Friday, 5 June 2026
อังกฤษ

อังกฤษเตรียมรับอากาศร้อนจัด 40°C เป็นเรื่องปกติ นักอุตุฯ ชี้โลกถึงจุดเดือด!! เด็กยุคหน้าเสี่ยงเจอ 50°C

(2 ก.ค. 68) สหราชอาณาจักรกำลังเผชิญคลื่นความร้อนอย่างรุนแรงต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 โดยคาดว่าอุณหภูมิจะพุ่งแตะ 34°C ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในเดือนมิถุนายน นักอุตุนิยมวิทยาอาวุโส จิม เดล (Jim Dale) เตือนว่าอากาศร้อนจัดระดับ 40°C จะกลายเป็นเรื่องปกติในอังกฤษ และเป็นผลโดยตรงจากวิกฤตโลกร้อนที่กำลังทวีความรุนแรง

จิม เดล ชี้ว่าโลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ อุณหภูมิที่สูงผิดปกติไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในอากาศ แต่รวมถึงอุณหภูมิทางทะเลด้วย โดยเฉพาะทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่พุ่งแตะระดับสูงสุดในเดือนมิถุนายน ขณะที่ไฟป่าและน้ำท่วมในหลายประเทศ เช่น ตุรกี ฝรั่งเศส และสเปน ต่างเป็นผลกระทบที่ปฏิเสธไม่ได้ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เขาเปรียบสถานการณ์ปัจจุบันเหมือน “หม้อที่เดือดปุดๆ” ซึ่งอุณหภูมิกำลังสะสมและจะล้นในไม่ช้า โดยระบุว่าในช่วงปี 2022-2024 ทั่วทวีปยุโรปมีผู้เสียชีวิตจากความร้อนเกิน 160,000 ราย และปีนี้อาจจะเพิ่มตัวเลขนั้นอีก โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมที่กำลังจะมาถึง

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาอังกฤษและหน่วยงานสาธารณสุขได้ประกาศเตือนภัยความร้อนระดับสีส้มใน 7 พื้นที่ ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าคลื่นความร้อนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่หลีกเลี่ยงได้หากไม่มีภาวะอุณหภูมิสูงติดต่อกันหลายวัน โดยจิม เดล เรียกร้องให้มีการปรับตัวในหลายมิติ ทั้งที่อยู่อาศัย อาหาร และการออกแบบเมืองให้พร้อมรับภูมิอากาศแบบใหม่

นักอุตุนิยมวิทยาอาวุโสรายนี้ย้ำว่า การปฏิเสธสภาวะโลกร้อนว่าไม่ได้เกิดจากมนุษย์นั้นไม่เป็นความจริง พร้อมเตือนว่าอนาคตของเด็กและในเจเนอเรชั่นต่อไป อาจต้องเผชิญอุณหภูมิ 50°C ซึ่งเป็นหายนะต่อระบบโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณสุข และคุณภาพชีวิต พร้อมทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เขาเคยเตือนเมื่อ 40 ปีก่อนว่าเกาะบริเตนจะกลายเป็นภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน กำลังเป็นจริงในวันนี้ และเราต้องเร่งลงมือก่อนจะสายเกินไป

ตำรวจผู้ดีล่าตัวคนร้ายสวมโม่ง แทงดับพ่อลูกอ่อน หวังปล้น!! Rolex ราคากว่า 5 แสน แต่ไม่สำเร็จ

(11 ก.ค. 68) เกิดเหตุชายหนุ่มชื่อ นายบลู สตีเวนส์ (Blue Stevens) วัย 26 ปี ถูกแทงเสียชีวิตกลางกรุงลอนดอน บริเวณด้านหน้าคาสิโนหรูใกล้โรงแรมพาร์ค ทาวเวอร์ โฮเทล และห้างสรรพสินค้าฮาร์วีย์ นิโคลส์ ในย่านไนท์บริดจ์ โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่ผ่านมา เวลา 21.30 น. ขณะที่ สตีเวนส์ กำลังเดินกลับไปที่รถยนต์กับแฟนสาวหลังรับประทานอาหารค่ำ ตำรวจเชื่ออาจเป็นการพยายามชิงนาฬิกา Rolex Datejust 36mm Oystersteel and Gold มูลค่ากว่า 12,000 ปอนด์ (ราว 552,000 บาท)

สำหรับ สตีเวนส์ เป็นพ่อลูกสอง และเป็นหลานชายของนักมวยชื่อดัง เลส สตีเวนส์ (Les Stevens) เจ้าของเหรียญทองแดง ในการแข่งขันกีฬาเครือจักรภพ (Commonwealth Games) ปี 1970 ซึ่งผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า คนร้ายซึ่งสวมโม่งปกปิดใบหน้าและขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เข้าจู่โจมหมายปล้นนาฬิกาขณะเขากำลังจะขึ้นรถ BMW โดยเจ้าตัวพยายามต่อสู้ ก่อนถูกแทงเข้าที่หน้าอก เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที

พยานผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า “เขาพยายามต่อสู้กลับ แต่คนร้ายแทงเขาเข้าตรงหน้าอก เลือดไหลเยอะมาก เขาหมดสติทันที” แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยแพทย์ฉุกเฉินจะมาถึงจุดเกิดเหตุภายในเวลาไม่ถึง 4 นาที แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตเขาไว้ได้ แฟนสาวของเขา เทย์ลา มารี พยายามปั๊มหัวใจช่วยชีวิตด้วยตัวเอง แต่ไม่สำเร็จ เธอกลับมาที่จุดเกิดเหตุในวันถัดมา พร้อมวางดอกไม้และเขียนข้อความอาลัยว่า “คุณเอาหัวใจฉันไปด้วย” 

ด้านเจ้าหน้าที่ระบุ พบว่านายสตีเวนส์ยังสวมนาฬิกา Rolex อยู่ในขณะเกิดเหตุ ขณะที่ครอบครัวและเพื่อนสนิทจำนวนมากเดินทางมาร่วมไว้อาลัยที่หน้าโรงแรม โดยระบุว่าสตีเวนส์เป็นคนอารมณ์ดี รักลูกมาก และเพิ่งพาแฟนไปทานมื้อค่ำสุดหรูก่อนจะถูกทำร้ายจนเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ตำรวจยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดและสอบปากคำพยาน โดยมี 2 ประเด็นหลักที่ต้องสืบสวนคือ คนร้ายอาจพยายามปล้นนาฬิกา Rolex หรืออาจตั้งใจมาลงมือสังหารโดยเฉพาะ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังนายกเทศมนตรีลอนดอน ซาดิก ข่าน (Sadiq Khan) ให้คำมั่นว่าจะกวาดล้างอาชญากรรมในเมือง โดยเฉพาะคดีแทงและจี้ปล้น ขณะที่ผู้คนในพื้นที่แสดงความหวาดกลัว และนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ข้อมูลว่าเริ่มมีคำเตือนไม่ให้นำเครื่องประดับมีค่าติดตัวขณะเดินในลอนดอนยามค่ำคืน

‘บอริส จอห์นสัน’ ยอมรับเศร้า คนอังกฤษสนใจยูเครนลดลงเรียกร้องยุโรปยึดทรัพย์รัสเซีย ย้ำ!! UK ยังมีบทบาทสำคัญในสงคราม

(21 ก.ค. 68) บอริส จอห์นสัน (Boris Johnson) อดีตนายกฯ อังกฤษ ให้สัมภาษณ์กับ The Telegraph ว่ารู้สึก “ค่อนข้างเศร้า” ที่ประชาชนอังกฤษสนใจประเด็นยูเครนน้อยลง ทั้งที่เป็นเรื่อง “อันดับหนึ่ง” สำหรับเขา พร้อมระบุว่า อังกฤษยังมีบทบาทสำคัญ แต่ไม่ใช่ผู้นำเชิงความคิดอย่างที่เคยเป็น

ในงานที่สถานทูตยูเครน ณ กรุงลอนดอน ซึ่งจัดขึ้นเพื่อต้อนรับทหารผ่านศึก จอห์นสันกล่าวว่า แม้ตอนนี้เขายังไม่คิดกลับเข้าสู่การเมือง แต่ก็ยังตั้งใจสนับสนุนยูเครนอย่างเต็มที่ เขายังเรียกร้องให้ประเทศในยุโรปยึดทรัพย์สินของรัสเซียที่ถูกแช่แข็งไว้กว่า 300,000 ล้านดอลลาร์ แล้วนำเงินก้อนนั้นส่งต่อให้ยูเครน โดยมองว่าเป็น “เงินงวดแรก” ของค่าชดใช้ที่รัสเซียควรต้องรับผิดชอบ

บอริส จอห์นสัน กล่าวอีกว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สนับสนุนแนวคิดให้ยึดทรัพย์สินของรัสเซีย แม้บางฝ่ายจะกังวลว่าอาจกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ พร้อมเน้นว่าพรรคการเมืองควรนำเสนอแผนงานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนทุกช่วงวัยมองเห็นอนาคตที่จับต้องได้

จอห์นสันยังพูดถึงกรณีข้อมูลลับของชาวอัฟกานิสถานรั่วไหลว่า เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องปกป้องชาวอัฟกันซึ่งเคยช่วยเหลืออังกฤษจากการถูกตาลีบันตามล้างแค้น เขายืนยันว่าไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับคำสั่งห้ามสื่อรายงานข่าว (super-injunction) ที่ถูกนำมาใช้ในกรณีนี้

ขณะเดียวกัน พรรคอนุรักษ์นิยมยังเผชิญวิกฤตความนิยมตกต่ำ โดยผลสำรวจล่าสุดจาก YouGov ชี้ว่า พรรค Reform UK มีคะแนนนำที่ 26% ตามด้วยพรรคแรงงาน 24% ส่วนพรรคอนุรักษ์นิยมรั้งท้ายเพียง 17% ส่งผลให้ เคมิ บาเดอโนก (Kemi Badenoch) ผู้นำพรรคคนใหม่ เตรียมมุ่งสร้างความเชื่อมั่นจากประชาชน ก่อนจะเปิดตัวนโยบายหลักในการเลือกตั้งครั้งหน้า

อังกฤษ คว่ำบาตรเรือบรรทุกน้ำมันรัสเซีย 135 ลำ หวังสกัดรายได้พลังงานกว่า 8.7 แสนล้านบาท

(22 ก.ค. 68) อังกฤษประกาศคว่ำบาตรเรือบรรทุกน้ำมันรัสเซีย 135 ลำ พร้อมบริษัทเดินเรือและค้าน้ำมัน 2 แห่งในดูไบและรัสเซีย โดยกล่าวว่าเรือเหล่านี้คือ 'กองเรือเงา' ที่ใช้หลบเลี่ยงมาตรการควบคุมราคาน้ำมัน และสร้างรายได้มหาศาลให้รัสเซียกว่า 24,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 876,000 ล้านบาท) นับตั้งแต่ต้นปี 2024

รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ เดวิด แลมมี (David Lammy) ระบุว่า มาตรการใหม่นี้มุ่ง 'รื้อ' เครือข่ายพลังงานของวลาดิเมียร์ ปูติน และทำให้กองทุนสงครามรัสเซียแห้งเหือด ซึ่งเรือเหล่านี้ส่วนใหญ่จดทะเบียนภายใต้ธงชาติอื่นที่ไม่ได้ร่วมคว่ำบาตร ทำให้ยังสามารถขนน้ำมันไปยังเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกาได้ตามปกติ

ขณะที่หลายฝ่ายชี้ว่า แม้ชาติตะวันตกจะเพิ่มแรงกดดัน แต่ในทางปฏิบัติ เรือที่ถูกคว่ำบาตรยังเดินเรืออย่างอิสระ และยังทำธุรกิจกับประเทศนอกค่ายสหรัฐ-อังกฤษได้ต่อเนื่อง การคว่ำบาตรในลักษณะนี้จึงเปรียบได้กับ “คำประกาศฝ่ายเดียว” ที่ไม่มีผลบังคับจริงในเวทีระหว่างประเทศ

ล่าสุด สหภาพยุโรปและอังกฤษเตรียมลดเพดานราคาน้ำมันดิบรัสเซียจาก 60 ดอลลาร์ เหลือ 47.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หวังบีบรายได้รัสเซียให้เหลือน้อยที่สุด แต่ในโลกความเป็นจริงที่มีหลายขั้วอำนาจ เรือรัสเซียก็ยังคงแล่นต่อไป และน้ำมันยังคงกลายเป็นเงินตราในมือพันธมิตรที่ไม่สนใจเสียงจากลอนดอนหรือวอชิงตัน

BBC พยายามตีแผ่สารคดีดราม่า ‘ด้านมืดของประเทศไทย’ แต่โดนชาวเน็ตจวกยับ!! บอกไทยปลอดภัยกว่าอังกฤษเยอะ

(12 ก.ย.68)  เพจเฟซบุ๊ก 'ปราชญ์ สามสี' ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า… 

เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา BBC อังกฤษได้เผยแพร่สารคดี Thailand: The Dark Side of Paradise ผ่าน iPlayer โดยมี ซาร่า แม็กเดอร์ม็อตต์ (Zara McDermott) นักแสดงจากรายการเรียลลิตี้ Love Island และ Made in Chelsea เป็นผู้ดำเนินเรื่อง สารคดีพยายามสะท้อน “ด้านมืด” ของเมืองไทย โดยโฟกัสไปที่การค้าประเวณีและย่านท่องเที่ยวกลางคืน เช่น ถนนข้าวสาร กรุงเทพฯ รวมถึงการตั้งคำถามว่าเหตุใดวัยรุ่นอังกฤษหลายแสนคนจึงนิยมมาเที่ยวเมืองไทยทุกปี

อย่างไรก็ตาม แทนที่สารคดีจะสร้างแรงกระเพื่อมโจมตีประเทศไทย กลับถูก “ทัวร์ลง” ใส่ BBC อย่างหนัก โดยเฉพาะเมื่อมีการโปรโมตตัวอย่างผ่าน TikTok เมื่อ 9 กันยายน ซึ่งมีคนเข้ามาคอมเมนต์กว่า 800 ข้อความ ส่วนใหญ่หันมาวิจารณ์การทำงานของ BBC ว่า “พยายามจงใจทำให้ไทยดูอันตราย”

ตัวอย่างคอมเมนต์ เช่น “ฉันเดินเล่นตีสี่ในกรุงเทพฯ ถือโทรศัพท์ตลอดเดือน ไม่เคยมีปัญหา แต่ลองทำแบบนี้ในอังกฤษสิ ไม่มีทางรอด” 

“อยู่ไทยมา 5 ปี สิ่งเดียวที่อันตรายคือหมาไล่เวลาออกไปวิ่ง” 

“BBC ทำเหมือนเมืองไทยน่ากลัว ทั้งที่จริงแล้วปลอดภัยกว่าสหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักรอีก” 

“ทำไม BBC ถึงชอบตีตราไทยในแง่ลบ ทั้งที่แทบไม่เคยทำสารคดีแบบนี้กับประเทศตัวเอง”

นอกจากนั้นยังมีคอมเมนต์แนวประชด เช่น “ฉันต้องรีบหนีออกจากไทย… เดินช้า ๆ แล้วถ่ายต่อไป” ขณะที่บางความเห็นเปรียบเทียบความปลอดภัย เช่น การทิ้งร้านขายของกลางแจ้งในเกาะสมุยโดยไม่ล็อก แต่กลับไม่มีใครขโมย ซึ่งแตกต่างจากอังกฤษโดยสิ้นเชิง

กระแสนี้ไม่เพียงวิจารณ์เนื้อหาที่ถูกมองว่า “เลือกมุมมืดมาขยาย” เท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงจริยธรรมสื่อของ BBC ที่ถูกตั้งคำถามว่ามีอคติและอาจ “เจตนาสร้างความขัดแย้ง” ในภูมิภาค โดยบางส่วนมองว่า BBC กำลัง “เข้าข้างกัมพูชา” หลังพบว่ามีชาวกัมพูชาหลายคนเข้ามาคอมเมนต์ขิงใส่ว่า “ไทยอันตราย แต่กัมพูชาปลอดภัยกว่า”

แม้สารคดีตั้งใจขายความดราม่าเพื่อเรียกคนดู แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม กระแสสังคมออนไลน์จำนวนมากหันมาโจมตี BBC เอง ว่า “ขาดความรับผิดชอบทางจริยธรรม” และ “พยายามทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทยเกินจริง”

‘นักเขียนดัง’ แชร์บทเรียนมือถือถูกขโมยในร้านฟาสต์ฟู้ด ตำรวจผู้ดีก็ช่วยไม่ได้!! แม้ตามสัญญาณไปจนเจอตำแหน่ง

(23 ก.ย. 68) คุณสุเจน กรรพฤทธิ์ นักเขียนนิตยสารสารคดี โพสต์เรื่องราวผ่านเฟซบุ๊กว่า…การเดินทางรอบสองในยุโรปต้องสะดุดกับเหตุการณ์ซ้ำรอย เมื่อมือถือถูกโจรขโมยไปกลางร้านฟาสต์ฟู้ดชื่อดังย่าน Tottenham Court Road กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ทั้งที่มีเพื่อนนั่งเฝ้าโต๊ะอยู่ แต่โจรใช้กลวิธีง่ายๆ วางหนังสือพิมพ์ทับของ ก่อนเดินหนีไปพร้อมโทรศัพท์โดยที่เจ้าของยังไม่รู้ตัว

เมื่อรู้สึกตัวว่าโทรศัพท์หาย จึงรีบใช้ “Find My iPhone” ตามสัญญาณไปจนเจอว่าตำแหน่งอยู่ในบ้านหัวมุมถนน ซึ่งต่อมาทราบว่าเป็นส่วนหนึ่งของโบสถ์ เจ้าของเครื่องพยายามขอความช่วยเหลือจาก รปภ. และตำรวจ แต่กลับเจอระบบราชการอังกฤษที่เชื่องช้า ต้องใช้ “Crime Number” (หมายเลขอ้างอิงคดีที่ตำรวจออกให้) เป็นเงื่อนไขในการดำเนินการ ซึ่งคอลเซ็นเตอร์กลับไม่ให้

ตำรวจสายตรวจสองนายที่ผ่านมาช่วยเคาะประตูบ้าน แต่คนที่ออกมาคือชายชราสวมสูทที่บอกว่าเป็นบาทหลวง ตำรวจเพียงตรวจดูบริเวณสวน ก่อนบอกว่าไม่น่าเกี่ยวข้อง และแนะนำให้เจ้าของมือถือหาด้วยตัวเอง ทำให้ผู้เสียหายรู้สึกงุนงงกับวิธีการสืบสวนที่ไม่ตรงจุด

สุดท้าย ตำรวจแนะนำให้ไปโรงพักเพื่อแจ้งความอย่างเป็นทางการ เนื่องจากไม่มี “Crime Report Number” ที่เป็นกุญแจสำคัญของคดี จึงกลายเป็นว่าเจ้าของเครื่องต้องขึ้นรถตำรวจไปยังสถานี โดยไม่ได้ความคืบหน้าในการตามหามือถือในทันที

เหตุการณ์ครั้งนี้นอกจากจะเป็นบทเรียนเรื่องการระวังทรัพย์สินในยุโรปแล้ว ยังสะท้อนถึงระบบตำรวจอังกฤษที่เน้นขั้นตอนเอกสารมากกว่าความคล่องตัว และปิดท้ายด้วย “ทัวร์นั่งรถตำรวจลอนดอน” ที่คงไม่มีใครอยากลองด้วยเหตุผลเช่นนี้

‘อังกฤษ’ เตรียมบังคับแรงงานต้องมีบัตร (Brit card) ยืนยันตัวตน หวังแก้ปัญหาต่างด้าวผิดกฎหมาย…แต่อาจละเมิดความเป็นส่วนตัว??

(26 ก.ย. 68) รัฐบาลสหราชอาณาจักรเตรียมผลักดันแผนออกบัตรดิจิทัล (Brit card) สำหรับประชาชนทุกคนที่ทำงานอยู่ในประเทศ โดยนายกฯ เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ ระบุว่ามาตรการนี้จะช่วยตรวจสอบสิทธิในการอยู่อาศัยและทำงานอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งแผนดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางการเมือง หลังตัวเลขผู้อพยพข้ามช่องแคบอังกฤษพุ่งสูง และคดีขอลี้ภัยยังคั่งค้างกว่า 75,000 คดี

แม้ผลสำรวจชี้ว่าประชาชนมากกว่าครึ่งเห็นด้วยกับการมีระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล แต่กลุ่มสิทธิเสรีภาพ 8 องค์กรออกแถลงการณ์เตือนว่า บัตรดิจิทัลแบบบังคับอาจยิ่งผลักให้เกิดแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และแทบไม่ช่วยแก้ปัญหาขบวนการค้ามนุษย์หรือการจ้างงานผิดกฎหมาย ขณะที่นักวิจารณ์ด้านสิทธิส่วนบุคคลกังวลเรื่องการละเมิดความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

ด้านผู้สนับสนุน เช่น ลอร์ด บลังกิต (Baron Blunkett) อดีตรัฐมนตรีมหาดไทยของพรรคแรงงาน เห็นว่าถึงเวลาที่สหราชอาณาจักรต้องมีบัตรดิจิทัลแบบครอบคลุม โดยจะช่วยป้องกันการแอบอ้างตัวตน ปัญหาการค้ามนุษย์ และการจ้างงานผิดกฎหมาย อีกทั้งยังเปิดโอกาสสู่บริการสาธารณะแบบดิจิทัลที่สะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น สอดคล้องกับตัวอย่างประเทศเอสโตเนียที่ใช้ระบบดังกล่าว ซึ่งสำเร็จไปได้ด้วยดี

อย่างไรก็ตาม แผนนี้ยังต้องผ่านกระบวนการแก้ไขกฎหมายและอาจเผชิญแรงต้านจากฝ่ายค้านและภาคประชาสังคม โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่า หากเดินหน้าสำเร็จ Brit card จะกลายเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญด้านนโยบายดิจิทัลของรัฐบาล แต่ก็อาจจุดชนวนถกเถียงครั้งใหญ่ระหว่าง “ความมั่นคงแห่งชาติ” กับ “สิทธิเสรีภาพของประชาชน” ในสังคมอังกฤษยุคใหม่

‘เซเลนสกี’ รับไม่ได้!! พบชิ้นส่วนในโดรน-ขีปนาวุธรัสเซีย ผลิตโดย ‘อังกฤษ-เยอรมนี-สหรัฐฯ’ ใช้ถล่มยูเครน

(7 ต.ค. 68) ประธานาธิบดียูเครน โวโลดีมีร์ เซเลนสกี เปิดเผยว่า อาวุธของรัสเซียที่ใช้โจมตียูเครนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศกว่า 100,000 ชิ้น รวมถึงไมโครคอมพิวเตอร์จากสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบควบคุมโดรน โดยเขาเรียกร้องให้ชาติตะวันตกเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียให้ “มีประสิทธิภาพมากขึ้น” และปิดช่องโหว่การส่งออกสินค้าทางอ้อมที่ยังเล็ดลอดเข้าสู่อุตสาหกรรมอาวุธรัสเซีย

เซเลนสกีโพสต์ผ่าน X (ทวิตเตอร์เดิม) ว่า “พบไมโครคอมพิวเตอร์ที่ใช้ควบคุมการบินของโดรน ผลิตในสหราชอาณาจักร” โดยข้อมูลของยูเครนระบุว่า รัสเซียยังใช้อุปกรณ์จากหลายประเทศ เช่น เยอรมนี ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และเนเธอร์แลนด์ ขณะเดียวกัน การโจมตีของรัสเซียเมื่อคืนวันอาทิตย์ทำให้มีผู้เสียชีวิตในหมู่บ้านลาปาอิฟกา 4 ราย รวมถึงเด็กหญิงวัย 15 ปี หนึ่งในนั้นด้วย

โฆษกกระทรวงธุรกิจและการค้าของอังกฤษ (DBT) ยืนยันว่ารัฐบาลอังกฤษให้ความสำคัญกับรายงานดังกล่าวอย่างจริงจัง พร้อมระบุว่าได้สั่งห้ามส่งออกสินค้าหลายพันรายการไปยังรัสเซียแล้ว รวมถึงทุกชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาวุธในสนามรบของยูเครน ทั้งนี้ อังกฤษได้คว่ำบาตรธุรกิจกับรัสเซียมูลค่ากว่า 20,000 ล้านปอนด์ และเตือนว่าผู้ฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตรอาจถูกลงโทษทางการเงินหรือดำเนินคดีอาญา

ลอนดอนสูญรายได้นับพันล้านปอนด์ นักท่องเที่ยวแห่ไปปารีส-มิลานแทน หลังยกเลิก ‘ช้อปปลอดภาษี’

(15 ต.ค. 68) สำนักข่าว The Evening Standard รายงานว่า ลอนดอนกำลังสูญเสียรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติหลายพันล้านปอนด์ หลังรัฐบาลอังกฤษยกเลิกนโยบายคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Refund) ตั้งแต่ปี 2021 ส่งผลให้นักท่องเที่ยวมีกำลังซื้อสูงจากเอเชีย ตะวันออกกลาง และอเมริกาเหนือ หันไปจับจ่ายในเมืองคู่แข่งอย่างปารีส มิลาน และมาดริดแทน ขณะที่ยอดใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในอังกฤษยังกลับมาได้เพียง 75% ของช่วงก่อนโควิด-19 เท่านั้น

ข้อมูลจาก VisitBritain.org ระบุว่า ปี 2024 มีนักท่องเที่ยวไทยกว่า 72,000 คน เดินทางไปอังกฤษ รวมใช้จ่ายกว่า 131.7 ล้านปอนด์ (ราว 6,000 ล้านบาท) โดยเฉลี่ยคนไทยใช้จ่ายกว่า 1,800 ปอนด์ต่อทริป ส่วนใหญ่เป็นของหรูและแฟชั่นในลอนดอน แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากยังไม่มีนโยบายคืนภาษี นักท่องเที่ยวพรีเมียมอาจเลือกช้อปที่ปารีสหรือมิลานแทน เพราะคืนภาษีได้เต็มจำนวน

ขณะที่บรรดาผู้ประกอบการกว่า 500 ราย ร่วมเรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษนำ “ช้อปปลอดภาษี” คืนกลับมา เพราะสูญเสียรายได้และลูกค้ากลุ่มพรีเมียมให้ยุโรป โดยระบุว่าหากฟื้นนโยบายนี้ จะสร้างรายได้เพิ่ม 2 พันล้านปอนด์ และเปิดตลาดใหม่อีก 3.65 พันล้านปอนด์ทั่วประเทศ แต่รัฐบาลยังยืนยันว่า การยกเลิกช่วยประหยัดงบรัฐกว่า 500 ล้านปอนด์ต่อปี

เดเร็ค ฮาร์ทแมน (Derrick Hardman) ประธานสมาคมค้าปลีกนานาชาติเตือนว่า ช่องว่างระหว่างสหราชอาณาจักรกับยุโรปกำลังถ่างกว้างขึ้นเพราะการยกเลิกนโยบายนี้ “การนำ VAT-free shopping กลับมา จะเป็นแรงขับสำคัญต่อเศรษฐกิจ” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าทุกภูมิภาคของอังกฤษจะได้รับประโยชน์หากรัฐบาลทบทวนมาตรการดังกล่าว แต่จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีสัญญาณว่า ราเชล รีฟส์ (Rachel Reeves) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเปลี่ยนใจในงบประมาณเดือนพฤศจิกายนนี้

ย้อนดู!! ‘อังกฤษ’ เข้าสู่ช่วง!! ไว้อาลัยแห่งชาติ หลัง!! ควีนเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสวรรคต ลดความรื่นเริง พร้อมเพรียงกันทั้งประเทศ แม้รัฐไม่ได้ห้าม แต่ทุกคนก็ให้ความร่วมมือ

(25 ต.ค. 68) เมื่ออังกฤษหยุดความรื่นเริง หลังสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสวรรคต

เวลาจะเทียบอะไรกับต่างประเทศ ควรดูบริบทและเทียบให้หมด อย่าเทียบเฉพาะที่ตัวเองถูกใจ

หลังจากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสวรรคตในเดือนกันยายน ปี 2022 อังกฤษก็เข้าสู่ช่วง “ไว้อาลัยแห่งชาติ” (National Mourning) ซึ่งเป็นช่วงที่ทั้งประเทศร่วมกันแสดงความอาลัยต่อพระองค์

ในช่วงนั้น หลายกิจกรรมที่เป็นความบันเทิงหรือรื่นเริงต่าง ๆ ก็ถูก ยกเลิกหรือเลื่อนออกไป เพื่อให้เหมาะกับบรรยากาศ เช่น ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกและ EFL หยุดแข่งทั้งสุดสัปดาห์ เทศกาลดนตรีใหญ่ ๆ อย่าง BBC Proms ก็ยกเลิกการแสดงสองวันสุดท้าย งานประกาศรางวัลดนตรี Mercury Prize ถูกเลื่อนไปก่อน แม้แต่ การนัดหยุดงานของสหภาพแรงงาน ยังขอหยุดไว้ชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอังกฤษไม่ได้สั่งบังคับให้ทุกคนต้องยกเลิกกิจกรรมหรือปิดสถานที่

เค้าให้เป็น เรื่องของแต่ละองค์กรว่าจะทำตามหรือไม่ เพราะบางที่ก็ยังเปิดบริการต่อ แต่โดยรวมแล้วส่วนใหญ่เลือก “ลดความรื่นเริงลง” เพื่อแสดงความเคารพ

ถ้าเทียบกับประเทศไทย เราเองก็คงไม่แปลก เพราะเวลาเกิดเหตุการณ์สูญเสียของพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศ์ชั้นสูง เราก็มักจะเห็นบรรยากาศคล้าย ๆ กัน 

กิจกรรมบันเทิงงดออกอากาศ คอนเสิร์ตเลื่อนถ่าย รัฐบาลและเอกชนช่วยกันรักษาความสงบและความเหมาะสม

มันเป็นประเพณีของประเทศ ที่ปฏิบัติมาช้านาน ก่อนบรรพบุรุษของใครจะย้ายมา แล้วอยากจะมาเปลี่ยนตามใจชอบ มันคงไม่ได้ ทุกวันนี้สถาบันปรับตัวตามยุคสมัยมากแล้ว ทุกอย่างควรมีขอบเขต!!


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top