Friday, 5 June 2026
อมตะ

‘วิกรม’ แนะ!! ผู้ประกอบการไทย ปรับตัวรับ ‘ภาษีทรัมป์’ กระจายตลาดส่งออกสินค้า พัฒนาศักยภาพการผลิต!! สร้างฐานการผลิตสินค้าใหม่ ป้อนตลาดทั่วโลก

(12 พ.ค. 68) นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA เปิดเผยว่า จากนโยบายการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของรัฐบาลสหรัฐ ที่เรียกเก็บจากประเทศผู้ส่งออกทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย เชื่อว่าทุกประเทศที่เป็นฐานผลิตเพื่อการส่งออกจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน  แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผลการเจรจา ซึ่งผู้ผลิตต้องปรับตัวเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว เช่นการขยายไปยังตลาดใหม่ๆ  ลดการพึ่งพิงตลาดสหรัฐฯเพียงอย่างเดียว ปรับแผนการผลิตโดยวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่สอดรับกับทิศทางของตลาด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการกระจายสินค้าไปได้ทั่วโลก

ขณะเดียวกันมูลค่าการค้าระหว่างกลุ่มประเทศในอาเซียน มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 10% ในทุกๆปี  ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการค้าในอาเซียน และจีนเป็นตลาดใหญ่ โดยเฉพาะจีน ที่มีจำนวนประชากรและอัตราการเติบโตรายได้ต่อหัวค่อนข้างสูงทำให้ยังเป็นโอกาสสำหรับสินค้าไทยที่จะส่งออกไปยังประเทศจีน โดยอาศัยความได้เปรียบในด้านภูมิศาสตร์ที่สามารถส่งสินค้าไปได้ ทั้งระบบขนส่งโดย รถยนต์ และระบบราง เป็นต้น  

“สิ่งที่เกิดขึ้นเราต้องปรับตัวให้ได้ เพราะผู้ประกอบการที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิต ไม่ได้มีเป้าหมายส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ อย่างเดียว แต่ส่งสินค้าไปยังทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นยางรถยนต์ แอร์  ทำให้เกิดกระจายตลาดไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก จากอดีตที่ตลาดส่งออกของไทยให้ความสำคัญกับ 3 กลุ่มประเทศหลักประกอบด้วย สหรัฐฯ  ยุโรป และญี่ปุ่น  ซึ่งกินส่วนแบ่งตลาดอย่างน้อย 20% ในแต่ละประเทศ แต่สถานการณ์ปัจจุบันจะพึ่งพิงตลาดในอาเซียน และจีนเพิ่มขึ้น ทำให้สัดส่วน ของ 3ประเทศหลักเดิม มีสัดส่วนลดลงมาอย่างต่อเนื่อง” นายวิกรมกล่าว

นายวิกรม กล่าวอีกว่า การปรับตัวที่จะสามารถยังคงรักษาการเติบโตต่อไปได้ ต้องนำบทเรียนของประเทศต่าง ๆ ที่พัฒนาเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง แม้ว่าต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจในทุกรูปแบบมาโดยตลอด เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และจีน รวมทั้งสิงคโปร์ ที่เป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ  โดยเริ่มการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ จากการเปิดรับ บุคลากร ที่มีความสามารถจากประเทศอื่นๆ เข้ามาร่วมมือกับคนในประเทศ ขณะที่ประเทศไทยควรนำมาเป็นแบบอย่าง เช่น ดึงคนเก่งจากต่างประเทศมาเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพในการผลิตและบุคคลากร  รวมถึงนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี หรือ โนฮาวน์ มาพัฒนาการผลิตสินค้าใหม่ๆตรงกับความต้องการของตลาด  เพื่อยกระดับสินค้าไทย 

“ปัจจุบัน ผู้ประกอบการที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะของไทยส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตเพื่อการส่งออก 80% เป็นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูง สามารถกระจายไปยังทั่วโลก และพึ่งพิงตลาดในประเทศเพียง 20%” นายวิกรมกล่าว

ด้านนายโอซามู ซูโด รักษาการประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) กล่าวว่า  เชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมไทยและปรับตัวเพื่อรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก รวมถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลจากขึ้นภาษีของสหรัฐฯเนื่องจากเรามีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและให้บริการที่เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจระดับโลก ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในการเลือกไทยเป็นฐานการผลิตและการลงทุน รวมถึงศักยภาพทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมและเป็นศูนย์กลางทางการผลิตในภูมิภาคเอเชียทำให้เราสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้อย่างต่อเนื่อง 

สำหรับแผนเดินหน้าของของกลุ่มอมตะในปีนี้ ยังคงรักษาการเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากบริษัทกลุ่มอมตะ มีนิคมอุตสาหกรรมในหลายประเทศที่รองรับการลงทุนในพื้นที่เศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน ทั้งนิคมฯ อมตะในไทยประเทศเวียดนาม    และที่อยู่ระหว่างการพัฒนาใน สปป.ลาว   ดังนั้นการตัดสินใจของนักลงทุนที่เข้าไปลงทุนในนิคมฯ ต้องใช้องค์ประกอบหลายด้านในการย้ายฐานการผลิต เพราะเป็นการลงทุนระยะยาว ต้องพิจารณาถึงสิทธิประโยชน์ โครงสร้างพื้นฐาน ศักยภาพแรงงาน สิ่งอำนวยความสะดวกต่อการลงทุน  ที่สำคัญผู้ประกอบได้มีการเตรียมตัว และคาดการณ์เพื่อรับผลกระทบที่เกิดขึ้นของตลาดสหรัฐฯล่วงหน้าอยู่แล้ว และส่วนใหญ่เตรียมแผนรับมือกับสถานการณ์เกิดขึ้นไว้ในระดับหนึ่ง

‘สี จิ้นผิง-ปูติน’ พูดคุยเรื่องชีวิตเป็นอมตะ!! กลางงานสวนสนามจีน เชื่ออนาคตมนุษย์อาจอยู่ถึง 150 ปี จากเทคโนโลยีปลูกถ่ายอวัยวะ

(4 ก.ย. 68) สำนักข่าว CNN เปิดเผยบทสนทนาของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย และคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ระหว่างเดินเข้าสู่แท่นชมงานสวนสนามทางทหารที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 3 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยเนื้อหาการพูดคุยที่เกี่ยวข้องกับอายุขัยมนุษย์ เทคโนโลยีปลูกถ่ายอวัยวะ และแนวคิดการมีชีวิตยืนยาวถึง 150 ปี

สี จิ้นผิง กล่าวกับผู้นำเกาหลีเหนือว่า “ตอนนี้คนอายุ 70 ปี ยังถือว่ายังหนุ่มสาวอยู่” ขณะที่ล่ามรัสเซียแปลต่อให้ปูตินว่า “ในอดีตคนอายุ 70 ปี ถือเป็นผู้สูงอายุ แต่ทุกวันนี้อายุ 70 ปียังถือเป็นเด็ก” จากนั้นล่ามจีนที่ทำหน้าที่ให้ปูตินถูกบันทึกเสียงว่า “อีกไม่กี่ปีด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ มนุษย์อาจปลูกถ่ายอวัยวะได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้คงความหนุ่มสาว หรือแม้แต่เป็นอมตะได้”

นอกจากนี้ สี จิ้นผิง กล่าวเพิ่มเติมว่า “คาดการณ์ว่าในศตวรรษนี้ มนุษย์อาจมีอายุยืนถึง 150 ปี” ขณะที่ปูตินภายหลังยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่ามีการพูดคุยเรื่องนี้จริง พร้อมมองว่า วิทยาการการแพทย์และการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะจะทำให้อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ยืดออกไป

ทั้งนี้ การสนทนาส่วนตัวครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างพิธีสวนสนามที่จีนจัดขึ้นเพื่อรำลึกครบรอบ 80 ปีชัยชนะเหนือญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีผู้นำจาก 26 ประเทศเข้าร่วม งานดังกล่าวถูกมองว่าเป็นทั้งการแสดงพลังทางทหารและการย้ำถึงพันธมิตรหลักของปักกิ่งที่พร้อมท้าทายระเบียบโลกที่สหรัฐเป็นแกนนำ

อมตะ พลิกเกม!! สู่ ‘ฮับดิจิทัลอาเซียน’ จับมือ Day One ทุ่ม 1.5 พันล้านเหรียญ ขยายดาต้าเซ็นเตอร์ 1 กิกะวัตต์ พร้อมเดินหน้าพลังงานสะอาดเต็มสูบ

(12 พ.ย. 68) อมตะ เดินหน้าสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะเต็มรูปแบบ ประกาศความร่วมมือทางยุทธศาสตร์กับ Day One Data Centers ผู้นำศูนย์ข้อมูลจากสิงคโปร์ ทุ่มเม็ดเงินลงทุนกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสเกลใหญ่ในนิคมฯ อมตะซิตี้ ชลบุรี โดยตั้งเป้ากำลังไฟฟ้ารวมทะลุ 1 กิกะวัตต์ รองรับดีมานด์จาก Cloud และ AI ในอนาคต หนุนไทยสู่ “ฮับดิจิทัลอาเซียน” ย้ำความยั่งยืนด้วยการจับมือ อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ (AMBRE) ใช้โซลาร์ลอยน้ำ 42.5 MWp ป้อนพลังงานสะอาดสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีที่เติบโตควบคู่ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ AMATA ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ Day One Data Center ซึ่งมีหน่วยงานรัฐร่วมเป็นสักขีพยาน ประกอบด้วยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC), การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รวมถึงบริษัท อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด นับเป็นอีกก้าวสำคัญของอมตะที่ทำให้แนวคิด ‘All Win’ และวิสัยทัศน์สู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะ

“ความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อยืนยันบทบาทของอมตะในฐานะผู้นำการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะของไทย นับเป็นการขับเคลื่อนที่สำคัญในการสนับสนุน เพื่อดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ที่สามารถเพิ่มเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานทางด้านดิจิทัลของไทยให้เข้มแข็งมากขึ้น และยังก่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของคนไทยเข้าสู่ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างรวดเร็ว ที่สามารถรองรับอนาคตเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายวิกรม กล่าว

ทั้งนี้ บริษัท Day One Data Center ได้มีการจองพื้นที่ เพิ่มขึ้นใน Chonburi Tech Park (CTP1) อีก 41.3 ไร่ ส่งผลให้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 300 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2569 และมีความประสงค์ต้องการขยายการลงทุน Chonburi Tech Park (CTP2) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี อีกแห่งหนึ่ง จะส่งผลให้ Day One จะมีมูลค่าการลงทุน กว่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีความต้องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเกินกว่า 1 กิกะวัตต์ (GW)

ด้านนางสาวเจมี่ คูห์ (Jamie Khoo) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Day One กล่าวว่า “ประเทศไทยถือเป็นตลาดกลุ่มเป้าหมายในเชิงกลยุทธ์การเติบโตระดับภูมิภาคของเรา เรากำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด เพื่อรองรับบริการดิจิทัล คลาวด์ (Cloud) และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ AI แห่งอนาคต การขยายศูนย์ดาต้าที่ชลบุรีคือก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค และช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายแพลตฟอร์ม 1 กิกะวัตต์ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะทำให้แคมปัสดาต้าของ Day One เป็นหนึ่งในฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในอาเซียน” 

นอกจากนี้ Day One ได้ลงนามความร่วมมือกับบริษัท อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ (AMBRE) สนับสนุนการเติบโตควบคู่ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดหาพลังงานหมุนเวียนให้กับศูนย์ดาต้าภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน (Private User PPA) จากโครงการ โซลาร์ลอยน้ำ ขนาด 42.5 เมกะวัตต์พีก (MWp) ไฟฟ้าแรงดัน 22 กิโลโวลต์ คาดเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2570 ซึ่งจะเชื่อมต่อผ่านระบบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนของศูนย์ดาต้าในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top