Friday, 5 June 2026
อุตสาหกรรม

‘อรรถวิชช์’ เผยร่าง กม.ส่งเสริมอุตฯปาล์มน้ำมันเสร็จแล้ว ดูแลจัดการทั้งระบบตั้งแต่ชาวสวนถึงอุตสาหกรรมการผลิต

‘อรรถวิชช์’ เผย ยกร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันเสร็จแล้ว ชู "สำนักงานอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน" ดูแลโครงสร้างแบบครบวงจร ช่วยเกษตรกร-ผู้ประกอบการ มีรายได้อย่างมั่นคงเป็นธรรมทุกฝ่าย 

(19 พ.ค. 68) ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ประธานคณะกรรมการยกร่างกฎหมายส่งเสริมปาล์มน้ำมัน เปิดเผยว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้เป็นประธานยกร่างกฎหมายส่งเสริมอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน โดยนายพีระพันธุ์ และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้รับเป็นที่ปรึกษาและผู้ให้ความเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับนี้

ซึ่งล่าสุดตนได้ดำเนินการยกร่างกฎหมายเสร็จสิ้น และส่งมอบต่อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยขั้นตอนหลังจากนี้จะเป็นการเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาสังคม ก่อนนำร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) และสภาผู้แทนราษฎร ให้พิจารณาเห็นชอบร่างกฎหมายเพื่อบังคับใช้ต่อไป

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวถึงสาระสำคัญของร่างกฎหมายส่งเสริมอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ว่า จะบัญญัติให้มีสำนักอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ที่จะเป็นหน่วยงานหลักในการควบคุมดูแลร่างกฎหมายนี้และอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งจะใช้ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ โดยเกษตรกร จะได้ผลประโยชน์จากการขายผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มที่แปรรูป ทั้งจะมีระบบประกันรายได้และการสร้างระบบซื้อขายอย่างเป็นธรรม ที่สำคัญ จะทำให้เกษตรกรไม่ต้องเร่งขายปาล์มที่ยังไม่สุกเต็มที่ควบคู่ไปกับมีการควบคุมการชั่งน้ำหนัก คำนวณเปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มอย่างเป็นธรรม ซึ่งถือได้ว่าจะช่วยสร้างผลประโยชน์ให้กับเกษตรกรอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมโดยแท้จริง

ส่วนผู้ประกอบการก็จะมีการควบคุมจำนวนของผู้ประกอบการ การสร้างมาตรฐานที่เท่าเทียม มีระบบส่งเสริม รวมทั้งการได้วัตถุดิบชั้นดี โดยไม่ต้องแย่งกันซื้อปาล์ม แต่ก็ยังได้ปาล์มสุก มีคุณภาพ ได้น้ำมันสูง

“ตนใช้ระบบการกำกับคล้ายกับพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย ที่ยึดนโยบายหลักที่ว่า อุตสาหกรรมนำเกษตร มาเป็นหัวใจหลักในการพัฒนาและขับเคลื่อน อันจะสร้างผลประโยชน์ที่เป็นธรรมได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ที่สำคัญเกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างมั่นคงและเป็นธรรม โดยไม่มีใครถูกเอาเปรียบด้วย” ดร.อรรถวิชช์ กล่าวทิ้งท้าย

กมธ. อุตสาหกรรม ลงพื้นที่ด่านศุลกากรเชียงของ กำชับคุมเข้มสินค้าไม่ได้ มอก.- ขยะอิเล็กทรอนิกส์

กมธ.อุตสาหกรรม ลงพื้นที่ด่านศุลกากรเชียงของ ตรวจติดตามมาตรการป้องกันการลักลอบนำเข้า "สินค้าไม่ได้ มอก.- ขยะอิเล็กทรอนิกส์"  เน้นย้ำนายด่านตรวจสินค้าอย่างละเอียด 

(23 มิ.ย. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม ได้เดินทางไปยังด่านศุลกากรเชียงของ อ.เชียงของ จ.เชียงราย เพื่อตรวจติดตามการนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมที่ผิดกฎหมายและไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม(มอก.) มาจัดจำหน่ายในประเทศไทย โดยทางคณะกรรมาธิการฯ ได้พบปะหารือกับนางกนกวรรณ สุขศิริ นายด่านศุลกากรเชียงของ เกี่ยวกับการตรวจตราและติดตามมาตรการป้องกันสินค้าที่ไม่ได้ มอก. เข้ามาจำหน่ายในไทย โดยทางนายด่านก็ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าวของทางกรมศุลกากรโดยละเอียด พร้อมย้ำว่าทางกรมศุลกากรมีการตรวจสินค้าที่ผ่านด่านอย่างละเอียดตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยสินค้าที่จะเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยได้จะต้องมีเอกสารรับรองและผ่านการตรวจสอบตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญต้องได้รับการรับรอง มอก. ด้วย เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคทุกคน

อย่างไรก็ดี คณะ กมธ.อุตสาหกรรม มีความเป็นห่วงในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากในปัจจุบันทางกระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การนำของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ตรวจพบสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน มอก. ซึ่งลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก อันส่งผลต่อความปลอดภัยในการใช้งานของพ่อแม่พี่น้อง ทั้งนี้ช่องทางการขนส่งทางบกจัดเป็นช่องทางสำคัญในการขนถ่ายสินค้าดังกล่าว โดยเฉพาะที่ลำเลียงผ่านช่องผ่านด่านมาจากประเทศจีน

“คณะ กมธ. อุตสาหกรรม ได้เน้นย้ำผ่านทางนายด่านศุลกากรเชียงของไปว่า ขอให้กรมศุลกากรและด่านกรมศุลกากรทุกด่านตรวจตราสินค้าอย่างเคร่งครัดต่อไป เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคทุกคน พร้อมเน้นย้ำอีกเรื่องที่สำคัญคือขอให้ตรวจสอบขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มักมีการขนส่งมาทางเรือเข้าประเทศเพื่อนบ้านก่อนส่งต่อมาทางบกเข้าชายแดนไทย ซึ่งนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังสร้างมลพิษและอันตรายต่อประเทศไทยเป็นอย่างมากด้วย” นายอัครเดช กล่าวทิ้งท้าย

‘เอกนัฏ’ หนุนเต็มที่!! กองทัพเดินหน้า ลุยต่อ ไม่ต้องหวั่น!! ‘ภาษีทรัมป์’ ลั่น!! พร้อมซัพพอร์ต เป็นกำลังใจให้ แบบสุดซอย เพื่อปกป้องคนไทย

(27 ก.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊กภายหลังการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์อุตสาหกรรมรวมใจ” ที่ จ.อุบลราชธานี โดยมีเนื้อความว่า

พร้อมรบเป็น ‘กองหลัง’

เรื่องที่ไทยถูกกดดันให้หยุดยิง เพื่อเจรจาภาษีทรัมป์

ทั้งๆที่ทหารกัมพูชาใช้อาวุธสงคราม ยิงใส่เรา ยิงใส่โรงพยาบาล ยิงใส่บ้านเรือนผู้บริสุทธิ์ ของเราก่อน ทำให้พลเรือนที่บริสุทธิ์ รวมถึงเด็กๆ ต้องบาดเจ็บ ล้มตาย จนกระทั่งเช้านี้ (27 ก.ค.) ก็ยังยิงใส่เราไม่หยุด

ในฐานะรัฐมนตรีฯอุตสาหกรรม ผมได้เตรียมแผนรับมือ กับผลของภาษีตอบโต้จากทรัมป์ ไม่ว่าเรทภาษีจะจบลงที่เท่าไหร่

เพราะไม่ว่าผลการเจรจา “นอกบ้าน” จะออกมาเช่นไร จะมัวแต่ภาวนาให้สหรัฐฯเมตตา ลดภาษีให้กับเราอย่างเดียวไม่ได้  แต่ควรจะจัดการกับปัญหา “ในบ้าน” ใกล้ตัว ที่อยู่ในอำนาจของเราเองก่อน

1. จัดการของด้อยคุณภาพที่นำเข้ามาดัมพ์ตลาด ธุรกิจ0เหรียญ
2. รณรงค์ซื้อ-ใช้ของที่ไทยผลิต Made By Thai ช่วยธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs)
3. จัดระบบอุตสาหกรรมใหม่ ไม่พึ่งแต่บุญเก่า ยุคใหม่ ทันสมัย ทันเวลา โปร่งใส ทำให้สะอาด ทำให้ถูกต้อง

ภาษีตอบโต้จะเป็นเท่าไหร่ ผมรับมือได้ แต่รับไม่ได้ ที่จะไม่ให้เราตอบโต้ทางทหาร เพื่อปกป้องชีวิตอันบริสุทธิ์ของประชาชนคนไทย 

ขอให้กองทัพ ได้ทำหน้าที่แนวรบ “กองหน้า” ปกป้องอธิปไตยอย่างเต็มกำลัง

กระทรวงอุตสาหกรรม จะเป็นแนวรบ ”กองหลัง“ ปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ สู้ในสงครามเศรษฐกิจให้เอง

วันนี้มาทำหน้าที่ส่วนเล็กๆ เปิดศูนย์รวบรวมความช่วยเหลือจากอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ที่จังหวัดอุบลราชธานี และศรีสะเกษ เพื่อส่งข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นให้ศูนย์พักพิงและพี่น้องทหารไทยครับ

“กองหลัง” คนนี้ พร้อมซัพพอร์ต และเป็นกำลังใจให้กองทัพ แบบสุดซอย ไม่ต้องยั้งครับ

พิธีลงนาม MOU สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจพลังงานสะอาด และธุรกิจศูนย์ข้อมูล

(22 ส.ค.68) บริษัท ไอดับบลิวอาร์เอ็ม จำกัด ผู้ให้บริการน้ำเพื่ออุตสาหกรรมรายใหญ่ในพื้นที่ ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำด้านนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานอัจฉริยะ กลุ่ม ปตท.

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังเพื่อเสริมสร้างโอกาสในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและไฟฟ้าให้มีความมั่นคง ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพสูง รองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในประเทศไทย โดยครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาน้ำดิบ การผลิตและจำหน่ายน้ำอุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ไปจนถึงการออกแบบระบบสำรองเพื่อให้บริการได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

นาย ธนวัฒน์ สันตินรนนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอดับบลิวอาร์เอ็ม จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเสริมความพร้อมด้านสาธารณูปโภคให้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ EEC เพิ่มความเชื่อมั่นในการลงทุนระยะยาว

ด้านนาย ชาญศักดิ์ ชื่นชม ผู้จัดการใหญ่ GPSC กล่าวว่า ในฐานะองค์กรชั้นนำด้านนวัตกรรมพลังงาน บริษัทมุ่งมั่นเติบโตบนเส้นทางพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างมั่นคงและยั่งยืน ด้วยความเชี่ยวชาญทั้งด้านเทคโนโลยีและการให้บริการโซลูชันครบวงจร พร้อมตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการพลังงานสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในด้านอุตสาหกรรมและศูนย์ข้อมูล ด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

พิธีลงนามจัดขึ้นอย่างเป็นทางการในบรรยากาศแห่งความร่วมมือ โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองบริษัท และแขกผู้มีเกียรติจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

เยอรมนีสะเทือน!! ประกาศตัดขาดพลังงานรัสเซีย พึ่งพานำเข้าจากนอร์เวย์-สหรัฐฯ อุตสาหกรรมหนักกระทบหนักถอนโครงการ ฝ่ายค้านวอนยกเลิกคว่ำบาตรฟื้นท่อก๊าซ

(9 ม.ค. 69) เยอรมนีเผชิญวิกฤตพลังงาน หลังตัดสินใจเลิกพึ่งพาพลังงานราคาถูกจากรัสเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและความน่าเชื่อถือของประเทศในช่วงที่ผ่านมา

เดอะ เทเลกราฟ วิเคราะห์ว่า นโยบายคว่ำบาตรของเยอรมนีที่เดินตามทิศทางของชาติตะวันตกแบบไม่รอบคอบ กลับสร้างความเปราะบางทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยประเทศต้องพึ่งพานำเข้าพลังงานจากนอร์เวย์และสหรัฐฯ ถึง 70% และมีค่าไฟฟ้าสูง ทำให้ผู้ผลิตเหล็ก ArcelorMittal ถอนตัวจากโครงการ "เหล็กสีเขียว" มูลค่า 1.43 พันล้านดอลลาร์ฯ เพื่อย้ายไปลงทุนในประเทศที่มีพลังงานราคาถูกและเชื่อถือได้

รายงานเน้นว่ายุโรปที่พยายามลดการพึ่งพารัสเซียในทางการเมืองและพลังงาน กำลังสร้างช่องโหว่ใหญ่ให้เยอรมนี มีผลกระทบต่อความตึงเครียดและการถดถอยทางเศรษฐกิจในประเทศ

ฝ่ายค้านฝ่ายขวา 'AfD' เสนอให้คืนความสัมพันธ์ค้าขายกับรัสเซีย ยกเลิกคว่ำบาตร และฟื้นฟูท่อส่งก๊าซ Nord Stream เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยและความยากจนของประชาชน โดยในแถลงการณ์เลือกตั้ง 2025 ระบุว่า "ควรกลับมาค้าขายกับรัสเซียโดยไม่มีข้อจำกัด"

ด้าน 'โทมัส บาไรส์' จากพรรค 'CDU' เสนอว่าหากความขัดแย้งยูเครนสิ้นสุด ก๊าซอาจกลับมาส่งได้ ขณะที่ 'ดีทมาร์ วอยด์เคอ' พรรค 'SPD' เห็นด้วยกับการคืนสถานะความสัมพันธ์ทางการค้าให้เป็นปกติ

ที่มา : Sputni

'ธนกร' อำลากระทรวง ส่งท้าย 6 เดือนทำงาน สะสางข้อพิพาท ฟื้นฟูเอกชน-อุตสาหกรรม ย้ำหลักการมุ่งแก้ปัญหา


"ธนกร" อำลากระทรวงอุตสาหกรรม ผู้บริหาร-ขรก.ร่วมส่งเนืองแน่น 

เน้นย้ำแนวทางทำงานตลอด 6 เดือน ยึดมั่นหลักการ มุ่งแก้ปัญหาเพื่อประชาชน 

 กระทรวงอุตสาหกรรม - วันที่ 30 มีนาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะ ประกอบด้วย นายสุรพงศ์ นำชัยรุจิพงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม นางสาวพลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนางสาวจิรัฐิติกาล จันทราทิพย์ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้ากระทรวงฯ ในโอกาสอำลาตำแหน่ง โดยมีนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นำคณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงฯ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

นายธนกร กล่าวว่า ขอบคุณไมตรีจิตของข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ให้การต้อนรับอย่างดีตั้งแต่วันแรกที่เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมจวบจนถึงวันนี้เป็นระยะเวลากว่า 6 เดือน ซึ่งนับตั้งแต่ได้เข้ามาทำงานก็ทำอย่างเต็มที่ ได้สะสางและริเริ่มงานให้เป็นรูปธรรมมากมาย อาทิ การปิดฉากข้อพิพาทเหมืองทองอัคราที่ค้างยาวนานกว่า 8 ปี ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ การอัดฉีดเม็ดเงินให้เอสเอ็มอีกว่า 30,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องและรักษาการจ้างงาน ให้เอสเอ็มอีประคองธุรกิจไปต่อได้ การตั้งทีมงานเต็มเหนี่ยว เพื่อปราบปรามโรงงานเถื่อนและแหล่งมลพิษทั่วประเทศ ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมได้มากกว่า 2,000 ล้านบาท วางระบบควบคุม PM2.5 แบบ Real-time ติดตั้งในโรงงาน 760 แห่ง ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน จัดการขยะอุตสาหกรรมอันตราย กวาดล้างแบตเตอรี่เถื่อนกว่า 60,000 ตัน การฝึกอบรมเสริมสร้างอาชีพให้กับประชาชนทั่วประเทศ การผลักดัน Soft Power อาหารไทย ร่วมพัฒนาเชฟมืออาชีพกว่า 20,000 คน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสู่ฐานราก เรื่องการลดเผาอ้อย และในปีนี้รับอ้อยสดได้กว่า 96.6 % ถือว่าทำได้ทะลุเป้า 

“ผมรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำงานกับชาวกระทรวงอุตสาหกรรม การทำงานที่ผ่านมาอาจจะมีแรงเสียดทานจากปัจจัยต่างๆ แต่ผมเชื่อมั่นว่าตัวผมและข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรมยึดมั่นในหลักการที่ถูกต้อง ตั้งใจทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างมุ่งมั่นตามที่ประชาชนคาดหวัง ผมเห็นสิ่งที่กระทรวงอุตสาหกรรมทำให้กับประชาชน ซึ่งหลายอย่างสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ และช่วยเหลือประชาชนได้อย่างแท้จริง” นายธนกรกล่าว

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะ ได้เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงอุตสาหกรรม ได้แก่ พระภูมิ และองค์พระนารายณ์ โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมส่ง ก่อนจะเดินทางออกจากกระทรวงอุตสาหกรรม

GPSC จับมือ COD เดินเกมขยายพอร์ตไฟฟ้า เสริมกำลังผลิตรองรับภาคอุตสาหกรรม เดินหน้าโรงไฟฟ้านวนครรับเศรษฐกิจโต หนุนดีมานด์พลังงานภาคผลิตและ Data Center

GPSC ผนึกพันธมิตร เดินเครื่องเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้านวนคร

ส่วนขยาย ดันกำลังผลิตไฟฟ้า 207.75 เมกะวัตต์

รองรับดีมานด์อุตสาหกรรมและ Data Center

GPSC ร่วมกับพันธมิตร เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการโรงไฟฟ้า นวนคร หรือ NNEG ส่วนขยาย กำลังการผลิตไฟฟ้า 28.75 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไอน้ำ 8 ตันต่อชั่วโมง ส่งผลให้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าสุทธิรวม 207.75 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไอน้ำรวม 48 ตันต่อชั่วโมง รองรับความต้องการใช้พลังงานของภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเติบโตของธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) สอดคล้องกับกลยุทธ์ขยายพอร์ตการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้าของกลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่า GPSC ได้ร่วมพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าร่วมทุน บริษัท ผลิตไฟฟ้า นวนคร จำกัด (NNEG) ซึ่งเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) โดย GPSC ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 30 บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 40 และ บริษัท นวนคร จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 30 ทั้งนี้ โครงการส่วนขยายของ NNEG มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 28.75 เมกะวัตต์ และไอน้ำ 8 ตันต่อชั่วโมง โดยมีกำหนดเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในวันที่ 1 เมษายน 2569 นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงาน พร้อมเสริมความมั่นคงและประสิทธิภาพของระบบพลังงานในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดปทุมธานี ตลอดจนรองรับการเติบโตของธุรกิจ Data Center ในอนาคต

ทั้งนี้ ความสำเร็จของโครงการดังกล่าว สะท้อนถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งของพันธมิตรทั้ง 3 ราย ที่ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาโครงการฯ มาอย่างต่อเนื่อง และสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ตามแผน ทั้งนี้โครงการ NNEG มีการขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ครั้งแรกในปี 2559 ด้วยกำลังการผลิตไฟฟ้า 125 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไอน้ำ 30 ตันต่อชั่วโมง จำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 90 เมกะวัตต์ ภายใต้สัญญา 25 ปี ในรูปแบบ Firm SPP และเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 54 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไอน้ำ 10 ตันต่อชั่วโมงในปี 2563 ล่าสุดในปี 2569 ได้เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 28.75 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไอน้ำ 8 ตันต่อชั่วโมง

การขยายกำลังการผลิตครั้งนี้ ตอกย้ำกลยุทธ์การเติบโตของ GPSC ในการขยายพอร์ตธุรกิจไฟฟ้าและไอน้ำ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นของภาคอุตสาหกรรม และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

พาณิชย์จับมืออุตสาหกรรม ‘ศุภจี’ ถกคุมเม็ดพลาสติก เตรียมหารือผู้ประกอบการ ย้ำต้องคุมปริมาณ-ต้นทุนให้สมดุล ดันรีไซเคิลแก้ปัญหาขยะพลาสติก

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในการประชุมหารือแนวทางการบริหารจัดการเม็ดพลาสติก หลังสหรัฐอเมริกาประกาศหยุดยิงอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งจะช่วยให้การควบคุมดูแลสินค้าต้นทางมีความแน่นอนมากขึ้น

ศุภจี กล่าวว่า "ถ้ามีความแน่นอนเช่นนั้น เราสามารถควบคุมดูแลเรื่องสินค้าต้นทางได้ดีมากยิ่งขึ้น" พร้อมเผยว่า สินค้าควบคุม เช่น เม็ดพลาสติก จะได้รับการดูแลปริมาณและต้นทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อบริหารจัดการได้ดีขึ้น หากมีการหยุดยิงจริงจะเป็นผลดีต่อระบบโดยรวม

ในการประชุมที่จัดขึ้นหลังจากเม็ดพลาสติกถูกประกาศเป็นสินค้าควบคุมเมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา มีการหารือกับผู้ประกอบการในเรื่องสต๊อกและราคาที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากความขาดแคลนและต้องมีการสั่งนำเข้าเป็นวัตถุดิบ โดยย้ำว่าการจัดการเม็ดพลาสติกต้องร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมด้วย การส่งเสริมการรีไซเคิลเม็ดพลาสติกซึ่งปัจจุบันมีเพียง 20% ก็เป็นอีกประเด็นสำคัญในการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกในประเทศไทย

ในการประชุมครั้งนี้ยังมีตัวแทนหลักจากกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมเพื่อหารือความร่วมมือในการจัดการด้านเม็ดพลาสติกอย่างครอบคลุม

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/economics/1228744?anf=

BWG ปลดล็อกโรงงาน!! อสจ.สระบุรี คืนใบอนุญาต โชว์แผนความปลอดภัยเข้มข้น ปิดคลุมบ่อไฟไหม้ตามมาตรฐาน เดินหน้าธุรกิจพร้อมชุมชนยั่งยืน

BWG พร้อมลุย! อสจ.สระบุรีปลดล็อกไฟเขียวเปิดโรงงาน หลังโชว์แผนจบครบทุกมิติ


สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี (อสจ.) ประกาศคืนใบเบิกทางให้ บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG กลับมาเดินเครื่องประกอบกิจการได้ตามปกติอย่างเป็นทางการ ภายหลังจากบริษัทฯ โชว์ศักยภาพการแก้ไขปรับปรุงโรงงานจนเสร็จสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ตามคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ เผยมาตรการความปลอดภัยชุดใหม่เข้มข้นกว่าเดิม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้ชุมชนรอบพื้นที่

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 คณะผู้ตรวจการณ์ชุดใหญ่ นำโดย นายเลิศชัย สกลเสาวภาคย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี พร้อมแท็กทีมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนายอำเภอแก่งคอย, สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระบุรี, ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด, กรมโรงงานอุตสาหกรรม และ อบต.ห้วยแห้ง ลงพื้นที่ "X-Ray" ทุกจุดเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยในสถานที่จริง

ผลการตรวจสอบพบว่า BWG สอบผ่านเกณฑ์มาตรฐานทุกข้อ โดยเฉพาะไฮไลต์สำคัญคือการปิดคลุมบ่อฝังกลบในส่วนที่เคยเกิดเหตุเพลิงไหม้ ซึ่งปัจจุบันได้รับการจัดการให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยสูงสุดตามมาตรฐานวิศวกรรม นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ยกเครื่อง "แผนปฏิบัติการฉุกเฉิน" และมาตรการป้องกันอัคคีภัยใหม่ทั้งหมด ให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างรวดเร็ว

การปลดล็อก ในครั้งนี้ของ BWG ที่มาพร้อมมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดกว่าเดิม เพื่อพิสูจน์ถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินหน้าไปพร้อมกับความไว้วางใจของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

อีอีซีเดินหน้า!! กพอ. เห็นชอบ Smart Logistics ฉะเชิงเทรา คาดลงทุน 1,350 ล้านบาท เชื่อมลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ชูศักยภาพอุตสาหกรรม–สมุนไพร–โครงสร้างพื้นฐาน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 1/2569 วันที่ 20 พฤษภาคม 2569
ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ชั้น 3 ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เป็นเลขานุการการประชุมฯ ทั้งนี้ กพอ. ได้พิจารณา และมีมติในเรื่องที่สำคัญ ดังนี้

1. เห็นชอบ การประกาศเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม ได้แก่ เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ สมาร์ท
โลจิสติกส์ (ฉะเชิงเทรา) เนื้อที่ประมาณ 29 ไร่ บริเวณถนนสุขุมวิท หลักกิโลเมตรที่ 72 อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ได้แก่ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ด้านบริการโลจิสติกส์ต้นแบบที่นำเทคโนโลยี และนวัตกรรมขั้นสูง มาให้บริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าที่ทันสมัย (International Distribution Center : IDC)ที่ให้บริการกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ส่งออก/นำเข้าสินค้าระหว่างประเทศที่ต้องการความแม่นยำสูง ที่มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย อาทิ เทคโนโลยี 5G ระบบติดตาม GPS การใช้หุ่นยนต์ AGV (Automated Guided Vehicle) การใช้ชั้นวางอัตโนมัติ (ASRS) หรือชั้นวางอัจฉริยะ และการประมวลผลข้อมูลด้วย AI (Artificial Intelligence) คาดว่าจะเกิดเงินลงทุนในพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าว ประมาณ 1,350 ล้านบาท เกิดการจ้างงานประมาณ 350 คน รวมทั้งเกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญจากผู้ประกอบกิจการ เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้งานยกระดับงานบริการโลจิสติกส์อัจฉริยะ (Smart Logistics) ต่อไป

2.  รับทราบ ผลการศึกษาโครงการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่ สกพอ. ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของการกำหนดให้ จังหวัดปราจีนบุรี เป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพิ่มเติม โดยมีความโดดเด่นด้านทำเลที่ตั้ง ข้อได้เปรียบเชิงพื้นที่และความสอดคล้องกับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สามารถเชื่อมต่อกับพื้นที่อีอีซี มีโรงงานร้อยละ 25 ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการเป็นเมืองสมุนไพรที่สามารถต่อยอดอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีถนนเชื่อมโยงพื้นที่อีอีซี และกรุงเทพ ผังเมืองและนิคมอุตสาหกรรมสามารถรองรับการลงทุนใหม่ได้ในอนาคต และด้านความพร้อมทรัพยากรน้ำและแรงงานที่มีเพียงพอสำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายระยะเร่งด่วนภายใน 1 – 2 ปี ที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และมีโครงการสำคัญ คือ การจัดการขยะชุมชน ด้วยการจัดตั้งโรงไฟฟ้าจากขยะอย่างครบวงจร การจัดการน้ำเสียชุมชน และการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ทั้งนี้ กพอ. เห็นชอบในหลักการ ในการกำหนดให้จังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพิ่มเติม โดยขอให้ สกพอ. รับความเห็นและข้อสังเกตต่างๆ จากกรรมการ กพอ. ไปจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม และนำมาเสนอ กพอ. พิจารณาอีกครั้งเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป 

นอกจากนั้น กพอ. ได้รับทราบความคืบหน้าการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดย สกพอ.
ได้ขับเคลื่อนให้เกิดการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ รวม 46 แห่ง (รวมที่อยู่ในระหว่างรอเสนอ ครม. เพื่อทราบ 7 แห่ง) การให้บริการแบบเบ็ดเสร็จครบวงจรของสกพอ. (EEC OSS) ที่สามารถให้บริการแล้วมากกว่า 50 รายการคำขอ ครอบคลุมการขอจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ การขอรับสิทธิประโยชน์ และการขออนุมัติอนุญาตตามกฎหมายได้ 7 ฉบับ อาทิ การขุดดินถมดิน การก่อสร้างอาคาร และด้านสาธารณสุข เป็นต้น รวมถึงความคืบหน้าในการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค การพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการเชื่อมโยงประโยชน์การลงทุนสู่พื้นที่และชุมชน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top