Friday, 5 June 2026
เนทันยาฮู

‘โคลอมเบีย-แอฟริกาใต้’ เปิดเวทีต้านอิสราเอล 20 ชาติจ่อใช้ “กฎหมายระหว่างประเทศ” เอาผิดยิว

(15 ก.ค. 68) กลุ่มประเทศ 20 ชาติ นำโดยโคลอมเบีย-แอฟริกาใต้ ร่วมจัดงานซัมมิตฉุกเฉินวันที่ 15-16 ก.ค. ที่กรุงโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย เพื่อลงมติใช้มาตรการจริงกดดันอิสราเอล หลังละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศจากปฏิบัติการในกาซา โดยมีสมาชิกหลักอย่างมาเลเซีย คิวบา และเซเนกัล ในกลุ่ม “ฮากกรุ๊ป” ที่ก่อตั้งเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา เข้าร่วมด้วย

สหรัฐฯ แถลงประณามเวทีนี้ทันที โดยระบุว่าการใช้กฎหมายระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือทางการเมือง เป็นภัยต่อระเบียบโลก และอาจเปิดทางให้กลุ่มประเทศต่อต้านตะวันตกโจมตีไม่เพียงแต่อิสราเอล แต่รวมถึงสหรัฐฯ และพันธมิตรด้วย

ด้านคณะผู้แทนอิสราเอลประจำยูเอ็นออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า “สิ่งที่หลายประเทศในเวทีนี้ลืม คือจุดเริ่มต้นของสงคราม มาจากการสังหารประชาชนกว่า 1,200 รายเมื่อ 7 ต.ค. 2023 โดยฮามาส และจนถึงวันนี้ ยังมีชาวอิสราเอลอีก 50 คนถูกจับตัวไว้ในกาซา” พร้อมย้ำว่า “สงครามจะไม่ยุติ ตราบใดที่ตัวประกันยังไม่ถูกปล่อย”

เวทีนี้มีผู้แทนจากกว่า 20 ประเทศเข้าร่วม เช่น จีน ตุรกี สเปน ไอร์แลนด์ แอลจีเรีย อินโดนีเซีย รวมถึงผู้แทนปาเลสไตน์ โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเอ็น เช่น ฟิลิปป์ ลาซซารินี จาก UNRWA และฟรานเชสกา อัลบาเนเซ นักสิทธิมนุษยชนที่เพิ่งถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร ร่วมกล่าวถ้อยแถลงผ่านวิดีโอด้วย

ศาลอาญาระหว่างประเทศ ปัดคำร้องถอนหมายจับ ‘เนทันยาฮู’ ผู้นำอิสราเอลยังถูกล่าตัวตามกฎหมาย คดีสงครามกาซา

(18 ก.ค. 68) ผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ปฏิเสธคำร้องของอิสราเอลที่ขอให้ถอนหมายจับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) และอดีตรัฐมนตรีกลาโหม โยอาฟ กัลแลนต์ (Yoav Gallant) จากข้อกล่าวหาอาชญากรรมสงครามในฉนวนกาซา โดยระบุว่าหมายจับจะยังมีผลต่อไปจนกว่าจะมีคำวินิจฉัย

คำตัดสินซึ่งเผยแพร่บนเว็บไซต์ ICC ยังระบุด้วยว่าศาลไม่รับคำขอให้งดการสอบสวนคดีอาชญากรรมในดินแดนปาเลสไตน์ โดยก่อนหน้านี้ ICC ได้ออกหมายจับเนทันยาฮู, กัลแลนต์ และผู้นำฮามาสอีก 1 รายในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว

แม้อิสราเอลจะโต้แย้งว่า ICC ไม่มีเขตอำนาจตามคำตัดสินของศาลอุทธรณ์เมื่อเดือนเมษายน แต่ผู้พิพากษาระบุว่าเหตุผลดังกล่าว “ไม่ถูกต้อง” และยืนยันว่าหมายจับยังมีผลจนกว่าศาลจะพิจารณาเสร็จสิ้น

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ออกมาตรการลงโทษผู้พิพากษา ICC จำนวน 4 รายเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้กรณีศาลออกหมายจับผู้นำอิสราเอล โดยในจำนวนนี้มี 2 รายที่มีส่วนร่วมในการตัดสินปัดคำร้องของอิสราเอลในครั้งนี้ด้วย

อิสราเอลเจอแฉ!! ยิงใส่พลเรือนใกล้ศูนย์ช่วยเหลือในกาซา ปล่อยเด็กหิวโหย-คนเจ็บไร้ยารักษา…สั่งห้าม UN เข้ายุ่งเกี่ยว

(21 ก.ค. 68) ยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลต่อศูนย์แจกจ่ายความช่วยเหลือในฉนวนกาซานับตั้งแต่ 27 พ.ค. เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 995 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 6,000 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 45 ราย ตามแถลงจากสำนักงานสื่อของรัฐบาลกาซาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

จุดแจกจ่ายของมูลนิธิ Gaza Humanitarian Foundation ถูกเรียกว่า “กับดักแห่งความตาย” หลังเกิดเหตุโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อผู้รอรับอาหารและสิ่งของช่วยเหลือ โดยมีรายงานว่ากองทัพอิสราเอลได้รับคำสั่งให้ยิงใส่พลเรือนที่ไม่มีอาวุธในบริเวณดังกล่าว แม้นายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู และ รมว.กลาโหมของอิสราเอลจะปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ตาม

กระทรวงสาธารณสุขกาซาระบุว่า ขณะนี้มีเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี กว่า 600,000 คน และหญิงตั้งครรภ์อีก 60,000 คน ที่กำลังเผชิญความเสี่ยงจากภาวะขาดอาหาร และระบบสาธารณสุขในพื้นที่ก็ล่มสลายอย่างหนัก

ทั้งนี้ อิสราเอลยังคงปฏิเสธการทำงานร่วมกับ UNRWA (หน่วยงานบรรเทาทุกข์ของสหประชาชาติ) และออกกฎหมายห้ามไม่ให้ UNRWA ดำเนินงานในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของอิสราเอล

‘เนทันยาฮู’ ไฟเขียวกองทัพอิสราเอล เข้ายึดกาซา UN เตือน!! อาจเกิดหายนะต่อพลเรือน และตัวประกัน

(8 ส.ค. 68) รัฐบาลอิสราเอลนำโดยนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู อนุมัติแผนปฏิบัติการทางทหารเพื่อยึดเมืองกาซาซิตี้ โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผน 5 ข้อที่ประกาศว่า “เพื่อกำจัดฮามาสและยุติสงคราม” แม้ก่อนหน้านี้เนทันยาฮูเคยประกาศว่าจะเข้าควบคุมทั้งฉนวนกาซา แต่แผนที่ได้รับความเห็นชอบในครั้งนี้เน้นเฉพาะเมืองหลวงกาซาเท่านั้น

สาระสำคัญของแผนนี้ได้แก่ การปลดอาวุธฮามาส ช่วยเหลือตัวประกัน ยึดการควบคุมความมั่นคง และจัดตั้งฝ่ายบริหารพลเรือนใหม่ที่ไม่ใช่ฮามาสหรือองค์การปาเลสไตน์ พร้อมให้กองทัพอิสราเอลเตรียมเข้าควบคุมพื้นที่อย่างสมบูรณ์ ควบคู่กับการกระจายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

สหประชาชาติและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงของอังกฤษเตือนว่าการเข้ายึดเมืองกาซาอย่างเต็มรูปแบบจะส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก และอาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการอพยพประชาชนมากถึง 1 ล้านคนจากทางเหนือไปยังตอนใต้ของกาซา

ในอิสราเอลเอง แผนนี้ก็เผชิญเสียงคัดค้านจากครอบครัวตัวประกันและฝ่ายค้านที่มองว่าเป็น “หายนะ” ทางการเมือง และยิ่งทำตามแผนของฮามาส โดยเฉพาะในขณะที่จำนวนพลเรือนในกาซาที่เสียชีวิตทะลุ 61,000 คน และประชาชนกว่า 87% ต้องพลัดถิ่นซ้ำซาก

องค์การแพทย์ไร้พรมแดน (MSF) และ UN เรียกร้องให้หยุดปฏิบัติการของกองทุน GHF ที่สหรัฐฯ สนับสนุน เนื่องจากเป็นอันตรายต่อผู้หิวโหย และกลายเป็นจุดที่มีผู้ถูกยิงเสียชีวิตจำนวนมาก การควบคุมฉนวนกาซาโดยกองทัพอิสราเอลถูกมองว่าอาจลุกลามเป็นวิกฤตมนุษยธรรมร้ายแรงยิ่งขึ้น หากไม่มีทางออกทางการเมืองหรือข้อตกลงหยุดยิงเกิดขึ้นในเร็ววัน

ผู้ประท้วงนับหมื่น!!...ลุกฮือในอิสราเอล ค้านแผน ‘เนทันยาฮู’ สั่งควบคุมฉนวนกาซา

(11 ส.ค. 68) Times of Israel รายงานว่า มีผู้ชุมนุมหลายพันคนในกรุงเทลอาวีฟและเมืองอื่น ๆ ของอิสราเอล รวมตัวประท้วงแผนการของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ที่ต้องการควบคุมแถบฉนวนกาซาอย่างเต็มรูปแบบ 

ก่อนหน้านี้ เนทันยาฮูประกาศว่า อิสราเอลตั้งใจจะสร้างเขตความมั่นคงในกาซาและส่งต่อการควบคุมให้กับรัฐบาลพลเรือนชุดใหม่ พร้อมยืนยันว่าอิสราเอลไม่มีแผนที่จะควบคุมพื้นที่นี้ระยะยาว ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเตือนว่าแผนขยายปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลจะทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคแย่ลง

ทั้งนี้ ผู้ประท้วงในหลายเมืองเรียกร้องให้มีการเจรจาต่อรองเรื่องตัวประกันและหยุดยิง ก่อนที่อิสราเอลจะเริ่มปฏิบัติการควบคุมกาซา โดยครอบครัวของตัวประกันเรียกร้องให้มีการหยุดงานทั่วประเทศ เนื่องจากหวั่นว่าแผนดังกล่าวอาจนำไปสู่ความสูญเสียของคนที่รัก

ตั้งแต่เหตุการณ์โจมตีจรวดครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ทำให้อิสราเอลเปิดปฏิบัติการ “Iron Swords” พร้อมปิดล้อมฉนวนกาซาอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งสองฝ่ายหลายหมื่นคน และสถานการณ์ลุกลามขยายตัวจนกระทั่งเกิดการยิงขีปนาวุธไปมาระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน

‘เนทันยาฮู’ ขู่ ‘กาตาร์’ และทุกประเทศ ถ้าไม่ขับไล่ฮามาส เดี๋ยวเจอดีแน่!!

(12 ก.ย. 68) เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ประกาศกร้าวว่า หากกาตาร์และประเทศใดที่ให้ที่พักพิงผู้ก่อการร้ายไม่ขับไล่พวกเขาออกไป อิสราเอลจะดำเนินการเอง หลังจากการโจมตีครั้งประวัติศาสตร์ที่กรุงโดฮาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งมีเป้าหมายไปยังผู้นำฮามาสระดับสูง

คำกล่าวของเนทันยาฮูทำให้กาตาร์ประณามอย่างรุนแรง กระทรวงการต่างประเทศกาตาร์เรียกสิ่งนี้ว่า “เป็นสิ่งที่น่าละอายในการชี้แจงการโจมตีที่โหดร้าย” ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีกาตาร์ ชีค โมฮัมเหม็ด บิน อับดุลราห์มาน อัล ธานี (Sheikh Mohammed bin Abdulrahman Al Thani) ระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เป็น “การก่อการร้าย” และเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศอย่างชัดเจน

โดยการโจมตีเกิดขึ้น ในขณะที่กาตาร์กำลังเป็นตัวกลางเจรจาข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสที่กาซา การโจมตีครั้งนี้ทำให้ผู้ที่ถูกจับเป็นตัวประกัน และกระบวนการเจรจาได้รับผลกระทบอย่างหนัก ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กาตาร์และผู้นำฮามาส เสียชีวิตจำนวนหนึ่ง

ขณะที่ ฝ่ายฮามาสยืนยันว่าจะยังคงต่อสู้ต่อไป หลังจากการโจมตีในโดฮา โฆษกฮามาส ฟาวซี บาร์ฮูม (Fawzi Barhoum) ระบุว่าการโจมตีไม่ได้มุ่งไปที่คณะผู้เจรจาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการโจมตีทั้งกระบวนการเจรจา โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายการเจรจาหยุดยิง

ทั้งนี้ ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในอ่าวเปอร์เซียทำให้ประเทศในภูมิภาค เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จอร์แดน และซาอุดีอาระเบีย เตรียมส่งตัวแทนเยือนกาตาร์และร่วมหารือแนวทางตอบโต้ โดยกาตาร์ยืนยันว่าจะมีการตอบโต้ร่วมกับพันธมิตรในภูมิภาคเพื่อป้องกันการคุกคามต่ออธิปไตยและความมั่นคงของทุกประเทศในอ่าวเปอร์เซีย

‘ทรัมป์-เนทันยาฮู’ จับมือเห็นชอบแผนสันติภาพกาซา 20 ข้อ รอการตัดสินใจของฮามาส

เมื่อวันที่ (29 ก.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้นำเสนอ “แผนสันติภาพกาซา 20 จุด” ร่วมกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู โดยแผนดังกล่าวมีข้อเสนอให้ อิสราเอลหยุดยิงทันทีและถอนกำลังเป็นระยะ พร้อมกับให้ ฮามาสปล่อยตัวประกันทั้งหมดภายใน 72 ชั่วโมง หลังจากที่อิสราเอลยอมรับแผนดังกล่าว

อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญคือ การนิรโทษกรรมแก่สมาชิกฮามาสที่ยอมมอบตัวพร้อมปลดอาวุธ และห้ามไม่ให้ฮามาสมีบทบาทในการปกครองกาซาอีกต่อไป แทนที่ด้วยการจัดตั้ง “คณะผู้บริหารเทคนิค” ภายใต้การดูแลของหน่วยงานระหว่างประเทศ เช่น “Board of Peace” ที่ทรัมป์จะเป็นประธานร่วมกับบุคคลอื่น ๆ เช่น เซอร์แอนโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร (Sir Anthony Blair)

แผนยังระบุด้วยว่าจะมีการส่ง กองกำลังรักษาสันติภาพระหว่างประเทศ (International Stabilization Force หรือ ISF) เข้าไปควบคุมความมั่นคงภายในกาซาโดยตรง โดยที่ฮามาสจะไม่มีบทบาทในการจัดการภายในพื้นที่

ส่วนด้าน แผนพัฒนาเศรษฐกิจของทรัมป์ ระบุว่าจะฟื้นฟูเมืองกาซาภายใต้แนวคิด “New Gaza” โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากภูมิภาคมาดำเนินโครงการก่อสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) และโครงการรายใหญ่หลายโครงการร่วมทุน (public-private partnerships)

ทั้งนี้แผนเก่าที่ถูกเปิดเผยก่อนหน้านี้ ยังเคยเสนอชื่อ “GREAT Trust” ซึ่งมีแนวคิดฟื้นฟูกาซาเป็นเมืองแห่งเทคโนโลยี และอาจมีการย้ายถิ่นชั่วคราวหรือจูงใจให้ชาวกาซาย้ายออกบางส่วนในระหว่างการก่อสร้าง

‘ทรัมป์’ ยันสหรัฐฯ พร้อมหนุนหลัง ‘อิสราเอล’ ลุยเต็มสูบ หาก ‘ฮามาส’ ปัดแผนสันติภาพในฉนวนกาซา

(30 ก.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันที่ 29 ก.ย. ที่ทำเนียบขาวว่า สหรัฐจะให้การสนับสนุนอิสราเอลแบบเต็มที่ หากฮามาสปฏิเสธแผนสันติภาพกาซาที่เขานำเสนอ และถ้าฮามาสไม่ยอมรับ “บีบี (เนทันยาฮู) จะได้รับการหนุนหลังจากเราเต็มที่ในการทำสิ่งที่จำเป็น” โดยทรัมป์กล่าวต่อหน้าผู้นำอิสราเอลในการแถลงร่วมที่ได้รับความสนใจจากสื่อระหว่างประเทศ

สำหรับแผนที่ทำเนียบขาวเผยแพร่เป็นเอกสารประมาณ 20 ข้อ มีแกนหลักคือให้หยุดยิงทันที แลกการปล่อยตัวตัวประกัน–แลกนักโทษ, การถอนกำลังของอิสราเอลเป็นระยะ และส่งกองกำลังรักษาสันติภาพระหว่างประเทศ (ISF) ควบคุมความมั่นคงควบคู่กับการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนเศรษฐกิจในกาซา พร้อมทั้งเสนอการนิรโทษกรรมสำหรับสมาชิกฮามาสที่ยอมปลดอาวุธและยอมเข้ากระบวนการสันติภาพ

เบนจามิน เนทันยาฮู ระบุว่าเขาสนับสนุนแผนของทรัมป์และมองว่าเอกสารดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายสงครามของอิสราเอลที่จะนำตัวประกันกลับมาและยุติความสามารถทางทหารของฮามาส แต่ก็เตือนว่าหากฮามาสปฏิเสธหรือยอมรับเพียงผิวเผินและยังต่อต้าน อิสราเอลจะ “จัดการเอง” ไม่ว่าจะเป็นทางง่ายหรือทางยาก

อย่างไรก็ดี ความเป็นไปได้ของแผนยังถูกตั้งคำถามเพราะฮามาสยังไม่ได้ตกลงอย่างเป็นทางการและการโจมตีทางทหารยังคงเกิดขึ้นในบางพื้นที่ นักวิเคราะห์เตือนว่าการนำแผนไปปฏิบัติจริงต้องอาศัยการประสานจากหลายฝ่ายในภูมิภาคและความเชื่อใจที่ยังขาดอยู่ ซึ่งอาจทำให้แผนเดินหน้าได้ยากแม้จะมีการประกาศสนับสนุนจากสหรัฐฯ และอิสราเอลแล้วก็ตาม

‘เนทันยาฮู’ โพสต์ชม ‘ทรัมป์’ ย้ำสมควรได้รับรางวัลโนเบล จากแผนสันติภาพ 20 ข้อ ช่วยยุติสงคราม ‘อิสราเอล-ฮามาส’

(10 ต.ค. 68) นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอลออกมาเรียกร้องอีกครั้งให้มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพแก่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยยกเหตุผลว่าแผนสันติภาพ 20 ข้อของทรัมป์มีส่วนสำคัญในการยุติสงครามกาซาที่ดำเนินมานานสองปี ระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส

เนทันยาฮูโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า “มอบรางวัลโนเบลสันติภาพให้ @realDonaldTrump — เขาสมควรได้รับมัน!” พร้อมภาพที่สร้างด้วย AI แสดงให้เห็นทรัมป์ยิ้มรับเสียงปรบมือจากผู้คน ขณะเขาสวมเหรียญโนเบลไว้ที่คอ และมีแบนเนอร์ด้านหลังเขียนว่า “สันติภาพผ่านพลัง”

ด้านทรัมป์ประกาศเมื่อวันพุธว่า อิสราเอลและฮามาสได้ลงนามใน “ระยะที่หนึ่ง” ของแผนสันติภาพแล้ว โดยจะเริ่มจากการปล่อยเชลยทั้งหมดและถอนทหารอิสราเอลไปยังแนวเส้นที่ตกลงกันไว้ เพื่อมุ่งสู่ “สันติภาพที่ยั่งยืนและถาวร” พร้อมระบุว่าอาจเดินทางไปตะวันออกกลางในสุดสัปดาห์นี้เพื่อติดตามข้อตกลงหยุดยิงด้วยตนเอง

นอกจากเนทันยาฮูแล้ว ประธานาธิบดีฮาเวียร์ มีเล (Javier Milei) ของอาร์เจนตินาก็ร่วมสนับสนุนการเสนอชื่อทรัมป์เข้าชิงโนเบล โดยกล่าวว่า “ผู้นำคนอื่นที่สร้างสันติภาพระดับนี้ คงได้รับรางวัลไปนานแล้ว” ทั้งนี้ ทรัมป์เคยได้รับการเสนอชื่อจากเนทันยาฮูมาก่อนเมื่อเดือนกรกฎาคม หลังมีบทบาทในการผลักดัน “ข้อตกลงอับราฮัม” ระหว่างอิสราเอลกับชาติอาหรับหลายประเทศ

‘ทรัมป์’ จวก ‘เนทันยาฮู’ !! ปมโจมตีเลบานอนขวางเกมเจรจาอิหร่าน เตือนระวังยกระดับความรุนแรง อ้างช่วยชีวิตแต่ถูกเกลียดทั้งคู่ ข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอนสดใส

สำนักข่าว Axios รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดงอาการโกรธจัดและตำหนินายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลอย่างรุนแรงผ่านทางโทรศัพท์ หลังจากอิสราเอลยกระดับการโจมตีในเลบานอน ซึ่งทรัมป์มองว่ากำลังเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

รายงานระบุว่า ทรัมป์ตะโกนใส่เนทันยาฮูด้วยถ้อยคำหยาบคายว่า "แกมันบ้าไปแล้ว! ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน นายคงติดคุกไปแล้ว ฉันเป็นคนช่วยชีวิตแกไว้แท้ๆ แต่ตอนนี้ทุกคนเกลียดแกกันหมดแล้ว และทุกคนก็พลอยเกลียดอิสราเอลไปด้วยเพราะเรื่องนี้" (“You’re f***ing crazy. You’d be in prison if it weren’t for me. I’m saving your ass. Everybody hates you now. Everybody hates Israel because of this,” )

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังตั้งคำถามด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวว่า "แกกำลังทำบ้าอะไรอยู่?" (“What the f*** are you doing?”) โดยแสดงความกังวลว่าอิสราเอลใช้กำลังเกินกว่าเหตุ จนทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตจำนวนมากและอาคารบ้านเรือนถูกทำลายราบคาบเพียงเพื่อสังหารผู้บัญชาการฮิซบอลเลาะห์เพียงไม่กี่คน

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ได้โพสต์ Truth Social ระบุว่า ว่าเขาได้ขอให้ เนทันยาฮู ยุติแผนการบุกถล่มกรุงเบรุตครั้งใหญ่ ซึ่งผู้นำอิสราเอลยอมถอยทัพกลับไป นอกจากนี้ทรัมป์ยังอ้างว่าเขาได้พูดคุยกับตัวแทนของฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งฝ่ายนั้นก็ตกลงที่จะหยุดยิงใส่กองกำลังอิสราเอลแล้ว

ด้านเลบานอนเปิดเผยว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ ในการยุติการโจมตีอิสราเอล เพื่อแลกกับการที่อิสราเอลจะไม่โจมตีพื้นที่ชานเมืองตอนใต้ของกรุงเบรุต  เมืองหลวงของเลบานอน โดยสถานเอกอัครราชทูตเลบานอนประจำสหรัฐฯ ระบุว่าได้รับคำยืนยันอย่างเป็นทางการว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยอมรับข้อเสนอ "ยุติการโจมตีซึ่งกันและกัน" ของสหรัฐฯ แล้ว ขณะที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ได้ยืนยันถึงข้อตกลงดังกล่าวเช่นกัน แต่ยังคงส่งคำเตือนอย่างแข็งกร้าวว่า การโจมตีในเบรุตจะดำเนินต่อไปหากฮิซบอลเลาะห์ยังไม่หยุดโจมตีเมืองและพลเรือนของอิสราเอล

ด้าน นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กอลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ในฐานะหัวหน้าทีมเจรจา ได้ส่งคำเตือนผ่านไปยังประธานรัฐสภาเลบานอนว่า หากอิสราเอลยังคงรุกรานเลบานอนต่อไป อิหร่านจะไม่เพียงแต่ยุติการเจรจากับสหรัฐฯ แต่จะเข้าสู่การเผชิญหน้ากับศัตรูโดยตรง

คำเตือนนี้เกิดขึ้นเนื่องจากร่างข้อตกลงที่อิหร่านกำลังเจรจากับสหรัฐฯ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าต้องมีการยุติการสู้รบในเลบานอน

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงยืนยันว่าการเจรจากับอิหร่านยังคง "ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว  และว่าตนกำลังจะมีข้อตกลงขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่านออกไป และเปิดช่องแคบฮอร์มุซในสัปดาห์หน้า

ที่มา : Aljazeera/RT/BBC

      :https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1311279271160430/?rdid=fjyLFwtQWe1x7vY4#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top