Friday, 5 June 2026
สุราษฎร์ธานี

ถอดบทเรียนของสังคม จาก "อียิปต์-จีน" ถึง ไทย สอนให้ออกแบบเมืองอยู่ร่วมกับน้ำ

น้ำไม่ได้โง่ ทิศทางน้ำก็เหมือนเดิม… ที่เปลี่ยนคือ “คนวางเมือง” ต่างหาก

เวลามีน้ำท่วมใหญ่ในไทยยุคนี้ เราคุ้นชินกับภาพ “ถุงยังชีพ-งบเยียวยา-รถยกสูง” แต่ถ้าย้อนไปในยุคที่ยังไม่มีรัฐสวัสดิการ ไม่มีกรมชลประทาน ไม่มีรถแบคโฮ คนรุ่นโบราณเขาทำอย่างไรหลังน้ำลด?

คำตอบคือ… เขาไม่ได้มองน้ำแค่ในฐานะ “ภัยพิบัติ” 
แต่มองน้ำเป็นทั้ง “ต้นทุนชีวิต บทเรียน และครูใหญ่” ของทั้งสังคม

บทความนี้ชวนผู้อ่าน THE STATES TIMES ย้อนดู 2 เลนส์สำคัญ

- อารยธรรมโลกโบราณ 
- ดินแดนสยามในอดีต 

จะเห็นว่า “น้ำท่วมใหญ่” เคยเป็นจุดเริ่มต้นของระบบคิดและระบบจัดการน้ำที่ฉลาดมากกว่ายุคสมัยเราเสียด้วยซ้ำ

1. น้ำท่วมใหญ่ = จุดเริ่มต้นของการ “อ่านแม่น้ำ”

ในอียิปต์โบราณ ทุกปีแม่น้ำไนล์จะเอ่อท่วมตลิ่ง น้ำพัดตะกอนดินดำมาทับถม พอน้ำลด ชาวอียิปต์จะรีบลงมือไถดิน ปลูกข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และพืชอาหารอื่น ๆ ทันที เพราะรู้ดีว่า “ปีนี้ทั้งปีจะอยู่รอดหรือไม่ อยู่ที่ช่วงหลังน้ำท่วมไม่กี่เดือนนี้เอง”

น้ำหลากในสายตาเขา จึงไม่ใช่ “ภัย” 
แต่มันคือ “ฤดูวางแผนปีหน้า” 

ในจีนโบราณ ก็ใช้วิธี “อ่านแม่น้ำ” คล้ายกัน ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ ผู้ปกครองจะส่งคนสำรวจระดับน้ำ เส้นทางน้ำ การพังทลายของตลิ่ง แล้วนำข้อมูลมาวางแบบเขื่อนดิน คันกั้นน้ำ และคลองเบี่ยงน้ำให้ฉลาดกว่าเดิม

น้ำท่วมหนึ่งครั้ง = ชุดข้อมูลหนึ่งก้อน 
ที่สังคมจะเก็บไว้ใช้ “ออกแบบเมือง” ใหม่ทุกยุคไป

2. ซ่อม-เสริมเขื่อน คู คลอง: ไม่ใช่ปิดน้ำ แต่ “ให้ทางน้ำเดิน”

ต่างจากยุคใหม่ที่เราชอบแก้ปัญหาด้วยการ “สร้างกำแพงปะทะน้ำ” 
โลกโบราณใช้วิธี “จัดทางเดินให้กับน้ำ”

- ขุดคลองเชื่อมแม่น้ำกับทุ่งนา 
- ทำทุ่งรับน้ำ เพื่อให้แม่น้ำมีที่ล้น 
- ขุดอ่างเก็บน้ำไว้พักน้ำหลาก แล้วค่อยปล่อยเป็นชลประทาน 

หลังน้ำท่วมใหญ่ เขาไม่ได้แค่เก็บซากแล้วจบ แต่จะมี “ฤดูซ่อม-ลอก-ขุด” 

- ลอกคลองที่ตื้นเขิน 
- เสริมคันดินริมแม่น้ำ 
- ขยายคลองใหม่เพิ่มเส้นทางระบายน้ำ 

สิ่งที่เงินทองและเทคโนโลยียุคนั้นไม่มี… แต่เขามีคือ “ความเข้าใจพฤติกรรมของน้ำ” 
ซึ่งวันนี้หลายเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงเมืองไทย ยังถามตัวเองไม่ค่อยได้ด้วยซ้ำว่า

“เรากำลังฝืนธรรมชาติของน้ำ หรือเรากำลังออกแบบเมืองให้ ‘อยู่ร่วมกับน้ำ’ จริง ๆ กันแน่?”

ปตท. ส่งความช่วยเหลือ เปิดศูนย์อำนวยการ สถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ พร้อมดูแลความมั่นคงพลังงาน บริหารจัดการให้เกิดความมั่นคง

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เร่งส่งมอบความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เปิด “ศูนย์อำนวยการสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ กลุ่ม ปตท.” เพื่อติดตามสถานการณ์ ผลกระทบต่อโครงสร้างพลังงานในพื้นที่ ให้เกิดการทำงานภายในกลุ่ม ปตท. อย่างบูรณาการ บริหารจัดการพลังงานให้เกิดความมั่นคง

พร้อมกับส่งหน่วยปฏิบัติการ PTT Group SEALs ผนึกกำลังร่วมกับส่วนปฏิบัติการระบบท่อเขต 7 ปตท. เข้าบรรเทาทุกข์ผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียง โดยนำเรือเข้าพื้นที่ เพื่อส่งมอบถุงยังชีพและให้ความช่วยเหลือในการอพยพ

นอกจากนี้ กลุ่ม ปตท. ยังส่งมอบความช่วยเหลือผ่านหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่จังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยจัดเตรียมถุงยังชีพกว่า 12,000 ชุด 
น้ำดื่มกว่า 27,000 ขวด เรือพายพลาสติก และเครื่องอุปโภคบริโภคจำเป็นอื่น ๆ ปัจจุบันส่งมอบถุงยังชีพไปแล้วจำนวน 7,000 ถุง รวมถึงข้าวกล่องและน้ำดื่ม พร้อมเร่งส่งมอบก๊าซหุงต้มให้ศูนย์พักพิง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสนับสนุนน้ำมันดีเซลให้บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) 

‘ธนกร’ เผยโรงงานในสงขลา เสียหาย 715 แห่ง มูลค่ากว่า 1.2 พันล้าน เซ่นพิษ ‘น้ำท่วมหนัก’ 17 โรงผลิตไฟไม่ได้ เร่งประสานโรงไฟฟ้ากระบี่-ขนอม ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตทดแทน

(26 พ.ย. 68) นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.สงขลาว่า สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลารายงานว่า จำนวนโรงงานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จะนะ นาทวี เทพา สะบ้าย้อย บางกล่ำ รัตภูมิ สะเดา ระโนด ควนเนียง นาหม่อม และคลองหอยโข่ง ประกอบด้วย อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร จำนวน 29 โรงงาน, อุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพารา จำนวน 97 โรงงาน, อุตสาหกรรมทำผลิตภัณฑ์ยางพารา จำนวน 103 โรงงาน, อุตสาหกรรมทำผลิตภัณฑ์จากพลาสติก จำนวน 44 โรงงาน, อุตสาหกรรมทำผลิตภัณฑ์จากโลหะ จำนวน 53 โรงงาน, อุตสาหกรรมขุดตักดินและดูดทราย จำนวน 310 โรงงาน และอุตสาหกรรมบริการ จำนวน 79 โรงงาน 

ทั้งนี้ รวมโรงงานที่ได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 715 โรงงาน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 1,282 ล้านบาท

นายธนกร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีโรงไฟฟ้า 17 โรง ทั้งภาครัฐและเอกชน ก็ไม่สามารถผลิตไฟให้ได้ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งประสานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อขอให้โรงไฟฟ้ากระบี่ และโรงไฟฟ้าขนอม เพิ่มกำลังการผลิตทดแทนเพื่อให้การช่วยเหลือแล้ว สำหรับโรงงานในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมนั้น แม้ว่าขณะนี้น้ำยังไม่ท่วมเข้านิคมฯ แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากไม่สามารถนำวัตถุดิบเข้าไปภายในโรงงานได้ โดยลักษณะพื้นที่ขณะนี้เหมือนเป็นไข่แดง ถูกน้ำล้อมรอบ 

สำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยนั้น นายธนกร กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เร่งออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว ดังนี้ สำหรับลูกค้าปัจจุบัน 

1.พักชำระหนี้ : สินเชื่อประเภทเงินกู้ (FL) พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุด 12 เดือน, สินเชื่อประเภทเงินทุนหมุนเวียน เช่น PN แฟคตอริ่ง ขยายระยะเวลาตั๋วสูงสุด 180 วัน

2.เติมทุนฉุกเฉิน : นำไปฟื้นฟูธุรกิจเฉพาะหน้า วงเงินกู้ 10% ของวงเงินเดิม สูงสุด 200,000 บาท ดอกเบี้ย MLR ระยะกู้ 3 ปี ปลอดชำระเงินต้น 12 เดือน 

ส่วนลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่นั้น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ลงทุน เสริมสภาพคล่อง อัตราดอกเบี้ยพิเศษ คงที่ 3% 3 ปี ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี วงเงินสูงสุด 15 ล้านบาท ได้แก่ ปลุกพลัง SME, Beyond ติดปีก SME และ SME Green Productivity 

ทั้งนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงวางแนวทางช่วยเหลือ พร้อมทั้ง มาตรการเยียวยาต่าง ๆ เพื่อที่เราจะผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

“น้ำไม่ท่วมครับ” สู่ภาพหาดใหญ่จมบาดาล ระบบเตือนภัยพ่ายให้กับความมั่นใจผิด ๆ นี่จึงไม่ใช่แค่น้ำท่วมใหญ่สุดในรอบ 25 ปี แต่คือการเตือนภัยที่ผิดจังหวะทั้งระบบ พังทั้งกระดาน

ประเด็นบทความน้ำท่วมหาดใหญ่ 
1) จาก “น้ำไม่ท่วมนะครับ” สู่เมืองจมทั้งเมือง
แกน: ความล้มเหลวด้านการสื่อสารในยามวิกฤต
• ผู้นำท้องถิ่นยืนยัน “รับรองว่า 3-4 วันนี้ น้ำไม่ท่วมแน่นอน… ให้มั่นใจนะครับ” โพสต์ 20 พ.ย.
• แค่ 4-5 วันถัดมา หาดใหญ่ท่วมหนักสุดในประวัติการณ์ ชาวบ้านติดชั้น 2 ต้องโบกมือขอความช่วยเหลือจากเฮลิคอปเตอร์
• ตั้งคำถามว่า “คำพูดของผู้นำ” ในยุคภัยพิบัติถี่แบบนี้ ต้องรับผิดชอบถึงระดับไหน

2) ธงเขียว-ธงแดง กับชีวิตคนทั้งเมือง
แกน: การประเมินสถานการณ์ผิดของศูนย์บัญชาการ
• รายงานข่าวชี้ว่า 48 ชม. ก่อนน้ำทะลัก นายกฯ ในฐานะ ผอ.ศูนย์อุทกภัยยังยก “ธงเขียว” ก่อนจะต้องเปลี่ยนเป็น “ธงแดง” ในเวลาสั้น ๆ ซึ่งไม่ทันมวลน้ำ
• วิเคราะห์ว่า “สายเกินไป” แค่ไหนสำหรับการอพยพ
• ถกมาตรฐานการประกาศเตือนภัยในเมืองใหญ่ของไทย ว่าจริง ๆ ควรทริกเกอร์ตั้งแต่ระดับไหน

3) หาดใหญ่ 68: เมืองใหญ่ที่แพ้ทั้งฝนและคำพูดของตัวเอง
แกน: เปรียบเทียบ “ระบบป้องกันน้ำท่วม” vs “ระบบป้องกันความเสียหายจากคำพูดผู้นำ”
• หลายสำนักวิเคราะห์ว่า ปี 68 ปริมาณน้ำเกินศักยภาพ “แก้มลิง” และระบบระบายน้ำเดิมอยู่แล้ว
• แต่ความเสียหายส่วนหนึ่ง “ทวีคูณ” เพราะคนเชื่อว่ารอบนี้ “ไม่ท่วมแน่”
• เสนอว่าต่อให้โครงสร้างพื้นฐานแพ้ฝน แต่อย่าให้ “โครงสร้างการสื่อสาร” แพ้ไปด้วย

จากนายอำเภอ สู่รองผู้ว่าฯ สุราษฎร์ธานี ด้วยประสบการณ์ดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม มุ่งขับเคลื่อนหมู่เกาะและพื้นที่ทั้งจังหวัด สู่เมืองท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและยั่งยืน

การโยกย้ายแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดล็อตใหญ่ปลายปี 2568 ของกระทรวงมหาดไทย เป็นอีกครั้งที่โครงสร้างทีมบริหารจังหวัดทั่วประเทศถูกปรับใหม่ คำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 3512/2568 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ระบุให้ “นายกล้าณรงค์ ยุติธรรม” หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสุราษฎร์ธานี ขึ้นดำรงตำแหน่ง “รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี” มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

ต่อเนื่องจากนั้น หน่วยงานในจังหวัด อาทิ เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ได้เผยแพร่ข่าวแสดงความยินดีในโอกาสที่เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่ ขณะที่เว็บไซต์จังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ปรับปรุงทำเนียบผู้บริหาร ระบุชัดเจนให้ชื่อนายกล้าณรงค์ เป็นหนึ่งในรองผู้ว่าราชการจังหวัดชุดปัจจุบันเคียงข้างผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าฯ อีกหลายท่าน

ก่อนก้าวสู่ตำแหน่งรองผู้ว่าฯ นายกล้าณรงค์สะสมประสบการณ์ยาวนานในฐานะ “คนทำงานแนวหลังของจังหวัด” โดยดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำหน้าที่สนับสนุนงานผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าฯ ในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาจังหวัด การประสานงานระหว่างส่วนราชการ และงานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและพระราชพิธี หลายปีที่ผ่านมา เรามักเห็นชื่อของเขาในข่าวประชุมเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยและการถวายความปลอดภัยในวาระสำคัญ รวมถึงการประชุมกับหน่วยงานทหาร-ตำรวจ-สาธารณสุข เพื่อรองรับภารกิจระดับประเทศที่จัดขึ้นในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

นอกจากนี้ เขายังเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักบริหารยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย มีบทบาทด้านการวางยุทธศาสตร์และประสานการทำงานร่วมกันของหลายจังหวัดในกลุ่ม ทำให้คุ้นเคยกับโจทย์พัฒนาระดับ “กลุ่มจังหวัด” ไม่ใช่เพียงจังหวัดเดียว

ในมุมประสบการณ์ภาคสนาม นายกล้าณรงค์ไม่ใช่เพียงข้าราชการที่อยู่กับโต๊ะประชุมในศาลากลาง แต่เคยทำงานใกล้ชิดประชาชนในฐานะ “นายอำเภอ” ทั้งในพื้นที่ภูเขา-เขื่อน-ป่า และเมืองท่องเที่ยวริมทะเล เขาเคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอบ้านตาขุน ซึ่งเป็นอำเภอที่มีเขื่อนรัชชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) และอุทยานแห่งชาติเขาสกอยู่ในพื้นที่ มีบทบาทเป็นประธานการประชุม “กลุ่ม Line ท้ายเขื่อนเชี่ยวหลาน” เพื่อประสานความร่วมมือในการบริหารจัดการลำน้ำตาปีระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและสาธารณสุขอำเภอในการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อชุมชน เช่น โครงการ “1 ตำบล 1 ถนนกินได้ปลอดภัยไร้สารพิษ” ที่ส่งเสริมให้ชุมชนปลูกผักปลอดภัยริมถนน ตามแนวคิดพึ่งพาตนเองและรักษาสิ่งแวดล้อม

อีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญคือการทำงานในพื้นที่ “เมืองท่องเที่ยว-เกาะยอดฮิต” อย่างเกาะสมุย ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายอำเภอเกาะสมุย เขาเป็นผู้แทนอำเภอนำจัดพิธีลอยอังคารเถ้าดอกไม้จันทน์กลางทะเลอ่าวไทย ภายหลังพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นภารกิจที่ต้องประสานงานทั้งหน่วยงานราชการ กองทัพเรือ ผู้นำศาสนา และประชาชนในพื้นที่ให้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติ

นอกจากนี้ ยังมีบทบาทในด้านการบังคับใช้กฎหมายและดูแลความสงบเรียบร้อยในเมืองท่องเที่ยว ทั้งการรณรงค์กิจกรรมจิตอาสา ดูแลชายหาด และการทำงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงเพื่อรักษาภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สำคัญของประเทศ

แม้ข้อมูลรายละเอียดด้านการศึกษาที่เผยแพร่ต่อสาธารณะของนายกล้าณรงค์จะมีไม่มาก แต่จากเส้นทางราชการสะท้อนภาพข้าราชการสายการปกครองที่เติบโตในพื้นที่ภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในบทบาทนายอำเภอ พื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติ-เขื่อน-อุทยาน เมืองท่องเที่ยวทางทะเล และงานยุทธศาสตร์ระดับจังหวัด-กลุ่มจังหวัด ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เมื่อเขาขยับมารับตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี บทบาท “จากคนทำงานแบ็กออฟฟิศจังหวัด สู่ผู้บริหารเมืองท่องเที่ยว-เกาะยอดฮิต (สมุย-พะงันฯ)” จึงถูกคาดหวังว่าจะช่วยเชื่อมให้ “ข้อมูลและประสบการณ์จากหลังบ้าน” แปลออกมาเป็นการบริหารหน้าเมืองที่สมดุลระหว่างการท่องเที่ยว คุณภาพชีวิตคนท้องถิ่น และการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ หากเขาใช้ความเข้าใจทั้งระบบราชการ งบประมาณ และพื้นที่จริง มาบูรณาการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชนท่องเที่ยว และชุมชนฐานราก สุราษฎร์ธานีย่อมมีโอกาสยกระดับบทบาทเมืองท่องเที่ยวสำคัญของภาคใต้ให้เติบโตอย่างเป็นระบบและยั่งยืนยิ่งขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top