Saturday, 5 September 2026
อาวุธปืน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงผลปฏิบัติการระดมกวาดล้างอาชญากรรม เป้าหมายผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับ อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และสืบสวนจับกุมบุคคลตามหมายจับ ในห้วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2568

เมื่อวานนี้ (11 เม.ย.68) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เป็นประธานแถลงผลปฏิบัติการระดมกวาดล้างอาชญากรรม เป้าหมายผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และสืบสวนจับกุมบุคคลตามหมายจับ ในห้วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2568 ณ ห้องศรียานนท์ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ตามนโยบายของรัฐบาลโดย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการป้องกันปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยมีความห่วงใยประชาชนในห้วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2568 ซึ่งจะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวในแต่ละภูมิภาคเป็นจำนวนมาก อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และการก่อความไม่สงบเรียบร้อยเกิดขึ้นได้ ประกอบกับนโยบายด้านการท่องเที่ยวให้ชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศ คาดการณ์ว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจมีคนร้ายที่เป็นชาวต่างชาติแฝงตัวเข้ามาก่ออาชญากรรมในประเทศ จึงกำชับการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม การรักษาความสงบเรียบร้อย การดูแลอำนวยความสะดวกด้านการจราจร การป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ในช่วงวันหยุดยาวดังกล่าว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. , พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. , พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. , พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. , พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. จึงสั่งการให้ระดมกวาดล้างอาชญากรรมในห้วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ เพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่จะมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชน โดยมีเป้าหมาย ได้แก่ การกระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิด การติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับ และความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดพร้อมของกลาง ดังนี้

ฝ่ายสืบสวนสอบสวน มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. เป็นผู้ควบคุมสั่งการ การระดมกวาดล้างอาชญากรรม ในภาพรวมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้แผนยุทธการ “พิชิตคนพาล อภิบาลคนดี” โดยระดมกวาดล้างอาชญากรรมระหว่างวันที่ 21 - 30 มีนาคม 2568 (รวม 10 วัน) สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิด พร้อมของกลาง จำนวน 4,950 คดี ผู้ต้องหา จำนวน 4,339 คน ดังนี้

1. จับกุมอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน แบ่งเป็น 
- ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนทั่วไป (On Ground) : ตรวจยึดอาวุธปืน จำนวน 4,934  กระบอก , เครื่องกระสุนปืน จำนวน 30,000  นัด และวัตถุระเบิด จำนวน 725  ลูก แบ่งเป็น วัตถุระเบิดแบบมาตรฐาน ที่ใช้ในราชการทหาร จำนวน  30 ลูก และวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง/ประกอบเอง ได้แก่ ระเบิดปิงปอง ระเบิดไปท์บอม จำนวน 695 ลูก

- ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนทางออนไลน์ (Online) : ตรวจยึดอาวุธปืน จำนวน 464 กระบอก , เครื่องกระสุนปืน จำนวน 9,069 นัด และวัตถุระเบิดแบบมาตรฐาน ที่ใช้ในราชการทหาร จำนวน  22  ลูก

2. จับกุมบุคคลตามหมายจับ : โดยจับกุมบุคคลกระทำความผิดตามหมายจับค้างเก่า (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2547 ถึง 30 กันยายน 2567) และหมายใหม่ (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึงปัจจุบัน) และหมายจับศาล (คดีอาญา) รวมทั้งสิ้น 18,746 หมาย ผู้ต้องหา จำนวน 15,721 คน

ฝ่ายป้องกันปราบปราม ได้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรม ดังนี้
1. วันที่ 21 มีนาคม 2568 ระดมกวาดล้างปราบปรามผู้มีอิทธิพลและมือปืนรับจ้าง ภายใต้แผนยุทธการ “ธรณีนี้ มีขื่อมีแป” เป้าหมาย จำนวน 653 เป้าหมาย ผลการระดมมีผลการปฏิบัติ ตรวจค้นจับกุมผู้กระทำความผิด จำนวน  218 คน ตรวจยึดอาวุธปืน จำนวน 266 กระบอก , เครื่องกระสุนปืน จำนวน  5,743  นัด , วัตถุระเบิด จำนวน 9 ลูก , ยาบ้า จำนวน 17,397.5 เม็ด และยาไอซ์ จำนวน 113.15 กรัม 

2. ห้วงวันที่ 24 - 30 มีนาคม 2568 ระดมกวาดล้างอาชญากรรมจับกุมความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ ผลการระดมมีผลการปฏิบัติ สามารถจับกุมผู้กระทำความผิด จำนวน 593 คดี ผู้ต้องหา จำนวน 595 คน มูลหนี้รวม จำนวน 12,330,300 บาท ของกลางประเมินมูลค่ารวม จำนวน 22,677,335 บาท

จากนั้น พล.ต.อ.ธนาฯ ร่วมตรวจสอบอาวุธปืนของกลาง หน่วยงานต่างๆ รายงานการจับกุมคดีรายสำคัญ ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล , ตำรวจภูธรภาค 1 – 9 , กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง , กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด , กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี , สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง , กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว 

พล.ต.อ.ธนาฯ กล่าวว่า ในการปฏิบัติการในครั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอขอบคุณทุกภาคส่วน และพี่น้อง ประชาชนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมุ่งมั่นทำงาน โดยจะทำการป้องกันปราบปราม สืบสวนจับกุมอาชญากรรมในทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธาและมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และขอฝากประชาสัมพันธ์กับพี่น้องประชาชน หากมีเบาะแส เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องอาชญากรรมหรือเรื่องอื่นๆ สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ความน่าจะเป็นของสาเหตุการระเบิดภายในอาวุธปืน จากกระสุนขนาด 9 มิลลิเมตรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เรื่องนี้มาจากการที่ สำนักงานส่งกำลังบำรุง (สรรพาวุธ) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ทำการจัดซื้อกระสุนยี่ห้อ VENOM ขนาด 9 มม. ผลิตโดย บริษัท MEDEF DEFENCE จาก Turkey จำนวน 3,495,660 นัด ตามสัญญา สพ.3/2567 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 มูลค่า  68,689,719 บาท และมีการส่งมอบครบถ้วนในเดือนกรกฎาคม 2568 โดยระบุว่า กระสุนปืน lot นี้เป็นไปตามมาตรฐาน NATO และได้ผ่านการทดสอบคุณภาพเบื้องต้นตาม TOR (Specification) ตามที่ได้กำหนดไว้แล้ว

แต่หลังจากสำนักงานส่งกำลังบำรุง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ทำการแจกจ่ายให้เข้าหน้าตำรวจนำไปปฏิบัติหน้าที่และยิงฝึกซ้อม มีเหตุการณ์ “ระเบิดบริเวณจานท้ายปลอกกระสุน” ขณะเจ้าหน้าที่ทดสอบยิง ทำให้อาวุธปืนที่ใช้ยิงเกิดความเสียหาย หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ สำนักงานส่งกำลังบำรุง สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ระงับการใช้งานกระสุน VENOM ชั่วคราว และเรียกคืนกระสุนที่มีปัญหาทั้งหมดเพื่อไปตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริง โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้แต่งตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่ากระสุนเหล่านี้เหมาะสมกับอาวุธที่ใช้ของราชการหรือไม่ และว่ามีการผลิตตามมาตรฐานความปลอดภัยหรือไม่

ยังไม่ชัดเจนว่า “ปืนแตก” ในความหมายคืออะไร แต่ภาพที่ปรากฏคือ อาการปืนแตกเกิดจากปลอกกระสุนแตก จนทำให้ตัวปืนเสียหาย จุดที่เสียหายคือ “จานท้านปลอกกระสุน” มีลักษณะคล้ายกับกระสุนที่มีความดันหรือแรงกดภายในปลอกมากเกินไป หรือปลอกมีข้อบกพร่องจากรอยร้าว ซึ่งอาจมาจากวัสดุไม่ว่าจะเป็น ตัวปลอก การผลิต หรือคุณลักษณะที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน พบว่าอาวุธปืนที่เสียหายมีหลายกระบอกและหลายรุ่น อาทิ Glock และ Sig โดยการระเบิดของกระสุน ระเบิดจากทางด้านจานท้ายปลอกกระสุนตรงจอกชนวนเป็นส่วนใหญ่  นอกจากการพิจารณาถึงสภาพอาวุธปืนเหล่านั้นว่าเป็นอย่างไร เช่น ใหม่หรือเก่า มีสิ่งอุดตันในลำกล้องหรือไม่ หรือปัญหาอื่น ๆ ที่อาจเป็นไปได้

กระสุนปืนแต่ละนัดจะประกอบวัสดุ 4 ชนิด ได้แก่
1. หัวกระสุน (Bullet) ซึ่งเป็นตะกั่วผสมพลวง (Lead) ในกรณีกระสุนสำหรับฝึกซ้อมเพื่อยิงเป้ากระดาษ แต่ก็มีอันตรายถึงชีวิตเช่นเดียวกับกระสุนจริงซึ่งมีหัวกระสุน 2 ประเภทหลัก คือ หัวกระสุนที่มีชิ้นโลหะหุ้มเต็ม ส่วนใหญ่จะเป็นทองแดงหุ้มแกนตะกั่ว (Full Metal Jacket: FMJ) ทำให้มีอำนาจทะลุทะลวงเจาะในการผ่านเป้าหมาย และ กระสุนหัวรู (Hollow point) ซึ่งมีรูเว้าตรงปลายหัวกระสุน ออกแบบมาเพื่อให้เกิดการขยายตัว (Expand) เมื่อกระทบเป้าหมายเพื่อช่วยหยุดเป้าหมายได้เร็ว ลดแรงทะลุทะลวง (Penetration)

2. ปลอกกระสุน (Brass) ซึ่งส่วนใหญ่ทำจากทองเหลือง จึงไม่เป็นสนิม มีความเหนียว ไม่เปราะ ยืดตัวได้ดี ซึ่งมีผลต่อคัดปลอกหรือการดีดกระสุนออก และสามารถนำกลับมาอัด (Reloading) ใช้ใหม่ได้ ต่อมาคือ เหล็กเคลือบ (Steel lacquered/coated) ทำให้ราคาถูกกว่าทองเหลือง ส่วนใหญ่จะเป็นกระสุนจากรัสเซียหรือจีน เป็นสนิมได้ง่าย ความแข็งของเหล็กอาจทำให้ชิ้นส่วนอาวุธปืนสึกหร่อเร็วขึ้น นำกลับมาอัดกระสุนใช้ใหม่ได้ยาก และปลอกกระสุนที่ผลิตจากอะลูมิเนียม (Aluminum) ทำให้เบามากและราคาถูก แต่เนื้อปลอกบางจึงมีความเสี่ยงที่จะนำกลับมาอัดกระสุนใช้ใหม่

3. ดินปืน (Gun powder) กระสุนสมัยใหม่ในปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้ดินปืนแบบไร้ควัน (Smokeless Powder) แบบ Ball powder หรือ Extruded powder ที่ให้แรงดันสม่ำเสมอ โดยมีส่วนผสมหลัก คือ ไนโตรเซลลูโลส (Nitrocellulose) ที่เรียกว่า Single-base หรือ ไนโตรเซลลูโลส + ไนโตรกลีเซอรีน ที่เรียกว่า Double-base จุดเด่นของดินปืนแบบไร้ควัน คือ ให้พลังงานที่แรงกว่า เผาไหม้สะอาด จึงทำให้ควันน้อย กระสุนปืนสั้นจะเป็นดินปืนแบบเผาไหม้เร็ว

4. จอกชนวนหรือแก๊ป (Primer) วัสดุจุดชนวนซึ่งที่อยู่ที่ฐาน/จานท้ายของปลอกกระสุน ชนิดของ Primer ได้แก่ Boxer Primer นิยมใช้ในสหรัฐฯ  มีรูเดียวตรงกลาง อัดกระสุนใหม่ได้ง่าย Berdan Primer นิยมใช้ในยุโรป รัสเซีย มีรู 2 รู อัดกระสุนใหม่ได้ยากหรือแทบจะไม่ได้เลย และ Rimfire Primer ใช้ในกระสุนขนาดเล็ก (.22 LR)    อยู่ริมจานท้ายลอกกระสุนหรือขอบปลอก เช่น .22 ส่วนผสมของ Primer ได้แก่สารเคมีไวไฟ เช่น Lead styphnate (ตะกั่ว) Barium nitrate และ Antimony sulfide เป็นต้น

เนื่องจากบ้านเราการผลิตกระสุนหรืออัดกระสุนเองเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายตาม พรบ.อาวุธปืนฯ ดังนั้นคนไทยจึงไม่ค่อยมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องของกระสุนปืนเท่าไรนัก ขั้นตอนการทำงานของกระสุนปืนเริ่มจาก เข็มแทงชนวนกระทบ Primer เกิดประกายไฟ อันเป็นการจุดระเบิดดินปืนแรงระเบิดในภายในกระสุนปืนที่อยู่ในรังเพลิงทำให้เกิดแรงดันมหาศาลผลักหัวกระสุนวิ่งออกไปโดยหมุนไปตามเกลียวลำกล้องปืนจนพ้นลำกล้อง เช่นเดียวกับการใช้สารเคมีชนิดอื่น ๆ การผลิตกระสุนปืนจึงมีสูตรในการใช้อัตราส่วนดินปืน โดยการใช้ดินปืนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับน้ำหนักของหัวกระสุนซึ่งจะเป็นไปตามอัตราส่วนที่โรงงานผลิตดินปืนกำหนด เช่น กระสุนยี่ห้อ VENOM ขนาด 9 มม. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดซื้อมาน้ำหนักมีหัวกระสุนแบบ FMJ หนัก 124 เกรน (ประมาณ 8 กรัม) จะมีอัตราส่วนในการใช้ดินปืนประมาณ 62 – 77 เกรน (ราว 4.0 – 5.0 กรัม) 
*แต่ยิ่งน้ำหนักหัวกระสุนมากขึ้นเท่าไรอัตราส่วนในการใช้ดินปืนก็จะลดลง ในขณะที่น้ำหนักหัวกระสุนลดลงเท่าไรอัตราส่วนในการใช้ดินปืนก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน

วิเคราะห์ความเป็นไปได้ถึงสาเหตุที่ทำให้ "ปืนแตก" จากกระสุนปืน ได้แก่
- กระสุนไม่ได้ผลิตไม่ได้มาตรฐาน หรือมีข้อบกพร่อง 
(มีความเป็นไปได้ เช่น การใช้ดินปืนผิดประเภท แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้นน้อยมาก เนื่องจากระบบตรวจสอบของโรงงานจะต้องมีความเที่ยงและความละเอียดที่มีมาตรฐานในระดับที่สูงมาก)
- ดินปืนมากเกินไป (Double charge) จนทำให้แรงดันในปลอกกระสุนมากเกินจนรังเพลิง/ลำกล้องรับแรงไม่ไหว 
(มีความเป็นไปได้ในกรณีปลอกกระสุนขนาด .45 หรือ 11 ม.ม. แต่ปลอกกระสุนขนาด 9 ม.ม. แล้วเป็นไปได้น้อยมาก ด้วยขนาดปลอกที่เล็กจนปริมาณดินปืนที่ใช้บรรจุในแต่ละครั้งน่าจะเกือบเต็มปลอกกระสุน 9 ม.ม.แล้ว)
- กระสุนหมดอายุหรือเสื่อมสภาพ 
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติหึ่งรับมอบกระสุน Lot นี้ไม่ถึง 3 เดือน)
- อาวุธปืนชำรุดหรือไม่เหมาะกับกระสุนชนิดนั้น
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะอาวุธปืนที่ใช้ยิงนั้นทุกกระบอกยังอยู่ในสภาพใหม่)
- ใช้กระสุนแรงเกินกว่าที่อาวุธปืนรับได้
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะอาวุธปืนที่ใช้ยิงใช้กระสุนปืนขนาด 9 มม. มาตรฐาน)
- ปืนมีรอยร้าว หรือสนิมมาก หรือผ่านใช้งานอย่างหนักมานาน
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะอาวุธปืนที่ใช้ยิงนั้นทุกกระบอกยังอยู่ในสภาพใหม่)
- มีสิ่งอุดตันในลำกล้อง ขณะยิง
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะอาวุธปืนที่มีสิ่งอุดตันในลำกล้องขณะยิงนั้น จะทำให้เกิดการบวมภายในลำกล้อง ไม่ใช่ระเบิดของกระสุนปืนในรังเพลิงตรง Primer จานท้ายปลอกกระสุน)
- การดัดแปลงปืน อาทิ เปลี่ยนลำกล้องหรือชิ้นส่วนไม่ได้มาตรฐาน
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะอาวุธปืนที่ใช้ยิงนั้นทุกกระบอกยังอยู่สภาพใหม่ และตามพรบ.อาวุธปืน ลำกล้องหรือชิ้นส่วนต้องขออนุญาตซื้อ/นำเข้าเหมือนกับการซื้ออาวุธปืนทั้งกระบอก)
- ยิงกระสุนที่ไม่ตรงกับคุณลักษณะเดิมของอาวุธปืน
(ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะอาวุธปืนที่ใช้ยิงทุกกระบอกใช้กระสุนปืนขนาด 9 มม. มาตรฐาน)

ถึงแม้ผลการสอบสวนกรณีกระสุน VENOM ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติพึ่งจะเริ่มต้นและยังไม่แล้วเสร็จ แต่มีผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธปืนและกระสุนปืนผู้หนึ่งได้ให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า อาจเกิดจากปัญหาภายใน หรือปัญหาความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในการจัดซื้อจัดหากระสุนปืน Lot นี้ โดยอาจจะมีการลักลอบเปลี่ยนดินปืนด้วยการใช้ Kinetic bullet puller เป็นเครื่องมือคล้ายค้อนใช้สำหรับถอดหัวกระสุนออกจากปลอกกระสุน ซึ่งทำงานโดยอาศัย "แรงเฉื่อย (kinetic energy)" ในการถอดหัวกระสุน แล้วแทนที่ด้วยดินปืนประทัด (Flash Powder) ซึ่งมีส่วนผสมได้แก่ อะลูมิเนียมผง (Aluminum powder) และดินประสิว (Potassium Perchlorate) ที่ติดไฟง่ายและทำให้เกิดแรงดันที่สูงมากจนปลอกกระสุนปืนในรังเพลิงไม่สามารถรับแรงดันในรังเพลิงมหาศาลนี้ได้ไหว จนทำให้เกิดอาการลักษณะกระสุนปืนที่ “แรงเกินกว่าอาวุธปืนขนาด 9 ม.ม. จะสามารถรับได้จริง” จึงเป็นอีกประเด็นพิจารณาที่สำคัญที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องตรวจสอบโดยละเอียดและถี่ถ้วน

สังคมไทยต้องร่วมมือ!! ป้องกันกราดยิงไม่ให้ซ้ำ สถิติไทยเจอ 78 ครั้งใน 30 ปี สหรัฐฯ ปืนทะลุประชากร 100 คน จิตแพทย์ไทยยังน้อยกว่ามาตรฐานโลก

โศกนาฏกรรม...เหตุกราดยิง (Mass Shooting) สังคมไทยต้องช่วยกัน!
ต้องไม่กลัวและไม่อายที่จะพาสมาชิกในครอบครัวไปพบจิตแพทย์

งานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ใช้ข้อมูล พ.ศ. 2537–2566 (ค.ศ. 1994–2023) และนิยามตามมาตรฐานวิชาการสากล พบว่า หากใช้คำว่า “กราดยิง” ตามนิยามของงานวิจัยนี้ เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่และกราดยิงในประเทศไทยรวม 78 ครั้ง จากเหตุการณ์ทั้งหมดมีผู้เสียชีวิตรวม 348 ราย

ไม่นับรวมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย เพราะช่วงปี พ.ศ. 2547–2568 มีเหตุกราดยิงที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงที่ได้รับการรับรองสูงถึง 10,116 เหตุการณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหตุความไม่สงบ/การก่อความไม่สงบ อันเป็นกรณีคนละประเภทกัน และไม่รวมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2567 2568 และ ปีปัจจุบัน 2569

ในสหรัฐอเมริกา ประเทศประขาธิปไตยที่ประชาชนพลเมืองสามารถครอบครองอาวุธปืนได้ง่ายนั้น FBI ได้เริ่มรวบรวมสถิติอย่างเป็นระบบตั้งแต่ ปี 2000 โดยมีนิยามว่า บุคคลหนึ่งคนหรือมากกว่ากำลังลงมือฆ่าหรือพยายามฆ่าคนในพื้นที่ที่มีผู้คนอยู่ ในช่วง 2000–2024 มี 556 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิต 1,432 คน และบาดเจ็บ 2,489 คน แต่ถ้าใช้ความหมาย “Mass Shooting” แบบกว้างแล้ว ฐานข้อมูลอย่าง Gun Violence Archive ใช้เกณฑ์ที่กว้างกว่ามาก โดยทั่วไปนับเหตุที่มี ผู้ถูกยิงอย่างน้อย 4 คน ไม่ว่าจะเสียชีวิตหรือไม่ ทำให้จำนวนสูงกว่า FBI อย่างมาก และสามารถมีเหตุจากความขัดแย้งส่วนตัว แก๊ง หรือเหตุในบ้านรวมอยู่ด้วย ตัวอย่างเช่น ในปี 2026 มีการรายงานว่าจำนวน Mass Shootings ในสหรัฐฯ เกินกว่า 119 เหตุการณ์แล้ว ด้วยอัตราการเกิด เหตุกราดยิง (Mass Shootings) ในสหรัฐอเมริกาสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด โดยงานวิจัยเชิงอาชญาวิทยาและสาธารณสุขชี้ว่าไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างทางกฎหมาย วัฒนธรรม และสิทธิในการครอบครองอาวุธปืนที่แตกต่างจากทั่วโลก

1. จำนวนและการเข้าถึงอาวุธปืนที่สูงกว่าประเทศอื่นมหาศาล
-สถิติการครอบครอง: สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวในโลกที่มีจำนวนปืนพลเรือนมากกว่าประชากร (ประมาณ 120 นัด/กระบอก ต่อประชากร 100 คน)
-ความสะดวกในการซื้อ: ในหลายรัฐ สามารถซื้ออาวุธปืนและกระสุนได้ง่าย ผ่านร้านค้าทั่วไปหรือช่องทางออนไลน์ โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบประวัติอย่างเข้มงวด
-อานุภาพทำลายล้าง: การครอบครองปืนพกพาและปืนกึ่งอัตโนมัติ (เช่น AR-15) ทำได้แพร่หลาย ทำให้ผู้ก่อเหตุสามารถสร้างความสูญเสียในปริมาณมากได้ภายในเวลาอันสั้น

2. สิทธิการครอบครองปืนตามรัฐธรรมนูญ
-Second Amendment: การสืบทอดสิทธิการครอบครองอาวุธปืนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ทำให้การออกกฎหมายควบคุมปืนในระดับประเทศทำได้ยากและถูกคัดค้านทางกฎหมายอยู่เสมอ
-วัฒนธรรมปืน: สังคมอเมริกันมองว่าปืนเป็นสัญลักษณ์ของสรีรภาพ การป้องกันตัว และวัฒนธรรมดั้งเดิม ต่างจากประเทศพัฒนาแล้วอื่นที่มองปืนเป็นวัตถุอันตรายที่ต้องได้รับการควบคุมจากรัฐ

3. ช่องโหวงในกฎหมายและระบบตรวจสอบ
-Universal Background Checks: สหรัฐฯ ไม่มีระบบตรวจสอบประวัติผู้ซื้อปืนแบบครอบคลุม 100% ในทุกการซื้อขายระหว่างบุคคลหรือในงานแสดงปืน (Gun Shows) มักไม่ต้องผ่านการตรวจสอบ
-ความแตกต่างระหว่างรัฐ: แต่ละรัฐมีกฎหมายปืนที่เข้มงวดไม่เท่ากัน ทำให้ผู้ก่อเหตุสามารถเดินทางไปซื้อปืนจากรัฐที่มีกฎหมายผ่อนปรนกว่าได้ง่าย

เมื่อเทียบกับประเทศอย่างสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย หรือญี่ปุ่น ประเทศเหล่านี้มีนโยบายควบคุมปืนอย่างเข้มงวด:

-สหราชอาณาจักร: มีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งในโลก การครอบครองปืนโดยประชาชนทั่วไปเป็นเรื่องที่ถูกจำกัดอย่างมาก และไม่สามารถใช้เหตุผล "เพื่อป้องกันตัว" ในการขออนุญาตได้ โดย ปืนสั้น / ปืนพก (Handguns) นั้น ผิดกฎหมายและถูกแบนโดยสิ้นเชิงสำหรับประชาชนทั่วไปในอังกฤษ เวลส์ และสกอตแลนด์ (ยกเว้นไอร์แลนด์เหนือภายใต้เงื่อนไขพิเศษ) สำหรับ ปืนยาว / ปืนลูกซอง (Shotguns & Rifles) ประชาชนสามารถครอบครองได้ แต่ต้องได้รับใบอนุญาตเฉพาะจากตำรวจและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เครียดครัด

-ออสเตรเลีย: ออกกฎหมายรับซื้อปืนคืน (Gun Buyback) และสั่งห้ามปืนกึ่งอัตโนมัติทั้งหมดหลังเหตุกราดยิงที่ Port Arthur ปี 1996 ส่งผลให้เหตุกราดยิงลดลงจนเกือบเป็นศูนย์

-ญี่ปุ่น: กระบวนการขอครอบครองปืนต้องผ่านการฝึกอบรม ตรวจสอบสุขภาพจิต ตรวจประวัติอาชญากรรม และสืบประวัติครอบครัวอย่างละเอียด สามารถครอบครองได้เฉพาะปืนยาวและปืนลูกซองยาวเท่านั้น

สาเหตุหลักของการกราดยิงหมู่
งานวิจัยจากนักอาชญาวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข และองค์กรต่างๆ เช่น โครงการต่อต้านความรุนแรง (The Violence Project ) ชี้ให้เห็นว่า การกราดยิงหมู่มักไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่างที่ซับซ้อน ทั้งปัจจัยส่วนบุคคล สังคม และระบบ

ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยทางจิตสังคม
-วิกฤตส่วนตัวและความสิ้นหวัง: ผู้ก่อเหตุกราดยิงส่วนใหญ่ประสบกับวิกฤตส่วนตัวอย่างรุนแรง เช่น ความสัมพันธ์ที่แตกหัก การตกงาน ความล้มเหลวทางการเงิน หรือความล้มเหลวทางการเรียนอย่างหนัก ในช่วงหลายวัน สัปดาห์ หรือเดือนก่อนการโจมตี

-บาดแผลทางใจในวัยเด็กและความยากลำบากในวัยเยาว์: การศึกษาแสดงให้เห็นว่าผู้กระทำความผิดมีบาดแผลทางใจในวัยเด็กเป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงการทำร้ายร่างกายหรือทางเพศอย่างรุนแรง ความรุนแรงในครอบครัว การฆ่าตัวตายของพ่อแม่ หรือการกลั่นแกล้งอย่างรุนแรง

- ความคิดฆ่าตัวตายและความสิ้นหวัง: ผู้ก่อเหตุกราดยิงในที่สาธารณะจำนวนมากมีความคิดฆ่าตัวตายก่อนหรือระหว่างเกิดเหตุสำหรับหลายคน การโจมตีครั้งนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นรูปแบบการฆ่าตัวตายที่

-ความไม่พอใจและความขุ่นเคือง: ผู้ก่อเหตุกราดยิงหลายคนมีความแค้นส่วนตัวอย่างรุนแรง ความโกรธแค้น หรือความรู้สึกว่าตนเองมีสิทธิ์เหนือกว่าผู้อื่น พวกเขามักจะโยนความผิดของตนเองไปให้ผู้อื่น โดยกล่าวโทษกลุ่มบุคคล สถาบัน (เช่น สถานที่ทำงานหรือโรงเรียน) หรือสังคมโดยรวม

พลวัตทางสังคมและสื่อ
-การแสวงหาชื่อเสียงและการแพร่กระจายทางสื่อ: ความปรารถนาในชื่อเสียง ความสนใจ หรือการยอมรับ เป็นแรงผลักดันที่สำคัญ การรายงานข่าวของสื่อมวลชนเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุในอดีตสามารถสร้าง "ผลกระทบแบบแพร่กระจาย" กระตุ้นให้ผู้ก่อเหตุกราดยิงในอนาคตศึกษาเหตุการณ์โจมตีครั้งก่อนๆ อ่านแถลงการณ์ และพยายามเลียนแบบหรือก่อเหตุให้ร้ายแรงกว่าในอดีต

- ลัทธิสุดโต่งทางอุดมการณ์และความเกลียดชัง:การกราดยิงหมู่บางครั้งมีสาเหตุมาจากการปลุกระดมให้เกิดความรุนแรง ลัทธิเหยียดผิว การเกลียดชังผู้หญิง (เช่น วัฒนธรรมอินเซล) การต่อต้านชาวยิว หรือลัทธิสุดโต่งทางการเมือง เว็บบอร์ดออนไลน์และกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นคล้ายคลึงกันสามารถเร่งกระบวนการปลุกระดมให้เกิดความรุนแรงนี้ได้
ปัจจัยเชิงระบบและสิ่งแวดล้อม
- ความสะดวกในการเข้าถึงอาวุธปืน: การเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม็กกาซีนความจุสูงและปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ เป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้ออำนวย การเข้าถึงอย่างกว้างขวางทำให้บุคคลที่อยู่ในภาวะวิกฤตหรือมีความตั้งใจที่จะใช้ความรุนแรง สามารถเปลี่ยนความคิดเหล่านั้นให้เป็นการกระทำที่ร้ายแรงได้อย่างรวดเร็ว

- -สัญญาณเตือนที่ถูกมองข้าม (“การรั่วไหล”): เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ก่อเหตุกราดยิงมัก “เปิดเผย” แผนการของตนล่วงหน้าด้วยการข่มขู่ โพสต์ข้อความเตือนภัยออนไลน์ หรือบอกเล่าให้เพื่อน ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงานฟังความล้มเหลวของระบบเตือนภัยล่วงหน้าหรือโปรโตคอลการประเมินภัยคุกคามมักทำให้สัญญาณเตือนเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข

สำหรับคำอธิบายเกี่ยวกับความเจ็บป่วยทางจิต แม้ว่าความทุกข์ทรมานอย่างรุนแรง วิกฤตการณ์ และความผิดปกติทางบุคลิกภาพจะเป็นเรื่องปกติในกลุ่มผู้ก่อเหตุ แต่การวิจัยด้านสาธารณสุขเน้นย้ำว่าโรคจิตหรือความเจ็บป่วยทางจิตอย่างรุนแรงเพียงอย่างเดียวนั้นแทบจะไม่ใช่สาเหตุหลักคน ส่วนใหญ่ที่ป่วยทางจิตไม่ใช้ความรุนแรง และมีเหตุกราดยิงน้อยกว่า 10% ที่เกิดจากอาการทางจิตอย่างรุนแรงโดยตรง แม้ว่า โรคจิตอย่างรุนแรง อาจจะไม่ใช่สาเหตุหลักของการก่อเหตุ แต่เหตุที่เกิดขึ้นทุกราย ผู้ก่อเหตุล้วนแล้วแต่มีความผิดปกติทางจิตทั้งสิ้น

ดังนั้น ครอบครัวและสังคม จำเป็นต้องสังเกตอาการของสมาชิกในครอบครัว ในชุมชน ในสังคมที่ตนอยู่อาศัย ว่า สมาชิกมีความผิดปกติทางจิตใจ ด้วยสาเหตุจาก ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยทางจิตสังคม หรือไม่? ทั้งนี้ ครอบครัว ต้องไม่กลัวและไม่อายที่จะพาสมาชิกในครอบครัวไปพบจิตแพทย์ เพื่อเป็นการป้องกันโศกนาฏกรรมที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต สังคม ก็ต้องหมั่นคอยเฝ้าสังเกตความผิดปกติของสมาชิกในชุมชนและสังคม โดยไม่ลังเลใจที่จะแจ้งเหตุความผิดปกติให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้เข้ามาตรวจสอบดูแล

แต่ทั้งนี้ ประเทศไทยมีจิตแพทย์รวมประมาณ 820-845 คน กระจายตัวอยู่ตามโรงพยาบาลและสถานพยาบาลทั่วประเทศ โดยกว่าหนึ่งในสามกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร และยังมีอัตราส่วนที่น้อยกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ค่อนข้างมาก คิดเป็นสัดส่วน 1.28 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน (มาตรฐานโลกที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดที่ 10 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน) ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานโลกเกือบ 10 เท่า

สำหรับมาตรการในการควบคุมที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องพยายามจะดำเนินการนั้น ผู้เขียนมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงการสังหารหมู่ อาวุธที่ใช้ก่อเหตุนั้นไม่ได้มีเฉพาะอาวุธปืน เพราะในยุโรปมีการใช้รถยนต์ก่อเหตุในลักษณะนี้เกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง บ้างก็ใช้ มีด การวางเพลิง การวางระเบิด ฯลฯ ดังนั้น การเอาใส่ดูแลในเรื่องของสภาพจิตของผู้ที่สันนิฐานว่าน่าจะก่อเหตุ จะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top