Friday, 5 June 2026
อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

‘BOI’ กางยอด 8 เดือน ไต้หวันแห่ลงทุนในไทย 3 หมื่นล้านบาท พร้อมยกเป็นฐานการผลิตด้านอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อส่งออกทั่วโลก

เมื่อไม่นานมานี้ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ นับเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของโลก และเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่บีโอไอให้ความสำคัญมาก เนื่องจากมีความเชื่อมโยงและเป็นฐานการพัฒนาที่สำคัญของอุตสาหกรรมอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ ดิจิทัล อุปกรณ์การแพทย์ ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ เป็นต้น 

ในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกขยายตัวอย่างมาก โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในแหล่งรองรับการลงทุนที่มีความโดดเด่น ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ระบบไฟฟ้ามีความเสถียร พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมีความพร้อมรองรับการลงทุนได้อีกมาก บุคลากรมีทักษะและความเชี่ยวชาญในด้านอิเล็กทรอนิกส์ ซัปพลายเชนครบวงจร และภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนที่แข่งขันได้ ทำให้ผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก โดยเฉพาะจากไต้หวัน ตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อส่งออกไปยังตลาดโลก

โครงการลงทุนจากไต้หวันส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board: PCB) คอมพิวเตอร์พกพา (Notebook) และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะที่นำระบบเซ็นเซอร์ Internet of Things (IoT) หรือระบบสมองกลฝังตัว (Embedded System) มาใช้ เช่น ลำโพงอัจฉริยะ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบสวมใส่ (Wearable Device) เป็นต้น 

ซึ่งบีโอไอได้มองเห็นถึงโอกาสและศักยภาพของไทยในการเป็นฐานผลิตของอุตสาหกรรมดังกล่าว จึงได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการลงทุนจากไต้หวันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประสานงานนำสมาชิกสมาคมผู้ผลิต PCB รายใหญ่จากไต้หวัน เดินทางสำรวจพื้นที่เพื่อวางแผนการลงทุนในประเทศไทยอย่างเร่งด่วนในช่วงไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา ทำให้มีบริษัท PCB จากไต้หวัน ทยอยเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาคมานานกว่า 40 ปี และได้พัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุนในกลุ่มชิ้นส่วนและวัตถุดิบต่าง ๆ จนแข็งแกร่งและครบวงจร ทั้งยังผ่านประสบการณ์ทำงานร่วมกับบริษัทระดับโลกมาแล้ว จึงมีศักยภาพที่จะต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น การผลิตเวเฟอร์ และการออกแบบทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เช่น กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โดยไต้หวันเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ไทยจะดึงการลงทุน เนื่องจากเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก” นายนฤตม์ กล่าว

ปัจจุบันไต้หวันเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของโลก ครองส่วนแบ่งตลาดถึงกว่าร้อยละ 65 ของการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของโลก โดยมีบริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing Corporation (TSMC) เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ สำหรับการผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ซึ่งเป็นหัวใจของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ บริษัทไต้หวันก็เป็นผู้ผลิตอันดับหนึ่งของโลก มีส่วนแบ่งในตลาดโลกร้อยละ 35 โดยปัจจุบันผู้ผลิต PCB ไต้หวัน 20 อันดับแรก ได้ตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้ว 10 ราย เช่น WUS PCB, APEX, Dynamic Electronics, Gold Circuit, APCB เป็นต้น 

เมื่อรวมกับผู้ผลิต PCB จากประเทศอื่น เช่น จีน และญี่ปุ่น ที่เข้ามาลงทุนด้วย ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นคลัสเตอร์ PCB ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ตามมาด้วยประเทศเวียดนามและมาเลเซีย สำหรับผู้ผลิต PCB รายใหญ่ที่เหลือ เป็นเป้าหมายสำคัญที่บีโอไอจะเร่งเชิญชวนให้เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มเติม โดยบางรายได้ตอบรับและอยู่ระหว่างเตรียมการลงทุนในเร็ว ๆ นี้

“การเข้ามาลงทุนของกลุ่มผู้ผลิต PCB จากไต้หวันในรอบนี้ ถือเป็นคลื่นการลงทุนสำคัญ ที่ไม่เพียงแต่จะสร้างเม็ดเงินจำนวนมากให้ประเทศเท่านั้น แต่จะช่วยยกระดับซัปพลายเชนในประเทศ เกิดการจ้างงานและการพัฒนาบุคลากรด้านอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรสมัยใหม่ รวมทั้งสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยที่มีศักยภาพได้เข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนอิเล็กทรอนิกส์ของโลก ผ่านกิจกรรมเชื่อมโยงอุตสาหกรรมของบีโอไออีกด้วย” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม - สิงหาคม 2566) มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทไต้หวันในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รวม 20 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 30,000 ล้านบาท โดยเป็นการผลิต PCB 7 โครงการ เช่น บริษัท Gold Circuit Electronics, ITEQ Corporation, Taiwan Union Technology และเป็นการผลิตโน้ตบุ๊กให้กับ HP บริษัทคอมพิวเตอร์อันดับ 2 ของโลก จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ บริษัท QMB และ Inventec นอกจากนี้ ยังมีบริษัทรายใหญ่จากไต้หวันในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้เข้ามาลงทุนก่อนหน้านี้แล้ว เช่น บริษัท Delta Electronics, Tatung, Cal-Comp, Techman, Chicony, Primax เป็นต้น

สมุทรปราการ-รัฐมนตรีอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หนุนไทยก้าวสู่ฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงของโลก

เมื่อวานนี้ (16 ต.ค. 68) ที่ผ่านมา นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจราชการเพื่อติดตามความคืบหน้าการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ณ บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จํากัด จังหวัดสมุทรปราการ

โดย นายธนกร กล่าวว่า “การติดตามความคืบหน้าการพัฒนา อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เป็นหนึ่งในพันธกิจของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม”

นายธนกร กล่าวต่ออีกว่า “อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย ที่ได้รับการกําหนดให้เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 

โดยเป็นอุตสาหกรรมที่มีการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรม เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ให้มีความชาญฉลาดและสามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอื่น เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ การแพทย์อัจฉริยะ และเกษตรกรรมแม่นยํา

โดยที่ผ่านมา บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จํากัด มีบทบาทสําคัญ ต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยในหลายด้าน ทั้งการยกระดับเทคโนโลยี Smart Electronics การพัฒนาทักษะแรงงานให้พร้อมรับยุคดิจิทัล ตลอดจนการส่งเสริมพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่สําคัญ บริษัทฯ ยังเป็นแหล่งสร้างงานและรายได้ให้แก่ประชาชนในจังหวัดสมุทรปราการ กว่า 4,000 คน 

ซึ่งมีส่วนสําคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นและยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยอย่างยั่งยืน” นายธนกร กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ผ่าน แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2566–2570) โดยส่งเสริมการพัฒนาตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่ต้นน้ําถึงปลายน้ํา ทั้งการสนับสนุนการ ลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นต้น การยกระดับห้องปฏิบัติการทดสอบมาตรฐาน การพัฒนาโครงสร้าง

พื้นฐานด้านเทคโนโลยี ไปจนถึงการสร้างตลาดภายในประเทศสําหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ” ผมเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะของไทยมีศักยภาพสูง และคนไทยมีความสามารถไม่แพ้ชาติ ใดในโลก หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ไทยจะสามารถก้าวขึ้นเป็น ฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงของโลกได้อย่างมั่นคง” 

มองอุตฯ อิเล็กทรอนิกส์ไทยปีหน้า อาจเจอศึกหนักจาก 3 ปัจจัยเสี่ยง ภาษีสหรัฐฯ - ศก.โลกผันผวน - การแข่งขันสูง ชี้ทางรอด เกาะกระแส AI – EV - ดาต้าเซ็นเตอร์ .

หลังผ่านช่วงซบยาว อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะชิปโลกเริ่มกลับมาเติบโตตั้งแต่ครึ่งหลัง 2024 และยืดต่อใน 2025–2026 โดยสมาพันธ์ WSTS คาดมูลค่าตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกปี 2026 โตอีก 8.5% ไปที่ราว 760.7 พันล้านดอลลาร์ โดยมีเมมโมรีเป็นหัวลาก และเอเชียแปซิฟิกยังขยายตัวเด่น นี่คือแรงส่งเชิงโครงสร้างแก่ไทยในฐานะฐานผลิตชิ้นส่วน/บอร์ด/HDD/คอมพิวเตอร์ในห่วงโซ่ดิจิทัล (AI server, cloud, 5G) 

ขณะที่ฐานข้อมูลส่งออกจริง ไทยเริ่มฟื้นตั้งแต่ต้นปี 2025: แค่ 4 เดือนแรกปี 2025 ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์รวม 20.23 พันล้านดอลลาร์ โต 31%YoY และทั้งปี 2024 ไทยทำได้ 52.94 พันล้านดอลลาร์ (HS84–85) สะท้อนการเด้งกลับของคอมพิวเตอร์/ชิ้นส่วน/HDD และคำสั่งซื้อจากสหรัฐฯ–จีนที่เร่งตัว  สอดคล้องกับรายงานเศรษฐกิจไทยที่ชี้ว่า H1/2025 การส่งออกโดยรวมโตแรงจากการเร่งส่งออกก่อนนโยบายภาษีสหรัฐฯ มีผลเต็มที่ 

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่ต้องกังวลในปี 2026
1) ความเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ และนโยบายการค้า:
โครงสร้างภาษีของสหรัฐฯ ต่อสินค้าจากจีนยังซับซ้อนและเข้มงวด และมีไทม์ไลน์ “ปรับเพิ่ม” ต่อสินค้ากลยุทธ์ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2026 ซึ่งทำให้บริษัทระดับโลกหันกระจายฐานออกจากจีนมากขึ้น—เป็น “ดาบสองคม” สำหรับไทย ทั้งโอกาสรับคำสั่งซื้อเบนทาง และความเสี่ยงหากสินค้าบางกลุ่มถูกตีความว่าอยู่ในลิสต์หรือใช้ชิ้นส่วนจีนมากจนถูกกระทบอ้อมๆ ในห่วงโซ่อุปทาน

ทั้งนี้ ฝ่ายนโยบายไทยเคยประเมิน ความเสียหายศักยภาพ 7–8 พันล้านดอลลาร์ หากการเก็บภาษีสหรัฐฯ แบบเข้มเต็มรูปแบบเกิดขึ้น โดยเฉพาะชิ้นส่วน/ชิปที่ถูกชี้เป้า 25%—จึงมีความพยายามต่อรอง เปิดตลาด และปรับโครงสร้างแหล่งนำเข้าเพื่อเหนี่ยวนำสมดุลการค้า ลดแรงกดดันด้านภาษี 

2) ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก:
ภาพรวมโลกในกรอบ 2024–2026 เติบโตต่ำกว่าศักยภาพและเสี่ยง “แยกขั้ว” ห่วงโซ่อุปทานการผลิตมากขึ้น กดดันคำสั่งซื้อ B2B ที่อิงวัฏจักร และทำให้การลงทุนฝั่งอิเล็กทรอนิกส์ผันผวนสูง—รายงาน Outlook 2024–2026 ของสถาบันการเงินไทยชี้ว่าภาคอุตสาหกรรมต้องเผื่อแผนรับมือรอบสินค้า/ต้นทุนผันผวนเป็นปกติใหม่ 

3) การแข่งขันภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น:
เวียดนาม/มาเลเซียเร่งดึงดูดดีลอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง (OSAT, IC design support, server/PCB ขั้นสูง) ผ่านสิทธิประโยชน์เชิงรุก ขณะที่ไทยยังพึ่งพาแรงส่งในหมวดคอมพิวเตอร์/HDD/ชิ้นส่วนบางสาย หากไม่ยกระดับสู่ smart electronics และซัพพลายชิ้นส่วนสำหรับ AI-server/ยานยนต์ไฟฟ้า (power electronics) ส่วนแบ่งตลาดอาจถูกกัดเซาะใน 1–3 ปีข้างหน้า 

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยยังคงมีโอกาสในการผลักดันอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตได้
1) เกาะกระแส AI/ดาต้าเซ็นเตอร์:
คำสั่งซื้อที่หนุน 2025—HDD, คอมพิวเตอร์/ชิ้นส่วน, บางกลุ่มของ IC—มีแนวโน้มต่อเนื่องใน 2026 ตามธีมโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและ AI server (รวมทั้งพาวเวอร์ซัพพลาย/พัดลม/ฮีตซิงก์/บอร์ดไฟกำลัง) ผู้ผลิตไทยที่อยู่ในห่วงโซ่นี้ได้ประโยชน์ชัด และ WSTS ชี้ว่าการเติบโตปี 2026 “กว้างฐาน” ไม่ได้อาศัยเมมโมรีเพียงอย่างเดียว 

2) นโยบายอุตสาหกรรมและการลงทุนใหม่ในไทย:
ปี 2024–2025 มีโครงการขยายกำลังผลิตของผู้เล่นหลัก (เช่น การลงทุนขยายสายการผลิต HDD/อุปกรณ์ที่ไทย) เพื่อรองรับตลาด cloud/AI/5G ซึ่งเริ่มเห็นผลในดัชนีการผลิต 1Q/2025 และเป็นฐานให้ 2026 ต่อเนื่อง หาก supply ramp “ขึ้นจริง” ตามแผน โรงงานไทยจะมี product mix ที่มาร์จินดีขึ้นกว่าบางปีที่ผ่านมา 
.
3) แรงส่งจากการส่งออกปี 2025:
ข้อมูลกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานเศรษฐกิจระบุว่า 2025 การส่งออกขยายแรง ส่วนหนึ่งเพราะ front-loading ก่อนภาษี/กติกาใหม่สหรัฐฯ ส่งผลให้ฐานปี 2025 สูง—ข้อดีคือแสดงศักยภาพการผลิตและเครือข่ายลูกค้าไทยยังแข็ง แต่ก็ทำให้ 2026 ต้องบริหาร “ฐานสูง” และความเสี่ยงดีมานด์แผ่วหากนโยบายภาษีปรับเข้มในต้นปี 2026 

อย่างไรก็ตาม ทาง SCB EIC ได้ประเมินว่า แม้ว่าในปี 2025 การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง จากอานิสงส์การเร่งนำเข้าและวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าคอมพิวเตอร์และ HDD ที่ได้รับปัจจัยหนุนจากแนวโน้มความต้องการเทคโนโลยี AI และธุรกิจ Data center ที่ขยายตัว แต่ในปี 2026 คาดว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในภาพรวมมีแนวโน้มกลับมาหดตัว -10.8%YOY  แม้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 การส่งออกในกลุ่มสินค้า Hi-Tech เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ยังคงได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรขาขึ้นที่สิ้นสุดลงช้ากว่าที่คาดจากอุปสงค์ต่อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI ที่ดีต่อเนื่อง 

แต่การส่งออกในภาพรวมยังคงหดตัว โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่สูงในปีก่อนหน้า ประกอบกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอลงตามอุปสงค์โลกที่แผ่วลง และจะเริ่มส่งสัญญาณชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2026 ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังต้องเผชิญความเสี่ยงที่มากขึ้นจากการแข่งขันที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการปรับขึ้นภาษีเจาะจงเฉพาะสินค้า (Specific tariff) ในกลุ่มสินค้าไฮเทค เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคบางส่วนในระยะข้างหน้า

ดังนั้น ผู้ประกอบการไทย จำเป็นต้องเร่งรับมือ โดยกระจายตลาดและ “กฎถิ่นกำเนิด” (ROO) ให้พร้อม 2026 ทำแผนสำรองเส้นทางส่งออก (สหรัฐฯ/ยุโรป/เอเชีย) และจัดเอกสารแหล่งกำเนิดวัตถุดิบให้โปร่งใส โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่มีสัดส่วนจีนสูง เพื่อหลบความเสี่ยงตีความเข้าลิสต์ภาษีใหม่/เพิ่มอัตราอากร 

พร้อม ยกระดับ product-mix สู่ “smart electronics” และชิ้นส่วนสำหรับ AI/EV เน้นลงทุนในบอร์ด/พาวเวอร์โมดูล/คอนเวอร์เตอร์/คูลลิงสำหรับศูนย์ข้อมูลและยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นตลาดที่โตเร็วกว่าตลาดคอนซูเมอร์ทั่วไป 

นอกจากนี้ ควรใช้สิทธิประโยชน์และโครงข่ายในประเทศ ด้วยการทำงานร่วมกับ BOI/สถาบันไฟฟ้า–อิเล็กทรอนิกส์/ส.อ.ท. เพื่อเข้าถึงโปรแกรมยกระดับทักษะ–เทคโนโลยี และจับคู่ห่วงโซ่ที่ต้องการ localize ในไทยให้มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยง supply จากแหล่งเดียว

ทั้งนี้ หากมองในภาพรวมของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยในปี 2026 เชื่อว่าจะยังมีแรงส่งเชิงโครงสร้าง จากวัฏจักรชิปที่ฟื้นและธีม AI/ดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ต้องเผชิญ ความเสี่ยงนโยบายการค้าสหรัฐฯ ที่อาจ “เปลี่ยนกติกากลางเกม” ตั้งแต่ต้นปี รวมทั้งเศรษฐกิจโลกโตต่ำและการแข่งขันภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top