Friday, 24 July 2026
เกาหลีใต้

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ หลัง รมว.กลาโหมสหรัฐฯ เยือนโซลไม่กี่วัน จรวดพุ่งไกล 700 กิโลเมตร ตกในทะเลญี่ปุ่น ‘คิม จองอึน’ ยังปฏิเสธเจรจา แต่จับมือรัสเซียแน่น พร้อมส่งทหารอีก 5,000 นาย ช่วยเครมลิน

(8 พ.ย. 68) เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้เข้าสู่ทะเลตะวันออก หรือทะเลญี่ปุ่น เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังการเยือนของรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีต เฮกเซธ (Pete Hegseth) ที่เดินทางมาเกาหลีใต้เพื่อหารือความมั่นคงประจำปี โดยกองทัพเกาหลีใต้ระบุว่าขีปนาวุธลูกดังกล่าวบินได้ราว 700 กิโลเมตร ก่อนตกลงในน่านน้ำสากล ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นยืนยันว่าจรวดตกนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะของตน และไม่พบความเสียหาย

การทดสอบดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเกาหลีเหนือยิงปืนใหญ่กว่า 10 นัดลงน่านน้ำตะวันตกเมื่อไม่กี่วันก่อน พร้อมกันนั้นยังเกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อนุญาตให้เกาหลีใต้สร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถด้านกลาโหมของเกาหลีใต้ในระดับภูมิภาค โดยเกาหลีใต้มีแผนจะขอรับยูเรเนียมเสริมสมรรถนะจากสหรัฐฯ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในโครงการดังกล่าว

ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จองอึน ยังคงปฏิเสธการเจรจากับสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ หลังการพูดคุยในปี 2019 ล้มเหลว โดยคิมย้ำว่าเกาหลีเหนือเป็น “รัฐนิวเคลียร์ที่ไม่อาจหวนกลับ” พร้อมเปิดทางหารือก็ต่อเมื่อวอชิงตันยอมถอยจากข้อเรียกร้องให้ยุติโครงการนิวเคลียร์ของตน ขณะเดียวกัน ความร่วมมือระหว่างเปียงยางและมอสโกกลับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของทั้งสองประเทศเพิ่งพบกันในกรุงเปียงยางในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้รายงานว่าเกาหลีเหนืออาจกำลังสรรหาทหารเพิ่มเติมเพื่อส่งไปช่วยรัสเซียในสงครามยูเครน โดยคาดว่ามีทหารราว 15,000 นาย ถูกส่งไปร่วมรบแล้ว และอีกราว 5,000 นาย ถูกส่งไปปฏิบัติงานด้านก่อสร้างและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่พันธมิตร ซึ่งสะท้อนถึงการขยายบทบาทของเกาหลีเหนือในความร่วมมือทางทหารกับรัสเซียที่ลึกซึ้งมากขึ้น

ส่อง..อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเกาหลีใต้

ขณะที่บ้านเมืองของเรายังคงอยู่ในสภาวะสงครามชายแดนกับเขมรอยู่ในเวลานี่ ขอหยิบยกเอาเรื่องราวของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศซึ่งถือเป็นศักย์สงครามที่สำคัญมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้พอรู้พอเข้าใจ โดยขอกล่าวถึง “เกาหลีใต้” ซึ่งเป็นประเทศที่เผชิญสงครามจนย่อยยับก่อนกลับกลายมาเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ รวมถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศลำดับต้น ๆ ของโลกในทุกวันนี้ 

ย้อนไปในปี 1950 ถึง 1953 อันเป็นห้วงเวลาที่เกิดสงครามระหว่างสองเกาหลี จะมีคนไทยในสมัยนั้นสักกี่คนจะเชื่อว่าเกาหลีใต้ ประเทศที่พึ่งพ้นจากการเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงครามเกาหลีในช่วงทศวรรษ 1950 ทั้งยังต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางทหารเต็มรูปแบบจากสหรัฐอเมริกา จะเจริญก้าวหน้าจนกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วเช่นทุกวันนี้ เช่นเดียวกับพัฒนาการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีใต้ ซึ่งรัฐบาลเกาหลีใต้มีการวางแผนและกำหนดนโยบายในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจนปัจจุบัน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเกาหลีใต้จัดว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ของทวีปเอเชีย และกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่ของโลกในปัจจุบัน

อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีใต้เป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจและความมั่นคงที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้าน กำลังการผลิตภายในประเทศ การวิจัยพัฒนา (R&D) และการส่งออกอาวุธไปทั่วโลก พัฒนาการของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเกาหลีใต้ไม่ได้ก้าวไปอย่างสะเปะสะปะไร้แผนงานและทิศทางในการดำเนินการ โดยรัฐบาลเกาหลีใต้เริ่มสนับสนุนให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีให้เกิดขึ้น และมีความเข้มแข็งขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1970 โดยกำหนดนโยบายในรูปแบบของกฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ปี 1973 แผนปรับปรุงกองทัพเกาหลีใต้ ปี 1974 และกฎหมายภาษีป้องกันประเทศ ปี 1975 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ถูกออกแบบให้สนับสนุนทางการเงินให้สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีใต้ โดยช่วงทศวรรษ 1970 นโยบายของรัฐบาลให้การสนับสนุนแก่อุตสาหกรรมต่อเรือ อุตสาหกรรมเหล็ก และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมเหล่านี้ มีส่วนอย่างสำคัญในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเหล่านี้พัฒนาก้าวหน้าและเติบโตจนกลายเป็นส่วนที่สำคัญอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และก้าวหน้าจนกระทั่งกลายเป็นการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เป็นการรวมตัวกันระหว่างอุตสาหกรรมการต่อเรือ และอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลหนักอื่นๆ

ในช่วงทศวรรษ 1990 อุตสาหกรรมภายในประเทศของเกาหลีใต้สามารถผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์สนองตอบต่อความต้องการของกองทัพเกาหลีใต้ได้ถึงร้อยละ 70 ทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ อุปกรณ์สื่อสาร ยานยนต์ เสื้อผ้า เครื่องใช้ ยุทธภัณฑ์และยุทธปัจจัยต่างๆ โดยมี “สำนักงานบริหารโครงการจัดซื้อจัดจ้างด้านกลาโหม(The Defense Acquisition Program Administration (DAPA)” ของกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ เป็นผู้รับผิดชอบการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ ยุทธภัณฑ์และยุทธปัจจัยกว่าร้อยละ 95 โดย ทำหน้าที่จัดซื้อจัดจ้างทุกอย่างสำหรับกองทัพเกาหลีใต้ รวมทั้งการจัดการส่งกำลังบำรุง การประมาณการสำหรับอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ เจรจาต่อรอง กำหนดคุณลักษณะและการกำหนดมาตรฐานอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ กองทัพเกาหลีใต้ซึ่งเคยพึ่งพาความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐอเมริกาเต็มรูปแบบจนกระทั่งกลางทศวรรษ 1960 ในปี 1971 กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ได้จัดตั้ง DAPA ทำหน้าที่เป็นสำนักงานจัดซื้อจัดจ้างแบบบูรณาการ เพื่อปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพเกาหลีใต้ให้ทันสมัยเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพบกเกาหลีใต้ ในปัจจุบัน DAPA รับผิดชอบจัดการงบประมาณกว่า 5 ล้านล้านวอน

ในส่วนของการผลิตอาวุธสำหรับกองทัพเกาหลีใต้เกิดขึ้นในปี 1971 เมื่อกระทรวงกลาโหมสร้างโรงงานเพื่อผลิต ประกอบปืนเล็กกลแบบ M-16 ตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลเกาหลีใต้ โดยยินยอมให้กองทัพบกเกาหลีใต้สามารถผลิตอาวุธปืน M-16 ได้อย่างเต็มที่ แต่ห้ามผลิตอาวุธปืนดังกล่าวเกินกว่าจำนวนที่กองทัพบกเกาหลีใต้ต้องการโดยปราศจากความยินยอมของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลเกาหลีใต้ได้ทำข้อตกลงในลักษณะนี้ในการผลิตอาวุธชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระเบิดมือ กับระเบิด และปืนไร้แรงสะท้อน ตลอดจนกระสุนสำหรับอาวุธที่ผลิตให้กองทัพบกเกาหลีใต้ ในปี 1990 บริษัทเกาหลีใต้ได้รับสัญญาจากกองทัพบกเกาหลีใต้ให้ผลิตรถถัง ปืนใหญ่อัตตาจรและปืนใหญ่ลากจูง รถเกราะ 2 แบบ และเฮลิคอปเตอร์อีก 2 แบบ บริษัทฮุนไดได้รับสัญญาผลิตรถถังแบบ K-1 มีปืนใหญ่รถถังขนาด 105 mm. ซึ่งพัฒนาจากรถถัง M48A5 ที่กองทัพบกเกาหลีใต้ใช้ ซึ่งมีการนำเข้าชิ้นส่วนเพียงไม่กี่ชนิด เช่น ระบบควบคุมการยิง และระบบส่งกำลัง 

นอกจากนั้นแล้วผลิตในเกาหลีใต้ทั้งหมด ซัมซุงได้รับสัญญาผลิตปืนใหญ่อัตตาจร 155 mm. M-109 เกียได้รับสัญญาผลิตปืนใหญ่ลากจูง KH-178 ขนาด 105 mm. และ KH-179 ขนาด 155 mm. แดวูและเอเชียมอเตอร์ได้รับสัญญาผลิตรถหุ้มเกราะลักษณะ KM-900 ที่ออกแบบโดยบริษัท FIAT (อิตาลี) ในปี 1990 บริษัทเกาหลีใต้ได้รับสัญญาจากกองทัพบกเกาหลีใต้ให้ผลิตรถถัง ปืนใหญ่อัตตาจรและปืนใหญ่ลากจูง รถเกราะ 2 แบบ และเฮลิคอปเตอร์อีก 2 แบบ บริษัทฮุนไดได้รับสัญญาผลิตรถถังแบบ K-1 มีปืนใหญ่รถถังขนาด 105 mm. ซึ่งพัฒนาจากรถถัง M48A5 ที่กองทัพบกเกาหลีใต้ใช้ ซึ่งมีการนำเข้าชิ้นส่วนเพียงไม่กี่ชนิด เช่น ระบบควบคุมการยิง และระบบส่งกำลัง นอกจากนั้นแล้วผลิตในเกาหลีใต้ทั้งหมด ซัมซุงได้รับสัญญาผลิตปืนใหญ่อัตตาจร 155 mm. M-109 เกียได้รับสัญญาผลิตปืนใหญ่ลากจูง KH-178 ขนาด 105 mm. และ KH-179 ขนาด 155 mm. แดวูและเอเชียมอเตอร์ได้รับสัญญาผลิตรถหุ้มเกราะลักษณะ KM-900 ที่ออกแบบโดยบริษัท FIAT (อิตาลี)

บริษัทเบลล์เฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐและบริษัทซัมซุงร่วมกันผลิตเฮลิคอปเตอร์แบบ UH-1 บริษัทซิกอร์สกี้ของสหรัฐและแดวูร่วมกันผลิตเฮลิคอปเตอร์แบบ S-76 โคเรียนแอร์กลายเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานส่วนใหญ่ของกองทัพอากาศเกาหลีใต้ และกองทัพอากาศของสหรัฐฯ ได้ทำสัญญาจ้างโคเรียนแอร์ในการปรนนิบัติบำรุงเครื่องบินแบบ F-4 F15 A-10 และ C-130 ที่ประจำการในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ ห้วงทศวรรษ 1970 ถึง 1980 เกาหลีใต้กลายเป็นผู้ต่อเรือรายใหญ่ของโลก ทั้งเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ และแท่นขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งมีฮุนไดเป็นบริษัทชั้นนำ และต่อมาแดวูก็เข้ามาร่วมแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ ต่อมาจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำของโลก ซึ่งการสนับสนุนของรัฐบาลญี่ปุ่นต่ออุตสาหกรรมต่อเรือของญี่ปุ่น บริษัทต่อเรือเกาหลีจึงหันความสนใจมายังการต่อเรือรบ ซึ่งต่อมาได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการต่อเรือนำเข้าจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันในการต่อเรือดำน้ำแบบ U-209 ขนาด 150 ตัน ซึ่งกองทัพเรือเกาหลีใต้ได้ส่งต่อเพื่อใช้ในการป้องกันภัยคุกคามจากเรือดำน้ำของเกาหลีเหนือ ปลายทศวรรษ 1990 เกาหลีใต้มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศติดอันดับโลก ด้วยงบประมาณในการจัดหาอาวุธกว่า 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยบริษัทในประเทศเกาหลีใต้เป็นผู้ผลิตอาวุธส่วนใหญ่ที่ใช้ในกองทัพเกาหลีใต้ ทั้งมีศักยภาพในการวิจัยและพัฒนา และผลิตระบบอาวุธแบบใหม่ อีกทั้งบริษัทขนาดเล็กอีกเป็นจำนวนมากมีส่วนร่วมในฐานะคู่สัญญารับเหมาช่วงของบริษัทใหญ่ๆ เหล่านั้น รัฐบาลเกาหลีใต้เองก็ต้องการปฏิรูปกองทัพเกาหลีใต้ให้มีความแข็งแกร่งในระดับเดียวกับความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของตน ยิ่งทำให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีได้รับอานิสงค์จนสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

ปัจจุบันเกาหลีใต้ส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ไปยังหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง เช่น เครื่องบินฝึกแบบ KAI KT-1 Woongbi ให้กองทัพอากาศอินโดนีเซีย ตุรกี และเปรู เครื่องบินโจมตีฝึกแบบ KAI T/A-50 Golden Eagle ให้กองทัพอากาศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อิรัก และ ไทย นอกจากเครื่องบินรบแล้ว อาวุธยุทโธปกรณ์อื่นๆ ที่ผลิตโดยเกาหลีใต้ ก็ยังเป็นที่สนใจของตลาดอาวุธอีกด้วยไม่ว่าจะเป็น ปืนใหญ่อัตตาจร K-9 155/52 mm ซึ่งมีระยะยิงมากกว่า 40 กิโลเมตร รถถังแบบ K2 Black Panther รถสายพายพานลำเลียงพลแบบ K21 ติดปืนใหญ่อัตโนมัติ 40 มม. สามารถเดินทางที่ความเร็วสูงสุดถึง 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและ 7.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในน้ำ นอกจากนั้นแล้วเกาหลีใต้ยังมีขีดความสามารถในการผลิตขีปนาวุธที่มีเทคโนโลยีสูง เช่น ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบแบบ Haeseong (SSM-700K Haeseong (C-Star) Anti-ship Missile) ซึ่งจะแทนที่ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบแบบ Harpoon ของสหรัฐฯ และขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานแบบ Singung (KP-SAM Shin-Gung or Shin-Kung or Chiron) ซึ่งจะแทนที่ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานแบบ Stinger ของสหรัฐฯ ในอนาคตอีกด้วย

เมื่อย้อนกลับมาดูพัฒนาการของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของบ้านเราซึ่งไม่ได้มีการวางแผนและกำหนดนโยบายดังเช่นที่เกาหลีใต้ทำเมื่อกว่า 40 ปีล่วงมาแล้ว อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยในเชิงนโยบายจึงล้าหลังกว่าเกาหลีใต้ถึงกว่า 40 ปีเลยทีเดียว ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ของไทยนั้นจัดว่าอยู่ในอันดับต้น ๆ ของภูมิภาคนี้ และรวมถึงทวีปเอเชียเสียด้วยซ้ำไป ทำไมเราจึงช้ากว่าเกาหลีใต้ถึงกว่า 40 ปี ประการแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ไทยกลายเป็นพันธมิตรทางการทหารที่แนบแน่นกับสหรัฐอเมริกา จึงได้รับความช่วยเหลือทางทหารจากรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างมากมายมหาศาล จนเหล่าทัพต่าง ๆ พากันยุติการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อใช้เองไปโดยปริยายกระทั่งมีการชับไล่กองกำลังสหรัฐฯ ให้ออกจากประเทศไทยในปี พ.ศ. 2519 ทำให้ความช่วยเหลือทางทหารลดลงมาเรื่อย ๆ จนเหลือน้อยมาก 

ประการต่อมาอาวุธทางการนับแต่ประเทศไทยมีการปกครองแบบประชาธิปไตย เราพึ่งมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาวุธเพียง 2 ฉบับเท่านั้น ฉบับแรกคือ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 37 (ปร.37) ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาวุธของเอกชนเพื่อใช้ออกกฎกระทรวงจนกระทั่งฉบับต่อมาคือ พระราชบัญญัติโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศฉบับที่ 2 ต่อมา มีการจัดตั้ง “สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ” มีฐานะเป็นองค์การมหาชนแห่งแรกของกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552 ก็ตาม แต่บทบาทหน้าที่การทำงานของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศในการสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจนทุกวันนี้ แต่ยังไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้มีพัฒนาการและเจริญเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ

แนโกฮยังลุยเกาหลีใต้!! ทีมแนโกฮยังจากเกาหลีเหนือลงสนาม สำหรับ AFC วีเมนส์ ชิงแชมป์สโมสร นับครั้งแรกในรอบเกือบ 8 ปี ดวลซูวอน เอฟซี วันที่ 20 พ.ค.

17 พฤษภาคม 2026 สโมสรฟุตบอลหญิงแนโกฮยัง ของเกาหลีเหนือ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน เกาหลีใต้  เมื่อวันอาทิตย์

เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันรอบรองชนะเลิศฟุตบอลหญิงชิงแชมป์สโมสรเอเชีย หรือ เอเอฟซี วีเมนส์ แชมเปียนส์ ลีก นับเป็นการเดินทางเยือนเกาหลีใต้ของนักกีฬาจากเกาหลีเหนือเพื่อการแข่งขันกีฬา เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 8 ปี

ทีมแนโกฮยัง จะพบกับทีมซูวอน เอฟซี วีเมน ของเกาหลีใต้ ที่สนามซูวอน สเตเดียม เวลา 19.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น วันที่ 20 พฤษภาคมนี้

ที่มา : 

https://www.facebook.com/100050370353740/posts/1538213267867670/?rdid=H9Ugwg4zxYPGWEiT#

นักวิชาการ มธ.หวั่นยกเลิก VISA E-8 เกาหลีใต้ขึ้นบัญชีดำ 4 จ. ในไทย แนะเจรจาปรับเงื่อนไขด่วน เสนอมาตรการแก้ไข 5 ด้าน สะท้อนเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอ

นักวิชาการ มธ. หวั่นเกาหลีใต้ ยกเลิก “VISA E-8” อย่างถาวร

แนะถกปรับเงื่อนไข ชง 5 มาตรการแก้ปัญหา

นักวิชาการธรรมศาสตร์ หวั่นเกาหลีใต้ยกเลิก “VISA E-8” อย่างถาวร สังเวยแรงงานไทยหนีนายจ้างจนถูก Blacklist 4 จังหวัด แนะเร่งเจรจาปรับเงื่อนไข พร้อมเสนอ 5 มาตรการแก้ปัญหา ระบุปัญหา “ผีน้อย” สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยไม่แข็งแรง

รศ. ดร.กิริยา กุลกลการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า สิ่งที่น่ากังวลจากเหตุการณ์เกาหลีใต้ขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ห้ามนำเข้าแรงงานภาคเกษตรและประมงตามฤดูกาลภายใต้ VISA E-8 ตลอดปี 2569 จาก 4 จังหวัดของประเทศไทย ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม และชัยภูมิ เนื่องจากพบปัญหาแรงงานหลบหนีนายจ้าง คือความเสี่ยงที่เกาหลีใต้จะพิจารณายกเลิก VISA E-8 อย่างถาวร เนื่องจากแรงงานไทยที่ถูก Blacklist นี้ ถือเป็นแรงงานกลุ่มแรกภายใต้โครงการความร่วมมือในการส่งแรงงานไทยไปทำงานในภาคเกษตร/ประมงแบบระยะสั้น 5 เดือนที่เกาหลีใต้ ซึ่งทางกระทรวงแรงงานไทยกับท้องถิ่นเกาหลีใต้ MOU กันไปเมื่อปี 2566 ซึ่งจากเดิมจะมีแค่ระบบ EPS (Employment Permit System) หรือ VISA E-9 สำหรับแรงงานต่างชาติในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นการจ้างงานระยะยาว

“เกาหลีใต้เขาฉลาดมากเวลาทำเรื่องนี้ เขาจะไม่ได้พึ่งพาแต่แรงงานของประเทศไทยอย่างเดียว ตัวอย่างเช่นระบบ EPS ทางเกาหลีใต้ก็มีการทำ MOU กับ 17 ประเทศเลย ซึ่งพอไทยมีอัตราการหลบหนีของแรงงานสูง เขาก็จะจัดสรรโควตาในรอบถัดไปให้กับประเทศไทยน้อยลง และเมื่อมามีการเปิดโครงการใหม่ในรอบนี้ก็มาเจอแบบนี้อีก เขาก็ใช้วิธีคล้ายคลึงกัน แต่คราวนี้ Blacklist ทั้งจังหวัดเลย” รศ. ดร.กิริยา กล่าว

รศ. ดร.กิริยา กล่าวว่า รัฐบาลไทยและกระทรวงแรงงานจำเป็นต้องเร่งขอโทษเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการ และพูดคุยเจรจาต่อรองให้ได้ พร้อมกันนั้นก็ควรจะวางแผนปรับเงื่อนไขของ VISA E-8 หรือดำเนินการอื่นๆ เพื่อจะได้ไปเสนอถึงทางออกที่ไทยต้องการแก้ไขด้วย โดยอาจพิจารณาดำเนินการใน 5 ประเด็นสำคัญ

ทั้งนี้ ประกอบด้วย

1. การสร้างระบบจ้างงานรองรับในช่วงที่แรงงานไทยกลับจากทำงานที่เกาหลีใต้แล้วผ่านโครงการทางเกษตรในระดับพื้นที่/ชุมชน เพื่อสร้างความมั่นคงในช่องว่างที่เหลือ 7 เดือน รวมถึงอีกด้านก็จะเป็นการพัฒนาท้องถิ่นด้วย

2. การพิจารณาทำข้อตกลงกับนายจ้างเกาหลีใต้ว่าให้จ่ายเงินเดือนงวดสุดท้ายหลังกลับถึงไทยเท่านั้น 3. เพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัยของแรงงานไทย โดยอาจมีการตรวจตราแรงงานไทยที่ไปทำงานที่เกาหลีใต้อย่างสม่ำเสมอ และหากพบความเสี่ยงที่จะไม่ปลอดภัย ก็อาจเปิดช่องให้เปลี่ยนนายจ้างได้

4. เพิ่มเงื่อนไขสร้างแรงจูงใจผ่านการกำหนดแรงงานไทยที่เคยไปทำงานมาแล้ว และปฏิบัติอย่างถูกกฎหมายได้รับการพิจารณาเป็นกลุ่มแรกที่จะได้ไปทำต่อในรอบปีถัดไป

5. หารือกับทางเกาหลีใต้เพื่อขอเพิ่มสัดส่วนการส่งแรงงานไทยในช่องทางอื่นๆ เนื่องจากความต้องการของแรงงานไทยมีค่อนข้างมาก แต่ช่องทาง และจำนวนที่เกาหลีใต้เปิดรับแรงงานไทยนั้นมีค่อนข้างน้อย แม้จะเป็นไปได้ค่อนข้างยาก แต่ถ้าพอเปิดช่องทางเพิ่มได้ก็ถือว่าเป็นประโยชน์มากแล้ว

รศ. ดร.กิริยา กล่าวต่อไปว่า สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้แรงงานไทยมีการหลบหนีไปจำนวนมากในครั้งนี้ ส่วนตัวคิดว่าเกิดจากระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้นของ VISA E-8 ที่กำหนดไว้เพียง 5 เดือน ซึ่งอาจทำให้แรงงานไทยจำนวนหนึ่งรู้สึกไม่คุ้มค่า หรือต้องการรายได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวจึงตัดสินใจหลบหนีนายจ้างเกาหลีใต้ และไปทำงานที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ ที่ได้รับค่าตอบแทนดีกว่า หรือสภาพการทำงานดีกว่าในภาคการเกษตร/ประมง หรืออีกด้านคือด้วยความเป็นโครงการใหม่ เรื่องสภาพการทำงาน หรือรายได้อะไรต่างๆ ไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง รวมถึงนายจ้างที่อาจจะไม่ดีก็เป็นได้

“จริงๆ เรื่องนี้ก็สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยด้วย คือค่าจ้างของไทย และเกาหลีใต้ต่างกันมาก คือทำที่ไทยภาคเกษตรอาจจะได้ 1 หมื่นบาท แต่ถ้าเกาหลีใต้อย่างต่ำๆ เลย 5 หมื่นบาท ถ้าเป็นภาคอุตสาหกรรมการผลิตได้ 7 หมื่น และมีโอทีด้วยอาจสูงถึง 1 แสนบาท ฉะนั้นการที่นายกฯ บอกปัดว่าไม่ช่วย หรืออะไรต่างๆ แต่ถ้ามองอีกมุมจะโทษแรงงานที่หลบหนีอย่างเดียวก็คงไม่ได้ เพราะด้านหนึ่งเศรษฐกิจไทยก็ไม่แข็งแรงด้วย ควรต้องได้รับการแก้ไข” รศ. ดร.กิริยา กล่าว

คืนที่โหดร้ายนักเตะโสมขาว!! ทีมแตก แฟนบอลไม่ต้อนรับ เกาหลีใต้จบที่ 3 กลุ่ม A บอลโลก 2026 ประธานาธิบดีจี้สอบ KFA หลังทีมตกรอบแบ่งกลุ่ม หลังตกรอบบอลโลกและโค้ชยกทีมประกาศลาออก

ต่างคนต่างไป ทีมเกาหลีใต้เร่ร่อนไม่กลับบ้าน หลังศึกบอลโลก

โชซน สื่อเกาหลีใต้รายงาน (29 มิ.ย.) ทีมฟุตบอลเกาหลีใต้กำลังเดินทางออกจากเม็กซิโกเพื่อบินกลับบ้านที่อินชอน หลังจากตกรอบแบ่งกลุ่มในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 หัวหน้าโค้ช ฮง มยอง-โบ ลาออก และการเดินทางกลับของทีมจะไม่มีงานต้อนรับอย่างเป็นทางการหรือพิธีต้อนรับแฟนบอลที่สนามบินใดๆ นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ ปี 2002 ปึที่เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก กับญี่ปุ่น
เกาหลีใต้จบอันดับที่สามในกลุ่ม A หลังจากชนะสาธารณรัฐเช็ก 2-1 แพ้เม็กซิโก 1-0 และแพ้แอฟริกาใต้ 1-0

รายละเอียดการเดินทาง: กลุ่มหลัก—ประกอบด้วยโค้ช ทีมงาน และผู้เล่น 8 คน (รวมถึง โจ ฮยอน-อู, คิม มิน-แจ, ฮวาง อิน-บอม, ฮวาง ฮี-ชาน, แบ็ก ซึง-โฮ, คิม มุน-ฮวาน, ลี คัง-อิน และ ซอล ยอง-อู)—ออกจากฐานที่ตั้งในกัวดาลาฮาราเพื่อเดินทางกลับผ่านสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ หัวหน้าโค้ช ฮง มยอง-โบ ก็ประกาศลาออก พร้อมผู้บริหารระดับสูงและสมาชิกทีมงานโค้ชอีก 8 คน
ทีวีบางช่องในเกาหลีใต้ ยังเจตนาเบลอหน้า ฮง มยองโบ ตอนสัมภาษณ์ในเวิร์ลคัพ
ยกเลิกเที่ยวบินเช่าเหมาลำ เป็นเที่ยวบินแยก เนื่องจากทีมต้องออกจากการแข่งขันก่อนกำหนดและเกิดความผิดหวังอย่างมากจากสาธารณชน ผู้เล่นและทีมงานจะขอแยกกันขึ้นเครื่องบินเพื่อกลับแยกย้ายไปยังสโมสรของตนแทนที่จะกลับประเทศพร้อมกัน

ด้านการตอบสนองของ KFA สมาคมฟุตบอลเกาหลี (KFA) ประกาศว่าจะไม่มีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับกลับบ้าน ไม่มีพิธีต้อนรับฯ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติอย่างมากจากธรรมเนียมปฏิบัติ
ทั้งนี้ ประธานาธิบดีอี แจ มยอง ยังเป็นตัวเปิด ออกประณามการตกรอบของทีมอย่างเปิดเผยว่าเป็น "สิ่งที่ยอมรับไม่ได้" และ "งงในงง งงงงงวยอย่างยิ่ง" สั่งให้กระทรวงกีฬาทำการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อสมาคมฟุตบอลเกาหลี (KFA)

ที่มา : https://www.facebook.com/100063674585845/posts/1612575597541578/?rdid=tUWBvy17kBvGtXkW#

อัยการเกาหลีใต้ สั่งฟ้อง 4 โรงกลั่นน้ำมันใหญ่!! HD Hyundai Oilbank–SK Energy–GS Caltex–S-Oil น้ำมันแพงไม่ใช่แค่พิษสงคราม รัฐบาลเกาหลีใต้ส่งสัญญาณปราบธุรกิจไร้จริยธรรม ปมสมคบคิดปั่นราคาช่วงวิกฤตตะวันออกกลาง

อัยการเกาหลีใต้เมื่อวันจันทร์(6ก.ค.) สั่งฟ้อง 4 โรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ของประเทศ โทษฐานละเมิดกฎหมายการค้าด้วยความยุติธรรม กล่าวหาบริษัทเหล่านี้สมคบคิดปั่นราคาเชื้อเพลิงภายในประเทศให้พุ่งทะยาน ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

สำนักข่าวยอนฮับ รายงานว่า HD Hyundai Oilbank, SK Energy, GS Caltex, และ S-Oil คือ 4 บริษัทที่ละเมิดกฎหมายการค้าด้วยความยุติธรรมของประเทศ

รายงานข่าวอ้างข้อมูลจากอัยการระบุว่า HD Hyundai Oilbank and SK Energy สมคบคิดเพิ่มราคาขายน้ำมันมูลค่า 14.2 ล้านล้านวอน(ราว 3 แสนล้านบาท) ส่วนโรงกลั่นของ GS Caltex, และ S-Oil ซึ่งถูกกล่าวหาเลียนแบบการปั่นราคาน้ำมันดังกล่าว ก่อผลกระทบจากพฤติกรรมต่อต้านการแข่งขัน รวมแล้วคิดเป็นมูลค่าประมาณ 26 ล้านล้านวอน

การสืบสวนเริ่มต้นขึ้น หลังจากราคาน้ำมันภายในเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้นอย่างมาก ตามหลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน ก่อนที่คณะอัยการจะตรวจพบการสมคบคิดกำหนดราคาระหว่างฝ่ายบริหารของ 2 บริษัท โดยที่มีระยะเวลาและระดับของการปรับขึ้น เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก

อัยการระบุว่าการสมรู้ร่วมคิดดังกล่าวไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่มันเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดำเนินการอย่างเป็นระบบมาช้านาน ในช่วงเวลาที่โลกเผชิญกับภาวะวิกฤต

ทางอัยการบอกต่อว่า การปรับราคาสินค้าขึ้นอย่างรุนแรงทันทีหลังเกิดสงคราม ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพียงอย่างเดียว เนื่องจากบริษัทกลั่นน้ำมันเหล่านี้ได้กักตุนน้ำมันดิบไว้เป็นจำนวนมากอยู่แล้ว

ปกติแล้วกระบวนการนำเข้าน้ำมันดิบ การกลั่น และการจัดหาภายในประเทศจะต้องใช้ระยะเวลาหนึ่ง (Time Lag) ในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาในประเทศจะสะท้อนแนวโน้มตลาดโลกอย่างล่าช้า แต่ในกรณีนี้ บริษัทกลั่นน้ำมันทั้ง 4 แห่ง กลับปรับขึ้นราคาในระดับที่ใกล้เคียงกันตั้งแต่วันทำการแรกหลังสงครามปะทุขึ้น ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ได้ดึงดูดความสนใจของอัยการ

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมีนาคม ประธานาธิบดีอี แจ มย็อง ของเกาหลีใต้ เคยโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ เตือนไปยังโรงกลั่นและบริษัทน้ำมันทั้งหลาย ที่มีส่วนร่วมกับการกำหนดราคาจะต้องเผชิญกับการถูกลงโทษ พร้อมประกาศใช้มาตรการทางกฎหมายทั้งหมดที่มีเล่นงานการดำเนินธุรกิจที่ผิดจริยธรรม

(ที่มา:ซีเอ็นบีซี/เอเจนซี) 

ที่มา : https://mgronline.com/around/detail/9690000065875

LGBT ได้ถูกจับค้าประเวณีรายได้กว่า 13.4 ล้านบาท!! จับ 2 ชาวไทยพำนักผิดกฎหมาย เกาหลีใต้สั่งฟ้อง 2 ชาวไทย ปมพำนักผิดกฎหมายและค้าประเวณีผ่านเว็บไซต์ LGBTQ+ ใช้ออฟฟิศเทลเป็นจุดนัดหมาย หลบเลี่ยงตรวจค้น

กลุ่มสาวประเภทสองชาวไทยที่พำนักอย่างผิดกฎหมายในเกาหลีใต้ ถูกจับกุมและส่งฟ้อง หลังลักลอบค้าประเวณีสร้างรายได้รวมกันกว่า 600 ล้านวอน (ประมาณ 13.4 ล้านบาท)

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและสำนักงานสืบสวนพิเศษของกระทรวงยุติธรรม กรุงโซล เปิดเผยเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ว่า ได้ดำเนินคดีและส่งตัว นาย A และ นาย B สัญชาติไทย ต่อสำนักงานอัยการเขตโซลกลาง เมื่อปลายเดือนเมษายนและกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ในข้อหาละเมิดกฎหมายการเข้าเมือง

ทั้งสองคนถูกตั้งข้อหาลักลอบค้าประเวณีในกรุงโซล เมืองปูซาน และพื้นที่อื่นๆ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2024 จนถึงเดือนที่แล้ว โดยคิดค่าบริการครั้งละ 100,000 ถึง 210,000 วอน จากการตรวจสอบพบว่า นาย A มีรายได้จากธุรกิจผิดกฎหมายนี้ประมาณ 200 ล้านวอน และ นาย B มีรายได้ประมาณ 400 ล้านวอน

จากการสืบสวนพบว่า ทั้งสองคนเดินทางเข้าประเทศเกาหลีใต้ในปี 2023 และพำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายมานานกว่า 3 ปีหลังจากวีซ่าหมดอายุ โดยพวกเขาใช้วิธีหาลูกค้าผ่านเว็บไซต์นัดพบของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ด้วยการลงโฆษณาพร้อมระบุลักษณะทางกายภาพของตนเอง รวมถึงการโพสต์คลิปวิดีโออนาจารที่ถ่ายไว้เองลงบนสื่อสังคมออนไลน์ (SNS) เพื่อดึงดูดลูกค้า

นอกจากนี้ พวกเขายังใช้วิธีหลบเลี่ยงการจับกุมด้วยการให้ลูกค้าส่งภาพถ่ายยืนยันว่าถึงบริเวณออฟฟิศเทลแล้ว ก่อนที่จะแจ้งเลขห้องพักให้ทราบ

ทั้งนี้ สำนักงานสืบสวนพิเศษคาดการณ์ว่าอาจมีชาวต่างชาติรายอื่นที่ลักลอบค้าประเวณีด้วยวิธีการลักษณะเดียวกันนี้ จึงกำลังขยายการเฝ้าระวังโดยเน้นไปที่สื่อสังคมออนไลน์และเว็บไซต์ลามกอนาจารต่างๆ

ที่มา : https://www.facebook.com/61566470526067/posts/122226833318549017/?rdid=zIbhsAB4SdY0lq1b#

‘จุลพันธ์’ เยี่ยมชมร้านไทย ส่งเสริมแรงงานฝีมือไทยในเกาหลีใต้ ย้ำเจตนารมณ์ "เรียนจบได้งาน" ร้านเลมอนกราสขยายสาขาต่อเนื่อง ดูแลแรงงานไทยอย่างใกล้ชิด

‘จุลพันธ์’ เยี่ยมชมร้าน 'เลมอนกราส ไทย' ในเกาหลีใต้ ชื่นชมมาตรฐานฝีมือแรงงาน พร้อมหนุนการจ้างงานต่อเนื่อง

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เวลา 12.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นสาธารณรัฐเกาหลี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นำคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน เดินทางตรวจเยี่ยมแรงงานไทยในร้านอาหาร เลมอนกราส ไทย (Lemongrass Thai) โดยมี นายพาค บงชู และ นางสาวมณฑกานต์ เกียรติวรตระกูล ผู้บริหารร้านให้การต้อนรับ พร้อมด้วยพันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นางศิริรัตน์ ศรีชาติ อัครราชทูตที่ปรึกษา ฝ่ายแรงงานประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี เข้าร่วมด้วย ณ ร้านอาหาร เลมอนกราส ไทย (Lemongrass Thai) สาขาคังนัม กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

ในการเยือนครั้งนี้ นายจุลพันธ์ ได้ร่วมหารือกับผู้บริหารร้านถึงแนวทางการส่งเสริมแรงงานไทย โดยกล่าวชื่นชมทางร้านที่ให้ความสำคัญกับการจ้างงานแรงงานไทยที่มีทักษะฝีมือ (ประเภท E-7) ซึ่งผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดย นายจุลพันธ์ ได้ย้ำถึงนโยบาย "เรียนได้จบ ได้งาน" เพื่อมุ่งเน้นพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้ตรงกับความต้องการของนายจ้างในต่างประเทศมากขึ้น

"กระทรวงแรงงานพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะร้านเลมอนกราส ไทย ที่มีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เราจะเตรียมความพร้อมด้านแรงงานทั้งในด้านการจัดส่งและการพัฒนาทักษะ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจบริการและร้านอาหารไทยในเกาหลีใต้ต่อไป" นายจุลพันธ์ กล่าว

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ยังได้พบปะพูดคุยและให้โอวาทแก่แรงงานไทยที่ปฏิบัติงานอยู่ในร้าน โดยเน้นย้ำให้แรงงานตั้งใจทำงาน รักษามาตรฐานฝีมือของตนเองอย่างสม่ำเสมอ เป็นแบบอย่างที่ดีของเชฟไทยและอาหารไทย รวมถึงขอให้รักษาสุขภาพและหมั่นฝึกฝนภาษาเกาหลีเพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้มอบหมายให้ฝ่ายแรงงาน ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ทำหน้าที่คุ้มครองและดูแลสวัสดิภาพของแรงงานไทยอย่างใกล้ชิด

สำหรับร้านอาหารเลมอนกราส ไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2562 ภายใต้บริษัท Seyeon FNC ปัจจุบันมีการขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์รวม 14 สาขาทั่วกรุงโซล โดยได้รับความนิยมจากทั้งชาวเกาหลีและชาวต่างชาติ ด้วยการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพและการพัฒนาสูตรอาหารไทยที่ผสมผสานให้เข้ากับรสนิยมท้องถิ่นได้อย่างลงตัว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top