรียบเทียบว่าใครเหนือกว่าใคร แต่คือการโค้งคารวะและแสดงความขอบคุณต่อตำนานที่กำลังจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ พร้อมกับเปิดหัวใจโอบรับความงดงามของยุคสมัยใหม่ที่กำลังเริ่มต้นขึ้นตรงหน้าเราอีกครั้ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top