Wednesday, 22 July 2026
อบจสงขลา

‘ไพเจน มากสุวรรณ์’ อดีตนายก อบจ.สงขลา มือวางน้ำดีที่ชาวบ้านยังเชื่อมั่น กับอนาคตทางการเมืองคลุมเครือ เบื่อการเมืองจริงหรือเพียงพักชั่วคราว

(30 ต.ค. 68) ผมไม่รู้ว่า 'ไพเจน มากสุวรรณ์' อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) คิดอย่างไรกับการเมืองในปัจจุบัน แม้ผมจะได้ยินจากปากตัวเองว่า “เบื่อๆ กับการเมือง”

แต่ผมคิดว่า ไม่ใช่ความรู้สึกที่แท้จริง น่าจะเป็นความรู้สึกเบื่อไอยากๆมากกว่า เหมือนคนกิน “ข้าวเหนียวทุเรียน” คืออยากจะกิน แต่กินมากก็ “เอือน” แต่ปากก็ยังอยากจะกิน ไหนจะกลัวอ้วนมั่ง กลัวน้ำตาลสูงบ้าง 

ไพเจนน่าจะมีอาการแบบนั้น แต่เห็นจากการเดินสายพบโน้นพบนี้ น่าจะคิดอะไรอยู่เป็นแน่แท้ คิดอะไรบ้าง คิดจะลงสมัคร สส.คิดว่าจะลงเขตไหนดี หรือคิดว่าจะลงสมัครนายกฯอบจ.อีกสมัย ก็ต้องรออีก 3 ปีกว่า อายุก็มากขึ้นทุกวัน หรืออาจจะมีข้อมูลถึงอนาคตของนายกฯสุพิศ พิทักษ์ธรรม ว่าจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นในเร็วๆเร็วๆ นี้

อุบัติเหตุว่า จะโดนใบแดงหรือไม่ กับข้อร้องเรียนหาเสียงอ้างอิงสถาบัน ก็อยู่ที่ กกต.ว่าจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร ซึ่งก็เป็นไปได้ทั้งสองทาง คือยกคำร้อง หรือให้ใบแดง เป็นเรื่องของการใช้ดุลยพินิจ โดยอ้างอิงข้อกฎหมายประกอบ

คำว่า เบื่อๆ กับการเมือง อาจจะมาจากการเมืองที่เข้ามากระแทกแรงๆ เช่น เรื่องสัญญากู้เงิน มีสัญญาจริงหรือไม่ กู้จริงไหม หรือเปล่าการเข้าใจผิด สัญญาถูกฉีกทิ้งไปแล้ว และเป็นการฉีกทิ้งก่อนหมดวาระ จึงไม่ต้องแสดงในรายการบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินกับ ปปช.หลังพ้นตำแหน่ง เป็นต้น

อยากๆ เห็นได้ชัดว่า นายกฯไพเจนยังเดินทางไปร่วมงานโน้นงานนี้ เข้าร่วมกิจกรรมกับชุมชน สังคมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาจจะเป็นสำนึกต่อคะแนนเสียงที่เคยมอบให้ หรือยังประสงค์จะก้าวเข้ามาสู่การเมืองอีกครั้ง จึงยังมีเยื่อใยต่อกันอยู่

ต้องยอมรับความจริงว่า นายกฯไพเจนยังเป็นที่นิยมชมชอบของชาวบ้านอยู่ ช่วงหมดวาระก็มีกระแสเรียกร้องสูงให้ลงสมัครต่อ แต่ด้วยเหตุปัจจัยบางอย่างต้องตัดสินใจวางมือ ทั้งๆ ที่เสียงดี มีภาพพจน์ดี ไม่ค่อยมีข่าวในทางลบ

ถ้าให้อ่านใจผมว่า 50:50 ว่าจะลง สส.หรือลงนายกฯอบจ.อยู่ที่สถานการณ์ทางการเมืองในวันข้างหน้า

ถ้าไพเจนตัดสินใจลงอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างน้อยก็ได้ก็ภาพสีเทา-ดำ ของสงขลาได้บ้าง

มรสุมรุม ‘สุพิศ’ อบจ.สงขลา!! ถูกตรวจเข้มรอบทิศ บทพิสูจน์ผู้นำท้องถิ่นต้องปรับเกมการเมือง โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่พ้นคดี แต่ต้องกู้ศรัทธา ถ้าไม่ปรับเกมการเมืองและการสื่อสาร อาจไม่ผ่านบทตัดสินของประชาชน

“สุพิศ ยืนหยัดต้านมรสุมแรงรุมเร้า” ต้องเร่งปรับกระบวนทัศน์ วิธีทำงานการเมือง

บทพิสูจน์ผู้นำองค์กรท้องถิ่นขนาดใหญ่อย่างอบจ.สงขลา ท่ามกลางแรงกดดันและการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากภาคประชาชน นำทัพโดยเฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ (เถ้าแก่หลี) ที่ไม่ลดราวาศอก แม้ลูกชาย “ฉัตรเพชร ครุอำโพธิ์” จะนั่งเป็นรองนายกฯอยู่ด้วยก็ตาม

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ของ สุพิศ พิทักษ์ธรรม หลังได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ไม่ได้หมายถึงการเริ่มต้นงานบริหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องเผชิญกับ “บททดสอบ” ที่หนักหน่วงจากทุกทิศทาง

ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีของการบริหารงาน อบจ.สงขลา ทุกโครงการ ทุกงบประมาณ และทุกนโยบาย ล้วนถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากภาคประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ ที่เข้ามาตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะประเด็นที่อาจส่อไปในทางทุจริตหรือเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นโครงการเงินกู้ 2000 ล้าน เพื่อสร้างซ่อมถนน อบจ.ต้องไม่เป็นหลุมเป็นบ่อตามนโยบาย งบประมาณแก้ปัญหาหลังน้ำท่วมใหญ่สงขลาปลายปี 68 งบประมาณสร้างซุ้มประตู อบจ./งบประมาณซื้อรถไฟฟ้าบริการสาธารณะ เหล่านี้เป็นต้น

การตรวจสอบถือเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และเป็นสิ่งที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถือเป็นดอกไม้ประชาธิปไตย

จนถึงขณะนี้ แม้จะมีการตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัยจนนำไปสู่การร้องเนียนในหลายประเด็น แต่ยังไม่มีคดีหรือเรื่องร้องเรียนใดที่ถูกองค์กรตรวจสอบมีมติชี้มูลความผิดต่อนายสุพิศ แม้แต่เรื่องร้องเรียนผิดกฎหมายเลือกตั้ง สุพิศก็ผ่านมาหมด อย่างไรก็ตาม บางเรื่องอาจยังอยู่ในกระบวนการรวบรวมข้อเท็จจริงหรือสอบสวนตามขั้นตอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องรอผลอย่างเป็นทางการต่อไป

สำหรับสุพิศ การถูกตรวจสอบไม่ใช่อุปสรรคที่ต้องหลีกหนี แต่เป็นเรื่องที่ต้องเผชิญด้วยความโปร่งใส เขายืนยันหลายครั้งว่าพร้อมให้ทุกภาคส่วนเข้ามาตรวจสอบการทำงาน หากเป็นการดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย และเป็นไปด้วยความสุจริต เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ

แนวทางดังกล่าวสะท้อนหลักการบริหารที่เปิดกว้างต่อการตรวจสอบ เพราะการใช้งบประมาณสาธารณะย่อมต้องสามารถอธิบายได้ต่อประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของภาษีตัวจริง

สุพิศอาจจะมีข้อด้อยหลายประการในตำแหน่งทางการเมือง เขาเป็นคนปากวัย อาจจะทำให้ขาดการกลั่นกรอง เมื่อพูดแล้ว คำพูดย่อมเป็นนายเราเสมอ หลายครั้งที่พูดแล้วพลาด ไปพันคอสุพิศ ก็เป็นเรื่องที่ต้องปรับแก้

การเป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ การวางตัวและท่าทีอาจจะต่างกับการเป็นนักการเมือง ที่ต้องอ่อนน้อมถ่อมต้น พร้อมรับฟัง ที่อาจจะแตกต่างจากสุพิศที่ยังครองตนเหมือนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

เรื่องราวในอดีตสมัยเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่รองอธิบดี อธิบดี ที่ภาพลักษณ์ไม่งดงามนักก็จะตามหลอกตามหล่อน แม้ผลสอบจะยังไม่พบประเด็นทุจริตก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของผู้บริหารท้องถิ่นไม่ได้วัดกันเพียงการผ่านการตรวจสอบ แต่ยังวัดจากผลงาน ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อการบริหารในระยะยาว

ท่ามกลางมรสุมทางการเมืองและแรงกดดันที่ยังคงโหมกระหน่ำ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “สุพิศถูกตรวจสอบหรือไม่” แต่คือ “จะสามารถยืนหยัดรักษาหลักธรรมาภิบาล และพิสูจน์ความซื่อสัตย์สุจริตไปได้ตลอดวาระหรือไม่”

คำตอบสุดท้าย ย่อมไม่ได้อยู่ที่คำชี้แจงของฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว แต่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ผลการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผลงานที่ประชาชนชาวสงขลาจะเป็นผู้ตัดสินด้วยตนเอง เมื่อถึงวันที่ต้องกลับเข้าสู่สนามเลือกตั้งอีกครั้ง

คำถามเวลานี้ สมัยหน้า “สุพิศ” ยังจะลงสมัยอีกหรือไม่ ถ้าคำตอบคือลง เวลาที่เหลืออยู่ 2 ปีครึ่ง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับกระบวนทัศน์อีกหลายอย่าง ต้องทำงานการเมืองควบคู่ไปกับการทำงานตามภารกิจ เพราะเวลานี้แมวข่วนหน้าเยินแล้ว

ใครปล่อยเอกสารเชียร์ “เถ้าแก่หลี”? จับตาเอกสารปริศนา ดัน “เถ้าแก่หลี” ชิง อบจ.สงขลา ส่อโยนหินถามทางก่อนศึกเลือกตั้ง การเมืองสงขลาร้อนก่อนเวลา แม้ยังไร้หลักฐานโยงฝ่ายใด

ปริศนาเอกสารลอย “เชียร์เถ้าแก่หลี” ชิงนายก อบจ.เกมหยั่งกระแส หรือปั่นกระดานการเมือง?

มีการเผยแพร่เอกสารประชาสัมพันธ์ลักษณะ “เอกสารลอย” ในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยมีเนื้อหาส่งกำลังใจให้ “เถ้าแก่หลี” หรือ เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ พร้อมเรียกร้องให้ลงสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่บอกว่าเอกสารลอยเพราะไม่ระบุองค์กร หรือหน่วยงานเป็นเจ้าของเอกสารนี้ หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็น “แถลงการณ์เถื่อน”

ทำให้เกิดคำถามว่าเป็นเพียงการแสดงความเห็นของประชาชน หรือเป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมืองเพื่อหยั่งกระแสและสร้างประเด็นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง (สองปี
กว่า) แต่เริ่มมีการปล่อยข่าวคนนั้นจะลง คนนี้จะสมัครกันบ้างแล้ว

หากพิจารณาจากเนื้อหา เอกสารพยายามสร้างภาพลักษณ์ของ “เถ้าแก่หลี” ในฐานะผู้ทำประโยชน์ให้กับจังหวัดสงขลา และใช้ข้อความเชิญชวนให้ลงสมัครนายก อบจ. ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ย่อมถูกมองว่าอาจต้องเผชิญหน้ากับ สุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลาคนปัจจุบัน หากลงสมัครอีกสมัย

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ นายหัวไทร กลับเห็นว่า ความเป็นไปได้ที่ “เถ้าแก่หลี” จะลงสมัครนั้นแทบไม่มี เนื่องจากตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เจ้าตัววางบทบาทเป็นนักธุรกิจมากกว่านักการเมือง และทำงานในนามภาคประชาชนตรวจสอบการทำงานของ อบจ.สงขลา และไม่เคยแสดงท่าทีว่าจะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง แถมยังเคยปฏิเสธให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง หากสายของเถ้าแก่หลีจะลงชิง น่าจะเป็นลูกๆมากกว่า ซึ่งไม่เกี่ยวกับเถ้าแก่หลี

อีกประเด็นคือ เรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครนายก อบจฯ ข้อเท็จจริง “เถ้าแก่หลี” สำเร็จการศึกษาเพียงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 และไม่มีวุฒิปริญญาตรี ซึ่งขาดคุณสมบัติในการลงสมัคร ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวควรตรวจสอบกับกฎหมายและข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นทางการอีกครั้งก่อนสรุป เพราะคุณสมบัติผู้สมัครต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนี้ ผู้บริหารต้องจบปริญญาตรีเป็นอย่างน้อย

ตามกฎหมายกำหนดคุณสมบัติสำคัญสำหรับผู้บริหารท้องถิ่นไว้ ดังนี้

1. มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
2. อายุไม่ต่ำกว่า 35 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง
3. มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขต อบจ. ที่สมัครติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันสมัคร
4. สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า หรือหากไม่มีปริญญาตรี ต้องมีประสบการณ์เคยดำรงตำแหน่งอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
-สมาชิกสภาจังหวัด
-สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.)
-ผู้บริหารท้องถิ่น (เช่น นายก อบจ. นายกเทศมนตรี นายก อบต.)
-สมาชิกรัฐสภา (สส. หรือ สว. ตามที่กฎหมายกำหนด)

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดข้อสังเกตว่า เอกสารฉบับนี้อาจไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเชิญชวน “เถ้าแก่หลี” ลงสมัครเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นการโยนหินถามทาง เพื่อดูปฏิกิริยาของสังคม หรือสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อกระดานการเมืองท้องถิ่นของสงขลา หรือผู้ทำอาจจะไม่รู้ว่า เถ้าแก่หลีไม่ได้จบปริญญาตรี

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าเอกสารดังกล่าวจัดทำโดยบุคคล กลุ่มการเมือง หรือฝ่ายใด จึงไม่สามารถระบุหรือสรุปได้ว่าเป็นผลงานของฝ่ายสนับสนุนเถ้าแก่หลี ฝ่ายคู่แข่ง หรือบุคคลอื่น การระบุว่า “น่าจะเป็นใคร” โดยไม่มีพยานหลักฐาน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือกระทบต่อชื่อเสียงของผู้ที่ถูกพาดพิงได้

จนกว่าจะมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เอกสารนี้จึงยังเป็นเพียง “ปริศนาเอกสารลอย” ที่สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองในจังหวัดสงขลา และเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาว่า จะเป็นเพียงกระแสชั่วคราว หรือเป็นสัญญาณของความเคลื่อนไหวก่อนศึกเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top