Friday, 5 June 2026
สุพรรณบุรี

24 มกราคม พ.ศ. 2555 ย้อนรอยเหตุการณ์ ‘พลุ-ดอกไม้ไฟระเบิด’ จ.สุพรรณบุรี บ้านเรือนไฟโหมกว่า 50 หลัง - บาดเจ็บอีกหลายราย

เมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555 ท่ามกลางงานรื่นเริงรับเทศกาลวันตรุษจีน ได้เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญขึ้น ณ อุทยานมังกรสวรรค์ พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งในวันนั้นได้มีการจัดงาน ‘ตรุษจีนสุพรรณบุรี ปีทองมังกรสวรรค์’ โดยจัดขึ้นในช่วงวันที่ 23-29 มกราคม พ.ศ. 2555 มี นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี 

โดยเหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้เกิดขึ้นในเวลา 19.30 น. ในระหว่างการแสดงพลุดอกไม้ไฟไพโรเทคนิคชุด ‘ปีทองมังกรสวรรค์อวยชัยให้พรตรุษจีน’ ได้เกิดเหตุพลุจำนวนมากระเบิดขึ้นพร้อมกัน จนสามารถเห็นเป็นลำแสงที่พุ่งสู่ท้องฟ้าในยามค่ำคืนและเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว 

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ลูกไฟได้ตกใส่บ้านเรือนของประชาชนที่ตั้งติดกันอยู่กันนับร้อยหลังคาเรือนจนเกิดไฟโหมไหม้กว่า 50 หลัง ทั้งยังมีผู้ได้บาดเจ็บกว่า 75 ราย และเสียชีวิต 4 ราย นอกจากนี้หลังจากเหตุการณ์ได้มีผู้มาแจ้งความเสียหายของบ้านเรือนทั้งหมด 435 หลัง ซึ่งมีกว่า 71 ราย ที่บ้านเสียหายทั้งหลัง อีกทั้งวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ก็ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดเช่นกัน 

ซึ่งผลจากเหตุการณ์นี้ส่งผลให้มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยไร้ที่อยู่อาศัย ซึ่งทางภาครัฐได้เข้ามาช่วยเหลือ โดยการจัดศูนย์พักพิงชั่วคราวขึ้น และในส่วนของพื้นที่จัดงานเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปิดล้อมไม่ให้บุคคลใดเข้าพื้นที่ และได้เข้าตรวจสอบในตอนเช้าของวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555 โดยนายสมศักดิ์ ภูรีศรีศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ทั้งภาครัฐและเอกชน เจ้าหน้าที่วิทยาการ และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเก็บกู้ระเบิด เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ  

หลังจากเหตุการณ์นี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ขอร้องให้ยกเลิกงานโดยทันที ส่งผลให้งานต้องยกเลิกเพื่อเหตุผลด้านความปลอดภัย อีกทั้งส่งผลให้จังหวัดอื่นๆ ยกเลิกการแสดงดอกไม้ไฟการแสดงพลุด้วยเช่นกัน 

ชื่นชม!! 2 ตร.ช่วยชายเครียดสูงวัย กระโดดน้ำจากสะพาน ที่ จ.สุพรรณบุรี โชคดี!! ประคองตัวเข้าฝั่งปลอดภัย ด้าน ตร.เผย!! "ต้องช่วยให้เขารอด"

(24 ม.ค. 67) เพจเฟซบุ๊ก 'ดาวแปดแฉก' ได้โพสต์เรื่องราวนาทีชีวิต ระบุว่า...

นาทีชีวิตตำรวจกระโดดลงน้ำช่วยชีวิตประชาชน สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 23 ม.ค.67 เวลาประมาณ 13.45 น. 'จ.ส.ต.ธรรมรัตน์ ศรีอำพัน' ผบ.หมู่ (ป.) สภ.สองพี่น้อง และ 'ส.ต.ต.ณัชพล จันนาคา' ผบ.หมู่ (ผช.พงส.) สภ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ได้ช่วยชีวิตชายสูงอายุ ที่กระโดดจากสะพานเทศบาลเมืองสองพี่น้อง ลงไปในคลอง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชาวบ้านชุมชนหลังตลาดบางลี่ ชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจสายตรวจทั้งสองนาย อีกทั้งภาพการช่วยเหลือถูกแชร์ในโซเชียลมีเดีย สังคมออนไลน์แสดงความคิดเห็นชื่นชมตำรวจทั้งสองนาย

โดยวันนี้ (24 ม.ค.67) พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. เรียก พ.ต.อ.เกียรติชัย เกิดโชค ผกก.สภ.สองพี่น้อง, จ.ส.ต.ธรรมรัตน์ ศรีอำพัน และ ส.ต.ต.ณัชพล จันนาคา เข้าพบที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อมอบรางวัลเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และ ทำความดี

โดยเพจดาวแปดแฉก ได้ระบุเพิ่มเติมอีกว่า ตำรวจทั้งสองนาย คือ จ.ส.ต.ธรรมรัตน์ ศรีอำพัน ผบ.หมู่ (ป.) และ ส.ต.ต.ณัชพล จันนาคา ผบ.หมู่ (ผช.พงส.) ปฏิบัติหน้าที่สายตรวจ สภ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ส.ต.ต.ณัชพล เล่าว่า...

"เวลาประมาณ 13.45 น. ของวันที่ (23 ม.ค.2567) ระหว่างออกตรวจในเขตรับผิดชอบ กำลังขับขี่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ กับ คู่ตรวจไปยังที่พักสายตรวจ ได้รับจากห้องวิทยุสื่อสาร สภ.สองพี่น้อง ให้ตรวจสอบชายกระโดดจากสะพานเทศบาลเมืองสองพี่น้องลงไปในคลอง ซึ่งอยู่ใกล้พอดี ใช้เวลา 2 นาทีถึงจุดเกิดเหตุ

"โดยมีชาวบ้าน 2-3 คน บอกว่าชายสูงอายุกระโดดลงไปในคลอง และเห็นชายสูงอายุลอยอยู่กลางคลองเกาะกองผักตบชวา จึงบอก จ.ส.ต.ธรรมรัตน์ ขับขี่รถจักรยานยนต์ ไปหาจุดที่ใกล้ที่สุดเพื่อช่วยเหลือ ระหว่างหาทางชาวบ้านคนหนึ่ง ออกมาบอกว่าให้เข้าภายในบ้านเขาเลยใกล้กว่า พอไปถึงหลังบ้าน จ.ส.ต.ธรรมรัตน์ แจ้งวิทยุสื่อสารไปยัง สภ.สองพี่น้อง รายงานสถานการณ์ ส่วนผมมองไปที่ชายสูงอายุ ที่เห็นนาทีนั้นเหมือนชายสูงอายุจะไม่ไหวแล้ว สังเกตเห็นได้แค่ใบหน้าเท่านั้น"

ส.ต.ต.ณัชพล เล่าอีกว่า "นาทีนั้นที่ผมเห็น ผมถูกฝึกมาให้ช่วยเหลือ ถูกสอนว่า เราต้องช่วยให้เขารอด แต่เราต้องไหว จึงตัดสินใจทันทีถอดเสื้อเกราะ ถอดเข็มขัดอาวุธ ถอดรองเท้า ระหว่างวิ่งไปจะกระโดดน้ำก็ถอดเสื้อเครื่องแบบทิ้งไว้ที่พื้นดิน กระโดดน้ำทันทีระยะประมาณ 15 เมตร ไปถึงจุดที่ชายสูงอายุลอยเกาะกองผักตบชวา ผมก็ประคองตัวตะโกนเรียกพี่ ๆๆๆ แต่เขาไม่ตอบ แต่สังเกตว่าเขายังพอมีสติ ก็ล็อกคอชายสูงอายุ ซึ่งผมหันหลังประคองเข้าฝั่ง โดยมี จ.ส.ต.ธรรมรัตน์ อยู่ที่ริมตลิ่งพร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยรอช่วยเหลือประคองชายสูงอายุขึ้นจากน้ำ"

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้ญาติของชายสูงอายุ มาจุดเกิดเหตุแจ้งว่า ชายสูงอายุมีความเครียดจากโรคประจำตัว หลังจากนั้นจึงได้นำตัวส่งไปโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 เพื่อตรวจร่างกาย และรอดูอาการ จนกระทั่งเวลาประมาณ 15.00 น. แพทย์อนุญาตให้ญาติรับตัวกลับไปดูแลต่อไป

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งลงพื้นที่ซับน้ำตา..มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุโรงงานพลุระเบิด จังหวัดสุพรรณบุรี

ตามที่ได้เกิดเหตุโรงงานพลุระเบิดในพื้นที่ ตำบลศาลาขาว อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรีเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมากนั้น โดยภายหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้มอบหมายให้ นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ จัดทีม ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำโดย นางศิริพร กระจ่างหล้าง ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ พร้อมด้วย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลเพื่อเตรียมการให้ความช่วยเหลือแก่ญาติผู้เสียชีวิตในทันที

วันนี้ (วันพุธที่ 24 มกราคม 2567) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก และ นายนิพนธ์ โชคภิรมย์วงศา กรรมการปฏิคม นำทีมแผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำโดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ลงพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลศาลาขาว  เพื่อเข้าพบพร้อมให้กำลังใจและมอบเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว รวม 23 รายๆ ละ 20,000 บาท รวมงบประมาณทั้งสิ้น 460,000 บาท (สี่แสนหกหมื่นบาทถ้วน) โดยมี 
นายประทีป การมิตรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วย อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย ดร.ปภัสรา เตชะไพบูลย์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ ร่วมในพิธี ณ องค์การบริหารส่วนตำบลศาลาขาว อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอแสดงความเสียใจ และขอส่งกำลังใจไปยังครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวทุกท่านมา ณ ที่นี้

ตลอดระยะเวลา 114 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้รวมถึงการช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตจากสาธารณภัย และพัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

# มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต 
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

‘วราวุธ’ เผย ได้มอบเงินเยียวยาเหตุ รง.พลุระเบิดแล้ว 7 ลบ. พร้อมส่งจิตวิทยาตามประกบครอบครัวเหยื่อตลอด 24 ชั่วโมง

(30 ม.ค. 67) ที่ทําเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีโรงงานพลุระเบิดที่ จ.สุพรรณบุรี ว่า เรื่องนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.การเยียวยาด้านปัจจัย ซึ่งในเรื่องงบประมาณนั้น ทาง พม.ร่วมกับหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน มอบเงินไปทั้งสิ้นเกือบ 7 ล้านบาท ให้กับทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ โดยในส่วนของ พม.นั้นได้มอบเงินเกือบ 6 แสนบาทสำหรับการเยียวยาให้ผู้สูญเสียและซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และในวันที่ 3 กุมภาพันธ์นี้ จะมีการฌาปนกิจชิ้นส่วนของผู้เสียชีวิต และมอบเงินช่วยเหลืองวดสุดท้าย

2.การเยียวยาด้านจิตใจ ซึ่งทาง พม.ได้ส่งทีมนักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยา ไปพูดคุยกับทุกครอบครัวอยู่ตลอด โดยตอนนี้มี 3 ครอบครัวที่ยังน่าเป็นห่วง เช่นครอบครัวของลูกชายเจ้าของโรงงาน ซึ่งประสบเหตุการณ์มาตั้งแต่ครั้งที่แล้ว และมีความคิดต่างๆ โดยเจ้าหน้าที่นักจิตวิทยาต้องประกบตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งขณะนี้อยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้น แต่อีกครอบครัวหนึ่ง ยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสีย นักจิตวิทยาก็ติดตามอย่างใกล้ชิด เชื่อว่าสภาพจิตใจจะดีขึ้นตามลำดับ โดยจะดูแลไปอีกพักใหญ่

‘น้องลีวายส์’ เด็ก ป.5 รับจ้างทำเล็บ พร้อมร้องเพลงไทยเดิม ชาวโซเชียลแห่ชื่นชม จนกลายเป็นไวรัล ‘ล้านวิว’

(20 เม.ย.67) กลายเป็นไวรัลข้ามคืน หลังจากผู้ใช้บัญชี TikTok @คิดไม่ออกบอกกวาง โพสต์คลิปเด็กชาย ชั้น ป.5 ให้บริการทำเล็บ พร้อมร้องเพลงไทยเดิมให้ลูกค้าฟังระหว่างนั่งทำเล็บ โดยคิดค่าบริการเพียง 49 บาท ซึ่งหลังคลิปนี้เผยแพร่ไป 1 วัน พบว่ามีคนมาชมกว่า 1 ล้านวิว ต่างชื่นชมน้องนักเรียน ป.5 อย่างมาก

น้องลีวายส์ หรือ ด.ช.ลภณพัตน์ ทองโสภา อายุ 11 ปี นักเรียนชั้น ป.5 ขึ้น ป.6 โรงเรียนวัดหนองสะเดา อยู่ที่บ้านในพื้นที่ หมู่ 4 ต.หนองสะเดา อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี บุคคลในคลิปได้กล่าวว่า ตนได้มีโอกาสไปทำเล็บกับพี่ท่านหนึ่งแล้วรู้สึกชอบ จึงกลับมาศึกษาจากโซเชียลในการทำเล็บโดยมีคุณแม่คอยสนับสนุน เริ่มจากออกทุนในการซื้ออุปกรณ์ทำเล็บให้ในเบื้องต้น

จากนั้นก็เริ่มทำเล็บให้กับคนในหมู่บ้าน โดยตนเดินทางไปทำให้และบางครั้งก็จะมีคนให้ร้องเพลงไทยเดิมเนื่องจากตนเป็นเด็กกิจกรรมเรียนดนตรีไทยและชอบเต้นรำระหว่างทำไปก็ลองไปทำให้ลูกค้าชื่นชอบและมีคนนำไปลงในติ๊กต็อกจนมีคนติดตาม และมาให้กำลังใจ 

เบื้องต้นใช้เวลาหลังเลิกเรียนและวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ออกทำเล็บให้คนในหมู่บ้านได้มาประมาณสองเดือนถึงสามเดือนแล้วก็มีรายได้บางวันก็ได้ 50 ถึง 100 บาท แต่บางวันก็ไม่ได้เพราะตนเพิ่งเริ่มทำ ซึ่งเงินที่ได้ก็จะเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาและค่อยๆ พัฒนาในการทำเล็บไปเรื่อยๆ 

ส่วนทางด้าน น.ส.เสาวรส ทองโสภา อายุ 37 ปี คุณแม่ของน้องลีวายส์ ก็ได้กล่าวว่า รู้สึกภาคภูมิใจที่น้องรู้จักสร้างรายได้แม้จะเป็นเงินเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ให้น้องได้มีความตั้งใจในการทำมาหากินซึ่งน้องเป็นคนที่เมื่อทำอะไรแล้วทำจริงก็รู้สึกภาคภูมิใจที่ลูกมากในการทำมาหากินตั้งแต่ยังเด็ก เริ่มต้นก็ทำงานรับจ้างรายวันแต่ก็พยายามที่จะช่วยเหลือลูกในสิ่งที่ลูกรักและลูกต้องการอย่างเต็มที่  

หากใครต้องการติดตามก็สามารถติดตามน้องลีวายส์ได้ที่ TikTok ชื่อบัญชี ร้านทำเล็บเล็ก ๆ ของลีวายส์ หรือ เบอร์โทรน้องลีวายส์ 081-831-6013

สุดท้ายนี้ น้องลีวายส์ ฝากมาบอกชาว THE STATESTIMES ด้วยว่านอกจากจะชอบทำเล็บแล้ว หนูก็ยังชอบเต้นอีกด้วยนะ 

26 พฤษภาคม พ.ศ. 2534 ‘เลาดาแอร์’ สายการบินออสเตรีย เกิดอุบัติเหตุตก ในจ.สุพรรณบุรี คร่าชีวิตไป 223 คน หลังบินสู่ท้องฟ้าได้เพียง 16 นาทีเท่านั้น

เครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 767 ของสายการบิน เลาดาแอร์ ประเทศออสเตรีย เส้นทางบิน ฮ่องกง-กรุงเทพฯ-เวียนนา บรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือรวม 223 คนทะยานออกจากท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2534 โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

หลังบินขึ้นสู่ท้องฟ้าได้เพียง 16 นาทีเศษ ก็เกิดเสียงระเบิดกึกก้องเหนือท้องฟ้าบริเวณป่าสงวนแห่งชาติ พุเตย หมู่ 7 ตำบลห้วยขมิ้น อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อเวลา 23.20 น. ชาวบ้านแถวนั้นเห็นดวงไฟขนาดใหญ่ตกจากท้องฟ้าพุ่งลงสู่พื้นดิน ทั้ง 223 คน เสียชีวิต เป็นชาวต่างชาติ 184 คน ชาวไทย 39 คน

จากการตรวจพิสูจน์กล่องดำ พบสาเหตุสำคัญที่สุดคือกลไกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ‘ทรัสต์ รีเวิร์สเซอร์’ (Thrust Reverser) ที่เครื่องยนต์หมายเลข 1 ซึ่งทำหน้าที่ชะลอความเร็วของเครื่องบินขณะบินลงเกิดทำงานขึ้นกะทันหันอย่างไม่รู้สาเหตุ ขณะที่เครื่องบินยังอยู่สูงบนท้องฟ้าที่ระดับความสูง 1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

ประกอบกับนักบินที่ 1 ไม่เชื่อไฟสัญญาณเตือนภัยที่กะพริบขึ้นมาในระยะที่เครื่องบินกำลังบินสูงราว 3,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แล้วไม่ตรวจสอบแก้ไข จึงก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมสลดครั้งนี้

“ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” ผู้ว่าฯ สุพรรณบุรี คนใหม่ พ่อเมืองสายลงพื้นที่-คิดเป็นระบบ ผู้นำที่ชาวสุพรรณบุรีไว้ใจได้

จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นหนึ่งในหัวใจเศรษฐกิจภาคกลางของไทย เมืองเก่าแก่ที่ผสมทั้งประวัติศาสตร์ สมรภูมิดอนเจดีย์ ตำนาน “ขุนช้าง–ขุนแผน” วัดสำคัญหลายแห่ง และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ใกล้กรุงเทพฯ ให้คนมาเที่ยวแบบไป–กลับได้สบาย ๆ

 

ขณะเดียวกันสุพรรณบุรีก็ยังเป็น “เมืองเกษตร” เต็มตัว ประชากรส่วนใหญ่กว่า 80% มีอาชีพทำไร่ ทำนา ทำสวน อยู่บนพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะกับทั้งเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูปที่กระจายตัวทั่วจังหวัด เมืองที่ต้องประคองทั้งเกษตร–อุตสาหกรรม–ท่องเที่ยวแบบนี้ จึงต้องการผู้นำที่เข้าใจภาพใหญ่ของประเทศ และลงลึกถึงชีวิตคนในพื้นที่ได้จริง

 

การที่ “ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” ได้รับการแต่งตั้งให้ย้ายจากผู้ว่าราชการจังหวัดตราด มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี จึงถูกจับตาอย่างมากว่าเขาจะเป็น “พ่อเมืองที่ชาวสุพรรณบุรีไว้ใจได้” คนต่อไป

.

เส้นทางชีวิตของ ณัฐพงษ์ วางอยู่บนพื้นฐานด้านการเมืองการปกครองและการบริหารรัฐกิจที่แข็งแรง เขาสำเร็จการศึกษา รัฐศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และต่อด้วย พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งเป็นสายวิชาที่เน้นการวางนโยบายและบริหารภาครัฐโดยตรง ก่อนจะเติบโตในสายงานกระทรวงมหาดไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านบทบาทสำคัญหลายตำแหน่งในระดับจังหวัด

 

ในแง่ประสบการณ์ทำงาน “ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” ผ่านสมรภูมิการบริหารพื้นที่ที่หลากหลาย ทั้งเคยเป็น **รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ในพื้นที่เกษตรกรรมและชนบท เคยเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด จังหวัดชายแดน–เมืองเกาะท่องเที่ยว และต่อมาเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดปริมณฑลที่เป็นทั้งเมืองอุตสาหกรรมและเมืองรองของกรุงเทพฯ ประสบการณ์จากจังหวัดชายแดน จังหวัดเกษตร และจังหวัดอุตสาหกรรม ทำให้เขาเข้าใจโจทย์ของพื้นที่ที่ต่างกันมาก ก่อนจะได้รับความไว้วางใจจาก ครม. เมื่อปลายปี 2566 ให้ขึ้นเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด คนที่ 49

 

ช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดตราดคือช่วงที่ทำให้ชื่อของ “ณัฐพงษ์” ถูกมองว่าเป็นคนทำงานที่ “คิดเป็นระบบ และฟังคนหน้างาน” เขาเป็นประธานเปิดเวทีจัดทำและทบทวน แผนพัฒนาจังหวัดตราด พ.ศ. 2566–2570 และร่วมขับเคลื่อนการจัดทำเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดตราด 20 ปี (พ.ศ. 2566–2585) โดยย้ำการใช้ “ข้อมูลและสถิติ” มาเป็นฐานในการวางทิศทางเมืองเกาะท่องเที่ยวชายแดนให้เติบโตอย่างสมดุล ทั้งในมิติการท่องเที่ยว เศรษฐกิจฐานราก โครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งแวดล้อม สไตล์การทำงานแบบนี้คือจุดแข็งสำคัญที่จะต่อยอดมาสู่การออกแบบอนาคตสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดเกษตร–อุตสาหกรรมที่ต้องการวิสัยทัศน์ระยะยาวไม่แพ้กัน

 

อีกภาพหนึ่งที่ชัดเจนในสมัยเป็นผู้ว่าฯ ตราด คือการเลือก “ลงพื้นที่จริง มากกว่าดูแค่รายงาน” เขาเคยลงพื้นที่เกาะกูด หลังมีกระแสข่าวว่านักท่องเที่ยวลดลงจากประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย–กัมพูชา เพื่อคุยตรงกับชาวบ้านและผู้ประกอบการ ฟังข้อเท็จจริง และช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าการท่องเที่ยวยังเดินหน้าต่อได้อย่างปลอดภัยและสงบสุข ควบคู่กับการประชุมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งจังหวัด เพื่อเชื่อมโยงนโยบายจังหวัดกับการทำงานของเทศบาลและ อบต. ให้ลดช่องว่างระหว่าง “เกาะกับฝั่ง” ให้ได้มากที่สุด

 

วิธีคิดที่มองทั้งเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และความมั่นคงชายแดนพร้อมกันแบบนี้ เป็นประสบการณ์ตรงที่สามารถนำมาปรับใช้กับสุพรรณบุรี ซึ่งต้องบาลานซ์ทั้งเกษตร ท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมในจังหวัดเดียวกัน

 

ในด้าน “คนและสังคม” ณัฐพงษ์ก็ไม่ได้ทำงานอยู่แค่ในห้องประชุม เขาเคยลงพื้นที่ โรงเรียนบ้านโป่ง อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด เพื่อให้กำลังใจครู–นักเรียน และบรรยายพิเศษหัวข้อ “ประวัติศาสตร์ชาติไทย” เพื่อปลูกฝังความรู้ ความเข้าใจ และอุดมการณ์รักชาติให้กับเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลชายแดน นอกจากนี้ยังรับบทเป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดตราด ขับเคลื่อนงานจิตอาสา 904 และกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาในหลายวาระสำคัญของชาติ ด้วยการประชุมกำหนดทิศทางงานอาสา และลงพื้นที่ร่วมกับประชาชนด้วยตัวเอง

 

บทบาทเหล่านี้สะท้อนว่าเขาให้ความสำคัญกับ “ทุนมนุษย์” และ “จิตสำนึกสาธารณะ” ไม่แพ้งานโครงสร้างพื้นฐานหรือเศรษฐกิจ

 

และเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติ แต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย 45 ราย หนึ่งในนั้นคือ “ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดตราด และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีอย่างเป็นทางการ

 

การย้ายครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนพื้นที่ปฏิบัติงาน แต่คือการนำ “ประสบการณ์จากเมืองชายแดน–เมืองเกาะท่องเที่ยว” มาต่อยอดใน “เมืองเกษตร–เมืองประวัติศาสตร์” ที่มีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อาหารและเศรษฐกิจภาคกลางของประเทศ

 

เมื่อมองย้อนจากผลงานที่ผ่านมา ภาพที่ชัดเจนของ “ณัฐพงษ์ สงวนจิตร” คือผู้นำที่วางแผนเป็นระบบ ใช้ข้อมูลจริง ลงหน้างานจริง และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม เขาเคยทำงานกับจังหวัดเกษตร จังหวัดชายแดน จังหวัดอุตสาหกรรม รวมถึงจังหวัดท่องเที่ยว ทำให้เข้าใจดีว่า “ตัวเลขเศรษฐกิจ” จะยั่งยืนไม่ได้ หากไม่ผูกโยงกับคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ และการดูแลทรัพยากรให้สมดุลกัน

 

สำหรับชาวสุพรรณบุรีแล้ว การได้พ่อเมืองที่ผ่านสมรภูมิการบริหารหลากหลาย และมีผลงานชัดบนเวทีจังหวัดตราดเช่นนี้ นับเป็นทั้งโอกาสและความหวังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนสุพรรณบุรีให้เป็น เมืองเกษตรเข้มแข็ง เมืองท่องเที่ยวมีเสน่ห์ และเมืองที่คนอยู่แล้ว “ภูมิใจและไว้ใจ” ผู้นำของตัวเองได้อย่างแท้จริง

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top