Friday, 5 June 2026
หลอกลวง

สตม. ทลายเครือข่ายต่างด้าวแสบ รวบเรียงตัว 5 ผู้ต้องหา หลอกลงทุน Crypto Currency ซื้ออสังหาฯหวังฟอกเงิน

(29 ต.ค. 67) สืบเนื่องจากเมื่อประมาณปลายปี 2566 มีกลุ่มแก๊งคนต่างด้าว ได้ร่วมกับชาวไทยกลุ่มหนึ่ง หลอกลวง นางสาวมัลลิกา (นามสมมติ) ผู้เสียหาย ให้ลงทุนเทรดหุ้นและคริปโตเคอร์เรนซี  โดยได้เปิดเพจเฟซบุ๊ก (Facebook) ใช้ชื่อ ห้องคุยนักลงทุน ซึ่งเปิดเป็นสาธารณะบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ แนะนำการลงทุนในการเทรดหุ้น ซึ่งได้รับผลตอบแทนสูง ผู้เสียหายจึงเข้าไปพูดคุยและสนใจ เมื่อกลุ่มผู้ต้องหาเห็นว่าผู้เสียหายสนใจ จึงได้ติดต่อมาทาง แอปพลิเคชันไลน์ และหลอกล่อจนกระทั่งผู้เสียหายยอมโอนเงินไปให้หลายครั้ง หลายบัญชี โดยคนร้ายจะมีการพูดหลอกล่อ เช่น ต้องค้างเงินไว้ในพอร์ตเป็นเวลาขั้นต่ำกี่วัน หรือต้องมีการโอนเพิ่มเพื่อให้สามารถทำการเทรดโดยใช้ leverage ได้ เมื่อผู้เสียหายเทรดได้กำไร มีการโอนผลกำไรกลับไปบางส่วน เป็นต้น ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ ทั้งนี้ รวมยอดความเสียหายที่ผู้เสียหายโอนเงินไปทั้งสิ้น เป็นจำนวนเงิน 21 ล้านบาท ผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ ต่อพนักงานสอบสวน สน.บางรัก โดยจากการสอบสวนพบว่าผู้ต้องหาแก๊งนี้มีการแบ่งหน้าที่กันทำงานตั้งแต่ระดับ สั่งการจนถึงบัญชีม้า ดังนี้ นายมูน ชาวกัมพูชา (ผู้ต้องหาที่ 1) และ นายโก ชาวเมียนมา (ผู้ต้องหาที่ 2) ทำหน้าที่เป็นบัญชีม้า รับโอนเงินต่อกัน โดยได้รับการชักชวนจากนายหน้าชาวเมียนมาอีกทอดหนึ่ง ก่อนจะมีการโอนเงินไปยัง นายวิน นักธุรกิจ ชาวเมียนมา (ผู้ต้องหาที่ 3) ซึ่งเปิดบริษัททำธุรกิจบังหน้าในประเทศไทยอีกทอดหนึ่ง ก่อนที่จะมีการโอนเงินไปให้ นางสาวซาน หญิงชาวเมียนมา (ผู้ต้องหาที่ 4) ที่ทำหน้าที่รับยอดเงินรวม ก่อนจะมีการนำไปรวมกับบัญชีของ นางสาวถ่วย หญิงชาวเมียนมา (ผู้ต้องหาที่ 5) เพื่อนำไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบคอนโดมิเนียมหรูย่านพระราม 9 มูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท โดยจ่ายเป็นเงินสด และขายต่อให้บุคคลที่สามชาวเมียนมาทันที พนักงานสอบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมดต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ในความผิดฐาน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และร่วมกันนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน

ชุดสืบสวน กก.สืบสวน บก.ตม.1 ได้สืบสวนหาข่าวเพื่อติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 5 รายดังกล่าวเรื่อยมา จนสามารถจับกุม นายโก ชาวเมียนมา ได้ที่บ้านพักส่วนตัว จว.ปทุมธานี จับกุมนายมูน ชาวกัมพูชา ได้ที่โรงงานแห่งหนึ่งใน จว.สระบุรี หลังสืบทราบว่าได้มีการหลบหนีไปสมัครงานที่โรงงานดังกล่าว จับกุมนางสาวซาน หญิงชาวเมียนมา ที่คอนโดมิเนียมหรู ริม ถ.รัชดาภิเษก จับกุมนางสาวถ่วย ชาวเมียนมา ขณะเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยที่ ท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อจะมาจัดการทรัพย์สิน และจับกุมนายวิน นักธุรกิจชาวเมียนมา ขณะเดินอยู่ที่บริเวณริม ถ.ราชดำริ นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.บางรัก ดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งจากการสอบปากคำนายโก นายมูน และ นางสาวซาน ยังนำไปสู่การออกหมายจับบุคคลต่างด้าวชาวเมียนมาอีกหนึ่งรายหนึ่ง ซึ่งอยู่ในระหว่างสืบสวนจับกุม และจะได้ขยายผลสืบสวนจับกุมต่อไป

ผบ.ตร.สั่งการตำรวจภูธรภาค 2 เร่งรัดขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการหลอก 11 คนไทยไปทำงานประเทศเพื่อนบ้าน และให้ตำรวจไซเบอร์ตรวจสอบเพจหางานผิดกฎหมาย คุมเข้มต่อเนื่องปราบปรามอาชญากรรมทุกมิติ สร้างความปลอดภัยให้ประเทศและภูมิภาค

(14 ต.ค. 68) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า กรณี สภ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีประชาชนขอความช่วยเหลือหลังถูกหลอกลวงว่าจะพาไปทำงานที่ประเทศกัมพูชา และถูกกักขังอยู่ภายในบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.ฟากห้วย อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร กองกำลังบูรพา เข้าให้การช่วยเหลือ 11 คนไทย เป็นชายจำนวน 7 คน หญิงจำนวน 4 คน นั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้กำชับให้ตำรวจภูธรภาค 2 เร่งรัดสืบสวนขยายผล จับกุมผู้กระทำผิดและผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดโดยเด็ดขาด พร้อมมอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือ ตำรวจไซเบอร์ ตรวจสอบเพจหางานและช่องทางออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงแรงงาน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์และขบวนการคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าว จากการสอบถามเบื้องต้นผู้เสียหายทั้งหมดให้การตรงกันว่า ได้สมัครงานผ่านเพจหางานในสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการโฆษณาชักชวนให้ไปทำงานในประเทศกัมพูชา ระบุรายได้เดือนละประมาณ 20,000 – 25,000 บาท ด้วยความอยากมีงานทำจึงโทรติดต่อไปยังเบอร์ที่ปรากฏแล้วนัดหมายจุดนัดพบ โดยทั้งหมดเดินทางไปถึง อ.อรัญประเทศ ในช่วงบ่ายถึงค่ำ จากนั้นได้มีชายไทยไม่ทราบชื่อ ขับรถกระบะมารับจากจุดนัดหมายต่าง ๆ เช่น สถานีขนส่งผู้โดยสารอรัญประเทศ และสถานีรถไฟอรัญประเทศ ก่อนพามาพักรวมกันที่บ้านหลังดังกล่าว โดยอ้างว่ารอเดินทางข้ามไปทำงานที่ฝั่งกัมพูชา ซึ่งในระหว่างรอได้มีผู้เสียหายคนหนึ่งเกิดความสงสัยว่าเมื่อไปถึงกัมพูชาแล้วจะได้ทำงานจริงหรือไม่ และเกรงว่าจะถูกหลอกไปทำงานผิดกฎหมาย โดยคาดว่าจะถูกหลอกไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จึงโทรศัพท์ติดต่อญาติให้แจ้งขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ 

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานกับทหารกองกำลังบูรพาเข้าให้การช่วยเหลือได้ทัน ก่อนทั้งหมดจะถูกพาออกนอกพื้นที่  ส่วนเจ้าของบ้านหลังดังกล่าวไหวตัวหลบหนีไปก่อนเจ้าหน้าที่จะถึงจุดเกิดเหตุ เบื้องต้นได้สอบถามปากคำผู้เสียหายทั้งหมดไว้เป็นพยาน เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการสืบสวนและติดตามหาตัวผู้กระทำผิด รวมถึงผู้ร่วมขบวนการ มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.ต.ธีรเดชฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการสมัครงานผ่านเพจหรือช่องทางออนไลน์ที่ไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน หรือมีข้อเสนอรายได้สูงเกินจริง เพราะอาจเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงไปทำงานผิดกฎหมายในต่างประเทศ หากประชาชนพบเห็นเพจรับสมัครงานที่มีพฤติการณ์น่าสงสัย หรือได้รับข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการหลอกลวงแรงงาน สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือ สายด่วน 191 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอนของกฎหมาย ยืนยันว่าจะดำเนินการติดตามจับกุมผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงแรงงานข้ามชาติอย่างจริงจัง เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนทุกคน

นอกจากนี้ ผบ.ตร.ยังได้กำชับให้คุมเข้มอย่างต่อเนื่องในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก๊งหลอกลวงออนไลน์ ค้ามนุษย์ ในทุกมิติอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประเทศและภูมิภาค 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top