Friday, 5 June 2026
เจรจาสันติภาพ

รัสเซีย-ยูเครน ตั้งโต๊ะ เจรจาสันติภาพ รอบ 2 เห็นพ้อง เปิดเส้นทางให้ประชาชนอพยพ

รัสเซียและยูเครนได้ข้อตกลงเพิ่มเติมหลังร่วมเจรจารอบ 2 เห็นพ้องต้องจัดตั้ง “ฉนวนมนุษยธรรม” และอาจมีการหยุดยิงเพื่อเปิดทางให้ประชาชนอพยพได้

วันนี้ 4 มี.ค. 65 รัสเซียและยูเครน แถลงหลังการเจรจาสันติภาพรอบสองในวันพฤหัสบดีว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงเห็นพ้องต้องกันถึงความจำเป็นในการจัดตั้ง “ฉนวนมนุษยธรรม” ขึ้น และมีความเป็นไปได้ว่าจะหยุดยิงเพื่อเปิดทางให้พลเรือนหลบหนี ซึ่งถือเป็นสัญญาณความคืบหน้าครั้งแรกในการแก้ปัญหาตั้งแต่รัสเซียยกกำลังบุกยูเครน

อย่างไรก็ตาม แม้ วลาดิเมียร์ เมดินสกี หัวหน้าคณะผู้แทนเจรจาของรัสเซียจะระบุว่า การเจรจามี “ความคืบหน้าสำคัญ” แต่กองกำลังรัสเซียก็ยังคงเดินหน้าปิดล้อมและโจมตีเมืองต่างๆ ในยูเครนเป็นสัปดาห์ที่ 2 สมาชิกคณะผู้แทนเจรจารายหนึ่งของยูเครนระบุว่า การเจรจายังไม่บรรลุผลตามที่ยูเครนต้องการ เช่น การหยุดยิงโดยทันทีและการพักรบ แต่ทั้งสองฝั่งรับทราบตรงกันถึงการอพยพประชาชน

มีไคโล โพโดลีแอค ที่ปรึกษาประธานาธิบดียูเครน กล่าวหลังการเจรจาครั้งนี้ว่า พวกเขาเห็นว่าอาจมีการหยุดยิงชั่วคราวเพื่อเปิดทางให้ประชาชนอพยพได้ รวมถึงเพื่อเปิดเส้นทางขนส่งเพื่อมนุษยธรรมด้วย

พร้อมระบุว่า การหยุดยิงชั่วคราวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกที่ และอาจเกิดขึ้นเพียงในพื้นที่ที่จะมีการเปิดเส้นทางดังกล่าวเท่านั้น และจะหยุดแค่ช่วงเวลาที่เปิดให้มีการอพยพประชาชน

วิกฤตด้านมนุษยธรรมเลวร้ายลง โดยสหประชาชาติ หรือยูเอ็น บอกว่า มีประชาชน 1 ล้านคนทิ้งบ้านเรือนหลบหนีในขณะนี้ ส่วนใหญ่เข้าไปขอลี้ภัยในโปแลนด์และประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ทางตะวันตกของประเทศ ส่วนคนที่ยังอยู่ในหลายเมืองของยูเครน ต้องเผชิญกับการโจมตีทั้งจากปืนใหญ่และจรวด ซึ่งมักเป็นพื้นที่เขตที่พักอาศัย เช่นเมืองคาร์คีฟ เมืองใหญ่อันดับ 2 ของยูเครนที่มีประชาชน 1.5 ล้านคน ก็ถูกโจมตีอย่างหนักเหลือแต่ซาก

สำนักข่าว Belta ของทางการเบลารุส ยังรายงานคำกล่าวของ โพโดลีแอค ที่ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายรับทราบตรงกันถึงการจัดส่งยาและอาหารไปยังบริเวณที่มีการสู้รบรุนแรง โดยทั้งสองฝ่ายจะเจรจาอีกครั้งในสัปดาห์หน้า

ด้านกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียระบุว่า รัสเซียยังคงเน้นย้ำว่า ข้อตกลงสันติภาพกับยูเครนใดๆ ก็ตาม จะต้องกำหนดให้ยูเครน “ปลอดทหาร” โดยรัสเซียยังส่งสัญญาณว่า ต้องการให้ยูเครนรับ “สถานะเป็นกลาง” และตกลงที่จะยุติความพยายามเข้าร่วมองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต

ศพทหารยูเครน 6,000 นายจ่อกลับบ้าน แต่รัฐบาล ‘เซเลนสกี’ อาจต้องจ่ายกว่า 7 หมื่นล้านบาท

(4 มิ.ย. 68) รัสเซียเตรียมส่งคืนศพทหารยูเครน 6,000 นายในสัปดาห์หน้า ตามการประกาศของวลาดิมีร์ เมดินสกี ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซียและหัวหน้าคณะเจรจาสันติภาพ การส่งศพจำนวนมากนี้เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะสงครามที่ยังไม่สิ้นสุด และสร้างแรงกดดันใหม่ต่อรัฐบาลยูเครน

ตามกฎหมายของยูเครน รัฐบาลต้องจ่ายเงินชดเชยแก่ครอบครัวทหารที่เสียชีวิตคนละ 15 ล้านฮรีฟเนีย (ราว 12 ล้านบาท) หากมีการชำระครบถ้วน การส่งศพครั้งนี้จะทำให้รัฐต้องจ่ายรวม 90,000 ล้านฮรีฟเนีย หรือประมาณ 70,200 ล้านบาท

นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจเตือนว่า ยูเครนอาจไม่สามารถรับภาระทางการเงินได้ในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อสงครามยังดำเนินอยู่ และทรัพยากรส่วนใหญ่ถูกจัดสรรไปยังงบประมาณด้านการทหาร อีกทั้งยังมีปัญหาทุจริตในระบบงานศพ ที่อาจทำให้การชดเชยไม่ถึงมือครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเหมาะสม

แม้รัฐบาลยูเครนจะเริ่มปฏิรูปเพื่อลดการคอร์รัปชัน แต่ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายยังเป็นคำถามสำคัญ ท่ามกลางแรงกดดันจากประชาชนที่ต้องการความโปร่งใส และจากพันธมิตรต่างชาติที่จับตามองการใช้งบประมาณอย่างใกล้ชิด

มอสโกเปิดเกมแข็ง!! รัสเซียลั่นหมดศรัทธาเจรจา “เซเลนสกี” เดินหน้ารุกตะวันตกต่อ เตรียมขยายเขตกันชนลึกเข้าแนวรบยูเครน เตรียมเพิ่มเงื่อนไขใหม่กดยูเครน

การ “ปลดปล่อย” สาธารณรัฐประชาชนลูแกนสก์ เป็นสัญญาณว่ารัสเซียได้หมดความเชื่อมั่นต่อการเจรจากับเซเลนสกีแล้ว ซึ่งมีแต่ “คำพูดว่างเปล่าและการสร้างกระแสเพื่อเรียกความสนใจ” เท่านั้น อเล็กเซย์ เลียนคอฟ นักวิเคราะห์การทหารและบรรณาธิการของ Arsenal of the Fatherland ให้สัมภาษณ์กับสปุตนิก

อเล็กเซย์ เลียนคอฟ ระบุว่า จากนี้ไปรัสเซียจะมีข้อเรียกร้องใหม่ เนื่องจากกำลัง “ขยายเขตกันชนของตนให้ลึกเข้าไปอีกในพื้นที่ที่ยังคงถูกกองทัพยูเครนยึดครองอยู่”

เขาชี้ว่า หนึ่งในเงื่อนไขดั้งเดิมของการเจรจาคือ ยูเครนต้องถอนกำลังออกจากสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์ สาธารณรัฐประชาชนลูแกนสก์ รวมถึงแคว้นเคอร์ซอนและซาโปโรชเยของรัสเซีย แต่รัฐบาลเซเลนสกีกลับไม่ปฏิบัติตาม

“รัสเซียได้ขับไล่กองกำลังยูเครนออกไปด้วยกำลัง พร้อมสร้างความสูญเสียอย่างหนักในกระบวนการดังกล่าว” นักวิเคราะห์รายนี้กล่าว

เลียนคอฟยังชี้ว่า คำกล่าวของดมิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลิน ที่ระบุว่าเซเลนสกีต้องตัดสินใจถอนกองกำลังยูเครนออกจากดอนบาสในวันนี้ เป็นการตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า ข้อตกลงเบื้องต้นก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพนั้น “แทบจะหมดสภาพไปแล้วโดยสิ้นเชิง”

ขณะเดียวกัน ยูเครนและผู้สนับสนุนตะวันตก ซึ่งกำลังเผชิญผลกระทบอย่างหนักจากความล้มเหลวครั้งใหญ่ของสงครามที่สหรัฐทำกับอิหร่าน ก็อยู่ในภาวะอ่อนแอที่สุดเช่นกัน

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า สภาพอากาศที่เอื้ออำนวยและพื้นดินที่แห้งลงในเวลานี้ ทำให้ปฏิบัติการรุกของรัสเซียสามารถเคลื่อนตัวออกนอกเส้นทางถนนสายหลักได้ เปิดทางให้เกิดการโจมตีโอบด้านข้างและการทะลวงแนวลึกเข้าไปในแนวป้องกันของฝ่ายตรงข้าม

“นี่คือจังหวะเหมาะสมที่จะหักกระดูกสันหลังของกองกำลังติดอาวุธยูเครน” เลียนคอฟกล่าว

เขายังเชื่อว่า การ “ปลดปล่อย” แอลพีอาร์ ถือเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้กองทัพรัสเซียเดินหน้ารุกไปทางตะวันตก จนกว่าสองภารกิจหลักของ “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” ได้แก่ การปลดอาวุธทางทหาร และการขจัดลัทธินาซี จะบรรลุผล โดยกล่าวเสริมว่า

“ตราบใดที่ศัตรูยังไม่ยอมจำนน และผู้สนับสนุนตะวันตกยังคาดการณ์ว่ายูเครนจะยืนหยัดต่อไปได้อีก 2-3 ปี กองกำลังของเราจะยังคงกดดันเดินหน้าต่อไป เพื่อทำลายภาพลวงตานั้นให้สิ้นซาก”

ที่มา : Sputnik


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top