Saturday, 6 June 2026
อินโดนีเซีย

น้ำท่วมฉับพลัน สังเวยแล้ว 303 ศพ สูญหายอีก 279 ราย บนเกาะสุมาตรา รัฐเร่งค้นหา-ฟื้นฟูสื่อสาร-ส่งของบรรเทา เตือน ปชช.เฝ้าระวังแม้อากาศเริ่มดีขึ้นแล้ว

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 68 สำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติอินโดนีเซีย (BNPB) เปิดเผยว่า เหตุอุทกภัยฉับพลันและดินถล่มใน 3 จังหวัดบนเกาะสุมาตรา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 303 คน และยังมีผู้สูญหายอีก 279 คน ขณะที่หลายพื้นที่ยังคงประสบปัญหาการเข้าถึงและการสื่อสารติดขัด

พลโทซูฮาร์ยันโต หัวหน้า BNPB ระบุว่า จังหวัดสุมาตราเหนือได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด มีผู้เสียชีวิต 166 คน และสูญหาย 143 คน ส่วนจังหวัดสุมาตราตะวันตกมีผู้เสียชีวิต 90 คน สูญหาย 85 คน ขณะที่จังหวัดอาเจะห์มีผู้เสียชีวิต 47 คน และยังตามหาผู้สูญหายอีก 51 คน โดยตัวเลขผู้ประสบภัยมีแนวโน้มขยับเพิ่มขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าถึงพื้นที่ห่างไกลมากขึ้น

หัวหน้า BNPB ได้ประชุมประสานงานกับหน่วยงานภาคสนามในทั้ง 3 จังหวัด ย้ำให้เร่งปฏิบัติการในพื้นที่ เนื่องจากสภาพอากาศเริ่มดีขึ้น ซึ่งมอบ 3 ภารกิจเร่งด่วนคือ ค้นหาและช่วยเหลือผู้สูญหาย ฟื้นฟูและเปิดช่องทางการสื่อสารที่ถูกตัดขาด และจัดส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้ถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่กำลังลำเลียงอาหาร น้ำดื่ม และของใช้จำเป็นขึ้นเครื่องบินเพื่อกระจายไปยังชุมชนที่ถูกตัดขาดในหลายอำเภอของทั้งสุมาตราเหนือ สุมาตราตะวันตก และอาเจะห์ ขณะที่ชาวบ้านและทีมกู้ภัยยังคงช่วยกันค้นหาเหยื่อท่ามกลางซากดินถล่มและบ้านเรือนที่ถูกกระแสน้ำพัดพังเสียหายจำนวนมาก

eFishery จากยูนิคอร์นเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สู่เคสเตือนภัยเรื่องธรรมาภิบาล เขย่าความเชื่อมั่นสตาร์ตอัปอินโด-อาเซียน บทเรียนที่เจ้าของกิจการ-นักลงทุนไทยต้องคิดต่อ

ช่วงสอง-สามปีที่ผ่านมา eFishery เคยถูกยกเป็น “ฮีโร่ของเกษตรกรเลี้ยงปลา-กุ้ง” และเป็นหนึ่งในยูนิคอร์นที่สวยสุดของอินโดนีเซีย

เริ่มจากอุปกรณ์ให้อาหารปลา-กุ้งอัตโนมัติ (IoT feeder) คุมผ่านมือถือ ขยายเป็นแพลตฟอร์มครบวงจร ขายอาหาร-ให้สินเชื่อ-รวมผลผลิตไปขายตลาดปลายทาง ได้เงินลงทุนรวมมากกว่า 300 ล้านดอลลาร์ มูลค่าบริษัทเคยแตะราว 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็น “ยูนิคอร์นเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตัวแรก ๆ ของโลก”

แต่ปลายปี 2024 ต้นปี 2025 ทุกอย่างกลับตาลปัตร eFishery ถูกจับตามองว่าเป็น “เคสอื้อฉาวด้านตัวเลขการเงิน” ที่แรงสุดเคสหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกำลังกลายเป็นกรณีศึกษาเรื่องธรรมาภิบาลสตาร์ตอัปที่คนทั้งภูมิภาคต้องหยิบมาคุยกันใหม่

บทความนี้ TST BIZ เลยอยากชวน “แกะชั้นปลา” ของ eFishery ว่า…
- เขาเคยทำอะไรได้ดี  
- พลาดตรงไหน  
- และเจ้าของกิจการ-นักลงทุนไทยควรเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง  

1. ก่อนจะเป็นข่าวอื้อฉาว: โมเดลธุรกิจที่เคยถูกยกเป็น “อนาคตของเกษตรน้ำ”

ถ้าดูเฉพาะ “ไอเดีย” ต้องยอมรับว่า eFishery เคยเป็นเคสที่สวยมาก

1) แก้ปัญหาจริงของเกษตรกรรายย่อย  
- จุดเริ่มต้นคือเครื่องให้อาหารปลา-กุ้งอัตโนมัติ eFeeder  
- ใช้เซนเซอร์ วัดพฤติกรรมปลา-ปริมาณอาหาร ช่วยลดต้นทุนอาหารและเพิ่มอัตราการเติบโต  
- เป้าคือทำให้ “เกษตรกรที่เลี้ยงปลา 1-2 บ่อ” มีเทคโนโลยีใกล้เคียงฟาร์มใหญ่ ๆ  

2) จากฮาร์ดแวร์ → แพลตฟอร์มการเงิน-ตลาด  
เมื่อรู้ว่า “ข้อมูลบนบ่อ” มีค่ามากกว่าแค่ควบคุมอาหาร eFishery เริ่มทำเพิ่มเป็น
- Marketplace อาหารสัตว์น้ำ ให้เกษตรกรซื้ออาหารจาก supplier โดยตรง  
- ฟินเทคสำหรับเกษตรกร ใช้ข้อมูลการเลี้ยง-การให้อาหารเป็นฐานในการปล่อยกู้  
- ตลาดขายผลผลิต รวมปลาจากหลายบ่อไปขายให้ผู้ซื้อรายใหญ่ ทั้งในและต่างประเทศ  

โมเดลนี้ทำให้ eFishery ถูกพูดถึงในฐานะ “แพลตฟอร์มเกษตรน้ำครบวงจร” ที่ช่วยยกระดับชีวิตเกษตรกรหลายหมื่นรายทั่วอินโดนีเซีย

จนปี 2023-2024 บริษัทระดมทุนรอบใหญ่ได้กว่า 200 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นยูนิคอร์นเต็มตัว และถูกใช้เป็นตัวอย่างในเวทีนานาชาติว่า “อาเซียนก็มี deeptech ด้าน food & agri ที่ไปได้ไกล”

2. จากดาวรุ่งสู่ศูนย์กลางพายุ: ข้อกล่าวหาเรื่อง “ตัวเลขการเงินไม่ตรงความจริง”

ปลายปี 2024 เรื่องเริ่ม “ไม่ปกติ”
- มี whistleblower ภายในแจ้งบอร์ดว่าพบ “ความผิดปกติในบัญชี” ของบริษัท  
- บอร์ดจ้างบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก FTI Consulting เข้ามาตรวจสอบ และต่อมามีข่าวว่าผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารระดับสูงหลายคนถูก สั่งพักงาน/ถูกระงับการปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างการสอบสวน  

จากรายงานสื่อและนักวิเคราะห์หลายเจ้า ข้อมูลสำคัญที่ถูกเผยออกมา เช่น
- มีข้อกล่าวหาว่า รายได้ในงบการเงิน 9 เดือนแรกของปี 2024 ถูก “ปั้น” จากราว 157 ล้านดอลลาร์ เป็นราว 752 ล้านดอลลาร์  

- บริษัทรายงานว่ามีกำไรประมาณ 16 ล้านดอลลาร์ ทั้งที่ตัวเลขจริงถูกระบุว่าเป็น “ขาดทุนมากกว่า 35 ล้านดอลลาร์”  

- มีการพูดถึง “โครงข่ายธุรกรรมเทียม” เพื่อทำให้ยอดขายดูสูงขึ้นกว่าความเป็นจริง (รายละเอียดเชิงเทคนิคยังอยู่ในชั้นสืบสวน)

ผลคือ eFishery จากที่เคยเป็น “หน้าตาใหม่ของ food-tech เอเชีย” กลายเป็น เคสอื้อฉาวด้านการเงิน ที่สื่อในภูมิภาคใช้เป็นตัวอย่างเตือนใจเรื่อง start-up fraud ไปเรียบร้อย  

ตรงนี้สำคัญ ณ เวลานี้หลายเรื่องยังอยู่ในขั้น “ข้อกล่าวหาและกระบวนการสอบสวน” เราจึงต้องมองเป็น “กรณีศึกษา” มากกว่าตัดสินแบบศาลชั้นต้น  

3. ผลสะเทือนต่อบริษัท: เลย์ออฟ 90% - อนาคตอาจถึงขั้นยุบกิจการ

เมื่อความเชื่อมั่นสั่นคลอน ตัวเลขก็วิ่งตามทันที
- มีรายงานว่า eFishery ปลดพนักงานราว 90% จากราว 1,800 คน เหลือประมาณ 180 คนเท่านั้น โดยหลายสำนักข่าวระบุว่า 13 กุมภาพันธ์ 2025 เป็นวันทำงานสุดท้ายของพนักงานส่วนใหญ่ และแจ้งเลิกจ้างต่อกระทรวงแรงงานอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ

- สื่อระดับภูมิภาครายงานว่า บริษัท “กำลังชั่งใจระหว่างการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่กับทางเลือก การชำระบัญชี (liquidation)” ขณะที่ที่ปรึกษาแนะนำให้ผู้ถือหุ้นตัดสินใจทิศทางชัดเจนในเวลาอันใกล้  
แม้ธุรกิจ “ให้อาหารปลาอัตโนมัติ” เองอาจยังมีมูลค่าและลูกค้าจริงอยู่  

แต่เมื่อแบรนด์ถูกผูกกับ “กรณีตัวเลขไม่โปร่งใส” การหานักลงทุนใหม่-เจรจาปรับโครงสร้าง-รักษาทีมคนเก่งไว้ จึงกลายเป็นโจทย์ยากขึ้นหลายเท่า  

4. สะเทือนไกลกว่าบ่อปลา: นักลงทุน-กองทุน VC ทั้งภูมิภาคต้องทบทวนเกม

กรณี eFishery ไม่ได้กระทบบริษัทเดียว  
1) กระทบความเชื่อมั่นต่อสตาร์ตอัปอินโดและ SEA โดยรวม  
- eFishery เคยเป็น “ตัวแทน” ว่าอินโดทำ deeptech-agritech ระดับโลกได้  
- เมื่อมีข้อกล่าวหาเรื่อง “ตัวเลขไม่จริง” นักลงทุนต่างชาติย่อมระวังมากขึ้นในการดูดีลจากภูมิภาคนี้ทั้งหมด  

2) VC รวมตัวกันร่างมาตรฐานธรรมาภิบาลใหม่  
- มีรายงานว่า สมาคม VC หลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มผลักดัน framework ด้าน governance, due diligence, monitoring ที่เข้มข้นขึ้นอย่างเป็นทางการ  

- ใช้กรณี eFishery เป็นตัวอย่างว่า “growth-at-all-costs โดยไม่สนโครงสร้างควบคุมภายใน” เสี่ยงทำลายทั้งพอร์ตลงทุนของกองทุนเองด้วย  

3) บทบาทของ whistleblowers ถูกพูดถึงมากขึ้น  
- หลายบทวิเคราะห์ชี้ว่า audit ปกติจาก Big 4 ยังไม่พบความผิดปกติ  
- แต่การแจ้งเบาะแสจากคนใน + ระบบรับเรื่องร้องเรียนที่ปลอดภัยต่างหาก ที่เป็นตัวจุดชนวนให้บอร์ดลงมือสืบสวนอย่างจริงจัง  

5. บทเรียนสำหรับผู้ประกอบการ-นักลงทุนไทย จากเคส eFishery

สำหรับเคสนี้มี “เช็กลิสต์” สำคัญอย่างน้อย 5 ข้อ ที่คนทำธุรกิจไทยและนักลงทุนควรหยิบไปคิดต่อ

5.1 โมเดลธุรกิจดี ไม่ได้แปลว่า “ทำอะไรก็ได้” eFishery มีทั้ง  
- ปัญหาจริงให้แก้ (ชีวิตเกษตรกรรายย่อย)  
- เทคโนโลยีจริง (IoT feeding, data platform)  
- traction จริงในช่วงแรก ๆ  

แต่ถ้ากดเร่งให้โตเร็วเกินกว่าระบบภายในจะรับไหว แรงกดดันเรื่อง valuation-ตัวเลข-รอบลงทุน อาจผลักให้บางคน “เลือกวิธีลัด” กับตัวเลขในงบได้ง่ายขึ้น

สำหรับเจ้าของกิจการไทย “ของเราดี” ไม่ได้เป็นใบอนุญาตให้หย่อนเรื่อง governance ยิ่งมีคนเชื่อใจมาก ยิ่งต้องเข้มกับตัวเองมากตามไปด้วย

5.2 การกำกับดูแล (governance) ต้องดีตั้งแต่ยัง “ไม่ได้ดัง” หลายบริษัทคิดว่า “เดี๋ยวโตอีกหน่อยค่อยตั้งระบบ” แต่ข้อมูลจากหลายกรณีศึกษาชี้ว่า ปัญหามักเริ่มตั้งแต่ช่วง early stage แล้วค่อยสะสม

สิ่งที่ควรคิดตั้งแต่วันนี้
- แยกบทบาท ผู้ก่อตั้ง - CFO - บอร์ดอิสระ ให้ตรวจสอบกันได้  
- ระบบรายงานตัวเลข-ตั้งสมมุติฐาน-การรับรู้รายได้ ต้องมีหลักเกณฑ์ชัด  
- เปิดโอกาสให้คนใน “ส่งสัญญาณ” ได้ ถ้าเห็นอะไรไม่ปกติ (internal whistleblowing)  

5.3 นักลงทุนก็มีการบ้าน ไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการ  
ฝั่ง VC เองก็ถูกตั้งคำถามว่า “ตรวจอะไรอยู่ตลอดหลายรอบลงทุน?”  

กรณีนี้ทำให้นักลงทุนไทย-ต่างชาติเริ่ม
- ปรับวิธีทำ due diligence – ไม่ดูแค่สไลด์สวย ๆ  
- ใช้ data-independent check (เทียบกับคู่ค้า, ลูกหนี้, ฝั่งรับของจริง)  
- ขอสิทธิ์เข้าไปดูระบบภายในลึกกว่าเดิม  

สำหรับนักลงทุนไทย-ทั้ง VC และ angel เคส eFishery เตือนว่า “อย่าซื้อแค่ narrative” ถ้าตัวเลขสวยเกินจริง-โตไม่สัมพันธ์กับ reality หน้างาน ต้องกล้าถามคำถามยาก ๆ  

5.4 ธุรกิจที่มี “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเยอะ” ยิ่งพลาดไม่ได้ eFishery ไม่ได้กระทบแค่นักลงทุน แต่มี เกษตรกร-ซัพพลายเออร์-ทีมงาน พันอยู่ใน ecosystem จำนวนมาก เมื่อต้องเลย์ออฟ 90% และอนาคตบริษัทไม่ชัดเจน  

- ชาวบ่อที่ผูกสินเชื่อ/ขายผลผลิตผ่านแพลตฟอร์ม  
- พาร์ตเนอร์ที่ลงทุนทำธุรกิจร่วมกัน ต่างต้อง “หาแผนสำรอง” กันวุ่นวาย  

เจ้าของกิจการไทยที่สร้างแพลตฟอร์มเชื่อมคนตัวเล็กจำนวนมาก ต้องไม่ลืมว่า เราไม่ได้แบกแค่แบรนด์ตัวเอง แต่แบก ecosystem ทั้งเส้น  

5.5 การสื่อสารในวิกฤต สำคัญพอ ๆ กับการจัดการตัวเลข หลายบทวิเคราะห์วิจารณ์ว่า eFishery “ช้ากับการสื่อสาร” ทั้งกับคนใน-ลูกค้า-สังคมวงกว้าง ทำให้ข่าวลือต่าง ๆ แพร่เร็วและรุนแรงขึ้น  

สำหรับธุรกิจไทย ถ้าวันหนึ่งต้องเผชิญวิกฤตใหญ่ การมี “playbook สื่อสารวิกฤต” ที่โปร่งใส ตรงไปตรงมา ยอมรับในส่วนผิดพลาด-อธิบายในสิ่งที่กำลังทำเพื่อแก้ไข อาจช่วยรักษาทั้งลูกค้า-คนเก่ง-พันธมิตรได้มากกว่าการเงียบหรือพูดแบบปัดไปมา  

สรุปมุม TST BIZ

เคส eFishery เจ็บ แต่สอนเราเยอะมาก มันพิสูจน์ว่า “เทคโนโลยี + ภารกิจเพื่อสังคม” สามารถสร้างธุรกิจที่มี impact มหาศาลได้จริง  

แต่ก็พิสูจน์พร้อมกันว่า “ภารกิจที่ดี” ไม่สามารถกลบปัญหาธรรมาภิบาลได้  

สำหรับเจ้าของกิจการไทย ถ้าเราฝันจะสร้าง “แพลตฟอร์มใหญ่” ที่ช่วยคนจำนวนมาก คำถามไม่ได้มีแค่ “โมเดลนี้โตได้แค่ไหน” แต่ต้องถามต่อด้วยว่า “ระบบหลังบ้าน-คน-วัฒนธรรมองค์กร ของเรารองรับความโตนั้นไหวไหม”

เพราะสุดท้าย ธุรกิจที่ยั่งยืน ไม่ได้วัดแค่มูลค่าบริษัทตอนขึ้นปกข่าว แต่วัดจากวันที่เจอพายุ แล้วโครงสร้างภายในยังยืนอยู่ได้ต่างหาก

ภายในปี 2026–2027 หลัง ‘ซูบียันโต’ เข้าพบผู้นำรัสเซีย ที่กรุงมอสโก เพื่อกระชับความร่วมมือ ทั้งเรื่องพลังงาน–เกษตร–ความมั่นคง

(11 ธ.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ตอบรับคำเชิญของประธานาธิบดีปราโบโว ซูบียันโต ของอินโดนีเซีย ให้เดินทางเยือนกรุงจาการ์ตาในปี 2026–2027 โดยทั้งสองผู้นำพบปะกันที่กรุงมอสโก ซึ่งผู้นำรัสเซียกล่าวขอบคุณและยืนยันว่าจะเดินทางไปเยือนด้วยความยินดี พร้อมแสดงความเสียใจต่อเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในอินโดนีเซีย

การหารือครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องระหว่างรัสเซียและอินโดนีเซีย โดยปูตินระบุว่าทั้งสองประเทศมีแผนพัฒนาความสัมพันธ์ในหลายด้าน รวมถึงพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งรัสเซียพร้อมสนับสนุนหากอินโดนีเซียเห็นว่าเหมาะสม

ในด้านเกษตรกรรม ปูตินเผยว่าจะหารือประเด็นการส่งออกข้าวสาลีให้จาการ์ตาเพิ่มเติม แม้ปัจจุบันรัสเซียมีดุลเกินดุลทางการค้าในภาคเกษตรกับอินโดนีเซียอยู่แล้ว พร้อมย้ำว่าทั้งสองฝ่ายสามารถขยายความร่วมมือด้านเกษตรได้อีกมากในอนาคต

ขณะเดียวกัน ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศยังคงแข็งแกร่ง โดยรัสเซียมองว่าอินโดนีเซียเป็นพันธมิตรสำคัญและมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงที่เชื่อถือได้ ทั้งนี้ ประธานาธิบดีซูบียันโตระบุว่าการเยือนรัสเซียครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อหารือเชิงลึกและแสดงความขอบคุณต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีที่กำลังเติบโตอย่างชัดเจนระหว่างสองประเทศ


ที่มา : Sputnik
 

คุมเข้มโซเชียล!! อินโดนีเซียคุมเข้มออนไลน์ จำกัดโซเชียลมีเดียผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปี ในแพลตฟอร์มเสี่ยงสูง เน้นคุ้มครองเยาวชนออนไลน์

(9 มี.ค. 69) อินโดนีเซียประกาศเริ่มบังคับใช้กฎระเบียบความปลอดภัยออนไลน์ฉบับใหม่ สำหรับผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อจำกัดและควบคุมการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กในกลุ่มนี้

วันที่ 6 มีนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและดิจิทัล 'เมอุตยา ฮาฟิด' ระบุว่า รัฐบาลจะ "ชะลอการเข้าถึง" สื่อสังคมออนไลน์สำหรับผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปี โดยจะดำเนินการเป็นขั้นตอนจนกว่าแพลตฟอร์มทั้งหมดจะปฏิบัติตามข้อกำหนดของรัฐบาล

นอกจากนี้ บัญชีของผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีที่ถูกจัดว่า "มีความเสี่ยงสูง" จะถูกปิดการใช้งานตามลำดับ โดยมีผลกระทบต่อแพลตฟอร์มใหญ่ เช่น 'ติ๊กต็อก' 'เฟซบุ๊ก' และ 'อินสตาแกรม'

เป้าหมายของกฎระเบียบนี้คือการป้องกันเนื้อหาที่เป็นอันตราย การติดต่อกับบุคคลแปลกหน้า การแสวงหาประโยชน์ รวมถึงการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์และการใช้อินเทอร์เน็ตเกินขนาด เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพเยาวชนในโลกออนไลน์ให้ปลอดภัยมากขึ้น

ที่มา : Xinhua

สู้วิกฤตพลังงาน!! รัฐบาลอินโดนีเซียไฟเขียว WFH หวังลดใช้น้ำมันช่วงตะวันออกกลางปะทุ ใช้มาตรการทำงานจากบ้านสัปดาห์ละ 1 วัน ติดตามสถานการณ์น้ำมันและสงครามอย่างใกล้ชิด

รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศเตรียมใช้มาตรการทำงานแบบยืดหยุ่น เริ่มต้นกับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยยอมให้ทำงานจากที่บ้านได้สัปดาห์ละหนึ่งวัน เพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันและพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นตลอดช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

'แอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต' รัฐมนตรีประสานงานประจำกระทรวงกิจการเศรษฐกิจ ระบุผ่านแถลงข่าวเมื่อวันที่ 19 มี.ค. ว่า "นโยบายนี้ช่วยลดการใช้น้ำมันเบนซินลงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเหลือเพียง 1 ใน 5 ของงบประมาณที่เคยใช้จ่ายตามปกติ" พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันและสถานการณ์สงครามอย่างใกล้ชิดเพื่อการปรับมาตรการในอนาคต

นโยบายนี้จะเริ่มบังคับใช้กับเจ้าหน้าที่รัฐเป็นหลัก แต่ภาคเอกชนสามารถนำไปปรับใช้ได้ด้วย โดยรายละเอียดทางเทคนิครอการสรุปเพิ่มเติม คาดว่าจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้

เหตุการณ์ราคาน้ำมันสู่ภาวะผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก ทำให้อินโดนีเซียซึ่งเน้นการบริหารจัดการพลังงานอย่างเข้มงวด ต้องออกนโยบายเพื่อลดการใช้พลังงานและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจรวมถึงสังคมในประเทศ

ที่มา : Xinhua

ค้นพบครั้งใหญ่!! ‘เอนี’ เจอแหล่งก๊าซใหม่นอกชายฝั่งอินโดนีเซีย สำรองสูงกว่า 5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ค้นพบก๊าซใหญ่ใกล้แหล่งเดิม เร่งพัฒนาผลิตปี 2571 ดันกำลังผลิตขึ้นแตะ 2 พันล้านต่อวัน

เอนี (Eni) กลุ่มบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของอิตาลี แถลงวันนี้ (20 เม.ย.) ว่า บริษัทได้ค้นพบแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ในแปลงสำรวจกานัล (Ganal) นอกชายฝั่งอินโดนีเซีย โดยเบื้องต้นคาดว่า แหล่งดังกล่าวมีปริมาณสำรองก๊าซสูงถึง 5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และมีคอนเดนเสทอีกราว 300 ล้านบาร์เรล

แถลงการณ์ระบุว่า แหล่งก๊าซแห่งใหม่นี้พบที่หลุมสำรวจเกลีกา-1 (Geliga-1) ซึ่งขุดเจาะลึกลงไปราว 5,100 เมตร ในบริเวณที่มีระดับน้ำทะเลลึกประมาณ 2,000 เมตร โดยพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ติดกับแหล่งก๊าซกูลา (Gula) ที่ค้นพบไปก่อนหน้านี้ ซึ่งมีปริมาณก๊าซสำรองประเมินไว้ที่ 2 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต

ขณะนี้ เอนีกำลังประเมินแนวทางเร่งรัดการพัฒนาโครงการ เนื่องจากพื้นที่ขุดเจาะอยู่ใกล้กับโครงสร้างพื้นฐานเดิมและโครงการที่อยู่ในแผนงาน ซึ่งจะช่วยให้โครงข่ายเกื้อกูลกัน ทั้งยังร่นระยะเวลาในการส่งก๊าซออกจำหน่ายเชิงพาณิชย์ และควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ด้านบาห์ลิล ลาฮาดาเลีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ได้ตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อช่วยเร่งรัดการพัฒนาโครงการนี้แล้ว โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถเริ่มผลิตได้ภายในปี 2571

บาห์ลิลระบุเพิ่มเติมว่า การค้นพบครั้งนี้อาจช่วยดันกำลังการผลิตก๊าซในอินโดนีเซียของเอนีให้เพิ่มขึ้นแตะ 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตมาตรฐานต่อวันภายในปี 2571 จากปัจจุบันที่มีกำลังผลิตราว 700 ล้านลูกบาศก์ฟุตมาตรฐานต่อวัน

ที่มา :  สำนักข่าวอินโฟเควสท์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top