Monday, 7 September 2026
เขมร

‘ดร.ปณิธาน’ ยกถ้อยแถลง ‘สีหศักดิ์’ ตอกกลับเขมร สร้างจุดเปลี่ยนการทูตเชิงรุกบนเวทีระดับโลก

เมื่อวันที่ (28 ก.ย.68) รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีที่  นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงตอกกลับกัมพูชาในเวที UNGA ว่า ไทยเริ่มรุกแล้ว แต่กัมพูชาจะสะดุดในเวทีโลกจริงหรือ โดยให้เหตุผลไว้ดังนี้ไทยเริ่มรุกแล้ว แต่กัมพูชาจะสะดุดในเวทีโลกจริงหรือ
1. ในเวที UNGA สมัยที่ 80 เมื่อวานนี้ ไทยได้สกัดกั้นกัมพูชาไม่ให้ใช้เวทีสหประชาชาติ บิดเบือนข้อเท็จจริงแต่ฝ่ายเดียวได้อย่างทันท่วงที จนได้รับการชื่นชมจากคนไทยจำนวนมาก รวมทั้งได้รับการตอบรับจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่ (United Nations General Assembly- UNGA) ด้วยการปรบมือหลายครั้ง

2. เหตุการณ์นี้ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการทูตเชิงรุกของรัฐบาลใหม่ในสงครามกัมพูชา-ไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจจะเป็นจุดหักเหนำไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมาได้ หากไทยสามารถสกัดกัมพูชาในทุกเวทีนานาชาติเช่นนี้ได้ต่อไปอย่างต่อเนื่อง

3. สาเหตุของความสำเร็จในครั้งนี้ น่าจะมีอย่างน้อย 2 ประการ คือ:
3.1) ความสามารถส่วนตัวของรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยคนปัจจุบัน ซึ่งมีประสบการณ์ในเวที UN และเวทีระดับนานาชาติมาก่อนหลายปี รวมทั้งยังเคยทำงานให้ฝ่ายการเมืองหรือรัฐบาลที่ผ่านมาในเรื่องการต่างประเทศ และเคยช่วยร่างสุนทรพจน์สำคัญให้นายกรัฐมนตรีในอดีตมาแล้วอีกด้วย ดังนั้น จึงสามารถแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้เมื่อกัมพูชากล่าวหาไทยในเวที UNGA อย่างรุนแรง

3.2) บทบาทหรือการแทรกแซงของสหรัฐฯ และของปธน.ทรัมป์ ซึ่งในวันที่ 26 ที่ผ่านมาก่อนที่จะมีการขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุม UNGA กันนั้น Deputy Secretary of State ของสหรัฐฯ นาย Christopher Landau ได้เชิญรมต.ต่างประเทศของไทย รองนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชาและรัฐมนตรีต่างประเทศของมาเลเซีย ให้พบพูดคุยหารือกันสี่ฝ่ายเรื่องแนวทางยุติความขัดแย้งและข้อเสนอสำคัญของปธน.ทรัมป์ที่จะมีในเรื่องนี้ ซึ่งปธน.ทรัมป์ก็จะเดินทางมาร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนที่มาเลเซียในเดือนหน้านี้และหวังไว้ว่าจะได้แถลงถึงความสำเร็จในเรื่องนี้ในวันนั้นด้วย 

บรรยากาศในการประชุมสี่ฝ่ายดังกล่าวเป็นไปด้วยดี แต่หลังจากนั้น กัมพูชาก็ขึ้นเวที UNGA โจมตีไทยอย่างรุนแรง จนทำให้ทางรมต.ของไทยต้องเปลี่ยนสุนทรพจน์ที่ได้เตรียมไว้และปรับแนวทางชี้แจงจากเดิมมาเป็นการแก้ข้อกล่าวหาพร้อมทั้งระบุชัดเจนถึงพฤติกรรมของกัมพูชาที่บิดเบือน ไม่ทำตามข้อตกลง ต่อหน้าในที่ประชุมทำอย่าง แต่ลับหลังกลับทำอีกอย่างตามที่ปรากฎเป็นข่าว (บางส่วนได้ระบุไว้ในสุนทรพจน์ข้อ 23-24 โปรดดูเอกสารคำแปลข้างล่าง) 

ที่สำคัญคือ การกระทำเช่นนี้ของกัมพูชา ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่รับรู้รับทราบมานานแล้ว เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาทั้งสหรัฐฯและมาเลเซียอย่างชัดเจนด้วย ทำให้ไทยสามารถนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาใช้ในที่ประชุม UNGA เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของกัมพูชาได้อย่างมีน้ำหนักและเหมาะสม

4) สรุป การทูตแบบเชิงรุกของไทยที่เพิ่งจะเกิดขึ้นนี้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเพราะความสามารถส่วนตัวของรัฐมนตรี หรือเพราะความจำเป็นบังคับในเหตุการณ์เฉพาะหน้า หรือเพราะมีการแทรกแซงของสหรัฐฯ ที่กลายเป็นผลดีกับไทย หรือจะด้วยเหตุบังเอิญหรือโชคเข้าข้างไทยก็ตาม ก็ผ่านไปได้ด้วยดี และนับเป็นการเริ่มบริบทใหม่ของการทูตไทยในยามสงครามของยุคสมัยปัจจุบัน

นับตั้งแต่นี้ไป ไทยจะต้องเตรียมตัวไปสกัดกัมพูชาอย่างต่อเนื่องและล่วงหน้าในเวทีนานาชาติที่สำคัญอื่นๆ โดยเฉพาะที่กำลังจะมาถึงเร็ว ๆ นี้ เช่น การประชุมสุดยอดอาเซียน การประชุมเอเปค ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะประสบความสำเร็จเช่นนี้ยิ่ง ๆ ขึ้นต่อไป และถ้าเป็นเช่นนั้น สันติภาพและความสงบสุขที่ประชาชนส่วนใหญ่ของทั้งสองประเทศต้องการนั้นก็จะเริ่มเป็นจริง และเราก็อาจจะหลีกเลี่ยงการทำสงครามกันอีกระลอกที่กำลังมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้

‘ชาวเน็ตเขมร’ บ่นประเทศไทยแล้งน้ำใจ หลังไม่ยื่นมือช่วยเหลือน้ำท่วมเหมือนเมื่อครั้งอดีต

(2 ก.ย. 68) ชาวเน็ตกัมพูชาบ่นผ่านโซเชียล อ้างไทยเมินช่วยเหลือน้ำท่วม ในช่วงที่กัมพูชากำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมหนักในหลายจังหวัด ล่าสุด บนสื่อสังคมออนไลน์ได้ปรากฏข้อความและคลิปวิดีโอจากผู้ใช้งานที่อ้างว่า “ทำไมประเทศไทยไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ” บางรายถึงขั้นตำหนิว่าเพื่อนบ้านใจดำ ไม่แสดงน้ำใจเหมือนครั้งก่อน ๆ

โพสต์เหล่านี้แพร่กระจายอยู่ในกลุ่มสังคมออนไลน์ของประเทศกัมพูชา โดยส่วนใหญ่สะท้อนความคับข้องใจต่อความเดือดร้อนที่ยังไม่ได้รับการบรรเทาเพียงพอ ขณะเดียวกันก็มีชาวเน็ตอีกจำนวนหนึ่งออกมาโต้แย้งว่า การช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นเรื่องของรัฐบาลต่อรัฐบาล ไม่ควรโยนความผิดให้กับไทยฝ่ายเดียว

ถึงแม้เสียงบ่นในโลกออนไลน์จะกลายเป็นประเด็นถกเถียง แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีรายงานหรือแถลงการณ์จากรัฐบาลกัมพูชาที่กล่าวตำหนิไทยโดยตรง และสื่อกระแสหลักทั้งสองประเทศก็ยังไม่รายงานกรณีนี้อย่างเป็นทางการ

สถานการณ์ดังกล่าวจึงสะท้อนปรากฏการณ์ที่ “โซเชียล” กลายเป็นพื้นที่ระบายความไม่พอใจของประชาชนท่ามกลางวิกฤตภัยพิบัติ ขณะที่ข้อเท็จจริงด้านการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศยังต้องรอติดตามจากความเคลื่อนไหวระดับทางการต่อไป

'ฮุน เซน' หัวร้อน หลังคนไทยนำภาพไปเป็นเป้ายิงปืน เรียกร้องคนเขมรแบนสินค้าไทย - เลิกใช้เงินบาทในกัมพูชา

(6 ต.ค. 68) สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ออกมาโพสต์แชร์บทความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว "Samdech Hun Sen of Cambodia" ระบุข้อความว่า ... "นี่คือประเทศที่ศิวิไลซ์ มีคุณธรรม จริยธรรม และอารยธรรมอันสูงส่งหรือ?

ชาวกัมพูชาทั้งหลาย โปรดอย่าทำสิ่งชั่วร้ายที่ไร้มนุษยธรรมและเลวร้ายยิ่งกว่าสัตว์ ไม่ว่าวิดีโอนี้จะสร้างโดยมนุษย์ หรือเอไอ ก็ตาม วิดีโอนี้แสดงให้เห็นการกระทำที่ชั่วร้ายทั้งหมดโดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติหรือกลุ่มใด

ในอดีต พี่น้องของเราบางคนขอให้ผมตอบโต้ด้วยการถ่ายภาพหรือพระมหากษัตริย์ไทยเพื่อรับรางวัล เหมือนที่คนไทยบางคนทำ ผมบอกพวกเขาว่าถ้าพวกเขาคิดว่ากำลังทำสิ่งนี้ผิด โปรดอย่าพยายามทำผิดพลาดกับพวกเขา เพราะการกระทำเช่นนี้ไร้มนุษยธรรมและเลวร้ายยิ่งกว่าสัตว์

ผมอธิบายเพิ่มเติมว่าพวกเขากำลังทำเช่นนี้เพื่อทำให้ผมหมดความอดทนในช่วงหยุดยิง ซึ่งกำลังอยู่ในภาวะเปราะบาง หรืออย่างน้อยก็เพื่อยุยงให้ทหารและประชาชนของเราตอบโต้ในลักษณะที่บ่อนทำลายอารยธรรม

ผมขอวิงวอนเพื่อนร่วมชาติของเราอย่านำพระมหากษัตริย์ไทยหรือภาพถ่ายของผู้นำไทยไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม แม้ประเทศของเราจะเล็ก ประชากรน้อย และเศรษฐกิจอ่อนแอ แต่เราไม่ได้อ่อนแอทางศีลธรรม เราต้องรักษาชาติอันสูงส่งและมีคุณธรรมอันสูงส่งต่อไป

หากคุณรู้สึกขุ่นเคืองต่อประเทศไทย ไม่ชอบประเทศไทย อย่าซื้อสินค้าไทย และหยุดใช้เงินบาทไทยบนแผ่นดินกัมพูชา เพื่อเสริมสร้างความเป็นอิสระทางการเงินของประเทศ

โปรดอย่ากระทำการใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อบริษัทไทยและคนไทยที่อาศัยและทำธุรกิจในกัมพูชา ผมยังคงเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ต้องการเป็นศัตรูกับชาวกัมพูชา คนไทยบางคน รวมถึงผู้นำไทยบางคน กำลังประเมินเศรษฐกิจกัมพูชาผิดพลาด โดยกล่าวว่าเศรษฐกิจกำลังย่ำแย่หลังจากที่ไทยปิดพรมแดนเนื่องจากขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค

ผมขอขอบคุณผู้นำไทยอีกครั้งที่โจมตีพวกเขาด้วยหัวของพวกเขาเอง เพราะกัมพูชาเคยใช้เงินไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ต่อปีเพื่อซื้อสินค้าไทย และนำเงินจำนวนนี้ไปซื้อสินค้าในประเทศ ซึ่งทำให้สินค้าที่ผลิตในประเทศมีตลาดที่เป็นโอกาสในการเสริมสร้างเศรษฐกิจกัมพูชา

เราไม่เคยขอให้สินค้าไทยมาขายในตลาดของเรา แต่กลับใช้เงินซื้อ ขอท่านผู้นำไทยอย่าเข้าใจผิดและดูหมิ่นกัมพูชาอีกต่อไป เรารู้ว่าท่านร่ำรวยกว่ากัมพูชา แต่ท่านก็ต้องเข้าใจด้วยว่าเราก็ใช้เงินซื้อสินค้าไทยเช่นกัน ซึ่งทำให้คนไทยมีตลาดหาเงิน

ขอท่านคนไทยที่เคยขายสินค้าให้กัมพูชา อย่าโกรธเคืองที่กัมพูชาซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ต้องสูญเสียเงินไป นี่ไม่ใช่ความผิดของกัมพูชา

สุดท้ายนี้ ผมขอแจ้งให้ท่าน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ติดชายแดนไทย รีบแลกเงินบาทเป็นเงินเรียล หรือดอลลาร์โดยเร็ว เพราะในอนาคตท่านจะสูญเสียเงินจำนวนมากและอาจกลายเป็นจุดอ่อนที่ถูกคุกคาม เช่น ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และเชื้อเพลิงในอดีต เลิกใช้เงินบาทและใช้เงินเรียลเถอะ เพราะมันจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับสกุลเงินของประเทศเรา

ผมขอแนบวิดีโอที่คนไทยโพสต์รูปผมเพื่อลุ้นรางวัล

‘ชาวเขมร’ ตั้งแถวโบกธงรับเรือรบจีน 2 ลำ ขณะเข้าเทียบท่าสีหนุวิลล์ในภารกิจเชื่อมสัมพันธ์ 2 ประเทศ

(10 ต.ค.68) สื่อกัมพูชารายงานว่าเรือของกองทัพเรือกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน 2 ลำ เดินทางถึงกัมพูชาในเช้าวันนี้ เพื่อเริ่มภารกิจการเยือนประเทศเป็นเวลา 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 10-14 ต.ค. ที่ระบุว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางทะเลระหว่างสองประเทศ

เรือรบจีน 2 ลำ ที่ประกอบด้วยเรือฉี จี้กวง (Qi Jiguang) และเรืออี้ เหมิงซาน (Yi Mengshan) ได้เข้าเทียบท่าที่ท่าเรือสีหนุวิลล์ จ.พระสีหนุ ที่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพลเรือเอก อิน สุเขมรา รองเสนาธิการประจำฐานทัพเรือเรียม พร้อมด้วยนายทหารอาวุโสอื่นๆ

ฐานทัพเรือเรียมระบุว่า เรือฉี จี้กวง (PLAN 83) ที่มีนาวาเอกซวี เจี้ยนกัว เป็นผู้บังคับบัญชา มีความยาว 165 เมตร กว้าง 22.2 เมตร และมีระยะกินน้ำลึก 6.5 เมตร และมีระวางขับน้ำ 10,907 ตัน ส่วนเรืออี้ เหมิงซาน (PLAN 988) มีนาวาเอกฟู่ เซียนเว่ย เป็นผู้บังคับบัญชา มีความยาว 210 เมตร กว้าง 28 เมตร และมีระยะกินน้ำลึก 7.5 เมตร ระวางขับน้ำ 26,040 ตัน

รายงานของสื่อกัมพูชาระบุว่า การเยือนเป็นเวลา 5 วันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ฉันมิตรและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างกองทัพเรือกัมพูชาและกองทัพเรือกองทัพปลดปล่อยประชาชนของจีน

สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นดวงประทีปแห่งความหวัง ให้แก่เด็ก และผู้ลี้ภัย โดยไม่เลือก!! เชื้อชาติ ศาสนา

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2524 สหพันธ์พิทักษ์เด็ก ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเกียรติคุณ แด่ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ณ มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา สหพันธ์พิทักษ์เด็ก (Save The Children Federation) ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย รางวัลเกียรติคุณ (First Distinguished Service Award) แด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเทิดพระเกียรติในฐานะที่ ทรงเป็นบุคคลดีเด่นด้านพิทักษ์เด็ก อันเนื่องมาจากการที่ทรงช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวเขมรที่เขาล้าน จ.ตราด และทรงมีพระเมตตาอย่างยิ่งแก่เด็ก ๆ 

สำหรับ พระมหากรุณาธิคุณในครั้งนั้น สืบเนื่องจากเหตุการณ์สงครามกลางเมืองของกัมพูชากับเขมรแดงเมื่อ พ.ศ. 2522 ส่งผลให้เกิดการอพยพของชาวกัมพูชาจำนวนมากสู่ชายแดนไทย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สภากาชาดไทยร่วมมือกับสภากาชาดสากลในการช่วยเหลือผู้อพยพโดยการจัดตั้ง ‘ศูนย์ราชการุณย์’ บ้านเขาล้าน จังหวัดตราด และได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรด้วยพระองค์เองเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2522 

เมื่อพบเห็นสภาพที่ย่ำแย่อย่างยิ่งของผู้อพยพ พระองค์จึงพระราชทานความช่วยเหลือทันที ทั้งพยาบาลสนาม และอาสาสมัครไปช่วยเหลือจัดหาอาหารและยาบรรเทาความเจ็บไข้ พร้อมทั้งพระราชทานครูสอนวิชาชีพแก่ผู้อพยพเพิ่มเติมอีกด้วย โดยทรงมีพระราชปณิธานอย่างแน่วแน่ว่าจะช่วยเหลือประชาชนโดยไม่เลือกเชื้อชาติหรือศาสนาใด ๆ ทั้งสิ้น

’เผย 6 ชั่วโมงแรกหลังเปิดฉากปะทะเขมร มีคำสั่งให้ ‘หยุดยิง’ แต่ไม่ยอม ลั่นถ้าหยุดจะเปิดเผยใครสั่ง โทษถึงประหาร

‘แม่ทัพกุ้ง’ เผย 6 ชั่วโมงแรกหลังฟเปิดฉากปะทะเขมร มีคำสั่งให้ ‘หยุดยิง’ แต่ไม่ยอม ลั่นถ้าหยุดจะเปิดเผยใครสั่ง โทษถึงประหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ที่ชุมชนปฐมอโศก คุณอัญชะลี ไพรีรัก สัมภาษณ์ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก ช่วงหนึ่ง พล.ท.บุญสิน เปิดเผยเหตุการณ์ปะทะกับทหารกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ว่า มีคำสั่งให้หยุดตั้งแต่ 6 ชั่วโมงแรก

“6 ชั่วโมงแรกให้หยุดเลยครับ ตั้งแต่เริ่มปะทะกันปุ๊บ ให้หยุดเลย 6 ทุ่ม วันแรกที่ปะทะกัน เขาบอก ขอร้องให้หยุดเลย แต่ผมขอไม่หยุดครับ เพราะผมสตาร์ทแล้ว” พล.ท.บุญสิน กล่าว

พล.ท.บุญสิน กล่าวต่อว่า “ผมขอร้องผู้บังคับบัญชาว่าไม่หยุดครับ ผมขอต่อรองไปหลายวัน บวกลบคูณหารบอกว่าเท่านี้ได้มั้ย ได้มั้ย ไม่ได้ครับ ผมไปต่อก่อน เพราะผมเข้าเกียร์ 1 แล้ว”

คุณอัญชะลี ถามว่า พอไม่หยุด คนที่สั่งเขาไม่ว่าเหรอ พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า “เขาไปตั้งหลักใหม่ครับ ก็แค่นั้นแหละครับ ถ้าหยุด ผมต้องออกมาพูดว่าใครสั่งให้หยุด แล้วเขาจะอยู่ไม่ได้ครับ เพราะว่าผมจะเอาแผ่นดินคืน แล้วคุณไม่หยุดนี่ นั่นคือโทษประหารคุณเลยทีเดียวนะครับ”

คุณอัญชะลี ถามต่อว่าได้ถามเหตุผลที่สั่งให้หยุดหรือไม่ พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า “ผมคิดว่าผิดแผนเขมรครับ ผมว่าเขมรเขาเคยทำแบบนี้แล้วเข้าทางเขาไงครับ เขาจะเอาเรื่องนี้ขึ้นศาลโลก ขึ้นศาลโลกเสร็จ ประเทศไทยบุกเขาใช่มั้ย ตายไป 3 คนแล้วนี่ งั้นเขาขอประท้วงเอาแผ่นดินคืน 3 ปราสาทกับ 1 พื้นที่ นี่สูตรของเขา แม่ทัพกุ้งก็เสือกไปรู้อีก รู้แผนเขาอีก ก็เลยไหน ๆ 3 พื้นที่นี้กูก็ไม่ให้ กูเอาคืนอีกเพิ่มเติมแล้วกัน”
 

"เขมร" ละเมิด MOU 43 ชัดเจน หลังพบเข้ามาสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร ในพื้นที่ 'ปราสาทตาควาย-คนา' เรียกร้องไทยใช้สิทธิ์ยกเลิก - คืนทันที

(9 พ.ย. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า 
.
“ผมขอแนะนําโดยด่วนไปยังรัฐบาลและกองทัพว่า กรณีที่กัมพูชา เร่งเปลี่ยนแปลงสภาพชายแดนบริเวณปราสาทตาควายและปราสาทคนา ด้วยการสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร อาทิ บันได, กระเช้า, และบังเกอร์ ถือเป็นการ ละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 ข้อ 5 ที่ระบุว่าห้ามทั้งสองฝ่ายดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน ซึ่งข้อนี้มีเจตนาให้ทั้งสองฝ่ายคงสภาพพื้นที่ไว้ก่อนการสำรวจปักปันเขตแดน

ดังนั้น การกระทำของกัมพูชาถือเป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงอย่างร้ายแรง ทำให้ ประเทศไทยมีสิทธิ์ยกเลิก MOU ดังกล่าวได้แต่เพียงฝ่ายเดียว โดยอ้างอิงตาม มาตรา 60 แห่งอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ปี 1969

นอกจากนี้รัฐบาลและกองทัพมีสิทธิใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด นั่นคือการใช้ "การป้องกันตนเองล่วงหน้า" (Anticipatory Self-Defence) ตาม มาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของรัฐสมาชิกในการป้องกันตนเอง หากมีการโจมตีด้วยกำลังอาวุธเกิดขึ้น ซึ่งการตีความตามมาตรา 51 นี้ อนุญาตให้ไทยสามารถใช้กำลังเข้า ยึดคืนพื้นที่ปราสาททั้งสองแห่งได้ทันที 

โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นการกระทำที่จำเป็นและได้สัดส่วน เพื่อ "ป้องกัน" ไม่ให้กัมพูชาดำเนินการเปลี่ยนแปลงสภาพชายแดนหรือแสดงท่าทีคุกคามอธิปไตยของไทยได้อีกต่อไป ซึ่งเป็นการหยุดยั้งการรุกรานที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างถาวร

ผมขอให้รัฐบาลและกองทัพพิจารณาใช้ช่องทางตามกฎหมายระหว่างประเทศข้างต้น เข้าจัดการปัญหากรณีพิพาทชายแดนที่ตึงเครียดนี้โดยไม่รอช้า ด้วยความปรารถนาดี”

72 ชั่วโมงเพื่อความจริง เปิดผลนิติวิทยาศาสตร์ ทุ่นระเบิด PMN-2 ของเล่นทหารเขมร ดีลสันติภาพฉบับมีเงื่อนไข

เปิดผลนิติวิทยาศาสตร์ ทุ่น PMN-2” เคลียร์โลก–เคลียร์ชายแดน บทความเชิงกระแส สำหรับสื่อไทย

5 มุม “จุดติดกระแส” ที่น่าหยิบขึ้นมาเล่น
1. “72 ชั่วโมงเพื่อความจริง” – กดดันรัฐเปิดผลนิติวิทยาศาสตร์ทุ่นระเบิด PMN-2 แบบโปร่งใส (ที่มา–ชนิด–เวลาการฝัง) พร้อมเชิญผู้สังเกตการณ์กลางร่วมตรวจสอบ (UNMAS/ICRC/ISU ของอนุสัญญาออตตาวา)
2. “หยุดยิงที่มีรูรั่ว” – หลังเหตุ 10 พ.ย. ไทย “พักข้อตกลง/ความร่วมมือ” โฟกัสว่าช่องโหว่ไหนทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ และมาตรการคุ้มครองชาวบ้านชายแดนควรเป็นอย่างไรทันที
3. “ออตตาวาไม่ใช่กระดาษ” – อธิบายข้อผูกพันตามอนุสัญญา (ห้ามใช้/เก็บ/ผลิต/ถ่ายโอน + หน้าที่กู้เก็บ–ช่วยเหลือเหยื่อ) แล้วชี้ว่าเหตุครั้งนี้ท้าทายพันธกรณีอย่างไรทั้งสองฝ่าย
4. “ข้อมูลลวงชายแดน” – Fact-check คลิป/โพสต์ไวรัลเรื่องทุ่นระเบิด สอนประชาชนเช็กข่าวก่อนแชร์ ลดโหมโรงเกลียดชังข้ามพรมแดน
5. “ดีลสันติภาพฉบับมีเงื่อนไข” – เสนอเช็กลิสต์ตัวชี้วัดความจริงใจ (หยุดวางทุ่น–แผนกู้เก็บร่วม–คืนความปลอดภัยชุมชน) ก่อนจะปลดล็อกความร่วมมือทีละเฟส

บทความตัวอย่าง (เลือกมุมที่ 1)
ภาพรวมเหตุการณ์ (What happened?)
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2025 ทหารไทย 2 นายบาดเจ็บจากเหตุระเบิดบริเวณชายแดน จ.ศรีสะเกษ รัฐบาลไทยประกาศ “พัก/ระงับ” ความร่วมมือ/ข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชาทันที ให้เหตุผลว่าความเป็นปฏิปักษ์ยังไม่ลดลงและต้องการเห็นความจริงใจที่ชัดเจนก่อนเดินหน้าต่อ นี่คือจุดเปลี่ยนเชิงการเมืองความมั่นคงแบบวันต่อวันของไทย–กัมพูชาในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา

ประเด็นชี้ขาด (Why it matters?)
หัวใจของข้อพิพาทคือ มันเป็น “ทุ่นใหม่” หรือ “ทุ่นเก่า”? หากเป็น PMN-2 ที่เพิ่งวางใหม่จริง ย่อมกระทบต่ออนุสัญญาออตตาวาที่ห้ามการใช้/เก็บ/ผลิต/โอนทุ่นสังหารบุคคลโดยเด็ดขาด และจะกระทบเครดิตทางการทูตของฝ่ายที่ละเมิดอย่างหนัก ฝ่ายไทยอ้างหลักฐานภาพ–ชิ้นส่วน–สภาพทุ่นที่ “ใหม่” ขัดกับคำปฏิเสธของกัมพูชา ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้วางทุ่นใหม่และเหตุอาจเกิดจากทุ่นหลงเหลือยุคสงครามเก่า

ข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในสาธารณะ (What we know so far)
• ผู้เชี่ยวชาญและสื่อหลักหลายสำนักระบุว่า ทุ่นที่จุดชนวนความตึงเครียดคือ PMN-2 ซึ่งอยู่ในข่ายห้ามของอนุสัญญาออตตาวา ทั้งไทยและกัมพูชาเป็นภาคีสนธิสัญญานี้เหมือนกัน
• ฝ่ายความมั่นคงไทยชี้ว่าทุ่นที่เจอ “สภาพใหม่ มีมาร์กกิ้งชัดเจน ไม่ใช่คลังของไทย” และเตรียมนำเสนอหลักฐานต่อชั้นอนุสัญญาออตตาวา.
• ด้านกัมพูชาปฏิเสธการวางทุ่นใหม่ แต่ย้ำภาพลักษณ์ประเทศผู้กู้ทุ่นมายาวนาน และขอให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นกลาง

ทำไม “72 ชั่วโมง” สำคัญ (Why now?)
หน้าต่างเวลา 72 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุคือช่วงทองของนิติวิทยาศาสตร์ระเบิด:
• เก็บสารตกค้าง (explosive residues) และลายนิ้วมือโลหะ/โพลิเมอร์ เพื่อระบุรุ่น–ล็อตการผลิต
• ตรวจการสึกกร่อน–คราบดิน–อายุการฝัง เทียบฐานข้อมูลตัวอย่างมาตรฐาน
• ผังพิกัด (geotag) และห่วงโซ่การครอบครอง (chain-of-custody) ที่ต้องครบตั้งแต่นาทีแรก เพื่อให้ผลสอบยืนได้ทั้งในทางการทูต–กฎหมายระหว่างประเทศ
• การเปิดผลสอบเบื้องต้นอย่างโปร่งใส พร้อมเชิญบุคคลที่สามร่วมยืนยัน จะล็อกกระแสไปที่ข้อเท็จจริง และสร้างแรงกดดันเชิงบวกให้กลับสู่ข้อตกลงที่เชื่อถือได้
4 สิ่งที่รัฐไทยควรทำ “เดี๋ยวนี้”
6. เผยแพร่รายงานนิติวิทยาศาสตร์ระเบิดฉบับย่อ (ภาพชิ้นส่วน/มาร์กกิ้ง/ผลแล็บที่ตรวจได้แล้ว) พร้อมไทม์ไลน์การเก็บหลักฐาน ตั้งแต่ที่เกิดเหตุถึงห้องแล็บ เพื่อยืนบนหลักฐาน ไม่ใช่คำพูด.
7. เชิญผู้สังเกตการณ์เป็นกลาง (เช่น UNMAS/ICRC/คณะเลขานุการอนุสัญญาออตตาวา) เข้าร่วมดูหลักฐานบางส่วนในประเทศ และอนุญาตการตรวจซ้ำเฉพาะจุดที่ไม่กระทบความมั่นคง.
8. ตั้ง “แผนฟื้นความปลอดภัยชายแดน 14 วัน” เพิ่มรอบลาดตระเวน–เก็บกู้ทุ่นในพื้นที่เสี่ยง ปรับช่องทางสัญจรชั่วคราว พร้อมชุดสื่อสารชุมชน (ภาษาไทย–ท้องถิ่น–กัมพูชา).
9. ส่งคำร้องอย่างเป็นทางการภายใต้อนุสัญญาออตตาวา หากหลักฐานชี้ชัดว่าเป็น “ทุ่นใหม่” เพื่อให้กลไกระหว่างประเทศกดดันภาคีที่ละเมิด และให้โรดแมปเคลียร์ทุ่นร่วมที่ตรวจสอบได้.
ประชาชน/สื่อควรทำอะไร
• เลี่ยงพื้นที่เสี่ยง–แจ้ง 191/หน่วย EOD หากพบวัตถุต้องสงสัย ห้ามแตะต้อง
• ตรวจสอบข่าวก่อนแชร์ โดยเฉพาะคลิป/แคปชันที่อ้างว่า “ฝ่ายไหนวางทุ่น” ซึ่งมักถูกตัดต่อหรือบิดเบือน
• เรียกร้อง “ข้อมูลมาก่อนดราม่า” ให้ทุกพรรคการเมือง–สื่อใหญ่ยึดข้อเท็จจริงจากเอกสาร–ผลตรวจ มากกว่าแค่ถ้อยแถลง

บทสรุป

ถ้าไทยชูธงความจริงเชิงหลักฐานภายใน 72 ชั่วโมง เราจะยึดพื้นที่ข่าวคืนจากโซเชียลที่เต็มไปด้วยอารมณ์ สร้างแรงกดดันที่ถูกทิศทางต่อทุกฝ่าย และพาประเทศกลับสู่โต๊ะความร่วมมือบนฐานความไว้วางใจใหม่ ไม่ใช่เพราะใครพูดเสียงดัง แต่เพราะหลักฐานพูดเอง เหตุ 10 พ.ย. ไม่ควรจบที่การพักข้อตกลงเท่านั้น แต่ต้องกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของความโปร่งใส เรื่องทุ่นระเบิดในไทย–อาเซียน

จากไซ่ง่อนแตกถึงจีนช่วยคานเวียดนาม!! ไทยเปิดสัมพันธ์จีนปี 2518 คานภัยเวียดนาม–ปิดฉากแรงหนุน พคท. จีนสนับสนุนกลาโหมไทย เวียดนามถอนกำลังจากเขมร

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.6)

30 เมษายน 1975 ไซ่ง่อนแตก กองทัพเวียตนามเหนือเข้ายึดกรุงไซ่ง่อน ถือเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามเวียตนาม เวียตนามเหนือรวมชาติกับเวียตนามใต้ กลายเป็น สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จนปัจจุบัน หลังจากสามประเทศเพื่อนบ้านเป็น “คอมมิวนิสต์” และกลายเป็นภัยคุกคามต่อไทย โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตอย่างมากมาย กอปรกับอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมหาศาลที่สหรัฐฯ ทิ้งเอาไว้ ทำให้เวียดนามในขณะนั้น มีแสนยานุภาพทางทหารเป็นอันดับที่ 4 ของโลกเลยทีเดียว และทำให้ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ต้องตัดสินใจสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับ สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแผ่นดินใหญ่) ในปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) และด้วยสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งก็คือ "ภัยคุกคามทางทหารจากเวียดนาม" จากการที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้สอบถามกับผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพไทยถึงศักยภาพในการป้องกันประเทศ หากถูกกองทัพเวียดนามบุกโจมตีข้ามพรมแดนเข้ามาอย่างเต็มกำลัง คำตอบที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้รับจากนายทหารระดับสูง สรุปใจความได้ว่า: "หากเวียดนามยกกำลังบุกไทยเต็มอัตราศึก กองทัพไทยจะสามารถยับยั้งและต้านทานไว้ได้ประมาณ 4 วัน"

คำตอบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจริงอันน่าตกใจในด้านศักยภาพทางทหารของกองทัพไทยในขณะนั้น:

- ความเหลื่อมล้ำทางกำลังรบ: เวียดนามมีกำลังทหารผ่านศึกมหาศาลและได้รับยุทโธปกรณ์หนักจำนวนมากจากสหภาพโซเวียต รวมถึงยุทโธปกรณ์ที่ยึดมาจากสหรัฐฯ

- การปรับเปลี่ยนนโยบายการต่างประเทศ: คำตอบนี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ตัดสินใจใช้ "การทูตนำการทหาร" โดยการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับ เหมา เจ๋อตง และ โจว เอินไหล ในปี พ.ศ. 2518
กอปรกับ มีข่าวว่า นายพลโง เหวียน เกี๊ยบ (Võ Nguyên Giáp) ผู้นำทหารระดับสูงของเวียดนาม ประกาศว่าจะ "บุก/ยึดกรุงเทพฯ ได้ภายใน 2 ชั่วโมง" (หรือบางกระแสก็ว่า 24 ชั่วโมง) เป็นเรื่องราวที่ถูกกล่าวขวัญและอ้างอิงถึงกันอย่างแพร่หลายในสังคมไทยช่วงเวลานั้น

การเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) โดย มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีของไทยในขณะนั้นและนายกรัฐมนตรี โจว เอินไหล ถือเป็น "จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์" ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

ในช่วงเวลานั้น เวียดนามกำลังแผ่อิทธิพลอย่างหนักในอินโดจีนหลังชนะสงครามเวียดนาม และเข้ายึดครองเขมรในปี พ.ศ. 2521 ทำให้กองทัพเวียดนามประชิดชายแดนไทย จีนได้ก้าวเข้ามาช่วยสนับสนุนด้านความมั่นคงแก่ประเทศไทยในหลายมิติ ดังนี้:

1. การส่งกำลังทหารกดดันชายแดนเวียดนาม (สงครามสั่งสอน) ถือเป็น ความช่วยเหลือเชิงยุทธศาสตร์ที่เห็นผลชัดเจนที่สุด เมื่อเวียดนามยกทัพเข้ายึดครองเขมร และเริ่มมีการปะทะตามแนวชายแดนไทย-เขมร จีนได้ตัดสินใจทำ "สงครามสั่งสอน" (Sino-Vietnamese War) ในปี พ.ศ. 2522 โดยยกกำลังทหารบุกเข้าทางตอนเหนือของเวียดนาม
- ผลต่อไทย: การบุกของจีนบังคับให้เวียดนามต้องถอนกำลังทหารหลัก และยุทโธปกรณ์จำนวนมากจากเขมรกลับไปเฝ้าระวังและป้องกันชายแดนทางเหนือที่ติดกับจีน
- ยับยั้งการบุกไทย: ทำให้เวียดนามไม่สามารถตรึงกำลังพลได้อย่างเต็มที่ในเขมร และหมดโอกาสที่จะทุ่มกำลังเปิดศึกบุกเข้ามาในดินแดนไทยได้อย่างเต็มรูปแบบ

2. การตัดการสนับสนุน "พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย" (พคท.) ก่อนการเปิดความสัมพันธ์ พคท. ได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธ เสบียง สถานีวิทยุ และการฝึกกำลังพลจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเป็นทางการในการทำสงครามกองกวนกับรัฐบาลไทย เมื่อ มรว.คึกฤทธิ์ ได้เจรจากับผู้นำจีน จีนยอม "ยุติการสนับสนุน พคท." ทั้งหมด จีนทำการปิด สถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) ที่เคยตั้งอยู่ในมณฑลยูนนาน ซึ่งใช้กระจายเสียงโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านรัฐบาลไทย การตัดท่อน้ำเลี้ยงนี้ ส่งผลให้ พคท. เสื่อมกำลังลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับนโยบาย 66/2523 ของรัฐบาลไทย ทำให้ปัญหาภัยคุกคามคอมมิวนิสต์ภายในประเทศยุติลงอย่างสงบในที่สุด


3. การสนับสนุนทางทหารและยุทโธปกรณ์แก่กองทัพไทย ในช่วงที่ไทยเผชิญภัยคุกคามตรงชายแดน และสหรัฐอเมริกาเริ่มถอนกำลังออกจากภูมิภาค จีนได้ให้ความช่วยเหลือด้านยุทโธปกรณ์แก่กองทัพไทยใน "ราคามิตรภาพ" (หรือบางรายการเป็นการมอบให้ฟรี/ผ่อนชำระระยะยาว) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ เช่น:
- รถถัง Type 69-II: จีนส่งมอบให้กองทัพบกไทยนำไปตรึงกำลังตามแนวชายแดนไทย-เขมร เพื่อคานอำนาจกับรถถัง T-54/T-55 ของเวียดนาม
- ยานเกราะสายพานลำเลียงพล Type 85 (YW531H): ประมาณ 450 คันราย ประกอบด้วยรุ่นลำเลียงพลมาตรฐาน และรุ่นดัดแปลงติดตั้งเครื่องยิงลูกระเบิด (ขนาด 82 มม. และ 120 มม.) ซึ่งปัจจุบันกองทัพบกยังคงใช้งานอยู่และมีการทยอยปรับปรุงสภาพเพื่อยืดอายุการใช้งาน
- ปืนใหญ่และอาวุธหนัก: จีนสนับสนุนปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน ปืนใหญ่สนาม และกระสุนปืนใหญ่จำนวนมาก ซึ่งไทยนำไปใช้ในการยิงโต้ตอบการลุกล้ำดินแดนตามแนวชายแดน

4. การร่วมมือสนับสนุนกองกำลังต่อต้านเวียดนามในเขมร
- ไทยและจีนร่วมมือกันในทางลับเพื่อยื้อยุดและถ่วงดุลกำลังของเวียดนามในเขมร: การสร้าง "พื้นที่กันชน" (Buffer Zone): จีนจัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์และงบประมาณให้แก่กลุ่มต่อต้านเวียดนามในเขมร (เช่น กลุ่มเขมรแดง และกลุ่มของเจ้าสีหนุ) โดยใช้เส้นทางผ่านประเทศไทย
การทำให้กองทัพเวียดนามต้องติดหล่มอยู่กับการทำสงครามปราบปรามกองกำลังเขมรภายในประเทศ ทำให้เวียดนามไม่มีศักยภาพและเสถียรภาพพอที่จะรุกรานข้ามมายังประเทศไทยได้

5. การผนึกกำลังทางการทูตในเวทีโลก จีนใช้สิทธิในฐานะสมาชิกประจำคณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) คอยประณามการยึดครองเขมรของเวียดนาม และสนับสนุนจุดยืนของไทยและกลุ่มประเทศอาเซียนในเวทีสากล ส่งผลให้เวียดนามโดนคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการเมืองจากสังคมโลกอย่างหนัก จนกระทั่งต้องยอมถอนกำลังออกจากเขมรในเวลาต่อมา

การสร้างความสัมพันธ์กับจีน ถือเป็นการใช้ "การทูตนำการทหาร" ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของไทย การดึงจีนเข้ามาร่วมด่านถ่วงดุลอำนาจช่วยเปลี่ยนด่านสุ่มเสี่ยงจากการถูกบุกรุกราน ให้กลายเป็นการสร้างเสถียรภาพทั้ง ภัยคุกคามจากภายนอก (เวียดนาม) และ ภัยคุกคามภายใน (พคท.) ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top