Friday, 5 June 2026
อาเซียน

‘อันวาร์’ เผยยกหูหา ‘อนุทิน’ หลังรับตำแหน่งนายกฯ เชิญเยือนมาเลเซีย หารือปมชายแดนไทย–กัมพูชา

(19 ก.ย. 68) นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า ได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย เพื่อเชิญเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการหลังเข้ารับตำแหน่ง โดยระบุว่าการเยือนจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

อันวาร์กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่กำลังตึงเครียด พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพ ไม่ให้ความแตกต่างนำไปสู่ความขัดแย้ง และเสนอให้ทุกประเด็นถูกนำเข้าสู่การเจรจาในกรอบคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อหาทางออกร่วมกัน

ในวันเดียวกัน ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็ได้โทรศัพท์พูดคุยกับอันวาร์เช่นกัน เพื่อขอให้อาเซียนเข้ามามีบทบาทลดความตึงเครียด หลังเกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับพลเรือนกัมพูชาในพื้นที่หมู่บ้านเปรยจัน จังหวัดบันเตียเมียนเจย ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย

ทั้งนี้ ฮุน มาเนตเน้นย้ำว่า กัมพูชายังคงยึดมั่นในแนวทางการเจรจาและการใช้กลไกอาเซียนเป็นหลัก พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการกระทำที่จะทำให้สถานการณ์บานปลาย และรอการแก้ไขปัญหาผ่านกลไก JBC และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ตามที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้

จีนขยับ!! เสนอตัวเป็น ‘ตู้เซฟทองคำโลก’ ชูทางเลือกใหม่ของการเก็บทองแท่ง ลดพึ่ง ‘สหรัฐ-อังกฤษ’

(24 ก.ย. 68) จีนกำลังเดินหน้าสร้างบทบาทใหม่ในตลาดการเงินโลก ด้วยการเสนอตัวเป็น “ตู้เซฟทองคำโลก” สำหรับธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ ผ่านตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Gold Exchange) โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้หารือกับหลายประเทศพันธมิตร และมีชาติอาเซียนแสดงความสนใจฝากทองคำสำรองแล้วอย่างน้อยหนึ่งราย

ความพยายามนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก ซึ่งทำให้หลายประเทศหันมาซื้อทองคำเพิ่มเพื่อกระจายความเสี่ยง จีนจึงใช้โอกาสนี้ดันสถานะของตนเองให้เป็นแหล่งเก็บรักษาทองคำแท่งทางเลือก แทนที่จะพึ่งพาศูนย์กลางการเงินแบบดั้งเดิมอย่างสหรัฐ อังกฤษ หรือสวิตเซอร์แลนด์

นักวิเคราะห์มองว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวของจีน ที่ต้องการลดบทบาทเงินดอลลาร์ในระบบการเงินโลก และสร้างความน่าเชื่อถือในฐานะศูนย์กลางสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ราคาทองคำล่าสุดยังพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่แตะเกือบ 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากแรงซื้อของธนาคารกลางหลายประเทศ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าจีนยังต้องใช้เวลาอีกมากในการท้าทายบทบาทของศูนย์กลางทองคำเดิม เช่น ลอนดอน ซึ่งปัจจุบันมีทองคำสำรองจากทั่วโลกเก็บอยู่มากกว่า 5,000 ตัน และยังเป็นตลาดหลักที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนระหว่างประเทศ

‘ไทย-อินโดนีเซีย’ กระชับสัมพันธ์แน่นแฟ้น ร่วมผลักดันสันติภาพเมียนมา แก้ปัญหากัมพูชาด้วยสันติวิธี

เมื่อวันที่ (6 ต.ค. 68) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้พบหารือทวิภาคีระหว่างรับประทานอาหารกลางวันกับนายซูกีโยโน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างการเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยทั้งสองฝ่ายย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย-อินโดนีเซีย และยินดีต่อการยกระดับความสัมพันธ์เป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” (Strategic Partnership) ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีอินโดนีเซียเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา 

ทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะร่วมกันจัดทำ “แผนปฏิบัติการ” (Plan of Action) เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมและมองไปข้างหน้าในระยะยาว พร้อมจะประสานท่าทีในประเด็นยุทธศาสตร์ของภูมิภาคในฐานะประเทศผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน โดยได้หารือเกี่ยวกับบทบาทของอาเซียนในการสนับสนุนสันติภาพในเมียนมา และยืนยันว่าประเทศไทยจะดำเนินการแก้ไขปัญหากับกัมพูชาอย่างสันติ ผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นชอบที่จะขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในหลายสาขา เช่น เกษตรกรรม การประมงอย่างยั่งยืน อุตสาหกรรมฮาลาล พลังงาน การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมอนาคต โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee) ในปี 2569 เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศ และได้ขอให้อินโดนีเซียช่วยดูแลอำนวยความสะดวกแก่นักธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในประเทศด้วย

จาก 'คำมั่น' สู่ 'ทำทันที' สู้โลกเดือด :จุดยืนไทย-อาเซียนในCOP30 มุมมอง 'อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.'

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไคลเมท รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ อดีตประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บรรยายเรื่อง“เส้นทางสู่บราซิลCOP30 : จาก”คำมั่น“สู่”การปฏิบัติ“(From Pledge to Implementation)รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วของไทยและอาเซียน”ในการประชุมสัมมนาที่กรุงกูชิงรัฐซาราวักประเทศมาเลเซียตามคำเชิญของกระทรวงพลังงานและสิ่งแวดล้อมยั่งยืนและPwC(PricewaterhouseCoopers)

โดยมีผู้แทนภาครัฐภาคเอกชนและเครือข่ายสิ่งแวดล้อมจากประเทศต่างๆรวมทั้งธนาคารโลกว่า 300 คนเข้าร่วมเมื่อเร็วๆ นี้เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 30 ที่จะจัดขึ้นที่เมืองเบเลงปากแม่น้ำอเมซอนประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10 ถึง 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568โดยมีเนื้อหาสาระถอดความจากภาษาอังกฤษดังนี้

“เส้นทางสู่บราซิลCOP30 : จาก”คำมั่น“สู่”การปฏิบัติ“รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วของไทยและอาเซียน” โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไคลเมท อดีตประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

“การประชุม COP30 ณ เมืองเบเลง(Belém)ประเทศบราซิลในเดือนพฤศจิกายนปีนี้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่โลกจะต้องพิสูจน์ว่าเราได้ก้าวข้ามจากยุคแห่ง 'คำมั่นสัญญา' สู่ยุคแห่ง 'การปฏิบัติการ' ที่เป็นรูปธรรมแล้วจริงหรือไม่ สำหรับประเทศไทย เราไม่ได้รอคอยแต่กำลังเร่งมือการดำเนินงานอย่างเต็มที่เพื่อเปลี่ยนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ให้กลายเป็นจริง

เป้าหมายใหม่ที่ชัดเจนแชะท้าทาย เดิมประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายที่ท้าทายและมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายหลักสองเสาหลัก
1.ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2050 ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะกลางที่เร่งการสร้างสมดุลระหว่างการปล่อยและดูดซับคาร์บอน
2.การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของประเทศตามยุทธศาสตร์ระยะยาว 

ล่าสุด กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) กำหนดภารกิจสำคัญที่ไทยเตรียมนำไปสื่อสารที่ COP30 คือการปรับปรุงเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) ฉบับที่ 3.0 สำหรับปี 2035 (พ.ศ. 2578) ซึ่งเป็นปีที่ทุกประเทศภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ ต้องส่งเป้าหมายเดียวกัน “ภายใต้ NDC 3.0 นี้ ไทยจะลดก๊าซเรือนกระจกแบบเด็ดขาด (Absolute emission reduction) ตั้งเป้าลดลง 109.2 ล้านตัน จากการปล่อยจริง โดยเทียบกับปีฐาน 2019 ซึ่งในปี 2019 ไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ 379 ล้านตัน เมื่อรวมการลดก๊าซและการเพิ่มการดูดกลับจากภาคป่าไม้ (ทั้งป่าธรรมชาติและป่าเศรษฐกิจ) จาก 107 ล้านตัน ให้เป็น 118 ล้านตัน จะทำให้การปล่อยก๊าซสุทธิ (Net emission) ของไทยอยู่ที่ 152 ล้านตัน ตัวเลขนี้ จะสอดคล้องกับเป้าหมายใหม่ ที่จะปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2050 ซึ่งเป็นการขยับเป้าหมายให้เร็วขึ้น 15 ปี จากเป้าหมายเดิมในปี 2065

เป้านี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่เดินหน้างานหนักเบื้องหน้า (Front-load)ของการดำเนินการภายในทศวรรษนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด

กฎหมายลดโลกร้อนเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย ประเทศไทยกำลังออกกฎหมายใหม่มีชื่อว่า”ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act)”เพื่อสร้างกรอบกฎหมาย (Legal Framework)ที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพ ร่างกฎหมายนี้ไม่เพียงแต่กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและมาตรการปรับตัว แต่ยังมีการนำการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) มาใช้บนพื้นฐานของหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle)รวมทั้งกลไกอื่นๆที่รวมอยู่ในร่าง

กฎหมายนี้ ได้แก่:
1.ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading System - ETS)
2.ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)

3.กลไกการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Cross-Border Adjustment Mechanisms - CBAM)
4. คาร์บอนเครดิต (Carbon Credits) 
เพื่อชดเชยภาระผูกพันภายใต้ระบบ ETS
5.กองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Fund)

รายได้ที่มาจากการใช้เครื่องมือเหล่านี้จะถูกนำส่งเข้า“กองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Fund)” การใช้จ่ายเงินจากกองทุนนี้จะต้องสอดคล้องกับ อนุกรมวิธานของประเทศไทย (Thailand’s Taxonomy)คือมาตรฐานกลางที่กำหนดนิยามและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเพื่อให้แน่ใจว่าการจัดหาเงินทุนสนับสนุนกิจกรรมที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและมีความยั่งยืนเท่านั้น แนวทางแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงเป้าหมายการกำหนดราคาคาร์บอน และการเงินที่ยั่งยืนเข้าด้วยกันจะช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายตัวเลขและความมุ่งมั่นจะสำเร็จไม่ได้ หากขาดการแปลงเป็นแผนปฏิบัติในภาคส่วนสำคัญๆที่เกี่ยวข้องได้แก่
1. ภาคพลังงานและการขนส่ง
ภาคการขนส่งกำลังปรับเปลี่ยนด้วยนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า“30@30” ซึ่งหมายถึงการทำให้ 30% ของการผลิตยานยนต์ในประเทศเป็นยานยนต์ปล่อยGHGเป็นศูนย์ (ZEVs-Zero Electric Vehicles) ภายในปี 2030 นี่คือตัวเลขที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงาน
2. การเพิ่มศักยภาพการดูดซับคาร์บอน   เราไม่ได้เน้นเพียงการลดการปล่อยGHGแต่เพียงอย่างเดียว แนวทางธรรมชาติ(Nature-Based Solutions)ผ่านการปลูกป่าและการจัดการที่ดิน (LULUCF :Land Use, Land-Use Change, and Forestry)ถูกกำหนดให้เป็นเครื่องมือสำคัญ โดยคาดการณ์ว่าจะสร้างศักยภาพการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง ประมาณ 120 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ตัวเลขมหาศาลนี้เทียบได้กับการชดเชยการปล่อยก๊าซจากหลายภาคส่วน และเป็นกำลังหลักในการทำให้เราไปถึงเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)
3. การปฏิรูปภาคพลังงาน
แผนพัฒนาพลังงาน(PDP:Power Development Plan)ที่กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำคือกลไกสำคัญที่จะกำหนดทิศทางการผลิตไฟฟ้าของประเทศไปอีก 20 ปีข้างหน้า แผนนี้จะต้องสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero 2065 อย่างแท้จริง ซึ่งหมายถึงการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างก้าวกระโดดอย่างน้อย50%ของการผลิตไฟฟ้าเพื่อลดสัดส่วนของกำลังการผลิตจากพลังงานฟอสซิล

อาเซียน: กำลังหลักใหม่บนเวทีการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศ

อาเซียนสามารถมีบทบาทสำคัญและมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคในประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศโดยการรวมผลประโยชน์ที่หลากหลายของ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นจุดยืนร่วมในการเจรจา ซึ่งจะช่วยเพิ่มอิทธิพลของอาเซียนอย่างมากในเวทีระหว่างประเทศ เช่น การประชุม COP30 ที่กำลังจะมาถึง
ซึ่งอาเซียนสามารถขับเคลื่อนบทบาทนี้ผ่านแนวทางหลักสองประการ:
1. การสร้างจุดยืนร่วมในเวทีระหว่างประเทศ
การจัดตั้ง พันธมิตรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Alliance) เพื่อสร้างเสียงที่มีอิทธิพลมากขึ้นในการประชุมต่าง ๆ เช่น COP30 เป้าหมายคือการออก แถลงการณ์ร่วมของอาเซียน ที่สะท้อนถึงความท้าทายและความต้องการเฉพาะของภูมิภาค
2. การขับเคลื่อนกลไกความร่วมมือระดับภูมิภาค
อาเซียนกำลังพัฒนากลไกที่เป็นรูปธรรม ซึ่งรวมถึง:
2.1กรอบคาร์บอนร่วมของอาเซียน (ASEAN Common Carbon Framework - ACCF)เพื่อสร้างมาตรฐานและส่งเสริมตลาดคาร์บอนภายในอาเซียน
2.2โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid - APG)เพื่อส่งเสริมการค้าขายและการแบ่งปันพลังงานหมุนเวียนข้ามพรมแดน
2.3ศูนย์อาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ASEAN Centre for Climate Change - ACCC): ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานและขับเคลื่อนนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ

สำหรับการประชุม COP30 ที่กำลังจะมาถึงนี้ สิ่งสำคัญลำดับแรกคือการเสนอจุดยืนร่วมภายใต้แถลงการณ์ร่วมของอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ASEAN Joint Statement on Climate Change) ซึ่งคาดว่าจะเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ร่วมและความมุ่งมั่นของอาเซียนในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศโลก

บทบาทของไทยบนเวที COP30

ประเทศไทยควรประกาศอย่างชัดเจนว่า “ความมุ่งมั่นโดยไร้การปฏิบัติการ เพื่ออนาคต 1.5 องศาเซลเซียส นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป” 
เวทีเบเลงต้องเป็นเวทีแห่งการส่งมอบของจริงไม่ใช่เพียงคำมั่นและแผนที่เลื่อนลอยซึ่งควรผลักดันใน 4 ประเด็นหลักสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศ:

1.ความชัดเจนในการเงินและเทคโนโลยี: เป้าหมายการเงินสภาพภูมิอากาศใหม่ (NCQG) 
หลังปี 2025 ต้องมี 'แผนงานและกรอบการทำงานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม' เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนามีเครื่องมือในการปฏิบัติตาม NDC (Nationally Determined Contribution)

2.กติกาที่สมบูรณ์สำหรับความร่วมมือการบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับ กลไกตามมาตรา 6 ของความตกลงปารีสเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อสร้างตลาดคาร์บอนที่โปร่งใสและเป็นธรรม ประเทศไทยมีประสบการณ์ตรงจากการเป็นผู้บุกเบิกการซื้อขาย ITMO (ITMO เป็นหน่วยประเภทหนึ่งที่แสดงถึงก๊าซเรือนกระจกจำนวนหนึ่งตันที่ลดลงหรือถูกกำจัดออกจากชั้นบรรยากาศ เช่นเดียวกับเครดิตคาร์บอน ซึ่งจะต้องได้รับการตรวจยืนยันจากหน่วยงานภายนอก)และพร้อมแบ่งปันบทเรียนเหล่านี้

3.การยกระดับการปรับตัว(Adaptation)
เราจะเน้นย้ำให้โลกเห็นความสำคัญของการปรับตัว ซึ่งเป็นเรื่องคู่ขนานกับการลดก๊าซเรือนกระจก โดยต้องมีการดำเนินการตาม แผนการปรับตัวแห่งชาติ (NAP) ในด้านน้ำ เกษตรกรรม และสาธารณสุข ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

4.ความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนและเอเชีย (ASEAN-Asia Unity) ในฐานะหนึ่งในแรงขับเคลื่อนของภูมิภาค ประเทศไทยควรเชิญชวนประเทศต่างๆ ในอาเซียนและเอเชียให้ร่วมกันแสดงความเป็นผู้นำด้านการปฏิบัติการ(Implementation)ส่งเสียงเป็นหนึ่งเดียวภายใต้แนวคิด ความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนและเอเชีย เพื่อผลักดันให้ภูมิภาคของเราก้าวสู่การบรรลุเป้าหมาย 1.5 องศาอย่างแท้จริง

สรุป: ประเทศไทยกำลังก้าวเดินอย่างมั่นใจบนเส้นทางสู่เบเลงด้วย “ตัวเลข” ที่ชัดเจน “แผนงาน”ที่เป็นระบบ และ “เจตนารมณ์”ที่แข็งแกร่ง เรากำลังสร้างกรอบการทำงานที่สมบูรณ์ ซึ่งผสมผสานระหว่างการเปลี่ยนผ่านพลังงาน การ Electrify การขนส่ง และการใช้ธรรมชาติเพื่อดูดซับคาร์บอน โดยมี พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นกุญแจสำคัญในการประสานทุกมาตรการเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ 

พร้อมกันนี้ เราในฐานะสมาชิกอาเซียนจะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างจุดยืนร่วมที่แข็งแกร่ง การประชุม COP30 ที่เบเลง ต้องเป็นการประชุมที่ทุกประเทศ “ส่งมอบ(Delivery)แผนการที่ชัดเจน มีเงินทุนสนับสนุน และเป็นธรรม เพื่อร่วมกันปิดช่องว่างระหว่างคำมั่นสัญญากับความเป็นจริง

‘จีน’ ย้ำ!! บทบาทคนกลาง วิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา ยินดีให้คำปรึกษา!! ส่งเสริมสันติภาพ ผ่านกลไกอาเซียน

เมื่อวานนี้ (11 ต.ค. 68) หวัง เหวินปิน (Wang Wenbin) เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา ได้โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความ ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว Wang Wenbin Chinese Ambassador to the Kingdom of Cambodia 汪文斌 โดยระบุว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุความขัดแย้งชายแดนระหว่างกัมพูชาและ ประเทศไทย ในฐานะเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรของทั้งสองประเทศ จีนได้ยึดมั่นในตําแหน่งที่ยุติธรรมและเป็นธรรมและพยายามอย่างกระตือรือร้นเพื่อส่งเสริมการเจรจาเพื่อความสงบสุข

รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน กัมพูชา และประเทศไทย ได้บรรลุผลใน Anning มณฑลยูนนานของจีน ทั้งสามประเทศให้คําปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการ และทูตพิเศษของกระทรวงการต่างประเทศของจีนสําหรับกิจการเอเชียได้เดินทางไปรับส่งทางการทูตหลายแห่งเพื่อสันติภาพระหว่างทั้งสองฝ่าย ด้วยความพยายามอย่างกระตือรือร้นของจีน มาเลเซีย และพรรคต่าง ๆ กัมพูชา และประเทศไทย บรรลุข้อตกลงการหยุดยิงและทั้งสองฝ่ายกําลังสื่อสารผ่านกลไกทวิภาคี พรรคที่เกี่ยวข้องได้กล่าวถึงประเทศจีนอย่างมากสําหรับการเล่นบทบาทที่ไม่อาจแทนที่ในกระบวนการนี้

จีนสนับสนุนกัมพูชา และประเทศไทย ในการระงับข้อพิพาทผ่านการสนทนาและการให้คําปรึกษา และสนับสนุนมาเลเซียในฐานะเก้าอี้หมุนเวียนของอาเซียนในการส่งเสริมการตั้งถิ่นฐานทางการเมืองของประเด็นผ่านวิถีอาเซียน จีนพร้อมที่จะอยู่ ท่ามกลางเจตจํานงของกัมพูชา และประเทศไทย ส่งเสริมการเจรจาต่อไป เพื่อสันติภาพในแบบของเราและการเล่นบทบาทที่สร้างสรรค์ในการรวมข้อตกลงการหยุดยิงและพัฒนาข้อพิพาทอย่างสันติภาพ

จีนดําเนินความร่วมมือป้องกันปกติกับทุกประเทศในอาเซียน รวมถึงกัมพูชา และประเทศไทย สื่อตะวันตกของแต่ละบุคคลพยายามที่จะใช้ความร่วมมือดังกล่าวเพื่อหว่านความขัดแย้งระหว่างจีนและประเทศที่เกี่ยวข้อง ความพยายามเช่นนี้จะไม่ประสบความสําเร็จ

'อมตะคอร์ปฯ' จับมือ 'เจ็ม-เยียร์' ซื้อที่ดิน 130 ไร่ ตั้งโรงงานใหม่ในชลบุรี

(24 ต.ค. 68) นายยาสุโอ สึสึอิ ผู้อำนวยการฝ่ายการขายและการตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามในสัญญาซื้อขายที่ดิน กับบริษัท เจ็ม-เยียร์ อินดัสเทรียล จำกัด จากประเทศจีน จำนวน 130 ไร่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี 2 เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตแห่งแรกของเจ็ม-เยียร์ในประเทศไทย 

โดยมีนายจิ้น จาง ไข่ ประธานกรรมการ บริษัท เจ็ม-เยียร์ อินดัสเทรียล จำกัด  ผู้ผลิตสลักภัณฑ์ เช่น สกรูน็อต สตัด รีเวท และอุปกรณ์สำหรับยึดติดต่างๆ สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมร่วมลงนาม ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายฐานการผลิตนอกประเทศจีนและเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดอาเซียน

“ชอยกู” นำทีมคณะใหญ่เยือนเวียดนาม–ลาว หารือผู้นำการเมือง–กองทัพระดับสูง สัปดาห์หน้า พร้อมเยี่ยมอนุสรณ์วีรชน ‘นักบินโซเวียต’ ต่อยอดสัมพันธ์มั่นคงยาวนานหลายทศวรรษ

(8 ธ.ค. 68) เซอร์เกย์ ชอยกู (Sergei Shoigu) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งรัสเซีย เตรียมนำคณะผู้แทนหลายหน่วยงานเดินทางเยือนเวียดนามและลาวในสัปดาห์หน้า โดยถือเป็นการเยือนเชิงปฏิบัติการ เพื่อพบหารือกับผู้นำการเมืองและผู้นำกองทัพระดับสูงของทั้งสองประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แถลงการณ์จากสภาความมั่นคงรัสเซียระบุว่า ระหว่างการเดินทางครั้งนี้ โชย์กูมีโปรแกรมเข้าพบผู้นำด้านความมั่นคง หัวหน้าหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย และเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านกองทัพ เพื่อพูดคุยประเด็นความร่วมมือด้านความมั่นคง กลาโหม และกฎหมาย รวมถึงการปรับตัวต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ในกำหนดการยังรวมถึงการเดินทางไปวางพวงมาลาและเยี่ยมชมอนุสรณ์สถานรำลึกวีรชนและนักบินโซเวียต ตลอดจนการเยี่ยมชมบางส่วนของโรงงานและสถานที่สำคัญในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของคู่เจรจา ซึ่งสะท้อนการให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ร่วมและความร่วมมือทางทหารที่สืบเนื่องยาวนาน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เคยกล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับลาวที่ยืนยาวมาถึง 65 ปี ยังพัฒนาไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง แม้สถานการณ์โลกจะเปลี่ยนแปลงมากก็ตาม โดยเขายังชื่นชมรัฐบาลลาวที่ช่วยรักษาและให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ร่วมระหว่างสองประเทศ เพราะมองว่าสิ่งนี้คือพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือในอนาคต


ที่มา : Sputnik

“บิ๊กต้อม” รับ “ซีเกมส์ 2025” เจอ 5 ปัญหารุมเร้า สั่งเร่งแก้ไขด่วน ย้ำหลังพิธีเปิด ทุกอย่างต้องเข้าที่ เพื่อให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด

(9 ธ.ค. 68) ซีเกมส์สรุปยอดนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ร่วม 10,000 คน แต่เจอปัญหาและอุปสรรคมากมาย หัวหน้านักกีฬาถึงกับอึ้ง สั่งประสานงานเร่งแก้ไขอย่างพัลวัน ทั้งเรื่องที่พัก , การขนส่ง และ อาหาร  ย้ำหลังพิธีเปิดการแข่งขันทุกอย่างต้องเข้าสู่ระบบเพื่อให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด

ในส่วนของการเตรียมความพร้อมของการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 หลังจากที่ได้มีการเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสาครบทั้ง 11 ชาติ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ล่าสุดเมื่อเช้าวันที่ 9 ธันวาคม “บิ๊กต้อม” นายธนา ไชยประสิทธิ์ หัวหน้าคณะนักกีฬาชุดซีเกมส์ พร้อมด้วย ดร.สุพิตร สมาหิโต และ นายวิสุทธิ์ ตั้งวาริธร รองหัวหน้าคณะนักกีฬาไทย ได้ร่วมกันประชุมหัวหน้านักกีฬาทั้ง 11 ชาติ ขาดเพียงผู้แทนจาก ติมอร์เลสเต้ เพียงชาติเดียวที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุม โดยการประชุมมีการกำหนดแบบวันเว้นวัน เพื่อเป็นการรับทราบแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

โดยนายธนา ไชยประสิทธิ์ เปิดเผยว่า ยอดนักกีฬา และเจ้าหน้าที่ ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 มีจำนวนร่วม 10,000 คน แต่สิ่งที่ได้รับทราบคือหลายชาติได้แจ้งถึงปัญหาจำนวนมาก

ปัญหาแรก การเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณถภูมิ ต้องรอรถที่ไปรับนักกีฬานาน 5-6 ชั่วโมง ทำให้เสียเวลาในการเข้าร่วมพิธีเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสา

ปัญหาที่สอง เรื่องอาหารกลางวัน ทางเจ้าภาพได้จัดเป็น ลั้นช์ บ๊อก (อาหารกล่อง) แต่ได้สั่งแก้ไขเป็น บุฟเฟ่ต์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ปัญหาที่สาม ปัญหาเรื่องรถรับ-ส่ง นักกีฬาไปซ้อมที่สนามยังไม่เพียงพอ ทำให้เสียเวลาในการฝึกซ้อมและวางแผนในแต่ละวัน

ปัญหาที่สี่ เรื่องอาหาร ฮาลาล ฟู๊ด (สำหรับนักกีฬาจากประเทศอิสลาม) บรูไน, มาเลเซีย,ติมอร์ฯ , อินโดฯ ขอความร่วมมือให้ทางโรงแรมจัดอาหาร ฮาลาล อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากบางมื้อเป็นอาหารรวมทำให้ลำบากต่อการรับประทาน 

ปัญหาสุดท้าย เรื่องที่พักของนักกีฬาแต่ละชาติ ได้มีการสื่อสารกันอย่างผิดพลาด

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายธนา ไชยประสิทธิ์ ได้รับปัญหาทั้งหมดมาดำเนินการ และ รายงานตรงไปยัง นายปรีชา ลาลุน กับ นายแพทย์ มีชัย อินวู๊ด รองผู้ว่าการ การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้รับทราบ พร้อมเร่งแก้ไขให้อย่างเร่งด่วน 

นอกจากนี้ยังได้รับปากอีกด้วยว่า หลังจากพิธีเปิดการแข่งขันวันที่ 9 ธันวาคม จบสิ้นลง เริ่มแข่งขันชิงเหรียญทองอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 10 ธันวาคม จะส่งเจ้าหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละส่วนเดินทางไปดูแลนักกีฬาอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างเร่งด่วน

ประจำเรื่องในละครชาตินิยมกัมพูชา ชนชาติเขมรคือเหยื่อผู้ถูกกลั่นแกล้ง สื่อ-การศึกษา-โซเชียลฝั่งเขา ตอกย้ำบท "ไทยเป็นผู้ร้าย" ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทำไมไทยถึงกลายเป็น “ตัวร้ายประจำเรื่อง” ในละครชาตินิยมกัมพูชา
เวลาเกิดดราม่าชายแดนไทย–กัมพูชา เรามักเห็น pattern เดิม ๆ
•    ไทยถูกวาดเป็น “ตัวร้าย”
•    กัมพูชาเป็น “เหยื่อผู้ถูกกลั่นแกล้ง”
•    ผู้นำกัมพูชาออกมาพูดแข็ง ๆ ปกป้องศักดิ์ศรีชาติ
•    สื่อ–การศึกษา–โซเชียลฝั่งเขา ช่วยกันตอกย้ำบท “ไทยคนร้าย” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คำถามคือ:  ทำไม “ไทย” ถึงถูกเลือกให้เล่นบทตัวร้ายในละครชาตินิยมกัมพูชา แทบทุกครั้งที่ต้องการปลุกกระแส愛ชาติ?

ลองแกะเป็นระบบ จะเห็นว่านี่ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ แต่คือ “บท” ที่เขาเขียนไว้ล่วงหน้าแล้ว — และหยิบมาเล่นเมื่อไรก็ช่วยรักษาอำนาจภายในประเทศได้เสมอ

1. ประวัติศาสตร์ที่ถูกเล่าแบบ “ไทย = ผู้รุกราน, กัมพูชา = เหยื่อ”

ในห้องเรียนของกัมพูชา เวอร์ชันที่เด็กเขมรได้ฟังบ่อย ๆ คือ narrative ประมาณนี้:
•    อาณาจักรเขมรโบราณยิ่งใหญ่ (ยุคแองกอร์)
•    ต่อมาถูก “สยาม” รุกราน ดึงดินแดน–วัฒนธรรม–สมบัติไป
•    หลายเมือง–หลายพื้นที่ที่วันนี้อยู่ในไทย เคยอยู่ในอาณาจักรขอม

แม้รายละเอียดทางวิชาการจะซับซ้อนกว่านั้นมาก แต่การเล่าประวัติศาสตร์แบบเลือกเฟรมว่า “ไทยคือผู้รังแกในอดีต” ทำให้ในจิตสำนึกคนจำนวนหนึ่ง
•    ไทย = คนที่ “เคยมาเอาของเราไป”
•    ความแค้นทางประวัติศาสตร์ = เชื้อไฟพร้อมใช้ เวลาอยากระดมอารมณ์สาธารณะ

ประเด็นสำคัญคือ: ผู้มีอำนาจรู้ดีว่าเรื่องเล่าประเภทนี้ “ขายง่าย” กับมวลชน พอจะสร้างกระแสชาตินิยมทีไร “ตัวร้ายในละคร” เลยถูกเขียนชื่อว่า “ไทย” ง่ายกว่าประเทศอื่น

2. ละครชาตินิยม: มีตัวเอก มีผู้ร้าย และต้องมี “ภัยจากเพื่อนบ้าน”

ในประเทศที่การเมืองภายในตึงเครียด เศรษฐกิจไม่แน่น ประชาชนเริ่มตั้งคำถามกับผู้มีอำนาจ หนึ่งในสูตรที่ใช้กันทั่วโลกคือ “สร้างศัตรูภายนอก”

เพราะเมื่อคนถูกปลุกให้กลัวภัยจากภายนอก
•    คนในชาติจะหันมาจับมือกัน
•    ความไม่พอใจเรื่องค่าครองชีพ–คอร์รัปชัน–ความเหลื่อมล้ำ จะถูกกลบไปชั่วคราว
•    ผู้นำจะใส่เสื้อ “ผู้ปกป้องชาติ” แทนชุด “ผู้ถูกตั้งคำถาม”

สำหรับกัมพูชา
•    จะไปชี้เวียดนามแรง ๆ ก็ลำบาก เพราะทั้งระบอบ “โตมาจากเวียดนาม” และผูกผลประโยชน์กันยาว
•    จะไปชี้จีนเป็นตัวร้ายก็ไม่ได้ เพราะจีนเป็นแหล่งเงิน–แหล่งลงทุน–แหล่งการเมืองระหว่างประเทศสำคัญ

เหลือไทยนี่แหละ “เหมาะสุด”
•    อยู่ใกล้
•    มีประวัติศาสตร์ที่หยิบมาเล่าในมุมเหยื่อ–ผู้รังแกได้
•    ชนแล้วไม่กระทบเส้นเลือดใหญ่ทางการเมือง–เศรษฐกิจเท่ากับชนเวียดนามหรือจีน
.
ผลลัพธ์คือ เวลาอยากปลุกชาติ–หันเหประเด็นไทยจึงกลายเป็น “ตัวร้ายประจำเรื่อง” แบบอัตโนมัติ
.
3. ทำไมไทย “เล่นแล้วคุ้ม” ในสายตานักการเมืองกัมพูชา

ในมุมของผู้นำกัมพูชา การเอา “ไทย” มาเป็นคู่กรณีมีความคุ้มแบบนี้:
1.    1) ปลุกอารมณ์ได้เร็ว
•    คนจำนวนมากมีภาพจำว่าไทยเคย “เหนือกว่า–รวยกว่า–ดูถูกเขมร”
•    แค่พูดเรื่องปราสาท–เขตแดน–ประวัติศาสตร์ ก็จุดเชื้อไฟได้ง่าย

2.    2) ปลอดภัยกว่าชนเวียดนาม
•    ไม่แตะ “ผู้มีพระคุณ” ที่ช่วยโค่นเขมรแดงและสร้างระบอบปัจจุบัน
•    ไม่แตะคู่ค้าหลักในระยะยาว

3.    3) ใช้เป็นกันชนกับแรงกดดันภายใน
•    เวลาเศรษฐกิจไม่ดี
•    เวลาโดนแรงกดจากฝ่ายค้าน–NGO–ต่างชาติเรื่องสิทธิมนุษยชน
•    ละครเรื่อง “ไทยรังแกเรา” ถูกหยิบมาเล่นเพื่อเบนความสนใจได้เสมอ
.
พูดแบบภาษาธุรกิจ: ไทยคือ “สินทรัพย์ทางการเมือง” ชิ้นหนึ่ง ที่หยิบมาใช้เมื่อไรก็ได้กระแส ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม

4. สื่อ–โซเชียล–ระบบการศึกษา คือเครื่องยนต์รีรันบท “ไทยคนร้าย”

เวลามีเหตุชายแดน หรือดราม่าเกี่ยวกับไทย สังเกต pattern ข้างล่างนี้:
•    สื่อบางส่วนรีรันภาพ–บทความที่วาดไทยเป็นผู้รุกราน
•    แพลตฟอร์มออนไลน์มี meme, โพสต์, คอมเมนต์ ที่ตบมุก “ไทยขโมยประวัติศาสตร์–เขตแดน–มรดกโลก”
•    ในระยะยาว ระบบการศึกษา–ตำรา–เรื่องเล่าในสังคมก็ช่วย “ฝังภาพ” ไทยในฐานะคนที่เคย “เอาเปรียบเขมร”

ทั้งหมดนี้เป็นเหมือน content library ที่พร้อมใช้งาน เมื่อผู้มีอำนาจต้องการกระแส ก็แค่กดปุ่มให้สื่อ–โซเชียล–โฆษกบางคนช่วยกันขยายเสียง

5. ด้านมืดของไทยเอง: ภาพจำ–คำเหยียด ที่ทำให้เรื่องยิ่งบาน

ต้องยอมรับตรง ๆ ว่า ฝั่งไทยเองก็มี “ด้านมืด” ที่ทำให้เราไปติดกับเช่นกัน:
•    คำเหยียดแรง ๆ เกี่ยวกับแรงงานเขมรที่คนไทยบางส่วนใช้กันแบบไม่คิด
•    การมองเพื่อนบ้านแบบ “ด้อยกว่า–บ้านนอก–ล้าหลัง”
•    ตัวตลก–ละคร–รายการทีวีบางยุค ที่สร้างภาพเพื่อนบ้านแบบล้อเลียน

ทั้งหมดนี้ถูก capture ไปเป็นหลักฐานง่าย ๆ ในโลกออนไลน์ แล้วถูกเอากลับไปใช้ในละครชาตินิยมฝั่งกัมพูชาว่า “เห็นไหมล่ะ คนไทยดูถูกเราแค่ไหน”

หมายความว่า ไทยเองก็มีส่วนเติมน้ำมันเข้ากองไฟ ถ้าเราไม่รู้เท่าทัน narrative ของเขา และไม่จัดการ narrative ฝั่งเราเองให้ดี

6. แล้วไทยควรทำยังไง เมื่อตัวเองถูกเขียนบทเป็นตัวร้าย?

สิ่งที่ไทยทำได้ ไม่ใช่แค่ “โกรธกลับ” หรือ “ด่าแข่ง” แต่คือการเล่นเกมในหลายระดับพร้อมกัน:
4.    1) แยก “รัฐบาล–ผู้นำ–เกมการเมือง” ออกจาก “ประชาชนเขมร”
•    อย่าตอบโต้ด้วยการเหมาเขมรทั้งชาติ
•    ต้องมองให้ออกว่าใครกำลังใช้ประชาชนตัวเองเป็นผู้ชมในละครนี้

5.    2) การทูตเชิงรุก + ข้อมูลจริง
•    ยืนยันหลักเขตแดน–ประวัติศาสตร์ด้วยเอกสาร–หลักฐาน
•    สื่อสารกับโลก ไม่ใช่เถียงกันแค่สองประเทศในโซเชียล

6.    3) จัดการภาพจำฝั่งไทยเอง
•    ลดการใช้คำเหยียดเพื่อนบ้านในสื่อ–บันเทิง–โซเชียลของเราเอง
•    เพราะสุดท้าย ภาพเหล่านี้จะถูกเอาไปใช้เป็นอาวุธกลับมาโจมตีเรา

7.    4) สร้างเวทีให้ “คนทำงาน–คนรุ่นใหม่” สองฝั่งเจอกัน
•    ยิ่งมีประสบการณ์ร่วมในเชิงบวกมากเท่าไร ละครชาตินิยมแบบเก่าก็ยิ่งขายยากขึ้นเรื่อย ๆ

7. สรุป: ไทยในฐานะ “ตัวร้ายที่ถูกเขียนบทไว้แล้ว”

ถ้าให้สรุปสั้น ๆ ว่า ทำไมไทยถึงกลายเป็นตัวร้ายประจำเรื่องในละครชาตินิยมกัมพูชา?

ก็เพราะในสคริปต์การเมืองของเขา
•    ไทยมี “ประวัติศาสตร์เวอร์ชันเหยื่อ–ผู้รังแก” ให้ดึงมาเล่าได้
•    ชนไทยแล้วผลิตคะแนนนิยมได้ โดยไม่เสี่ยงเสียเสาหลักอย่างเวียดนามหรือจีน
•    สื่อ–การศึกษา–โซเชียล ถูก set system ให้รีรันบทนี้ได้ง่าย
•    ขณะที่ฝั่งไทยเอง ก็มีภาพจำ–คำเหยียด–ความไม่รู้เท่าทัน ที่กลายเป็นวัตถุดิบให้ละครฝั่งโน้นต่อบทไปได้เรื่อย ๆ
.
ดังนั้น ไทยจึงไม่ได้เป็น “ตัวร้ายเพราะเลวโดยสันดาน” อย่างที่ละครเขียน แต่เป็นตัวละครที่ถูกเลือก เพราะเล่นแล้วคุ้มในเชิงการเมืองของเขา

โจทย์ของเราจึงไม่ใช่แค่ “เถียงให้ชนะ” แต่คือจะทำยังไงให้บทที่เขาใช้เราหากินทางการเมือง “ขายยากขึ้นเรื่อย ๆ” ในสายตาคนรุ่นใหม่ทั้งสองฝั่ง
 

ต้านการกลั่นแกล้งฝ่ายเดียว ผลักดันภูมิภาคเปิดกว้าง รวมพลังอาเซียน–จีน หนุนสันติภาพตะวันออกกลาง

(12 ธ.ค. 68) จีนประกาศพร้อมเดินหน้าปรับแนวนโยบายพัฒนาให้สอดคล้องกับอาเซียน และร่วมกันต่อต้านการใช้อำนาจฝ่ายเดียว รวมถึงแนวคิดสงครามเย็น โดย “หวังอี้” รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ระบุว่าอาเซียนคือ “หุ้นส่วนความร่วมมือที่ใกล้ชิดที่สุด” ของจีน ระหว่างการพบปะกับดาโต๊ะ เอรีวาน เปฮิน ยูซอฟ  รัฐมนตรีต่างประเทศบรูไนดารุสซาลาม ที่กรุงปักกิ่ง

ในการหารือ จีนและบรูไนเห็นตรงกันว่าความร่วมมือที่แน่นแฟ้นจะเป็นพลังสำคัญของความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค โดยปีหน้าเป็นวาระครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ทั้งสองฝ่ายจึงเตรียมยกระดับการสื่อสารระดับสูงและความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในด้านต่าง ๆ

นอกจกานี้ หวังอี้อธิบายจุดยืนของจีนเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน โดยระบุว่าคำพูดล่าสุดของผู้นำญี่ปุ่นทำให้สถานการณ์ตึงเครียดและเกิดความเข้าใจผิดมากขึ้น พร้อมขอบคุณบรูไนที่ยืนหยัดสนับสนุนนโยบาย “จีนเดียว” มาโดยตลอด และหวังว่าบรูไนจะยังคงสนับสนุนจีนในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพเหนือดินแดนต่อไป

ด้านบรูไนระบุว่า จีนคือพลังหลักในการผลักดันความเป็นปึกแผ่นของภูมิภาค และยืนยันสนับสนุนการรวมชาติของจีน พร้อมตั้งเป้าขยายความร่วมมือในอุตสาหกรรม การเกษตร ประมง และการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม 

ทั้งสองฝ่ายย้ำเดินหน้าหารือรหัสปฏิบัติ (COC) ทะเลจีนใต้ และเห็นพ้องว่าประชาคมโลกต้องผลักดันการหยุดยิงถาวรในปัญหาอิสราเอล–ปาเลสไตน์ ตามแนวทางสองรัฐ พร้อมย้ำมาตรฐานเดียวและสร้างสันติภาพระยะยาวในตะวันออกกลาง


ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top