Friday, 5 June 2026
หนองคาย

กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม นำทัพปราบฮ่อที่ทุ่งเชียงคำ สงครามสำคัญในรัชกาลที่ ๕ เพื่อปกป้องอาณาเขตสยาม

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2428 พันเอก พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เสด็จเป็นแม่ทัพกองทัพฝ่ายใต้ ยกกำลังไปปราบพวกฮ่อที่ทุ่งเชียงคำ โดยตั้งกองบัญชาการอยู่ที่เมืองหนองคาย เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในศึกสำคัญของรัชกาลที่ 5 เพื่อปกป้องอาณาเขตของสยามจากกลุ่มฮ่อที่ก่อความไม่สงบในภาคเหนือและลาว

“พวกฮ่อ” คือชาวจีนที่หนีการปราบปรามของราชวงศ์ชิง หลังความพ่ายแพ้ของกบฏไท่ผิง จึงหลบหนีเข้ามาในดินแดนสยาม ก่อเหตุปล้นสะดมในเขตหลวงพระบาง พวน และหนองคาย สร้างความเดือดร้อนให้แก่ราษฎรเป็นวงกว้าง ทำให้สยามต้องจัดกองทัพขึ้นปราบถึง 3 ครั้ง ระหว่างปี พ.ศ. 2418 – 2430

การปราบฮ่อครั้งที่ 3 ในปี พ.ศ. 2428 นับว่าสำเร็จได้ด้วยยุทธวิธีและอาวุธที่ทันสมัยแบบตะวันตก ภายใต้การนำของกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม แม้กองทัพจะต้องเผชิญภัยไข้ป่าและการขาดแคลนเสบียง แต่ก็สามารถขับไล่พวกฮ่อออกจากดินแดนสยามได้สำเร็จ ทำให้ชายแดนภาคเหนือกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง

ภายหลังสงคราม รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “เหรียญปราบฮ่อ” ขึ้นในปี พ.ศ. 2431 เพื่อพระราชทานเป็นบำเหน็จความดีความชอบแก่ผู้ไปราชการปราบฮ่อ เหรียญนี้ผลิตโดยบริษัทบีกริมแอนด์โก ประเทศเยอรมนี จำนวนเพียง 500 เหรียญ ถือเป็นเหรียญรางวัลทางทหารชุดแรกของไทย

เหรียญปราบฮ่อจึงไม่เพียงเป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศของนักรบสยามเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 5 ในการพัฒนากองทัพไทยสู่มาตรฐานสากล ปัจจุบันเหรียญดังกล่าวกลายเป็นของหายาก มีมูลค่าสูงถึงหลักล้านบาท และเป็นที่เคารพบูชาในหมู่ผู้สะสมและข้าราชการเก่าในนาม “เหรียญนักเลง” แห่งยุครัชกาลที่ 5

วิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ผ่านงานด้านชุมชน สุขภาพจิต การจราจร สิ่งแวดล้อม เข้าใจทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก-งานความมั่นคง พร้อมต่อยอดหนองคายสู่ฮับโลจิสติกส์-ท่องเที่ยวริมโขง

การปรับโยกย้ายรองผู้ว่าราชการจังหวัดล็อตล่าสุดของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีคำสั่งแต่งตั้ง-ย้ายรวม 40 ตำแหน่ง ได้สะท้อน “การจัดทัพใหม่” ในหลายจังหวัดสำคัญทั่วประเทศ หนึ่งในรายชื่อที่น่าจับตามอง คือ นายวิจิตร กิจวิรัตน์ เดิมดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และได้รับคำสั่งให้ย้ายมาดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย มีผลตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

การมาปักหมุดทำงานริมโขงครั้งนี้ นับเป็นการย้ายจาก “เมืองใหญ่ศูนย์กลางภาคอีสานตอนใน” อย่างโคราช มาสู่ “ประตูการค้าชายแดน-โลจิสติกส์” ที่เชื่อมไทยกับ สปป.ลาว ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 ซึ่งเป็นเส้นเลือดเศรษฐกิจสำคัญของลุ่มน้ำโขงตอนล่าง

จากเส้นทางรับราชการที่ยาวนานในสายกระทรวงมหาดไทย สะท้อนชัดว่าเป็น “ข้าราชการอาชีพ” ที่เติบโตมาจากสายการปกครองท้องที่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับอำเภอจนถึงระดับจังหวัด เขาเคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่ทำงานใกล้ชิดชุมชน ดูแลทั้งภารกิจบรรเทาทุกข์และงานพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในชนบท

ต่อมาถูกดันขึ้นมาทำงานระดับจังหวัดในบทบาทปลัดจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งต้องเชื่อมโยงงานทุกมิติของจังหวัด ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และภารกิจตามนโยบายรัฐบาล ก่อนจะไปนั่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม และกลับมาดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ดูแลงานจังหวัดใหญ่ที่ซับซ้อนและมีบทบาทระดับภูมิภาค

เมื่อเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา บทบาทของนายวิจิตรเด่นชัดในงานที่ต้อง “บูรณาการหลายหน่วยงาน” และ “แตะชีวิตผู้คนจริง ๆ” เช่น งานด้านสุขภาพจิตในโรงเรียน ที่เขาในฐานะประธานคณะอนุกรรมการสุขภาพจิตจังหวัดนครราชสีมา เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากร เพื่อขับเคลื่อนนโยบายโรงเรียนสร้างสุข ดูแลปัญหาสุขภาพจิตนักเรียนเชิงรุก

ด้านชุมชนท้องถิ่น เขาเป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และเครือข่ายองค์กรชุมชน เพื่อเสริมสร้าง “ชุมชนเข้มแข็ง” และย้ำแนวคิดให้ชุมชนลุกขึ้นมาคิด แก้ปัญหา และพัฒนาตัวเองจากฐานล่าง ไม่รอเพียงความช่วยเหลือจากรัฐ

อีกด้านหนึ่ง เขายังทำหน้าที่บริหารความเสี่ยงของจังหวัดในหลายมิติ ทั้งเป็นประธานประชุมศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ รวมถึงการชี้แจงแนวทางการเลือกตั้งท้องถิ่นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน

งานด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจฐานรากก็เป็นอีก “ลายเซ็น” ของนายวิจิตร เขาเคยเป็นประธานโครงการ “72 ล้านต้น พลิกฟื้นผืนป่า” ในพื้นที่โบราณสถานเมืองเสมา จังหวัดนครราชสีมา ที่ผสานการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเข้ากับการอนุรักษ์แหล่งมรดกทางวัฒนธรรม รวมถึงการเป็นประธานเปิดงาน Korat Health Product Start-up Expo 2025 เพื่อผลักดันผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพรายใหม่ และเชื่อมต่อกับศูนย์บริการแบบ One Stop Service ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด

นอกจากนี้ เขายังทำหน้าที่แทนมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ประจำจังหวัดนครราชสีมา ในการมอบสิ่งของพระราชทานให้ผู้ประสบอัคคีภัยในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนบทบาทการดูแลกลุ่มเปราะบางและผู้เดือดร้อนในระดับครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อย้ายมานั่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย บทบาทของนายวิจิตรจึงถูกจับตามองในมุม “จากเมืองใหญ่ในประเทศ สู่งานชายแดน-โลจิสติกส์ริมโขง” หนองคายเป็นจังหวัดหน้าด่าน ที่มีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 เชื่อมสู่นครหลวงเวียงจันทน์ เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญรองรับทั้งการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการเดินทางของแรงงาน-นักลงทุนระหว่างสองประเทศ

ประสบการณ์ทำงานในจังหวัดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ-คมนาคมของภาคอีสานอย่างโคราช และประสบการณ์ในจังหวัดชายแดนแม่น้ำโขงอย่างนครพนม ทำให้เขามีมุมมองทั้งด้านความมั่นคง การบริหารความเสี่ยงภัยพิบัติ สุขภาพ สังคม และการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งล้วนเป็นโจทย์สำคัญของหนองคายในยุคที่โลจิสติกส์ริมโขงกำลังเติบโต เขาจึงมีแนวโน้มจะใช้จุดแข็งด้านการบูรณาการหน่วยงาน-ชุมชนและการทำงานเชิงป้องกัน มาผูกโยงงานการค้าชายแดน การคมนาคม การท่องเที่ยวริมโขง และการดูแลคุณภาพชีวิตคนริมฝั่ง ให้การพัฒนาหนองคายเดินหน้าไปพร้อมกันทั้งมิติ “เมืองด่านเศรษฐกิจ” และ “เมืองน่าอยู่ริมโขง” อย่างสมดุล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top