Friday, 5 June 2026
อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ

‘เนเน่’ เล่าบรรยากาศตึงเครียด เหตุการณ์ ‘อภิสิทธิ์’ นั่งเคลียร์นิสิตจุฬาฯ หลังชูป้ายป่วนถามกรณีสลายชุมนุมปี 53 สุดท้ายจบสวยด้วยเหตุผลบนข้อเท็จจริง

'เนเน่ รัดเกล้า' เล่าเหตุระทึก 'อภิสิทธิ์' นั่งเคลียร์นิสิตจุฬาฯ ประท้วงเหตุสลายชุมนุมปี 53 ก่อนเข้าบรรยายในหัวข้อ “นโยบายสาธารณะ: ทฤษฎีและการปฏิบัติ”

นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ด้านสตรี เยาวชน ความยั่งยืน) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เนเน่ รัดเกล้า สุวรรณคีรี เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่า "เพราะอยู่ในเหตุการณ์จริง #อภิสิทธิ์นิสิตจุฬา …เลยอยากเล่าให้ฟังค่ะ 

วันนี้เนเน่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ที่ด้านล่างคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ก่อนที่การบรรยายในห้องจะเริ่มขึ้นไม่นานค่ะ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนที่กลุ่มน้องๆนิสิตจุฬาฯ ประมาณ 5–6 คน เข้ามาถือป้ายแสดงออกและขอคำชี้แจงกับ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกี่ยวกับกรณี #สลายการชุมนุมปี53 ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนยังคงมีคำถาม และอยากฟังจากเจ้าตัวโดยตรง

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ สื่อประชาไท ที่บันทึกเหตุการณ์ไว้อย่างครบถ้วน และเผยแพร่คลิปให้ประชาชนได้เห็นข้อเท็จจริงด้วยตนเองค่ะ

เหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Policy Talk หัวข้อ “นโยบายสาธารณะ: ทฤษฎีและการปฏิบัติ” จัดโดย ศาสตราจารย์ ไชยันต์ ไชยพรในหลักสูตรรัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขานโยบายสาธารณะ (CU-DriPP) ซึ่งเนเน่เองก็กำลังศึกษาอยู่พอดีค่ะ

อาจารย์ไชยันต์ ได้เชิญ คุณอภิสิทธิ์ มาเป็นผู้บรรยายคนแรกของซีรีส์ Policy Talk (จากทั้งหมด 4 ครั้ง ซึ่งการคัดเลือกผู้มาบรรยายเป็นการหารือร่วมกันระหว่างคณะนักศึกษา ปริญญาเอกในหลักสูตรและอาจารย์ไชยันต์) เนื่องจากท่านเป็นหนึ่งในอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีความอิสระในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะอย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในผู้นำทางการเมืองของไทยยุคหลัง ในความเห็นของอาจารย์ ไชยันต์

เหตุการณ์ในวันนี้... ทั้งคณะอาจารย์ และคณะนักศึกษาปริญญาเอก ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าเลย ว่าน้อง ๆ นิสิตประมาณ 5–6 คน จะเข้ามาถือป้ายใส่แขกรับเชิญของพวกเราเช่นนี้ ทั้งนี้ (ดูได้จากในคลิป) พี่ๆ ทีม รปภ. พยายามทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสุดความสามารถ พยายามเข้าดูแลสถานการณ์ แต่คุณอภิสิทธิ์กลับพูดกับเจ้าหน้าที่อย่างสุภาพ (พร้อมแตะที่แขน รปภ. เบาๆ) ว่า...

“ไม่เป็นไรครับ ให้เขาแสดงออกเถอะ อย่าไปกีดกัน”

จากนั้นท่านได้ชวนน้อง ๆ มานั่งพูดคุยกันที่ม้านั่งบริเวณใกล้ ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ถาม-ตอบกันตรงไปตรงมา การสนทนานั้นกินเวลาประมาณ 20 กว่านาที โดยหนึ่งในน้องนิสิตได้ขออนุญาตบันทึกเสียงและวิดีโอไว้ คุณอภิสิทธิ์ไม่ติดขัดใดๆ ซึ่งเราก็พึ่งมารู้กันภายหลังว่า มีสื่อประชาไทมารวมอยู่ในกล้องของน้อง ๆ นิสิตด้วย

สำหรับเนเน่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ตรงนั้นตั้งแต่เริ่มจนจบ อยากให้ทุกคนได้ดูคลิปเต็มจากประชาไทด้วยตาของตัวเอง เพื่อรับรู้บรรยากาศและข้อเท็จจริงทั้งหมดในแบบที่มันเป็นจริง ๆ เพราะบางครั้ง… “สิ่งที่เราเห็นผ่านบางมุม อาจไม่ใช่เรื่องทั้งหมด” การได้ฟังจากต้นเหตุการณ์ ย่อมดีที่สุดเสมอค่ะ เนเน่ขอแชร์คลิปฉบับเต็มไว้ตรงนี้ค่ะ

คลิปเต็มจากประชาไท – เหตุการณ์นิสิตจุฬาฯ ขอคำชี้แจงคุณอภิสิทธิ์
https://youtu.be/EjHzPh95PyM?si=gG1UqEZJSHpVw2YO

ไม่ว่าคุณจะคิดเห็นอย่างไร… สิ่งสำคัญคือการฟังกันด้วยเหตุผล และใช้วิจารณญาณบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง

 

‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ จากโต๊ะเจรจาปี 53 ถึงเวทีรัฐศาสตร์ จุฬาฯ 2568 กล้าเผชิญหน้าด้วยสติและความนิ่ง พร้อมรับฟัง–พร้อมตอบ–พร้อมถูกตรวจ ทุกข้อครหา

เด็กถามแรง–ผู้ใหญ่ตอบตรง: เวทีรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
2 พ.ย. 2568 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เชิญ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” บรรยาย ก่อนเริ่มงานมีนิสิต 5–6 คนชูป้ายทวงถามคดีปี 2553 เจ้าตัวไม่หลบ–เดินเข้าหา อธิบายข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรมต่อหน้า พร้อมตอบคำถามยาว ๆ แบบใจเย็น เหตุการณ์ถูกสื่อหลายสำนักรายงานต่อเนื่องและกลายเป็นไวรัลทางการเมืองในวันถัดมา

เสียงสะท้อนก็แรงทั้งสองขั้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นร่วมกันคือ “สติและความนิ่ง” ระหว่างเผชิญหน้า สะท้อนทักษะการสื่อสารและความมั่นใจในข้อเท็จจริงของตนเอง แม้ท่ามกลางบรรยากาศกดดันในรั้วมหาวิทยาลัยก็ตาม

ย้อนเฟรมประวัติศาสตร์: เจรจาสดกับแกนนำ นปช. ปี 2553
ก่อนหน้านี้กว่า 15 ปี ประเทศไทยเคยเห็น “ผู้นำรัฐบาล” นั่งโต๊ะดีเบตกับแกนนำผู้ชุมนุม ออกอากาศสดทั่วประเทศ 2 วันติด (28–29 มี.ค. 2553) ที่สถาบันพระปกเกล้า—ภาพจำสามฟ้าปะทะสามแดง โต้แย้งด้วยเหตุผลและเงื่อนไขยุบสภาแบบเปิดหน้า ไม่มีสคริปต์ ไม่มีตัดต่อ นี่คือมาตรฐาน “การเมืองในที่แจ้ง” ที่หาได้ยากในวิกฤตการเมืองไทยยุคนั้น

สาระสำคัญของโต๊ะเจรจาในวันนั้นคือการต่อรอง “เส้นตาย” ยุบสภา ซึ่งสุดท้ายไปต่อกันไม่ได้ แต่ชี้ให้เห็นชัดว่า “อภิสิทธิ์” เลือกสู้ด้วยข้อมูลและกระบวนการต่อหน้า ไม่ใช่หลังไมค์ เป็นภาพสะท้อนสไตล์การเมืองแบบรับผิดชอบต่อสาธารณะ มากกว่าการส่งตัวแทนหรือเลี่ยงเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้าม

นิสัยการเมืองที่โผล่ชัดจาก 2 เหตุการณ์
• ฟังเป็น–ตอบเป็นระบบ: เหตุการณ์จุฬาฯ แสดง “สกิลอธิบาย” ยาว ๆ โดยไม่หลุดอารมณ์ ทั้งที่ถูกขึงคำถามย้ำ ๆ—ภาพนี้สอดคล้องกับยุคเป็นนายกฯ ที่มักขึ้นเวทีนโยบาย/ดีเบตด้วยโทนเยือกเย็น เนื้อหาแน่น

• ไม่หนีดีเบตในเรื่องยาก: ทั้งการขึ้นโต๊ะเจรจากับแกนนำเสื้อแดงแบบสด และการเผชิญหน้ากับนิสิตในรั้วจุฬาฯ คือการ “ยืนในแสง” ให้ตรวจสอบต่อหน้า มากกว่าหลบหลังโพเดียม

• เชื่อกระบวนการ–ยอมถูกตรวจ: เจ้าตัวย้ำว่าคดีปี 2553 ผ่านการตรวจสอบหลายชั้น และข้อกล่าวหาต่อเขาถูกยุติในปี 2558 ตามมติ ป.ป.ช. นี่อธิบายได้ว่าทำไมเขาจึงกล้าพูดเรื่องนี้ในที่สาธารณะซ้ำ ๆ

เสี้ยวคำบอกเล่าจากวงในยุคนั้นยังสะท้อน “แนวคิดลดการปะทะ” เช่น การผลักดันให้ “นั่งโต๊ะเจรจา อย่าเอาชีวิตคนมาเสี่ยง” ก่อนปมการเมืองจะบานปลายในเดือนต่อมา—นี่คือ mindset แบบผู้นำสายสถาบันนิยมที่มองหาทางออกด้วยกติกา มากกว่าทางลัด

ทำไมจึงเรียกว่า “คนจริง”
เพราะ “ความจริงใจทางการเมือง” ต้องวัดในสถานการณ์ยาก ไม่ใช่บนเวทีที่มีแต่เสียงเชียร์—การยอมดีเบตสดกับคู่ขัดแย้งในปี 2553 และยอมยืนตอบคำถามนิสิตในปี 2568 สะท้อน 3 คุณสมบัติหลัก: (1) กล้ารับผิดชอบต่อสาธารณะ, (2) มั่นใจในข้อเท็จจริง/กระบวนการ, และ (3) ให้เกียรติคนเห็นต่างด้วยเหตุผล ซึ่งทั้งหมดคือทุนทางศรัทธาที่นักการเมืองยุคใหม่ควรมี หากอยากยกระดับการเมืองไทยจากการป้ายสี สู่การโต้แย้งบนข้อมูล

เช็คพอยต์ข้อเท็จจริงที่ควรแนบทุกครั้งที่อ้างอิง
• เวทีรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เกิดขึ้นเช้า 2 พ.ย. 2568 มีการชูป้าย–ตั้งคำถาม และเจ้าตัวเข้าไปชี้แจงเองต่อหน้า (มีคลิปและรายงานข่าวหลายสำนัก)
• โต๊ะเจรจารัฐบาล–นปช. ถ่ายทอดสด 28–29 มี.ค. 2553 ที่สถาบันพระปกเกล้า เป็นรูปแบบ “สามต่อสาม” บนจอทีวีทั้งประเทศ
• สถานะคดีปี 2553: ป.ป.ช.มีมติให้ข้อกล่าวหาต่อนายอภิสิทธิ์ตกไป เมื่อ 29 ธ.ค. 2558

สรุป
สองฉากในสองยุค—เจรจาสดกับแกนนำเสื้อแดง และเผชิญหน้าคำถามในรั้วจุฬาฯ—ชี้ไปทางเดียวกันว่า “อภิสิทธิ์” เล่นการเมืองแบบคนจริงในที่แจ้ง: พร้อมรับฟัง–พร้อมตอบ–พร้อมถูกตรวจ โดยถือธง เหตุผลและกติกาเป็นเครื่องมือหลัก ไม่ใช่เสียงโห่หรือกองเชียร์ มาตรฐาน “ยืนตอบต่อหน้า” แบบนี้ คือสิ่งที่การเมืองไทยควรรักษาและส่งต่อ

โจทย์สุดหินในมือ ‘อภิสิทธิ์’ ภารกิจฟื้นศรัทธาที่ดูแล้วไม่น่าง่าย แม้เลือดเก่าไหลกลับ แต่บางส่วนไม่ไปต่อ สุดท้ายต้องเร่งสร้างทีมใหม่ให้ทันเลือกตั้ง

การกลับมานั่งหัวหน้าพรรคของ ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ เกิดในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คะแนนเสียงตกต่อเนื่องและที่ผ่านมาเปลี่ยนหัวหน้ามาหลายรอบ ทำให้ “ทางขึ้น” ชันทั้งด้านภาพลักษณ์และเอกภาพภายในพรรคเอง 

โจทย์ของอภิสิทธิ์ ซึ่งถือเป็นภารกิจเร่งด่วนในขณะนี้ คือฟื้นศรัทธาและรีเซ็ตดุลอำนาจในพรรคให้ทันก่อนเลือกตั้งหน้า ซึ่งใกล้ตัวกว่าที่คิดมาก ๆ 

แต่ทว่า ภารกิจนี้ ดูเหมือนจะยากลำบากขึ้นเรื่อย เพราะพอเปลี่ยนหัวหน้า พรรคก็สั่นสะเทือน 2 แกนหลักคือ

แกนภาคใต้ ซึ่งอยู่ภายใต้โครงข่ายอดีตผู้บริหารยุค ‘เฉลิมชัย ศรีอ่อน–เดชอิศม์ ขาวทอง’ เป็นฐานกำลังภาคใต้ที่ทรงอิทธิพลในเชิงพื้นที่และตัวผู้สมัคร หลายคนถูกโยงข่าวย้ายขั้วหรือเจรจากับพรรคอื่น เมื่อพรรคแกว่ง ซึ่งอภิสิทธิ์เองยอมรับต่อหน้าสื่อว่า “มี สส.บางส่วนอาจไม่ร่วมงานต่อ” 

แกน “เลือดเก่า–ทีมอดีตผู้นำพรรค” หลังข่าวคัมแบ็ก ปรากฏการณ์ “เลือดเก่าไหลกลับ” เกิดขึ้นจริง ระดับอดีต สส./แกนนำบางส่วนกลับมายืนยันสมาชิกเพื่อโหวต/ร่วมทีมใหม่ แต่การไหลกลับก็ปะทะกับเงื่อนไขระเบียบสมาชิกภาพและชนกับโควตาพื้นที่เดิมอีกเช่นกัน

ผลลัพธ์คือ “คนเข้า–คนออก พร้อมกัน” จึงเห็นข่าวสมาชิกและ สส.บางรายลาออก ขณะที่อีกด้านก็มีอดีตแกนนำกลับมา สะท้อนให้เห็นถึงการจัดวางอำนาจใหม่ที่ยังไม่นิ่ง) และนี่คือที่มาของภาพ “พรรคกำลังคัดกรองพันธมิตรภายในตัวเอง” มากพอ ๆ กับเตรียมเลือกตั้งนอกพรรค 

ทำไมคนทยอยลาออกหลังหัวหน้าใหม่?

กองเชียร์พรรคประชาธิปัตย์จำนวนไม่น้อย คงมีคำถามในใจ ในเมื่ออภิสิทธิ์ กลับมาเพื่อร่วมกอบกู้พรรคเหตุใดยังมีคนสำคัญของพรรคทยอยลาออกอยู่เกือบทุกวัน ล่าสุด ดร.รัชดา ธนาดิเรก อดีตกรรมการบริหารพรรค ได้โบกมือลาไปร่วมพรรคภูมิใจไทยเรียบร้อย 

และหากจะมองหาสาเหตุหลัก ก็น่าจะมีทั้งเชิงโครงสร้างและยุทธศาสตร์เลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น

ดีลพื้นที่–ตัวผู้สมัคร : เขตที่พรรคแพ้ติดกันหลายสมัย ถูกทบทวนใหม่ ใครไม่ได้ไปต่อหรือถูก “ชน” ด้วยชื่อใหม่ย่อมมองหาช่องทางอื่น ซึ่งก็มีบางคนที่ได้ไปคุยกับพรรคอื่นไว้แล้ว

ดุลอำนาจในพรรค : จากยุคเฉลิมชัย -เดชอิศม์ สู่ยุคอภิสิทธิ์ การย้ายศูนย์ถ่วงทำให้บางกลุ่มประเมินว่าผลประโยชน์ทางการเมือง–โอกาสเลือกตั้งไม่เหมือนเดิม จึงเคลื่อนตัวตีจากพรรค

ปัจจัยภาพรวมการเมืองระดับชาติ : ความผันผวนของรัฐบาลกลาง–แนวโน้มยุบสภา/เลือกตั้งเร็ว ทำให้พรรคคู่แข่งเปิดรับตัวผู้สมัครที่มีฐานเสียงดีในพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคใต้ที่กำลังแย่งชิง “บ้านใหญ่” กันอย่างดุเดือด

พรรคแก้เกมอย่างไร? 

สัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่ประกาศต่อสาธารณะแล้ว มีทั้ง “คน–นโยบาย–เครื่องจักรเลือกตั้ง” โดยเริ่มจากงานนโยบาย ซึ่งอภิสิทธิ์ ได้ตั้ง ‘กรณ์ จาติกวณิช’ คุมด้านนโยบายเศรษฐกิจ พร้อมกับเร่งคลอดนโยบาย เพื่อรีบมี “ของ” ไปขายในสนามเลือกตั้ง และสกัดภาพพรรคเก่าไม่มีข้อเสนอใหม่ 

ตามมาด้วยคัดสรรผู้สมัครแบบเร่งด่วน ตั้งคณะกรรมการสรรหาฯ ทำงานกับรองหัวหน้าพรรคประจำภาค/สาขาจังหวัดทันที เป้าหมายคือ “ลงให้มากที่สุด เท่าที่เวลาจำกัดอนุญาต” พร้อมยอมรับความจริงว่าบางเขตต้องหา “หน้าใหม่” แทนผู้ที่ย้ายพรรค

ล่าสุด อภิสิทธิ์ ได้เปิดตัวโครงการ “สส. ที่ดี คุณเองก็เป็นได้” เป้าหมายคือการเปิดรับสมัครผู้ประสงค์เสนอตัวสมัครเป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่วันที่ 5พ.ย. จนถึง 30 พ.ย. นี้ พร้อมย้ำว่าปัจจุบันบ้านเมืองมีปัญหาสะสมเรื้อรัง ยืดเยื้อยาวนาน ส่วนหนึ่งมาจากการเมืองไม่สุจริต เงินทุนสีเทา การกระทำผิดกฎหมาย คอร์รัปชัน อาชญากรรมข้ามชาติ หากปล่อยให้เป็นต่อไป ตนมองไม่เห็นว่าบ้านเมืองจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร

“สถานการณ์ตอนนี้มีแต่ว่าใครจะอยู่พรรคไหนอีกนานเท่าไร นโยบายมีเรื่องตัวเลข 2 หลักต่อด้วยจำนวนล้านต่อเขต ทั้งนี้หากใครเชื่อเรื่องการเมืองสุจริต มีดีในตัว มีแนวทางพัฒนาประเทศ ผมขอเชิญชวนให้มาร่วมงาน พรรคประชาธิปัตย์พร้อมสร้างคน คนสร้างพรรค และพรรคสร้างประเทศ” 

อย่างไรก็ตาม อภิสิทธิ์ ยืนยันว่า ขณะนี้พรรคยังไม่ได้อนุมัติผู้สมัคร สส. แม้แต่เขตเดียว หากโครงการดังกล่าวมีการตอบรับทั่วประเทศ ทางพรรคพร้อมส่งสส.ครบทุกเขตแน่นอน เพราะตนอยากตั้งต้นสร้างการเมืองใหม่ ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของพื้นที่หรือเจ้าของประชาชน ส่วนกรณีที่มี สส. แสดงเจตจำนงลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์นั้น ตนเคารพการตัดสินใจ และเคยมีคนที่มาบอกกับตนว่าด้วยความผูกพันจะอยู่เลือก แต่จะไม่อยู่ร่วมงาน เพราะได้คุยกันเชิงลึกแล้ว ตัดสินใจแล้ว รับปากไปแล้ว ส่วนที่ไม่ลาออกวันนี้เพราะเข้าใจในข้อกฎหมายที่จะสูญเสียสถานภาพสส.

“ใครจะตัดสินใจอย่างไร ไม่ว่ากัน เคารพการตัดสินใจ หากจะอยู่ที่นี่ต้องเป็นแนวทางนี้ หากใครมีแนวทางอื่น หรือ มีพรรคอื่นที่ดีกว่า การตัดสินใจไปอยู่กับพรรคอื่นเป็นสิทธิของแต่ละคน ซึ่งผมเชื่อว่าจะมีคนมาร่วมแนวทางนี้เพียงพอให้พรรคเดินต่อได้” อภิสิทธิ์ ย้ำ

ดังนั้น หากมองในภาพรวม จะเห็นว่า การลาออกของ ส.ส./สมาชิกหลังอภิสิทธิ์กลับมา ไม่ใช่ “แรงต้านส่วนตัว” เพียว ๆ แต่คือผลพวงจากการจัดเรียงผลประโยชน์–พื้นที่–บทบาทใหม่ นั่นเอง

เพื่อกู้พรรค หรือเพื่อปิดตำนาน ประชาธิปัตย์!! อย่างมีศักดิ์ศรี โพลใต้ชี้ 'มาร์ค-ปชป.' ยังไม่ตาย แต่ยังไม่ชนะใจเต็มใบ

อภิสิทธิ์คัมแบ็ก รอบนี้… เพื่อกู้พรรค หรือเพื่อปิดตำนานปชป.อย่างมีศักดิ์ศรี?

การกลับมานั่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รอบนี้ ไม่ได้เกิดในฉากหลังแบบเดิมที่เขาเคยคุ้น  

ไม่ใช่ยุคที่ประชาธิปัตย์ยังเป็น “หนึ่งในพรรคใหญ่ของประเทศ”  
แต่เป็นยุคที่ในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคได้ เพียง 25 ที่นั่งจาก 500 ที่นั่ง หล่นจากพรรคใหญ่เหลือแค่ “ผู้เล่นเกือบหลุดกระดาน” และเสียทั้งกรุงเทพฯ กับหลายฐานเสียงภาคใต้ที่เคยแน่นอนมือไปให้คนอื่น  

แต่ในขณะที่ภาพใหญ่ระดับประเทศดูเหมือนพรรค “ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง”  
ผลสำรวจล่าสุดจาก นิด้าโพล ในหัวข้อ “กระแสการเมืองภาคใต้” กลับส่งสัญญาณอีกแบบหนึ่งออกมา —  
คือใน “บ้านเก่า” อย่างภาคใต้ ประชาธิปัตย์และอภิสิทธิ์ ยังไม่ตาย แต่ก็ ยังไม่กลับมาครองใจเต็มตัว

นี่ทำให้คำถามตั้งต้นของบทความนี้น่าสนใจขึ้นกว่าเดิมมากว่า  

คัมแบ็กครั้งนี้… เขากลับมาเพื่อ “กู้พรรค” ให้ลุกขึ้นสู้ใหม่  
หรือจริง ๆ แล้วกลับมาเพื่อ “ปิดตำนาน” พรรคเก่าแก่ให้มันจบอย่างมีศักดิ์ศรีกันแน่?
 
1. พรรคที่เคยเป็น “เสาหลัก” กลายเป็นพรรคที่ต้องลุ้นแค่ “รอดหรือไม่รอด”
 
ย้อนไทม์ไลน์เร็ว ๆ
 
- เลือกตั้งปี 2562 ประชาธิปัตย์แพ้หนัก อภิสิทธิ์ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค  
- เลือกตั้งปี 2566 พรรคได้เพียง 25 ส.ส. ทั่วประเทศ ตกลงมาเป็นแค่พรรคลำดับรอง ได้เสียงห่างจากพรรคใหญ่ชุดใหม่แบบคนละยุคสมัย  
- ฐานเสียง “เมืองกรุง–ภาคใต้” ที่เคยแน่น กลายเป็นสนามที่ถูกแย่งโดยทั้งพรรคใหม่และนักการเมืองท้องถิ่นสายอื่น  
 
ในเชิงโครงสร้าง นี่ไม่ใช่แค่ “พรรคตกยุค”  
แต่คือสถานะ “battle for survival” — ศึกเอาชีวิตรอดในการเลือกตั้งครั้งหน้า
 
และในจังหวะที่แทบไม่มีใครอยากจับพวงมาลัยพรรค อภิสิทธิ์กลับมาได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคแบบ “ไร้คู่แข่ง” จากความเห็นชอบของที่ประชุมอย่างท่วมท้น  
 
เขาเรียกสิ่งนี้ว่า  
 
“การกลับมาชดใช้หนี้เก่าที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์”  
 
ไม่ใช่การกลับมาในฐานะ “ว่าที่นายกฯ” แต่ในฐานะคนที่ต้องอุ้มพรรคที่ตัวเองเติบโตมาด้วย ให้ข้ามภูเขาลูกสุดท้ายไปให้ได้

2. เสียงจากภาคใต้: นิด้าโพลบอกอะไรเราเกี่ยวกับ “มาร์ค–ปชป.” รุ่นรีบูต
 
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในวันที่ภาพระดับประเทศของประชาธิปัตย์ดูอ่อนแรง  
ผลโพลล่าสุดกลับบอกว่า ในภาคใต้… เกมมันยัง “ไม่จบ” ง่าย ๆ
 
นิด้าโพลสำรวจ “กระแสการเมืองภาคใต้” ช่วงวันที่ 18–24 พฤศจิกายน 2568 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,000 คนใน 14 จังหวัดภาคใต้ พบภาพสำคัญ 2 ชั้น  
 
2.1 คนใต้ส่วนใหญ่ “ยังหานายกฯ ที่ใช่ไม่ได้” แต่อภิสิทธิ์มาเป็นอันดับ 1 ในบรรดาชื่อจริง
 
เมื่อถามว่า “วันนี้อยากสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรี” คนใต้ตอบว่า  
 
- อันดับ 1 – 32.25% : ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้  
- อันดับ 2 – 25.65% : อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ประชาธิปัตย์)  
- อันดับ 3 – 15.40% : อนุทิน ชาญวีรกูล (ภูมิใจไทย)  
- อันดับ 4 – 12.85% : ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)  
 
แปลเป็นภาษาตรง ๆ คือ  
ในบรรดา “ชื่อคนจริง ๆ” ที่ถูกเสนอเป็นแคนดิเดตนายกฯ อภิสิทธิ์ได้คะแนนนำ  
แต่คนที่ชนะทุกคน คือ “ยังไม่รู้จะเลือกใครดี”
 
นี่ไม่ใช่ชัยชนะเต็มใบของอภิสิทธิ์  
แต่มันคือสัญญาณว่า  
- ใน “จิตใต้สำนึกทางการเมือง” ของคนใต้ เขายังเป็นชื่อที่มีน้ำหนักที่สุด  
- แต่ใน “ความรู้สึกต่อการเมืองปัจจุบัน” ผู้คนยังไม่เชื่อใครจริง ๆ เลยสักคน
 
2.2 พรรคประชาธิปัตย์ยังนำในภาคใต้… แต่เฉือน “ยังไม่มีพรรคในใจ” แค่ 0.15%
 
เมื่อถามว่าถ้าต้องเลือกพรรคการเมืองวันนี้ คนใต้จะสนับสนุนพรรคไหน โพลนิด้าพบว่า  
 
- อันดับ 1 – 28.60% : พรรคประชาธิปัตย์  
- อันดับ 2 – 28.45% : ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้  
- อันดับ 3 – 17.80% : พรรคประชาชน  
- อันดับ 4 – 11.65% : พรรคภูมิใจไทย  
 
ตัวเลขตรงนี้แหลมคมมาก เพราะมันบอกพร้อมกันสองอย่างคือ  
 
1. ปชป. ยังเป็น “เบอร์หนึ่งในบ้านตัวเอง”  
  - ในภาคใต้ที่เคยเป็น “ขุมทรัพย์ทางการเมือง” ประชาธิปัตย์ยังนำพรรคอื่นแบบมีระยะห่างพอสมควร  
 
2. แต่ “เบอร์สอง” ที่ไล่หลังมาติด ๆ ไม่ใช่พรรคคู่แข่ง… แต่คือ “ยังไม่มีพรรคในใจ”  
  - ช่องว่างระหว่าง “เลือก ปชป.” กับ “ยังไม่เลือกใคร” ต่างกันแค่ 0.15 จุดเปอร์เซ็นต์เท่านั้น  
 
ถ้าพูดแบบภาษาการตลาด คือ  
ประชาธิปัตย์ยังเป็น “แบรนด์ท็อปออฟมายด์ของคนใต้”  
แต่เป็นท็อปออฟมายด์ในตลาดที่ “คนส่วนใหญ่ยังไม่อยากซื้ออะไรเลย”
 
และนี่แหละ คือฉากหลังสำคัญที่ทำให้การคัมแบ็กของอภิสิทธิ์ครั้งนี้  
ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของคนคนเดียว แต่เป็น “เกมวัดใจ” ว่า ปชป. จะใช้กระแสแบบนี้เป็นจุดเริ่มรีบูต หรือเป็นจังหวะลงจากเวทีอย่างสง่างาม

3. จากผู้นำมั่นใจ → คนที่ยอมรับว่า “แพ้ยุคสมัย” แล้วจะลองใหม่ในสนามที่กติกาเปลี่ยน
 
ก่อนปี 2562 ภาพจำของอภิสิทธิ์คือ  
- ผู้นำที่มั่นใจในหลักการ  
- เชื่อว่าถ้าอธิบายเหตุผลดี ๆ คนจะเข้าใจ  
- ยืนบนจุดยืน “ไม่เล่นประชานิยมจัดหนัก” และ “ไม่ตามโซเชียล”  
 
แต่หลังแพ้ซ้ำทั้งในสภาและในสนามเลือกตั้ง โทนของเขาหลังคัมแบ็กเปลี่ยนไปชัดเจน  
 
เขาพูดชัดว่า การกลับมาครั้งนี้ “ไม่มีกำไรอะไรส่วนตัว” แต่เป็นภารกิจชดใช้หนี้กับพรรคที่ทำให้เขามาถึงจุดนี้ และย้ำว่าโจทย์สำคัญไม่ใช่แค่จำนวน ส.ส. แต่คือ  
 
- การเมืองต้องกลับไปยืนอยู่บน “ความสุจริตและความรับผิดชอบ”  
- มาตรฐานทางการเมืองต้อง “สูงกว่ากฎหมาย” ไม่ใช่แค่ทำอะไรได้เพราะ “ไม่ผิดกฎหมาย”  
- พรรคต้องฟังคนจริง ๆ ว่า “ประเทศอยากได้อะไรจากพรรคการเมือง” ไม่ใช่แค่ประกาศว่า “เราคือพรรคแนวไหน” แล้วให้ประชาชนเลือกเชื่อหรือไม่เชื่อเอาเอง  
 
นี่คือการเปลี่ยนจากผู้นำรุ่นเก่าที่เคยมั่นใจในสูตรของตัวเอง  
สู่ผู้นำที่ยอมรับว่า  
 
เกมการเมืองยุค TikTok / ยุคพรรคใหม่ / ยุคคนเบื่อการเมือง  
มันไม่เหมือนสมัยที่เขาเคยเป็นนายกฯ อีกต่อไป  

4. รีสตาร์ตพรรค… หรือจัดระเบียบ “มรดกทางการเมือง” ก่อนปิดไฟ?

เมื่อเอา “ภาพโพลภาคใต้” มาวางซ้อนกับ “ภาพความตกต่ำระดับประเทศ” เราจะเห็นสองฉากทัศน์ที่เดินคู่กันไปอย่างชัดเจน
 
ฉากทัศน์ที่ 1: รีสตาร์ตพรรค – ใช้จุดแข็งในภาคใต้เป็นฐานดีดตัว
 
ในโลกของคนทำแบรนด์ ถ้ามีฐานลูกค้าที่ “ยังรักแต่ลังเล” เรามักทำ 3 อย่าง:
 
1. ทำความชัดกับตัวตนใหม่ของแบรนด์  
  - อภิสิทธิ์พยายาม reposition ปชป. ให้เป็น “พรรคการเมืองสุจริต” ที่พร้อมชนกับการเมืองแบบดูด ส.ส. และดีลหลังฉาก  
  - ถ้าทำจริง ไม่ใช่แค่พูด พรรคอาจยืนในโพสิชัน “มโนธรรมทางการเมือง” แทนที่จะพยายามแข่งเรื่องจำนวนที่นั่งอย่างเดียว  
 
2. ฟังลูกค้า–ฟังประเทศ ก่อนออกแบบสินค้า/นโยบาย  
  - เวทีลักษณะ “ประเทศไทยต้องการอะไรจากพรรคการเมือง” คือการเอา logic แบบ product–market fit มาใช้กับพรรคการเมือง  
  - ถ้าฟังจริงและกล้าปรับจุดยืนตามสิ่งที่ได้ยิน พรรคอาจได้ narrative ใหม่ที่ไม่ใช่แค่ “พรรคเก่าแก่ฝ่ายอนุรักษ์นิยม” แต่เป็น “พรรคที่กล้าปรับตัวโดยไม่ทิ้งหลักการ”  
 
3. ใช้ภาคใต้เป็น sandbox รีบูตแบรนด์  
  - เมื่อโพลบอกว่าคนใต้ยังให้ ปชป. อันดับ 1 ทั้งตัวพรรคและตัวอภิสิทธิ์ แต่เฉือน “ยังไม่ตัดสินใจ” แบบหวุดหวิด  
  - ถ้าพรรคสามารถเปลี่ยนคะแนนนี้ให้กลายเป็น “ความเชื่อมั่นจริง ๆ” ผ่านการทำงานในพื้นที่ การคัดคนลงสมัครแบบใหม่ และการสื่อสารแบบใหม่  
  - ภาคใต้จะกลายเป็นเคสทดลอง “รีบูตปชป.” ก่อนขยายออกมาในระดับประเทศ  
 
ฉากทัศน์ที่ 2: ปิดตำนานอย่างมีศักดิ์ศรี – ถ้ากู้ไม่ขึ้น จะกล้าพับธงไหม?
 
อีกด้านหนึ่ง ถ้าแม้ภาคใต้ซึ่งเป็น “บ้าน” ยังมีตัวเลขที่บอกว่า  
คนที่ “ยังไม่มีพรรคในใจ” แทบจะเท่ากับคนที่เลือก ปชป.  
 
นั่นอาจเป็นสัญญาณว่า  
- แบรนด์ประชาธิปัตย์ในสายตาคนรุ่นใหม่ไม่ได้มีความหมายแบบที่เคยมีอีกต่อไป  
- การเกาะชื่อพรรคเดิม ๆ อาจกลายเป็น “ภาระทางอารมณ์” มากกว่าจะเป็นสินทรัพย์ทางการเมือง  
 
คำถามแรง ๆ ที่สื่อส่วนใหญ่มักไม่กล้าถามต่อหน้าก็คือ  
 
ถ้ารีบูตเต็มที่แล้ว ในอีก 1–2 เลือกตั้งยังไม่ฟื้น  
อภิสิทธิ์จะกล้าพูดไหมว่า  
“ถึงเวลาไม่ใช่แค่รีแบรนด์… แต่ต้องปิดตำนานปชป. ในแบบที่รักษาศักดิ์ศรีคนทำการเมืองรุ่นก่อนหน้าเอาไว้ให้มากที่สุด”  
 
การปิดพรรคเก่าแก่ที่สุดพรรคหนึ่งของประเทศอาจฟังดูเป็น “บาป” ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย  
แต่ในมุมของสถาปัตยกรรมการเมืองระยะยาว มันอาจเป็นการ “คืนพื้นที่ว่าง” ให้การเมืองรุ่นใหม่ได้เติบโตอย่างไม่ถูกพันธนาการด้วยความทรงจำเก่า ๆ
 
ในฉากทัศน์นี้ บทบาทของอภิสิทธิ์จึงอาจไม่ใช่ “กัปตันที่พาเรือกลับมาชนะ”  
แต่คือ “ผู้จัดการมรดกทางการเมือง”  
ที่ต้องจัดการกับ:
 
- เครือข่ายคน  
- อุดมการณ์เสรีนิยม–ประชาธิปไตยแบบปชป.  
- ทุนทางสังคมที่พรรคสร้างมา  
 
และส่งต่อไปในรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพรรคใหม่ คนใหม่ หรือแพลตฟอร์มการเมืองแบบใหม่ก็ตาม

5. สุดท้ายแล้ว… คำถามไม่ได้อยู่ที่ “อภิสิทธิ์ได้อะไร” แต่อยู่ที่ “ประเทศจะได้อะไรจากคัมแบ็กครั้งนี้”

ผลโพลภาคใต้ของนิด้าโพลทำให้เรารู้ 3 อย่างพร้อมกัน  
 
1. อภิสิทธิ์ยังไม่หลุดจากเรดาร์ในใจคนใต้  
2. ประชาธิปัตย์ยังพอมีที่ยืนในบ้านตัวเอง  
3. แต่ทั้งคนและพรรคต้องยอมรับว่า “ความไว้วางใจเต็มใบ” ยังไม่กลับมา  


การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ควรถูกอ่านแค่ในมุมว่า  
 
- อภิสิทธิ์จะได้เป็นนายกฯ อีกไหม  
- ปชป. จะได้กี่ที่นั่งในสภารอบหน้า  

แต่ควรถูกถามในมุมใหญ่กว่านั้นว่า  
 
เราจะใช้ช่วงเวลา “คัมแบ็กของนักการเมืองรุ่นเก่าในยุคใหม่”  
เพื่ออัปเกรดมาตรฐานการเมืองไทยได้จริงแค่ไหน?

ถ้าอภิสิทธิ์และประชาธิปัตย์กล้าที่จะ  
- วางมาตรฐานเรื่องความสุจริต และการรับผิดชอบทางการเมืองแบบใหม่  
- ทดลอง “ออกแบบพรรคด้วยการฟังประเทศ” ไม่ใช่แค่ประกาศอุดมการณ์สวย ๆ  
- ยอมรับความเป็นไปได้ทั้งสองแบบ: รีบูตสำเร็จ หรือ ปิดตำนานอย่างมีศักดิ์ศรี  

คัมแบ็กครั้งนี้อาจกลายเป็นมากกว่าแค่การยื้อชีวิตพรรคเก่าแก่  

มันอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามครั้งใหญ่ต่อสังคมไทยว่า  

เราพร้อมให้รางวัลกับนักการเมืองที่ “กล้ายอมรับความจริง”  
มากกว่าคนที่ “พูดเพื่อเอาตัวรอดทุกสถานการณ์” หรือยัง?

และคำตอบของคำถามนี้…  
อาจไม่ได้อยู่ที่นิด้าโพล แต่อยู่ที่คนไทยทั้งประเทศ ว่าจะตัดสินคัมแบ็กของ “มาร์ค–ปชป.” รอบนี้อย่างไรในคูหาเลือกตั้งครั้งหน้า

สีสันเลือกตั้ง!! ‘รักชาติ’ พบ ‘ประชาธิปัตย์’ กลางตลาดเจ้าพรหม อยุธยา ‘ชัยวุฒิ-ดร.เจษฎ์’ เจอ ‘อภิสิทธิ์-กรณ์’ ทักทายเป็นกันเอง หยอกให้เต้นโชว์!! ด้านชาวบ้าน เรียกร้องพรรครักชาติ อยากให้ส่ง สส.เขต ในพื้นที่

(อยุธยาฯ) 29 มกราคม 2569 เวลา 07.00 น. พรรครักชาติ (เบอร์ 35) นำโดย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ  อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายทัศนัย ทองมี รองหัวหน้าพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 6), นายรวี เลาหพูนรังษี รองหัวหน้าพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7), นายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9), นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค และนายวรัชณ์กิตต์ วิศาลมนัส ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 10 เดินทางไปยังตลาดเจ้าพรหม ถนนอู่ทอง ตำบลหอรัตนไชย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง 

บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีความคึกคักเป็นพิเศษ ตลอดเส้นทางการเดินของทีมพรรครักชาติ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี หลายคนรู้จักพรรครักชาติจากคลิปไวรัลต่าง ๆ ในโซเชียลมีเดีย พร้อมเข้ามาขอเต้นถ่ายคลิปด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่ ชื่นชมอาจารย์เจษฎ์ ตัวจริงหล่อมาก หล่อกว่าในโทรทัศน์และตามสื่อต่าง ๆ รวมถึงน้อง ๆ สมาชิกพรรครักชาติ ที่มาร่วมเดินหาเสียงในวันนี้ หน้าตาดี เป็นกันเองทุกคน ซึ่งพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนส่วนใหญ่ที่เข้ามาทักทาย ต่างสะท้อนความเห็นว่า อยากให้พรรครักชาติ ส่งผู้สมัคร สส.เขต ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บ้าง เพราะชื่นชอบ อยากเป็นกำลังใจให้ เห็นความตั้งใจของคนรุ่นใหม่ที่มุ่มมั่นเข้ามาทำงานการเมือง แล้วรู้สึกว่าประเทศไทย ยังมีความหวัง ที่จะพัฒนา ส่งต่ออนาคตที่สดใสเหมือนหน้าตาสมาชิกพรรครักชาติ ให้กับเด็ก ๆ รุ่นต่อไป

จุดยืนเดียวกัน!! ‘อภิสิทธิ์’ ลุกขึ้นจับมือ ‘ดร.เจษฎ์’ หลังประกาศลั่นกลางเวทีดีเบต! แก้โกงต้องเริ่มที่ “เลิกรับเงิน-ขายเสียง” ชี้การขายสิทธิ์เท่ากับการทำลายชาติ เปิดทางนักเลือกตั้งถอนทุนคืน

ในเวทีประชันวิสัยทัศน์ “ศึกชิงผู้นำ อนาคตประเทศไทย” ซึ่งจัดโดย CH7HD เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 69 รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ เบอร์ 35 ได้กล่าวถึงประเด็นปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยระบุว่า แม้ทุกพรรคการเมืองจะพูดเรื่องการปราบโกง แต่จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการแก้ปัญหานี้ต้องเริ่มจาก “ประชาชน” เป็นลำดับแรก

ชี้ “ขายเสียง = ขายชาติ” รับเงินแล้วกาให้ คือการทำลายบ้านเมือง รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวเน้นย้ำว่า หากพี่น้องประชาชนยังคงรับเงินและคิดว่าเป็นหนี้บุญคุณ เท่ากับท่านกำลัง “ขายสิทธิ์” และ “ขายเสียง” ของตนเอง ซึ่งการกระทำดังกล่าวคือการร่วมมือกันทำลายชาติบ้านเมือง ต่อให้พร่ำบอกว่า “รักชาติ” แค่ไหน แต่หากในทางปฏิบัติยังรับเงินอยู่ ความรักชาตินั้นก็ไม่มีทางสัมฤทธิ์ผล

ทั้งนี้ หากประชาชนมีความจำเป็นต้องรับเงินจริงๆ ก็จงรับไว้ แต่ “อย่าเลือก” คนที่ให้เงิน เพราะนักการเมืองที่ใช้เงินซื้อเสียงคือนักลงทุน และเมื่อลงทุนไปแล้ว 1 บาท ย่อมต้องการถอนทุนคืน 2 บาทอย่างแน่นอน ไม่มีใครลงทุนแล้วไม่หวังผลกำไร

พร้อมกันนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันตรวจสอบการทำงานของภาครัฐหลังการเลือกตั้ง หากพบเห็นความไม่ชอบมาพากลต้องช่วยกันแจ้งเบาะแส โดยย้ำว่ารัฐต้องมีกลไก “คุ้มครองพยาน” ที่เข้มแข็ง เพื่อไม่ให้ผู้แจ้งเบาะแสต้องต่อสู้เพียงลำพัง

2 เดือนการกลับมาของ อภิสิทธิ์ กับ “ว่าที่ 22 สส.” และคะแนนบัญชีรายชื่อรวมที่พาประชาธิปัตย์กลับสู่เกมสภา

สองเดือนก่อนวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 คือ “สปรินต์” ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาขึ้นเวที—ไม่ใช่แค่กลับมาเป็นข่าว แต่กลับมารีเซ็ตภาพพรรคสีฟ้าให้ยืนอยู่บนคำใหญ่ 2 คำ: การเมืองสุจริต และไล่เทา
คำถามคือ…สปรินต์ 2 เดือนนี้ ได้อะไรจริงในสนามเลือกตั้ง? คำตอบเชิงตัวเลขคือ “ว่าที่ 22 สส.” แต่คำตอบเชิงการเมืองคือ “ได้สิทธิ์กลับมาอยู่ในเกม” แม้ยังไม่ใช่ตัวหลักของเกมก็ตาม

1) สองเดือนของการรีแบรนด์: ทำให้คำว่า “สุจริต” จับต้องได้
ช่วงเวลาสั้น ๆ ถูกใช้เพื่อย้ำจุดขายเดิมที่ประชาธิปัตย์ถนัด—ความเป็นสถาบันการเมืองที่พยายามยืนบนมาตรฐาน และพยายามแปลงมันให้เป็นภาษาการเมืองร่วมสมัยมากขึ้น: ต่อต้านทุนเทา สแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง
ในเชิงการสื่อสาร มันคือความพยายามเปลี่ยนจาก “พรรคเก่า” เป็น “พรรคเก่าที่พูดเรื่องใหม่ด้วยคำใหม่” ให้คนเมืองและชนชั้นกลางกลับมาหันมาฟังอีกครั้ง

2) ว่าที่ 22 สส. + คะแนนบัญชีรายชื่อรวม: ตัวเลขที่บอกว่า ‘กลับมาแล้ว’ แต่ยังไม่ถึงขั้น ‘กลับมาเป็นแกน’
ผลสรุปเบื้องต้น (ก่อนประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ) ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์มีว่าที่ สส.เขต 10 คน และว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ 12 คน รวม 22 คน
เมื่อเติม “คะแนนบัญชีรายชื่อรวม” เข้าไป ภาพชัดขึ้นว่า พรรคยังมีฐานคะแนนระดับ “ทำงานต่อได้จริง” โดยคะแนนบัญชีรายชื่อรวมอยู่ที่ 3,662,606 คะแนน (อัปเดตผลอย่างไม่เป็นทางการจากสื่อที่สรุปผลเลือกตั้ง)

ตีความแบบไม่หลอกตัวเอง:
•    22 ที่นั่ง คือ “พอมีเสียง” แต่ยังไม่ถึงขั้น “ตัวแปรที่ใครก็ขาดไม่ได้”
•    คะแนนบัญชีรายชื่อรวมระดับ 3.66 ล้าน ช่วยยืนยันว่าพรรคยังมีฐานเสียงพอให้ยึดพื้นที่อภิปราย/กรรมาธิการ สร้างบทบาทตรวจสอบแบบมีน้ำหนัก และไม่หลุดจากวงสนทนาในจังหวะประเทศกำลังต่อรองตั้งรัฐบาลผสม

3) 22 ที่นั่งจะมีค่าแค่ไหน อยู่ที่ “บทบาท” ไม่ใช่ “จำนวน”
หลังเลือกตั้ง การเมืองไม่ได้จบที่การนับคะแนน แต่มักเริ่มต้นที่การต่อรองและความชอบธรรมของรัฐบาลใหม่

‘อภิสิทธิ์’ ไม่ปิดประตูร่วมรัฐบาล. พร้อมรับสาย ภท. ประเมิน กล้าธรรม ตัวแปรสำคัญคานเสียง พท.

(20 ก.พ. 69) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ เกี่ยวกับประเด็นความชัดเจนการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาว่า ตนไม่ประกาศเช่นนั้น เพราะโดยระบบของพรรคเป็นอำนาจกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรค และ ส.ส. ทั้งนี้ได้คุยเบื้องต้นว่าจะอยู่เฉย ๆ ไม่รอรับสายโทรศัพท์ แต่หากโทรศัพท์มาพร้อมรับ ไม่ปิดเครื่อง ทั้งนี้พรรคไม่มีมอบตัวก่อนเด็ดขาด หากได้เข้าไปคุยแสดงว่าเขามาตาม และการไปฟัง ไม่ใช่ฟังเฉย ๆ เพราะต้องรักษาคำพูดกับประชาชนต่อเงื่อนไขร่วมรัฐบาลที่ต้องไม่มีพรรคกล้าธรรม ไม่มีทุนเทา ไม่มีการครอบงำ และไม่มีการสร้างความแตกแยก

เมื่อถามถึงกรณีผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคภูมิใจไทย เรียกว่าครอบงำหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังไม่มีอะไรที่ไปถึงประเด็นนั้น แต่ต้องพูดให้ชัดว่าการบริหารราชการแผ่นดิน ต้องไม่ถูกแทรกแซง ไม่ครอบงำ ทั้งนี้ตนไม่สามารถพูดล่วงหน้าได้ แต่เรื่องทุนเทามีข้อมูลอยู่ ขณะเดียวกันหากจะไปร่วมต้องตอบโจทย์ว่า นโยบายเรื่องใดที่มั่นใจได้ว่าทำสำเร็จ

“ผมไม่ได้ดิ้นรนอะไร เพราะพรรคการเมืองต้องพร้อมทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคขนาดเล็ก ที่มีจุดยืน ส่วนที่ยังไม่ประกาศชัดเจนว่าเป็นฝ่ายค้าน เพราะดูหักหาญกันไปหน่อย เนื่องจากไม่มีปัญหากันขนาดนั้น” นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามว่ามองการจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้อย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยถือว่าได้เสียงข้างมากที่ทำให้ได้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ขณะนี้แม้ว่าจะไม่มีพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาล ก็สามารถมีเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้กว่า 290 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านมี 210 เสียง ซึ่งจำนวนเสียงต่างกันมาก ดังนั้นหากวิเคราะห์ว่าจะดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมมีเหตุผลอะไร ซึ่งตนมองว่าเพื่อป้องกันพรรคเพื่อไทยตีรวน หรือถอนตัว ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากเสียงที่พรรคกล้าธรรมมี 58 เสียงจะมีน้ำหนักมากกว่า หากเทียบกับพรรคประชาธิปัตย์ที่มี 22 เสียง

“พรรคเพื่อไทยมี 74 เสียง หากดึงประชาธิปัตย์ 22 เสียงเข้าไป ยังลำบาก แต่หากเป็นพรรคกล้าธรรม 58 เสียง สามารถหักลบกับเพื่อไทยได้เกินครึ่ง หากมีปัญหาจริงพรรคภูมิใจไทยไม่สะเทือน และผมมองว่าการจัดตั้งรัฐบาลขณะนี้พรรคภูมิใจไทยไม่จำเป็นต้องรีบเพราะไม่มีพรรคใดจัดตั้งรัฐบาลแข่ง ขณะเดียวกันแม้จะอยู่นิ่งๆ ยังมีอำนาจต่อรองสูงสุด” นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้แกนนำพรรคกล้าธรรมโต้พรรคประชาธิปัตย์หลังประกาศไม่จับมือ และตอบกลับให้คอยดูเถอะ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า “ไม่เป็นปัญหาอะไร ผมก็ตอบว่าให้คอยดูเถอะเช่นกัน เพราะพรรคที่ได้ ส.ส. 58 เสียง ทำไมไม่มีใครรุมจีบ”

เมื่อถามถึงการแสดงจุดยืนตอนเลือกตั้งว่าจะเป็นพรรคที่มากำหนดเกม หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ไม่สามารถทำได้ ด้วยเสียง ส.ส.ที่มี 22 คน แต่เมื่อประชาชนให้มาเท่านี้ ก็พร้อมจะทำหน้าที่ต่อ ทั้งการตรวจสอบทุนเทา ต่อต้านนโยบายที่สร้างความแตกแยก และงานแรกที่จะทำคือ การยื่นตรวจสอบรัฐมนตรีที่มีปัญหาจริยธรรม โดยกรณีดังกล่าวไม่ใช่เป็นการใช้กลไกศาลรัฐธรรมนูญเพื่อทำลาย หรือกลั่นแกล้งคนอื่น หรือฝ่ายตรงข้าม แต่เมื่อรัฐธรรมนูญให้กลไกตรวจสอบเมื่อพบว่าผิดจริง ก็ต้องถูกยื่นตรวจสอบ

“ถ้าสมมุติว่าจะมาชวนร่วมรัฐบาล และมีคนที่จะถูกยื่นตรวจสอบจริยธรรมอยู่ด้วย ผมก็ไม่ร่วม พรรคประชาธิปัตย์พร้อมเป็นพลังทางการเมืองที่จะตรวจสอบอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อสร้างมาตรฐานทางการเมือง” นายอภิสิทธิ์กล่าว
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top