Saturday, 6 June 2026
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

‘สสส.-สกศ.’ ร่วมกันทำเว็บ ‘ปฐมวัยไทยแลนด์’ ดูแลเด็กเล็กครบวงจร หวังใช้สื่อเชื่อม ภาครัฐ-โรงเรียน-ผู้ปกครอง ให้ใกล้กันมากขึ้น

(21 มี.ค. 66) ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการสภาการศึกษา และ ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวเว็บไซต์ “ปฐมวัยไทยแลนด์ https://ecd.onec.go.th” ซึ่งเป็นความร่วมมือกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในการเผยแพร่ผลงานของคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย คณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง และเสิร์ฟข้อมูลออนไลน์ส่งตรงถึงครูและผู้ปกครอง เพื่อดูแลเด็กเล็กให้เติบโตขึ้นอย่างมีความสุขพร้อมกับพัฒนาการที่สมวัย

นายสุเทพ กล่าวว่า รัฐบาลและ ศธ. เห็นตรงกันกับผลการวิจัยทั่วโลกที่ย้ำถึง “การลงทุนดูแลเด็กปฐมวัย” ที่มีความคุ้มค่าสูงสุดกว่าในวัยอื่นถึง 7 เท่า จึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ ของทุกครอบครัวและประเทศชาติ โดย สสส. และสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ได้ร่วมกันจัดทำ Website “ปฐมวัยไทยแลนด์” หวังใช้สื่อโซเชียลเชื่อมต่อภาครัฐ โรงเรียน และพ่อแม่ผู้ปกครอง ให้ใกล้กันมากขึ้น โดยสำนักนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย สกศ. พร้อมสนับสนุนข้อมูลสถิติ งานวิจัย และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยจากทุกภาคส่วน

สสส. สานพลัง 100 องค์กร จัดงาน “ฟังด้วยหู ดูด้วยใจ Conference” สู้วิกฤต ‘คนไทย’ เหงา-โดดเดี่ยวสูง 83% พร้อมเปิดพื้นที่รับฟังตลอดเดือนพฤศจิกายน

เมื่อวานนี้ (14 พ.ย. 68) ญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สสส. เผยถึงสาเหตุส่วนหนึ่งของภาวะเครียด กังวล จนถึงซึมเศร้า มาจากการขาดพื้นที่รับฟังที่มีคุณภาพ เมื่อวิเคราะห์ตามกลุ่มอาชีพก็พบว่า พนักงานออฟฟิศเป็นกลุ่มที่มีความเหงาสูงที่สุด

ข้อมูลยังชี้ให้เห็นการขาดการเชื่อมโยงทางสังคมและจิตใจ เมื่อพบว่าคนไทย 1 ใน 5 รู้สึกว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีความเห็นอกเห็นใจ และสามารถให้คำปรึกษาได้ดีกว่าคนในครอบครัวหรือเพื่อน สะท้อนถึงผู้คนกำลังขาดพื้นที่ปลอดภัยในการระบายความรู้สึก และขาดความสัมพันธ์ทางสังคมที่ลึกซึ้ง

ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ ผู้อำนวยการร่วมธนาคารจิตอาสา เน้นย้ำว่า ปัญหาต่าง ๆ ในสังคมมีรากฐานมาจากการที่ผู้คนไม่ได้ฟังกันอย่างแท้จริง ทั้งการฟังตัวเองและฟังผู้อื่น จึงเป็นที่มาของแคมเปญ “#ทุกปัญหาดีขึ้นได้ด้วยการฟัง” ซึ่งเชื่ออย่างจริงใจว่าไม่มีปัญหาเดียวในชีวิตที่จะไม่ดีขึ้นด้วยการฟัง

ในงาน “ฟังด้วยหู ดูด้วยใจ Conference” มีการจัดกิจกรรมเสวนาที่เชื่อมโยงภาคีเครือข่ายและสร้างความตระหนักรู้ โดยได้รับเกียรติจาก วิเรขา สันตะพันธุ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวต้อนรับ ซึ่งได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการฟัง โดยเฉพาะการ “ฟังให้เยอะ” ตามหลักการ “มี 2 หู 1 ปาก ควรเลือกใช้สิ่งที่มีให้เกิดประโยชน์” พร้อมทั้งเล่าว่า การฟังทำให้คนมีสติและฝึกจิตใจได้ โดย ธปท. ให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของพนักงานและผู้มาเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาองค์กร

และกิจกรรมสำคัญคือเวทีเสวนา “เปลี่ยนโลกทั้งใบด้วยการฟังด้วยใจ” โดยภาคีเครือข่ายสุขภาวะทางปัญญา ซึ่งรวมถึงตัวแทนเยาวชนอย่าง น้องนีน่า-นภัทชพร ก้อนกลีบ ประธานกลุ่ม Listen Hearts โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ ที่มาเล่าประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงในครอบครัวเมื่อเธอหันมา “ทำความรู้จักกับการฟัง” อย่างลึกซึ้ง ทำให้เข้าใจสิ่งที่บิดาพูดมากขึ้น และเกิดความสุขทุกครั้งที่ได้ฟังเรื่องราวของผู้อื่นจนจบ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของเธอในการเป็นนักจิตวิทยาที่ดีในอนาคต

มีการสรุปสั้นๆ ว่า การฟังที่มีคุณภาพ หรือ “การฟังอย่างลึกซึ้ง” ที่สามารถคลี่คลายปัญหาได้ทุกระดับนั้น เป็นสิ่งที่ต้องผ่านการฝึกฝน และอาศัยองค์ประกอบหลัก 3 ประการ ได้แก่ อยู่กับคนตรงหน้า 100%: ใส่ใจกับคนตรงหน้า ไม่เล่นมือถือ ไม่ทำงานไปด้วย เพื่อแสดงความเคารพและความตั้งใจอย่างเต็มที่, เท่าทันกับเสียงความคิดในหัวของตัวเอง: รับรู้เสียงความคิดภายใน ไม่ตัดสิน ไม่คุยกับเสียงในหัวจนลืมใส่ใจกับผู้พูด, ให้ความสำคัญกับความรู้สึก: ไม่ใช่แค่ฟังเนื้อหาถ้อยคำ แต่ต้องรับรู้และใส่ใจว่าคนพูดรู้สึกอย่างไร เขาอยากสื่อสารอะไร และสามารถฟังระหว่างบรรทัดได้

วาระเดือนการฟังแห่งชาติปี 2568 นี้ นับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เมื่อ สสส. และธนาคารจิตอาสา สามารถสานพลังกับภาคีเครือข่ายและองค์กรกว่า 100 องค์กร เกินจากเป้าหมายเดิมที่ 75 องค์กร อาทิ กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน มูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา สังคมเปลี่ยนสุข มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม กลุ่มโรงเรียน กลุ่มโรงพยาบาล  กลุ่มสถาบันระดับอุดมศึกษา และหน่วยงานภาครัฐอย่างเช่น กลุ่มขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศฯ (ป.ย.ป.) เป็นต้น เพื่อร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ “ร่วมสร้างพื้นที่แห่งการรับฟัง” ในสังคม

ความพิเศษของปีนี้คือการเปิดตัว “การ์ดฟังสร้างสุข (Listenian Card)” นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นโดยธนาคารจิตอาสาร่วมกับ สสส. ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการนำเครื่องมือนี้มาใช้ในการฝึกทักษะการฟังเบื้องต้น การรู้เท่าทันความคิด และการใส่ใจความรู้สึกอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งเสริมให้องค์กรและประชาชนทั่วไปสามารถนำไปใช้ในการพัฒนากิจกรรมสร้างพื้นที่รับฟังภายในหน่วยงานและชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพ

นอกจากนี้ ยังมีการเชิญชวนประชาชนให้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์เดือนการฟังแห่งชาติ เพื่อทำแบบทดสอบสังเกตพฤติกรรมการรับฟังของตัวเอง และเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นผ่านเนื้อหาในรูปแบบ e-Learning และ เกมฝึกฟัง (Listenian Game) ตลอดจนเข้าร่วมกิจกรรมเสวนาตลอดเดือนพฤศจิกายน เช่น งานเสวนา “ฟังด้วยหู ดูด้วยใจ Dialogue” ที่มีผู้มีชื่อเสียงเข้าร่วม อาทิ เอ๋ นิ้วกลม, โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ และงาน “ฟังด้วยหู ดูด้วยใจ Summit” เพื่อแลกเปลี่ยนความสำเร็จและขยายผลการสร้างสังคมแห่งการรับฟังให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในสังคมไทย

สสส. จับมือ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล รณรงค์ “งานบ้านไม่เลือกเพศ” ชวนทุกเพศแชร์งานบ้านร่วมกัน ลด-ป้องกันความรุนแรงในครอบครัว

(23 พ.ย. 67) ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ประจำปี 2568 “งานบ้านไม่เลือกเพศ ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว” เมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีการแสดงละครเชิงสัญลักษณ์ “WE TO ME ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว” โดยทีมเฉพาะกิจเธียเตอร์

น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญของการยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และครอบครัว จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายทำงานเชิงรุกเพื่อขับเคลื่อนประเด็น สะท้อนปัญหา และหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา เพราะความรุนแรงในครอบครัว เสี่ยงต่อการมีสุขภาวะไม่ดี หากไม่ได้รับการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะปัจจุบันที่ปัญหามีความซับซ้อนขึ้น ผู้ถูกกระทำมีทุกเพศ ทุกวัย 

โดยมีปัจจัยกระตุ้นการก่อเหตุคือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสิ่งเสพติด ข้อมูลล่าสุดที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลได้รวบรวมข่าวความรุนแรงในครอบครัวปี 2567 มีมากถึง 1,529 ข่าว เพิ่มจากปี 2566 ประมาณ 40% โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้น 448 ข่าว คิดเป็น 29.3% และยาเสพติด 412 ข่าว คิดเป็น 26.9% แบ่งเป็น ข่าวทำร้ายกัน 638 ข่าว คิดเป็น 41.7% ฆ่ากันในครอบครัว 562 ข่าว คิดเป็น 36.8% ฆ่าตัวตาย 235 ข่าว คิดเป็น 15.4% ความรุนแรงทางเพศของคนในครอบครัว 75 ข่าว คิดเป็น 4.9% และความรุนแรงในครอบครัวอื่น ๆ 19 ข่าว คิดเป็น 1.2% เช่น ข่มขู่ เผาบ้าน ทำลายทรัพย์สิน

“การจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อสร้างความเสมอภาควันนี้ ให้ความสำคัญกับประเด็นงานบ้านไม่เลือกเพศ ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว เพราะการทำงานบ้านร่วมกันของคนในครอบครัว จะเป็นฐานสำคัญในการนำไปสู่การเคารพกันทั้งในมิติภายในครอบครัวและสังคม เพื่อยุติปัญหาความรุนแรงไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก การเอาเวลาที่เสียไปจากวงเหล้า วงพนัน เปลี่ยนมาทำงานบ้านรับผิดชอบครอบครัวจึงมีความสำคัญและเป็นการเริ่มต้นที่ทำได้ทันที” น.ส.รุ่งอรุณ กล่าว

ด้าน น.ส.จรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ผลสำรวจความเห็นต่อการทำงานบ้านของประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 2,750 คน วันที่ 9-30 ต.ค.2568 เป็นผู้หญิง 48.8% ผู้ชาย 41.2% และกลุ่ม LGBTQ+ 10% ซึ่งกว่า 50% มีประสบการณ์ในชีวิตคู่ โดยกลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยให้ปลูกฝังการทำงานบ้านและฝึกให้เด็กทุกเพศทำงานบ้าน 90.7% ระบบการศึกษาควรปลูกฝังงานบ้านเป็นความรับผิดชอบของทุกคน 89% พ่อ แม่ ผู้ปกครองช่วยกันทำงานบ้านเป็นแบบอย่าง 86.2% ควรให้สิทธิพ่อลาเลี้ยงลูกได้ 15 วัน 85.3% เพราะช่วยแบ่งเบาภาระของแม่ และส่งผลดีต่อความผูกพันในครอบครัว

น.ส.จรีย์ กล่าวต่อว่า ส่วนความเห็นที่สะท้อนความคิดชายเป็นใหญ่ ระบุว่า ผู้ชายมีหน้าที่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว 48% โตมาเห็นแต่แม่ น้องสาว พี่สาวเป็นคนทำงานบ้าน 41.7% ผู้หญิงที่ดีต้องเป็นแม่บ้าน แม่ศรีเรือน 36.9% ผู้หญิงทำงานนอกบ้านต้องทำงานในบ้านด้วย 30.4% งานบ้านไม่ใช่หน้าที่ของผู้ชายแต่เป็นหน้าที่ของผู้หญิง 28.9% ทั้งนี้ ผู้หญิงกว่า 50% เห็นด้วยกับ 2 ประเด็น คือ 1.หากแฟน ภรรยาทำงานทั้งในบ้าน หรือนอกบ้านคนเดียวจะเกิดความเครียด หงุดหงิด เหนื่อยล้า 2.หากผู้หญิงทำงานบ้านฝ่ายเดียว จะทำให้ความสัมพันธ์เปราะบาง ทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัวได้

“ยังมีบางส่วนที่มีความเชื่อว่างานบ้านเป็นหน้าที่ผู้หญิง สาเหตุมาจากความคิดแบบชายเป็นใหญ่ ถูกสอนว่าผู้ชายต้องเป็นผู้นำ ส่วนผู้หญิงต้องทำงานบ้าน เลี้ยงลูก ดังนั้นจึงควรเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิด อย่ามองว่างานบ้านเป็นเรื่องของผู้หญิงเท่านั้น การที่ทุกเพศรับผิดชอบงานบ้านจะช่วยลดช่องว่าง สร้างความเข้าใจที่ดีในครอบครัว นำไปสู่ความเท่าเทียมระหว่างเพศอย่างเป็นรูปธรรมได้ เมื่อทุกคนในครอบครัวมีส่วนร่วม เคารพซึ่งกันและกัน จะช่วยลดความขัดแย้ง ป้องกันการเกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้” น.ส.จรีย์ กล่าว

ด้าน พญ.นาตาชา ชวาลา แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว กล่าวว่า จากผลสำรวจของมูลนิธิฯ ทำให้เข้าใจค่านิยมของคนไทย และส่วนใหญ่พร้อมสำหรับความเท่าเทียมโดยการสนับสนุนว่างานบ้านเป็นงานของทุกคน และต้องช่วยกันสอนเด็กทุกเพศให้ทำ แต่เกือบ 1 ใน 3 เห็นว่าสุดท้ายผู้หญิงควรเป็นหลักในการทำงานบ้านอยู่ดี สะท้อนว่าคนไทยยอมรับความคิดใหม่ สำหรับคู่รักที่ไม่เข้าใจกันเรื่องงานบ้านนั้น ตนแนะนำใช้การสื่อสารอย่างซื่อสัตย์ ชัดเจน และเคารพกันและกัน ช่วยลดความขัดแย้ง ลดการปะทะ และสร้างความเข้าใจที่ลึกขึ้น มี 4 ขั้นตอน 

1.สังเกตโดยไม่ตัดสิน 
2.ระบุความรู้สึกของเราต่อสถานการณ์นั้นโดยไม่ใช้อารมณ์ 
3.บอกความต้องการของเราอย่างตรงไปตรงมา
 4.การขอร้องอย่างชัดเจน เป็นคำพูดเชิงบวก และทำได้จริง 

ทั้งนี้ เมื่อนำมาใช้กับการทำงานบ้าน จะกลายเป็นโอกาสสร้างความเท่าเทียม ความร่วมมือ และความใกล้ชิดมากขึ้น

นายทสร บุณยเนตร Chief Creative Officer BBDO Bangkok กล่าวว่า ครอบครัวตนเป็นครอบครัวขนาดกลาง ตั้งแต่เล็กจนโตที่บ้านจะสอนให้ทำความสะอาดหรือช่วยทำงานบ้าน ไม่เคยปล่อยให้คุณแม่ หรือคุณยายทำ เพราะรู้สึกว่า งานบ้านมันเป็นงานของทุกคน ตนแต่งงานมา 7 ปี เราอยู่ในบ้านที่มีคนงาน ทำความสะอาด แต่เราทั้งคู่ก็ยังทำงานบ้านอยู่ตลอด ฝึกให้ลูกทั้งสองคนค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะช่วยทำงานบ้านผม ตนมีโอกาสร่วมงานกับมูลนิธิมาสิบกว่าปี ตั้งแต่แคมเปญแรก #WomenAgainstAbuse #แชร์ช้ำช่วยชั้น ชวนผู้หญิงทุกคนเอาลิปสติกทาใต้ตา เพื่อให้เหยื่อความรุนแรง กล้าแชร์รอยช้ำบนหน้าตัวเอง เราจะได้เข้าไปช่วย

นายทสร กล่าวว่า ต่อมาแคมเปญ #บ้านไม่ใช่เวทีมวย ส่งเมสเซจบอกผู้ชายที่ชอบความรุนแรง ชอบดูมวย โดยเราไป Hijack Ring Girl ที่สนามมวย เปลี่ยนผู้หญิงที่เป็นเหยื่อความรุนแรงมาเดินถือป้ายตอนพักยกแทน หรือ #MuseumOfFirstTime แคมเปญรณรงค์ให้ยุติความรุนแรงในบ้านตอนช่วงโควิด ที่เราสร้าง Virtual Museum ให้คนสัมผัสประสบการณ์จริงของเหยื่อความรุนแรง ที่เคยให้โอกาสแฟนครั้งที่สอง จนกระทั่งมาแคมเปญล่าสุด #SecondChance ที่เราพาจีจี้ สุพิชชาให้กลับมา เตือนผู้หญิงทุกคนที่ให้โอกาสความรุนแรงเป็นครั้งที่สอง จนได้ทำให้ตนเข้าใจ ความหมายของคำว่า Domestic Violence มากขึ้นทุกปี ๆ ตนมองว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ต้องการความเข้าใจ รับฟัง และร่วมกันแก้ปัญหาภายในครอบครัวอย่างจริงจัง แต่ปัญหานี้จะไม่มีทางถูกแก้ ถ้าคนในครอบครัวไม่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top