Friday, 5 June 2026
สระแก้ว

จากภาพทหารสาวสุดสมาร์ต ชี้นิ้วไล่ทหารกัมพูชา การเปิดตัว ‘ผู้กองอะตอม’ ร้อยเอกหญิงแกร่งแห่งกองทัพไทย

(20 ส.ค. 68) จากเหตุชุลมุนเล็กน้อยระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาที่ช่องอานม้า จ.สระแก้ว ปรากฏภาพทหารหญิงไทยยืนชี้นิ้วและปัดมือไล่ทหารกัมพูชาที่เข้ามาโวยวายในพื้นที่ จนกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ ต่อมาทราบว่าเธอคือ ร้อยเอกหญิง ปวิชญา วลีสุขสันต์ หรือที่รู้จักในชื่อ ‘ผู้กองอะตอม’

‘ผู้กองอะตอม’ วัย 28 ปี จบการศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผ่านหลักสูตรนายทหารสัญญาบัตร ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย และนายทหารล่าม กรมข่าวทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย โดยเพิ่งได้รับโอกาสทำหน้าที่โฆษกภาษาอังกฤษเมื่อปลายปี 2567

นอกจากงานในกองทัพ เธอยังรับบทบาทพิธีกร ล่าม และติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษ โดยสอบ TOEIC ได้คะแนน 895 คะแนน และมีสไตล์การสอนที่เข้าถึงง่าย ชอบพบปะผู้คนใหม่ ๆ พร้อมมุมมองที่การสื่อสารช่วยเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น ทั้งยังเคยย้ำว่าชอบงานที่ท้าทายและไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่ช่องอานม้าทำให้ชื่อ ‘ผู้กองอะตอม’ ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ทั้งในมุมความกล้าแสดงออกในการปฏิบัติหน้าที่ และบทบาททหารหญิงยุคใหม่ที่สมาร์ต รอบด้าน และทำงานเพื่อกองทัพ ประเทศชาติ และประชาชนไทย

ไทยนำเข้าแรงงานศรีลังกา 1 หมื่นคน แทนแรงงานกัมพูชาครึ่งล้านทยอยกลับประเทศ

(21 ส.ค. 68) ไทยเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน หลังแรงงานกัมพูชากว่าคนทยอยกลับประเทศ เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้นายจ้างหลายพื้นที่กังวลต่อการขาดแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก

ล่าสุด คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้นำเข้าแรงงานต่างชาติผ่านระบบ MOU โดยเบื้องต้นอนุมัติแรงงานศรีลังกา 10,000 คน เข้ามาทำงานในไทยทดแทนแรงงานกัมพูชาที่ขาดหาย ทั้งนี้แรงงานดังกล่าวจะได้รับอนุญาตทำงานครั้งละ 2 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 2 ปี หากผลการดำเนินงานเป็นไปด้วยดี กระทรวงแรงงานเตรียมเสนอขยายโควตาไปยังแรงงานชาติอื่น เช่น เนปาล บังกลาเทศ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

นอกจากนี้ ยังผ่อนผันให้แรงงานกัมพูชา ลาว และเมียนมาที่หมดอายุใบอนุญาตหรือเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่ยังต้องการทำงานในไทย สามารถยื่นขออนุญาตได้ โดยนายจ้างเป็นผู้ดำเนินการและชำระค่าธรรมเนียม 1,000 บาท โดยปัจจุบันไทยมีแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายกว่า 3.78 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานเมียนมากว่า 2.9 ล้านคน

ด้านกรมการจัดหางานเสนอ 5 แนวทางแก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น ใช้แรงงานทหาร นักโทษชั้นดี และเยาวชนในสถานพินิจมาช่วยงานชั่วคราว เปิดจดทะเบียนแรงงานผิดกฎหมาย เพิ่มแรงงานจากประเทศใหม่ ใช้แรงงานผู้ลี้ภัยเมียนมา และพัฒนาทักษะ-เทคโนโลยีในภาคธุรกิจเพื่อปรับตัวในระยะยาว ลดการพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเกินจำเป็น

‘กัมพูชา’ ส่งหนังสือค้าน ‘ไทย’ ออกโฉนดให้ชาวบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ชี้ JBC ยังไม่ตัดสิน!! เชื่อพื้นที่ดังกล่าวเป็นของคนเขมร จ.บันทายมีชัย

(26 ส.ค. 68) สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชายังตึงเครียด เมื่อมีรายงานว่านายอุม เรียตรีย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบันทายมีชัย กัมพูชา ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว แสดงความกังวลต่อคำแถลงผ่านสื่อไทยเรื่องการออกโฉนดที่ดินให้แก่พลเมืองไทยในพื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดยย้ำว่าหากกระทบพื้นที่ที่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ยังไม่ได้ตกลง หรือมีชาวกัมพูชาครอบครองอยู่ กัมพูชาขอคัดค้านอย่างชัดเจน

ฝ่ายกัมพูชาระบุว่า การดำเนินการใดๆ ที่ส่งผลต่อพื้นที่พิพาทอาจละเมิดเจตนารมณ์บันทึกความเข้าใจปี 2000 และบั่นทอนการเจรจาเขตแดนร่วม พร้อมขอให้ไทยระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงความตึงเครียดและรักษาความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนบ้าน

ด้านสำนักข่าว Kampuchea Thmey Daily รายงานโดยอ้างคำพูดของนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ว่าพื้นที่บ้านหนองจานเป็นเขตป่าไม้ ไม่มีเอกสารสิทธิ สื่อกัมพูชาจึงตีความว่าไทยไม่มีสิทธิอ้างกรรมสิทธิ์ และถือว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของกัมพูชา ทำให้ชาวบ้านกัมพูชาบางส่วนโกรธแค้น และกดดันจนผู้ว่าฯ ปริญญาต้องออกมาขอโทษ โดยอ้างว่าเกิดจากความเข้าใจผิด

สื่อกัมพูชายังอ้างว่า พื้นที่ดังกล่าวคือหมู่บ้านเปรยจัน จังหวัดบันทายมีชัย ซึ่งปัจจุบันทหารไทยได้นำลวดหนามและสิ่งกีดขวางมาตั้งแนวเขต ทำให้คณะกรรมาธิการชายแดนร่วมของกัมพูชาส่งคำคัดค้านอย่างเป็นทางการ พร้อมกล่าวหาว่าการกระทำดังกล่าวทำลายบรรยากาศความไว้วางใจ และเรียกร้องให้ไทยปฏิบัติตามข้อตกลงทวิภาคีอย่างเคร่งครัดอีกครั้ง

‘นายพลเบิร์ด-เสนาธิการทหาร’ ลงพื้นที่ชายแดนสระแก้ว พบชาวกัมพูชาสร้างบ้านล้ำเขตแดนไทย 18 หลังคาเรือน

(26 ส.ค. 68) พลเอกมนัส จันดี เสนาธิการทหาร พร้อมคณะนายทหารระดับสูง รวมถึง ‘เสธ.เบิร์ด’ พลตรี วันชนะ สวัสดี ลงพื้นที่ตรวจสอบชายแดนไทย-กัมพูชา ณ จุดตรวจ ส.34 บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อติดตามสถานการณ์การรุกล้ำพื้นที่

การตรวจสอบพบว่า มีบ้านเรือนของชาวกัมพูชา 18 หลังคาเรือน สร้างรุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยอย่างชัดเจน ข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำเสนอในที่ประชุม คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) เพื่อให้กัมพูชาดำเนินการแก้ไข พันโทวันชนะย้ำว่าเขตแดนปัจจุบันเป็นไปตาม MOU 43 และทหารไทยมีสิทธิ์ปกป้องอธิปไตยอย่างถูกต้องตามหลักมนุษยธรรม

โดยระหว่างลงพื้นที่ คณะสังเกตพบกลุ่มมวลชนชาวกัมพูชา รวมถึงเด็กและกลุ่มเปราะบาง ถือป้ายประท้วงเรียกร้องให้ไทยรื้อถอนแนวลวดหนาม พันโทวันชนะชี้ว่า ประชาชนกลุ่มนี้อาจไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับแนวเขตแดน และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลกัมพูชาที่ต้องสื่อสารให้ชัดเจน

ทั้งนี้ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ทางคณะของเสนาธิการทหารมีกำหนดเดินทางไปตรวจสอบ พื้นที่บ้านหนองจาน อีกหนึ่งจุดที่ยังมีความตึงเครียด เพื่อประเมินสถานการณ์โดยรวมและรวบรวมข้อมูลสำหรับการประชุม JBC ต่อไป

‘ผู้ว่าฯ สระแก้ว’ เอาจริง!! ส่งหนังสือถึง ‘ผู้ว่าฯ บันเตียเมียนเจย’ ขอให้ย้ายชาวเขมร 170 ครอบครัว ที่รุกล้ำออกนอกแผ่นดินไทย

(4 ก.ย. 68) นายปริญญา โทธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ออกแถลงการณ์ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ขอให้ย้ายราษฎรชาวกัมพูชาที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว กลับออกนอกราชอาณาจักรไทยโดยเร็ว

ผู้ว่าฯ สระแก้วชี้ว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของไทย และอยู่นอกเขตพื้นที่อ้างสิทธิ์ตามบันทึกความเข้าใจ (MOU 43) ระหว่างไทย–กัมพูชา ที่ลงนามเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 การปลูกสร้างบ้านเรือนของราษฎรกัมพูชาจึงถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและผิดกฎหมายไทย

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า มีราษฎรกัมพูชารุกล้ำพื้นที่บ้านหนองจาน 135 ครัวเรือน และบ้านหนองหญ้าแก้ว 35 ครัวเรือน รวม 170 ครัวเรือน จังหวัดสระแก้วจึงขอความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชาให้เร่งย้ายออก เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและปกป้องอธิปไตยของไทย

‘ผู้ว่าฯ บันเตียเมียนเจย’ ส่งหนังสือโต้ ‘ผู้ว่าฯ สระแก้ว’ ชี้รื้อหมู่บ้านเขมร ละเมิด MOU ควรรอผลหารือ GBC-JBC

(4 ก.ย. 68) ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจยของกัมพูชา นายอุม เรียเตรย ได้ส่งหนังสือถึงนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วของไทย ขอให้ยุติการสั่งย้ายชาวกัมพูชาที่อยู่อาศัยในพื้นที่บ้านจกเจยและบ้านเปรยจัน ซึ่งตรงกับพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ฝั่งไทย โดยย้ำว่าควรรอผลการหารือของคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่มีหน้าที่โดยตรงด้านเขตแดน

ในหนังสือ ผู้ว่าฯ บันเตียเมียนเจยระบุว่า การดำเนินการฝ่ายเดียวที่กระทบต่อชาวบ้านถือเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจปี 2543 และข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชา รวมถึงเจตนารมณ์ของการประชุมระดับทวิภาคีที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศคงสถานการณ์เดิมและส่งเรื่องให้กลไกอย่างเป็นทางการแก้ไขตามกระบวนการสันติ

กัมพูชายืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของตนมาโดยตลอด และชาวบ้านที่อยู่อาศัยอยู่ในปัจจุบันก็มีรากฐานจากผู้ลี้ภัยในยุคเขมรแดงซึ่งเคยอาศัยอยู่ที่นี่มาเป็นเวลานาน จึงไม่ควรถูกบังคับย้ายออกไปโดยไม่ได้รับการเจรจา

โดยความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากผู้ว่าฯสระแก้วได้มีหนังสือถึงฝ่ายกัมพูชาเมื่อ 29 สิงหาคม ขอให้ย้ายชาวบ้าน 170 ครัวเรือนที่รุกล้ำเข้ามาในฝั่งไทยออกจากพื้นที่ โดยแบ่งเป็นบ้านจกเจย 135 ครัวเรือน และบ้านเปรยจัน 35 ครัวเรือน ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้วของไทย

‘กองกำลังบูรพา’ ย้ำเอกสารปลอม!! ไม่มีคำสั่งอพยพประชาชนแนวชายแดน พบเอกสารมีพิรุธหลายจุด กำลังเร่งหาผู้ปลอมแปลงมาดำเนินคดี

(10 ก.ย. 68) กองกำลังบูรพาออกแถลงชี้แจงกรณีมีเอกสารเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียและกลุ่มไลน์ ระบุให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่ชายแดน โดยยืนยันว่าเอกสารดังกล่าวเป็น ข่าวปลอม และไม่ใช่เอกสารทางราชการจริง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า หากพิจารณารายละเอียดในเอกสารจะพบพิรุธหลายจุด และกำลังสืบสวนหาต้นตอการปล่อยข่าวลวง พร้อมเตรียมดำเนินคดีผู้กระทำผิดตามกฎหมายจนถึงที่สุด

ทั้งนี้ กองกำลังบูรพาย้ำว่า ข่าวปลอมเช่นนี้สร้างความสับสนและกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในแนวชายแดน จึงขอให้ใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสาร และติดตามข้อมูลจาก หน่วยงานราชการหรือช่องทางที่น่าเชื่อถือเท่านั้น โดยเหตุการณ์นี้ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่บ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้วเกิดความวิตกกังวลอย่างมาก

‘กองกำลังบูรพา’ จับ!! สินค้าบริโภค เตรียมลักลอบ!! ข้ามแดน ‘นมผงเด็ก – น้ำตาล’ สะท้อน!! วิกฤตหิวโหย อีกฟากฝั่งชายแดน

(14 ก.ย. 68) กองกำลังบูรพา , หน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ ,ชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 , กองพันทหารม้าที่ 30 และเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ด่านกักกันสัตว์สระแก้ว ได้ร่วมกันลาดตระเวนในพื้นที่และตรวจพบสินค้าบริโภคจำนวนมากถูกซุกซ่อนอยู่ในไร่อ้อยบริเวณชายแดนบ้านหนองปรือ หมู่ 7 ตำบลผ่านศึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

สินค้าที่พบประกอบด้วยนมผง, น้ำกระเทียมดอง, น้ำตาลกรวด และไส้ขม ซึ่งเป็นอาหารที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต จากการตรวจสอบไม่พบผู้แสดงตนเป็นเจ้าของ คาดว่าสินค้าเหล่านี้ถูกนำมาซ่อนไว้เพื่อเตรียมลักลอบนำออกนอกประเทศไปยังกัมพูชา ซึ่งกำลังเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง การลักลอบนำอาหารออกนอกประเทศเช่นนี้จึงเป็นการซ้ำเติมวิกฤตดังกล่าวให้หนักยิ่งขึ้น

เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานงานกับด่านศุลกากรอรัญประเทศเพื่อตรวจสอบและนำสินค้าทั้งหมดไปดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

‘โฆษกกองทัพบก’ แจงเหตุไม่จับเขมรบุกรื้อลวดหนาม เพราะกัมพูชาใช้ประชาชนเป็น ‘โล่มนุษย์’ ต่อหน้าสื่อต่างชาติ

(17 ก.ย. 68) จากกรณีชาวกัมพูชานับร้อยคนพยายามรื้อรั้วลวดหนามหีบเพลงที่ฝ่ายไทยนำไปกั้นไว้ ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ล่าสุด พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงสาเหตุที่เจ้าหน้าที่ไทยไม่จับกุมชาวกัมพูชาที่รื้อลวดหนาม แม้จะอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก โดยระบุว่าในวันเกิดเหตุ ฝ่ายกัมพูชาใช้ประชาชนเป็น 'โล่มนุษย์' และมีสื่อต่างชาติหลายสำนักอยู่ในพื้นที่ หากใช้กำลังเข้าจับกุมทันที อาจสร้างภาพว่าทหารไทยทำร้ายประชาชน ซึ่งตรงตามเป้าหมายที่กัมพูชาต้องการให้เกิดขึ้น

โฆษกกองทัพบกอธิบายว่า เจ้าหน้าที่จึงปรับแผนตามหลักสากล โดยเริ่มจากให้ฝ่ายปกครองเข้าดำเนินการ แต่เมื่อไม่สามารถควบคุมได้ จึงยกระดับเป็นการใช้กฎหมายปกติ โดยให้ตำรวจควบคุมฝูงชนเข้ามาดูแลสถานการณ์ พร้อมย้ำว่าไทยคำนึงถึงภาพลักษณ์ในเวทีโลก และต้องการแก้ไขปัญหาอย่างรอบคอบ

ทั้งนี้ ที่ประชุม GBC ล่าสุด ฝ่ายกัมพูชารับปากจะพิจารณา 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ปัญหาทุ่นระเบิด เครือข่ายสแกมเมอร์ และการรุกล้ำชายแดน โดยฝ่ายกัมพูชาขอเวลาในการสื่อสารภายในหน่วยงานของตนเองเพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน

ด้านฝ่ายไทยได้ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงถึงสื่อต่างชาติ พร้อมย้ำว่าหากเกิดเหตุวุ่นวายซ้ำ ไทยพร้อมใช้มาตรการขั้นสูงภายใต้กฎอัยการศึก โดย พล.ต.วินธัย ทิ้งท้ายว่า ทุกการดำเนินการต้องรัดกุม เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

‘สม รังสี’ ขอชาวโลกเห็นใจเขมร ชี้ไทยป่าเถื่อน ใช้แก๊สน้ำตา-กระสุนยางใส่ม็อบ!! ทำพระและชาวบ้านบาดเจ็บ

(18 ก.ย. 68) กัมพูชากล่าวหากองทัพไทยใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมชาวกัมพูชา หลังเกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา โดยนายสม รังสี อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา ซึ่งลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า พระสงฆ์ ทหาร และประชาชนจำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บและหมดสติ หลังทหาร-ตำรวจไทยใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และอาวุธควบคุมฝูงชนเข้าสลายการชุมนุมในหมู่บ้านเปรยจันทร์ จังหวัดบ้านเตยมีนเชย

ด้านคณะกรรมการกู้ชาติกัมพูชา (CNRC) ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำดังกล่าวของฝ่ายไทย โดยเรียกว่าป่าเถื่อนและเป็นการละเมิดอธิปไตยกัมพูชา พร้อมกล่าวหากองทัพไทยว่าบุกรุกดินแดนซ้ำซาก และใช้ความรุนแรงต่อพระสงฆ์และประชาชนผู้บริสุทธิ์

CNRC ยังเรียกร้องให้รัฐบาลพนมเปญดำเนินการทางกฎหมาย โดยยื่นเรื่องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เพื่อฟ้องไทยในข้อหาละเมิดอธิปไตยและใช้ความรุนแรงต่อพลเรือน โดยย้ำว่าการฟ้องต่อ ICJ จะช่วยยุติข้อพิพาทผ่านกระบวนการสันติ

นอกจากนี้ CNRC ยังเสนอให้รัฐบาลกัมพูชาผลักดันการประชุมร่วมของประเทศผู้ลงนามในข้อตกลงปารีส เพื่อหาทางแก้ไขวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น และยกระดับข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชาให้เป็นวาระนานาชาติ เพื่อกดดันให้ไทยยุติการกระทำดังกล่าวโดยเร็ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top