Friday, 5 June 2026
สภาผู้แทนราษฎร

‘ชัยชนะ’ นัด!! ‘กรรมาธิการตำรวจ’ ตรวจสอบด่วน ปม!! ม.สยาม จัดอบรม ‘ตำรวจอาสาชาวจีน’

(5 ม.ค. 68) นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ได้นัด กมธ.ประชุม เพื่อตรวจสอบกรณีที่มหาวิทยาลัยสยามจัดอบรมหลักสูตรแจ้งข่าวอาชญากรรมและให้ความรู้กับการป้องกันตนเองกับนักศีกษาต่างชาติ หลังจากที่ปรากฎเป็นข่าวและมีการตรวจสอบซึ่งพบว่าเป็นข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อช่วงต้นปี2568 ว่า ชาวจีนเข้าอบรมเป็นตำรวจอาสา กับกองบังคบการตำรวจนครบาล3 โดยมีการเก็บค่าคอร์สราคา 38,000 บาท และเมื่อจบหลักสูตรจะได้รับใบรังรอง บัตรที่มีโลโก้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นายชัยชนะ ระบุว่า โดย กมธ.ตำรวจ ได้ส่งหนังสือเชิญ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการกองบังคับการตำรวจนครบาล3 ผกก.สน.ภาษีเจริญ และอธิบการบดีมหาวิทยาลัยสยาม เข้ามาชี้แจงในวันที่ 9 ม.ค. เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา ทั้งนี้ ถือว่าเป็นการกำหนดวาระประชุมเป็นเรื่องด่วน หลังจากที่ก่อนหน้านี้กำหนดวาระพิจารณาไว้แล้วกรณีที่ น.ส.ชาล็อต ออสติน มิสแกรนด์ถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกหลวงให้โอนเงินจำนวนมาก โดยได้ น.ส.ชาล็อต นายณวัฒน์ อิสไกรศรี รวมถึง ผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์ และ เลขา สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้าชี้แจงในวันเดียวกัน

‘ทักษิณ’ เกาะติดอภิปราย!! หากฝ่ายค้านยื่น ลั่น!! ไม่กังวล พร้อมโต้เอง หากถูกพาดพิง

(9 ก.พ. 68) ที่บ้านราชวิถี ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจหากมีการพาดพิงมาถึง จะฟ้องร้องหรือไม่ ว่า ตนเข้าไปในสภาไม่ได้ แต่อาจไปอยู่หลังสภาคอยตอบให้ ถ้าใครสงสัยอะไรมาถามได้ ท่าจะดีเหมือนกัน เมื่อถามย้ำว่า หากถูกอภิปรายพาดพิงจริงจะตั้งโต๊ะแถลงตอบโต้อย่างเป็นทางการหรือไม่ นายทักษิณกล่าวว่า ไม่ทราบ เป็นเรื่องของพรรค หากพาดพิงจริงก็ตอบได้ ให้มาถามก็แล้วกัน ส่วนจะตอบในรูปแบบใด ไม่มีอะไรต้องกังวล

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเกาะติดการอภิปรายโดยตั้งเป็นวอร์รูมหรือไม่ นายทักษิณหัวเราะและกล่าวว่า ไม่มีปัญหา สบายๆ ไม่มีอะไรต้องกังวล เมื่อถามว่า จะต้องติวให้นายกรัฐมนตรีที่ยังไม่เคยผ่านเวทีอภิปรายหรือไม่ นายทักษิณกล่าวว่า วันนี้นายกฯผ่านมาเยอะแล้ว โดนมาเยอะแล้ว สบายๆ และเป็นหน้าที่ของคนเป็นนายกรัฐมนตรีที่ต้องคอยตอบคำถาม ส่วนฝ่ายค้านมีหน้าที่ตั้งคำถาม เรามีหน้าที่ตอบ ไม่มีอะไร เพราะเป็นกติกาประชาธิปไตย

เมื่อถามย้ำว่า ในฐานะคุณพ่อไม่มีความกังวลแทนนายกฯใช่หรือไม่ นายทักษิณกล่าวว่า ไม่กังวล มั่นใจ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการนำเรื่องชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจมาอภิปราย และอาจนำไปสู่การเมืองนอกสภา นายทักษิณกล่าวว่า ไม่มีอะไรให้กังวล

เมื่อถามกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ได้ยื่นเอกสารลับชั้น 14 ให้กับผู้นำฝ่ายค้าน นายทักษิณกล่าวว่า “ผมเป็นตำรวจเก่า รู้จักแต่ พล.ต.อ.ที่เป็นเป็นผู้ชาย พล.ต.อ.ผู้หญิงผมไม่รู้จัก” ผู้สื่อข่าวจึงถามขึ้นว่า พล.ต.อ.หญิงหมายความว่าอย่างไร นายทักษิณกล่าวว่า พล.ต.อ.หญิงไม่มี เลยไม่จัก รู้จักแต่ พล.ต.อ.ชาย”

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ที่ระบุว่า พล.ต.อ.หญิงหมายถึงใคร นายทักษิณกล่าวย้ำว่า ไม่รู้ ในประเทศไทยมีแต่ พล.ต.อ.ชาย เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้ที่ระบุว่ารู้จักแต่ พล.ต.อ.ชาย ไม่รู้จัก พล.ต.อ.หญิง เป็นการเปรียบเปรยใช่หรือไม่ นายทักษิณหัวเราะ และกล่าวว่า พล.ต.อ.หญิงยังไม่มี และประเทศไทยยังไม่เคยมี ใครอยากเป็นคนแรกก็เป็น

ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายถึงคนที่ยื่นเอกสารให้กับผู้นำฝ่ายค้านหรือไม่ นายทักษิณกล่าวว่า “ไม่รู้นะ ผมเป็นลูกผู้ชาย” เมื่อถามถึงความสัมพันธ์กับผู้ที่ยื่นเอกสารให้ผู้นำฝ่ายค้านเป็นอย่างไร เพราะก่อนหน้านี้เคยร่วมรัฐบาล นายทักษิณกล่าวว่า เคยมีสัมพันธ์ที่ดี ขอตอบแค่นี้ เมื่อถามย้ำว่า ความสัมพันธ์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร นายทักษิณกล่าวคำเดิมว่า เคยมี เคยมีแปลว่าอะไร เมื่อถามว่า แปลว่าจากนี้จะไม่ดีกันแล้ว นายทักษิณกล่าวว่า เอาเป็นว่าเคยมี

เมื่อถามย้ำว่า ฝ่ายค้านย้ำข้อมูลการอภิปราย ทั้งเรื่องฝุ่น กาสิโน การตัดไฟเมียนมา จะทำให้รัฐบาลสะเทือนได้ นายทักษิณกล่าวว่า รัฐบาลมีหน้าที่ตอบ เรื่องฝุ่นมีมานาน ไม่ใช่จะหายชั่วข้ามคืน เรามีมาตรการออกมาเรื่อยๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทักษิณให้สัมภาษณ์ในเรื่องนี้อย่างอารมณ์ดี โดยพูดไปยิ้มไป

‘ร.ต.อ.หญิง อัยรดา’ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ จี้!! ‘ปูอัด’ ลาออก สส. เร่ง!! หน่วยงานตรวจสอบโดยเร็ว ชี้!! ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือความไม่ยุติธรรม

(9 ก.พ. 68) ‘ร.ต.อ.หญิง อัยรดา บำรุงรักษ์’ รองโฆษกและผู้ช่วยผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงกรณีศาลเชียงใหม่ออกหมายจับ ‘นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์’ ถูกกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศนักท่องเที่ยวต่างชาติ ว่า

ตนในฐานะตัวแทน ‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’ ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่าย เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะ ความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความไม่ยุติธรรม โดยเร่งดำเนินการ ดังนี้

1. นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ ควรแสดงความรับผิดชอบ ด้วยการลาออก ไม่ใช้เอกสิทธิ์ สส. เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง

2. พรรคการเมืองในสังกัดปัจจุบันควรแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการออกมาแสดงจุดยืนและขอโทษประชาชน

นอกจากนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากยึดตามสโลแกนที่ว่า “พรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรค” สะท้อนถึงปัญหาระบบการคัดสรรผู้สมัคร สส. ของต้นสังกัดเดิม จะได้เห็นว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่บุคลากรของพรรคเดิม มีประวัติและการกระทำด่างพร้อย  ดังนั้น ต่อไปนี้อยากฝากพี่น้องประชาชนอย่าเลือกคนลงสมัคร สส.ที่พรรคอย่างเดียวควรพิจารณาถึงผลงาน ประวัติ ความเป็นมาของผู้สมัครเป็นหลัก ดังนั้น คำที่ว่า พรรคเลือกคนประชาชนเลือกพรรค จึงไม่สามารถใช้กับพรรคการเมืองในเมืองไทยได้อีกแล้วเมื่อเกิดเหตุแบบนี้ซ้ำซากกับบุคคลากรของพรรคการเมืองดังกล่าว 

ทั้งนี้ ตนจึงอยากเรียกร้องให้ผู้บริหารอดีตพรรคก้าวไกลที่เป็นคนนำพา สส.คนกล่าวที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ล่วงละเมิดทางเพศนักท่องเที่ยวหญิงต่างชาติเข้าสู่การเมืองและได้รับการเลือกตั้งเป็นสส.เพราะความนิยมของพรรค ได้ออกมาขอโทษพี่น้องประชาชนด้วย เนื่องจาก ผู้บริหารพรรคก้าวไกลในอดีตมักพูดเสมอว่า เป็นเพราะกระแสความนิยมพรรรคจึงได้ สส.มาเป็นจำนวนมาก 

ตนขอชื่นชมในความกล้าหาญของนักท่องเที่ยวชาวไต้หวันที่จะยืดหยัดต่อผู้ถูกกล่าวหาซึ่งมีเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยไม่เกรงกลัวกับอำนาจใดๆ และประเด็นที่สังคมควรให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน คือ มาตรการเยียวยาผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบทางร่างกายและจิตใจ และยิ่งกว่านั้นในสังคมไทยควรจะร่วมมือกันรณรงค์ในการป้องกัน สอดส่องดูแลไม่ให้ผู้ใด โดยเฉพาะเด็กและสตรี ตกเป็นเหยื่อได้อีก #nomorevictims

โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เผย!! เตรียมชำแหละงบ 2569 ลดงบไม่จำเป็น ย้ำ!! งบประมาณต้องใช้อย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

(12 พ.ค. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 และโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมของพรรครวมไทยสร้างชาติ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ว่า 

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้กำชับให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรครวมไทยสร้างชาติทุกคนเร่งศึกษาข้อมูลและทำการบ้านเตรียมความพร้อมในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 2569 

เนื่องด้วยเป็นช่วงปิดสมัยประชุมสภา สส.ได้ลงพื้นที่ดูแลพี่น้องประชาชนในแต่ละพื้นที่ ทางพรรคก็จะมีการนัดประชุมเพื่อคัดเลือกผู้ที่จะเป็นตัวแทนพรรคเข้าไปอยู่ในชั้นคณะกรรมาธิการฯ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว 

ทั้งนี้สิ่งที่นายพีระพันธุ์ และนายเอกนัฏ เน้นย้ำกับ สส.พรรค ก็คือการตรวจสอบและปรับลดงบประมาณที่เกินความจำเป็นในแต่ละกระทรวง เพื่อให้ทุกหน่วยงานใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ เนื่องจากปัจจุบันงบประมาณแผ่นดินมีจำกัด ทั้งยังต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต จึงเห็นควรว่างบประมาณต้องใช้เฉพาะกับโครงการหรือสิ่งที่จำเป็นและเหมาะสมเท่านั้น สิ่งใดไม่จำเป็นก็ให้เสนอปรับลดงบประมาณลงทันที

“สิ่งสำคัญเกี่ยวกับแนวทางการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ของพรรครวมไทยสร้างชาติ คือ งบประมาณทุกอย่างต้องถูกใช้ไปกับสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น หากงบใดหรือโครงการใดที่หน่วยงานรัฐไม่สามารถชี้แจงได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลหรือดูแล้วไม่เหมาะสม ก็ให้ สส. พรรคเสนอปรับลดงบประมาณลง เพราะพรรครวมไทยสร้างชาติคำนึงถึงการใช้งบประมาณที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและต้องช่วยแก้ไขปัญหาของพ่อแม่พี่น้องทุกคนได้อย่างแท้จริง" นายอัครเดช กล่าว

ทั้งนี้ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ 2569 คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งพรรครวมไทยสร้างชาติ ย้ำว่าจะดำเนินการพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุด

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวชี้แจงในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 31 พ.ค. 68

เมื่อวานนี้ (31 พ.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กล่าวชี้แจงในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ว่า

ตนเห็นตรงกับข้อเสนอแนะของทุกท่านว่า กากอุตสาหกรรมคือปัญหาใหญ่ และเป็นปัญหาสำคัญของประเทศชาติ ซึ่งเรากำลังพูดถึงการปฏิรูปการสร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจยุคใหม่ ต้อนรับนักลงทุนดีๆ เข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่สิ่งที่เราพบเห็น และที่สะเทือนต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย และสังคมโลก คือภาพของกองขยะขนาดมหึมา ที่เป็นอนุสรณ์สถานทิ้งไว้เตือนใจให้กับคนไทย ตั้งแต่ตอนที่ตนเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ผู้ที่ไม่หวังดีต่อประเทศ ทั้งทุนต่างด้าว และกลุ่มนักธุรกิจที่เป็นคนไทย และกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ร่วมขบวนการนี้อ้างตัวว่า เป็นคนรักโลก ทำธุรกิจคัดแยกจัดการขยะของเสีย หรือแปลงสภาพรีไซเคิลกลับมาเป็นของดี แต่สิ่งที่ตนและ น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล อดีต รมว.อุตสาหกรรม เห็นเช่นเดียวกันคือ ธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้ดำเนินการตามธุรกิจอย่างที่ตนเองสร้างภาพลักษณ์ที่ดีไว้ 

อีกทั้ง ตนเองเดินทางไปที่บริษัท วิน โพรเสส จำกัด ในพื้นที่อ.บ้านค่าย ซึ่งเราไปด้วยกันพบว่า บริษัทที่ควรจะทำประโยชน์ให้กับประเทศ แต่สภาพความเป็นจริงไม่เคยนำของเสียไปแปลงสภาพหรือบำบัดเลย กลับทิ้งไว้สร้างปัญหา และมลภาวะ ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนในบริเวณใกล้เคียง และบริษัท วิน โพรเสส เป็นอนุสรณ์สถานที่ใหญ่ที่สุดที่หนึ่งในประเทศไทย

นอกจากนี้ ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจุดนี้จุดเดียว ยังมีที่จังหวัดอยุธยา และราชบุรี ซึ่งตนให้ความสำคัญมาก และคิดจะทำอุตสาหกรรมยุคใหม่ สร้างการลงทุนที่เป็นเม็ดเงินการลงทุนในธุรกิจดีๆ เข้ามา เราต้องกำจัดพิษ และไล่พิษ เพื่อกำจัดธุรกิจเหล่านี้ที่สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีกับประเทศไทยออกไป และเคลียร์สภาพปัญหาเหล่านี้ออกไปก่อน ให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่า การทำธุรกิจประกอบอุตสาหกรรมต้องไม่ส่งผลกระทบต่อขีวิต และทรัพย์สินของประชาชน พร้อมกล่าวขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมา เพราะถ้าไม่พูดก็คงไม่เห็นปัญหาเหล่านี้ งบประมาณก็คงไม่ได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นก็น่ารันทดจริงๆ

“ผมสงสารประเทศ ผมสงสารกระทรวง บางทีผมก็สงสารตัวเอง ย้อนกลับไปดูตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา เมื่อปี 2566 เราไม่เคยจัดสรรงบประมาณสำหรับจัดการสิ่งเหล่านี้ไว้เลย จนกระทั่งมาปี 67 ยุคท่านรัฐมนตรีพิมพ์ภัทรา ก็ได้เริ่มเห็นความสำคัญ ตั้งงบไว้ 15 ล้านเท่านั้นเอง ซึ่งมูลค่าของปัญหาหลายขนาดรวมกันมูลค่าเป็นพันล้าน ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย มาปี 68 เราก็เพิ่มจาก 15 ล้านเป็น 18 ล้าน เพิ่มมาอีก 3 ล้านน่าดีใจมาก” นายเอกนัฏ กล่าว

ต้องขอขอบคุณนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เพราะตนสู้เรื่องนี้มาตลอด ไปแถลงการณ์ต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ตนก็ใช้โอกาส ใช้ทุกวินาที ทุกเวทีในการพูดเรื่องนี้ ให้สาธารณะ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นปัญหาถึง และความสำคัญของเรื่องนี้ จนกระทั่งปีงบประมาณปี 69 เราได้งบประมาณเพิ่มเติมให้กับกรมโรงงานเพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่า จาก 17 ล้านบาท เป็น 140 ล้านบาท และมีการผูกพันงบประมาณไปในปีหน้าอีกกว่า 400 ล้านบาท จึงขอให้สบายใจว่า งบประมาณมีเพิ่มขึ้น และมีผูกพันไปถึงอนาคต และปัญหาที่เราพบจะได้รับการแก้ไข

นายเอกนัฏ ยืนยันว่า ที่มาของเงิน ไม่ได้มาจากงบประมาณประจำปีเท่านั้น เพราะก่อนหน้าเราไม่มีเงิน เราก็แปลงงบประมาณมาช่วยประชาชนในพื้นที่ก่อนด้วยวิธีต่างๆ และตั้งงบประมาณในการแก้ปัญหาท้้งปีนี้ และปีหน้าจึงขอให้มั่นใจว่าเราเคลียร์ได้ทั้งหมด รวมถึงของบกลางอีกกว่า 40 ล้านบาทในการเข้าจัดการถังสารเคมีเหล่านั้น และอีก 70 ล้านบาทที่จะจัดการปัญหาที่ จ.อยุธยาอีกด้วย 

“เราต้องระมัดระวัง ไม่ให้การนำงบประมาณภาษีของประชาชน นำไปใช้ที่เหมือนเป็นการอุดหนุนจุนเจือกับกลุ่มธุรกิจสีเทาเหล่านี้ เพราะกลายเป็นว่าแทนที่เราจะนำเงินไปอุดหนุนเกษตรกร ถ้าเขาทำตัวไม่มีความรับผิดชอบ และเอาเงินพี่น้องประชาชนยากลำบากจากภาษีของประชาชนไปให้เขา โดยที่เขาไม่จัดการกับปัญหาของเขาเอง เท่ากับเป็นการไปจุนเจืออุดหนุนกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ ฉะนั้นผมให้ความสำคัญกับการจับกุมปราบปรามกลุ่มสีเทาเหล่านี้มาก” นายเอกนัฏ กล่าว

ตนขอให้มั่นใจว่า ต้องการการจับกุมไปจนถึงการดำเนินคดี เราไม่มีการปล่อยปละละเลย ถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติม เราก็ขยายผลต่อ และไม่เคยละเลยต่อข้อมูลที่ทุกท่านให้มา เมื่อคืนได้ให้อุตสาหกรรมจังหวัดได้ไปแจ้งความเรียบร้อยแล้ว เมื่อเวลา 23.00 น. กับรถยนต์ที่ขนกากอุตสาหกรรมเมื่อวาน และจะนำสำนวนส่งให้กับ DSI ด้วย

ใครก็ตามที่เป็นศัตรูกับผู้กระทำผิดกฎหมายไทย เรามีศัตรูคนเดียวกัน และผมชวนท่านด้วยไม่ต้องไปกลัวใคร ผมทำงานตรงนี้ผมไม่เคยกลัวใคร ถึงจะถูกกดดันจากภายนอกภายในขนาดไหนผมมีภารกิจ มีหน้าที่ที่ต้องทำ ถ้าท่านมีข้อมูลเพิ่มเติมส่งมาได้เลยครับ ไม่ต้องเป็นตัวอักษรย่อ ส. ศ. หรือ ซ. บอกชื่อมาเลยว่ามันผู้นั้นเป็นใคร ใครที่อยู่เบื้องหลังขบวนการเหล่านี้ ตนจะจับให้หมด

นายเอกนัฏ กล่าวทิ้งท้ายว่า กลุ่มธุรกิจเหล่านี้ตนก็ไม่ได้ปล่อยปะละเลย ไม่ใช่เอางบประมาณมาเททิ้ง ที่เป็นลักษณะการไปอุดหนุนจุนเจือธุรกิจเหล่านี้ ใบอนุญาตที่ออกไป และถูกนำไปกระทำผิด ตนจะระงับทั้งหมด ปิดประตูซะ ใครที่ทำผิดก็ต้องออกตรวจออกจับทั้งหมด ถ้าท่านยังทำผิดอยู่ หากท่านมีเงินมากขนาดไหน ท่านก็สามารถใช้เงินของท่านได้ในคุก อย่างบริษัทหนึ่งเข้าไปในคุกตายในคุก ก็ไปใช้เงินในนรก เพราะท่านกำลังทำธุรกิจ ที่เป็นพิษ และทำร้ายชีวิตของพี่น้องประชาชนคนไทย ตนไม่ปล่อยปะละเลยไว้แน่

ส่วนไหนที่จะต้องใช้เงินเข้าไปจุนเจือตนก็ใช้ และใช้ด้วยความระมัดระวัง และบังคับใช้กฎหมายด้วย ตรงไหนที่ต้องแก้ก็ต้องแก้ จนไปถึงการแก้กฎหมาย พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม ที่จะเป็นกฎหมายฉบับแรกของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาจากอุตสาหกรรมในประเทศไทยอย่างเข้มงวด และถ้าเรามาช่วยกันก็จะสามารถขจัดพิษเหล่านี้ออกจากร่างกายของประเทศไทยไปได้ และในที่สุดเราก็สามารถต้อนรับกลุ่มธุรกิจนักลงทุนดีๆ เข้าสู่ประเทศ เพื่อทำประโยชน์ให้กับสิทธิของประเทศ และประชาชนคนไทยได้

‘ศ.ดร.ไชยันต์’ จี้!! ‘พรรคส้ม’ ยื่นซักฟอก สลัด!! ปมอิงแอบลับๆ กับตระกูลชินวัตร

(29 มิ.ย. 68) ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กว่า … 

เรียน พรรคประชาชน

สภาจะเปิด 3 ก ค นี้ หากพรรคประชาชนไม่ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯแพทองธาร  ทั้งๆที่พรรคมีจำนวน สส มากพอที่จะขอเปิด

ก็แปลว่า พวกคุณยังให้ความไว้วางใจแพทองธาร

ในอนาคต หากพวกคุณจะขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯคนใด ที่ไม่ได้ทำงานแย่อย่างนายกฯ คนนี้  คุณจะมีคำอธิบายอย่างไร ?

การอภิปรายไม่ไว้วางใจอาจไม่ได้ลงเอยอย่างที่คุณคาดหวัง

นายกฯอาจจะยังได้เสียงเกินครึ่ง

อาจไม่มีการยุบสภา

แต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจโดย สส ฝ่ายค้านที่มีคุณภาพ คือ การทำหน้าที่แทนประชาชนในการซักถาม ติติงสิ่งที่นายกฯได้ทำลงไป

เชื่อว่า ถ้าพรรคประชาชนเลือกทำตามหน้าที่และครรลองของผู้นำฝ่านค้านยื่นญัตติขออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯแพ ตามแบบแผนระบบรัฐสภาของตะวันตก

พรรคประชาชนจะได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจว่า ไม่เล่นการเมืองแบบอิงผลประโยชน์ของพรรคเหนือมาตรฐานทางการเมืองสากล

แม้อาจจะไม่มีการยุบสภาโดยเร็วตามที่พรรคต้องการ

แต่เชื่อว่า หากทำตามหน้าที่แล้ว ยุบสภาเมื่อไร พรรคท่านจะได้คะแนนนิยมมากขึ้นโดยไม่มีใครคิดว่า ท่านแอบเป็นพันธมิตรแบบลับๆกับตระกูลชินวัตร!!

กมธ.ทหารฯ ลงพื้นที่ติดตามและรับทราบผลการดำเนินงานของกรมการทหารช่างและมณฑลทหารบกที่ 16 จังหวัดราชบุรร

เมื่อวานนี้ (18 ก.ค.68) เวลา 14.00. - 16.30 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภาลงพื้นที่ติดตามและรับทราบการจัดภารกิจ ขีดความสามารถ การบรรเทาสาธารณภัยและการดำเนินการเกี่ยวกับกำลังพลสำรองของกรมการทหารช่างและมณฑลทหารบกที่ 16 จังหวัดราชบุรี

โดยมีพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารฯร.ต.อ.ฉลอง ทองนะ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ว่าที่พ.ต.กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ รองฯ คนที่สาม นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล เลขานุการและโฆษกคณะกรรมาธิการ นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษา นักวิชาการ เลขานุการประจำร่วมเดินทางในครั้งนี้ 

ในการนี้ พล.ท.สิรภพ ศุภวานิช เจ้ากรมการทหารช่างและพล.ต.พงษ์สวัสดิ์  ภาชนะทิพย์ ผู้บัญาชาการ มณฑลทหารบกที่ 16 กับคณะผู้บัญชาการให้การสรุปผลการดำเนินและให้การต้อนรับนำชมผลงานโรงเรียนทหารช่าง กรมการทหารช่างค่ายภาณุรังษีให้การต้อนรับ

คณะกรรมาธิการได้รับทราบสรุปผลการดำเนินงานของกรมการทหารช่าง ดังนี้ 
(1) ภารกิจหลักทหารช่างมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกองทัพและประเทศชาติ มีหน้าที่หลักในการก่อสร้าง ซ่อมแซม และบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติการ
รบและการดำรงอยู่ของกองทัพ 
(2) ภารกิจการช่วยเหลือประชาชนในยามเกิดภัยพิบัติเช่น 
การสร้างสะพานชั่วคราว ซ่อมแซมบ้านเรือน แจกจ่ายอาหารและน้ำ เป็นต้น พร้อมทั้งการ พัฒนาประเทศชาติ ซึ่งจำเป็นต้องมีการสำรวจความต้องการยุทโธปกรณ์ของหน่วยเพื่อให้มีความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
(3) การพัฒนาทหารช่างให้มีทักษะและความรู้ด้านวิศวกรรม ที่สามารถประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะดังกล่าวในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ตามภารกิจและการสั่งการของกองทัพบก
(4) ภารกิจการฝึกร่วมและการเข้าร่วมผสมการปฏิบัติการเพื่อสันติภาพและมนุษยธรรมระหว่างประเทศหรือนานาชาติ

ซึ่งเจ้ากรมการทหารช่างมีข้อเสนอเพื่อให้สนับสนุนผลักดันกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้กรมการทหารช่างสามารถดำเนินการได้อย่างเต็มขีดความสามารถโดยเฉพาะอาวุธทยุทโธปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ ที่มีอายุการใช้งานมาแล้ว30 หรือ 40 ปีทั้งซ่อมไปด้วยและใช้ไปด้วยจึงควรช่วยผลักดันในส่วนนี้ด้วย
(5) ในส่วนเรื่องกำลังพลสำรอง พล.ต.พงษ์สวัสดิ์  ภาชนะทิพย์ ผู้บัญาชาการ มณฑลทหารบกที่ 16 ให้ข้อมูลว่ากำลังพลสำรองของ มทบ.16 ประมาณ จำนวน 200,000 นายครอบคลุมพื้น 3 จังหวัด คือ จังหวัดราชบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งการติดตามให้ครอบคลุมครบถ้วนคงไม่ได้ เพราะมีการย้ายถิ่นฐานหรือเหตุอื่นที่ไม่สามารถติดต่อได้ 

ทั้งนี้ พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการได้มีข้อเสนอและข้อคิดการรักษาและฝึกทหารใหม่หรือกำลังพลสำรองที่ถือว่ามีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ใจความสำคัญเกี่ยวกับการปลุกจิตสำนึกความรักชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ของหทารใหม่กำลังพล กช.และกำลังพลสำรองในการดูและของ มทบ.16 เพื่อปลูกฝังให้เกิดสำนึกรักสามัคคีและส่งเสริมความปรองดองสมานฉันท์ ตระหนักถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม มุ่งมั่นที่จะธำรงรักษาสถาบันภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างกล้าหาญและเข้มแข็งทั้งขณะเป็นทหารประจำการและปลดประจำการไปแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ จก.กช.นำคณะกรรมาธิการการทหารฯ เยี่ยมชมนิทรรศการ กองทัพบก เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชน ในบทบาทต่างๆ ทั้งด้านการทหาร การพัฒนาประเทศและการช่วยเหลือประชาชนในยามเกิดภัยทุกพื้นที่ตามภารกิจอย่างดีที่สุด

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลข้อเท็จจริงที่ได้รับมาประกอบการพิจารณาตามบทบาทหน้าที่และอำนาจที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติไว้
เพื่อภารกิจงานทหารและความมั่นคงของชาติต่อไป

‘วิโรจน์’ ชี้!! นายกรัฐมนตรี ต้องมี 247 เสียง การเมืองติดล็อก!! พรรคประชาชนคือกุญแจ

(30 ส.ค. 68) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Wiroj Lakkhanaadisorn - วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ระบุว่า...

ใครจะเป็นนายกฯ ต้องได้ 247 เสียง ตามมาตรา 159 วรรคสาม จะเลือกตาม TOR เมื่อบ้านเมืองถึงทางตันแล้วเท่านั้น 

เสียง สส. ทั้งหมดที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรในตอนนี้มีอยู่ 492 เสียง

พรรคร่วมรัฐบาล (รวม 11 พรรค, 253 เสียง)

พรรคเพื่อไทย: 140 คน

พรรครวมไทยสร้างชาติ: 36 คน

พรรคประชาธิปัตย์: 25 คน

พรรคกล้าธรรม: 25 คน

พรรคชาติไทยพัฒนา: 10 คน

พรรคประชาชาติ: 9 คน

พรรคชาติพัฒนา: 3 คน

พรรคไทรวมพลัง: 2 คน

พรรคเสรีรวมไทย: 1 คน

พรรคประชาธิปไตยใหม่: 1 คน

พรรคไทยก้าวหน้า: 1 คน

พรรคฝ่ายค้าน (รวม 5 พรรค, 239 เสียง)

พรรคประชาชน: 143 คน

พรรคภูมิใจไทย: 69 คน

พรรคพลังประชารัฐ: 20 คน

พรรคไทยสร้างไทย: 6 คน

พรรคเป็นธรรม: 1 คน

ในทางปฏิบัติ พรรคกล้าธรรมได้งูเห่ามาเพิ่ม 6 เสียง มาจากพรรคประชาชน 1 เสียง และพรรคไทยสร้างไทย 5 เสียง

ดังนั้น ฝ่ายรัฐบาลเดิมจึงมีเสียงอยู่ 259 เสียง และฝ่ายค้านเดิมมีเสียงอยู่ 233 เสียง

ตามมาตรา 159 วรรคสาม การเห็นชอบให้ใครได้เป็นนายกฯ จะต้องใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ ไม่ใช่แค่เสียงข้างมาก ดังนั้น คนที่จะได้เป็นนายกฯ ต้องมีเสียงมากกว่า 246 เสียง หรือ 247 เสียงขึ้นไป

ถ้าคิดว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยไม่มีทางที่จะกลับมาร่วมงานกันได้อีกแล้วในสภาชุดนี้ และเมื่อพรรคภูมิใจไทยสามารถดึงเอาเสียงจากพรรคกล้าธรรมพร้อมงูเห่าได้แล้ว 31 เสียง และกลุ่มคุณสุชาติอีก 18 เสียงมาร่วมด้วย เท่ากับว่าตอนนี้ทางฝั่งพรรคเพื่อไทยมีเสียงอยู่ = 259-31-18 = 210 เสียง ในขณะที่ฝั่งพรรคภูมิใจไทยมีเสียงอยู่ = 69+20+1+1+31+18 = 140 เสียง

ถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ และพรรคประชาชนตัดสินใจงดออกเสียง ไม่ขอร่วมตัดสินใจอะไรเลย ยังไงประเทศก็จะไม่มีทางได้นายกรัฐมนตรีได้ เพราะแม้ว่าฝั่งพรรคเพื่อไทยจะรวมเสียงได้มากกว่าฝั่งพรรคภูมิใจไทยก็ตาม แต่เสียงที่รวมได้ก็ยังไม่ถึง 247 เสียง ซึ่งเป็นเสียงที่เกินกึ่งหนึ่งของเสียงที่มีอยู่ในสภา

ถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ และไม่มีทีท่าใดๆ ที่จะเปลี่ยนแปลง และทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยก็ต่างรับเงื่อนไขข้อเสนอของพรรคประชาชน คือ

1. เป็นนายกฯ เพื่อนำไปสู่การยุบสภา

2. ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับด้วย ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง

3. พรรคประชาชนไม่ขอร่วมรัฐบาล

พรรคประชาชนก็ต้องตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่ง มิฉะนั้น บ้านเมืองก็จะถึงทางตัน ติดหล่มรัฐธรรมนูญ 2560 ไปไหนไม่ได้เสียที

อีกทางหนึ่งที่เป็นทางออกก็คือ พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อนายกฯ คนอื่นที่ไม่ใช่คุณชัยเกษม เพื่อดึงเอาเสียงที่ทางฝั่งพรรคภูมิใจไทยดึงไปได้แล้วกลับมา เพื่อให้มีเสียงรวมกันเกิน 246 เสียง ซึ่งชื่อที่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะดึงเสียงที่ออกไปแล้วให้กลับมาได้ แถมยังอาจจะสามารถดึงเอาเสียงจากพรรคพลังประชารัฐกลับไปได้ ก็น่าจะมีอยู่เพียงคนเดียวนั่นก็คือ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

ถ้าเป็นไปในทางนี้ ก็คงไม่จำเป็นต้องพึ่งเสียงจากพรรคประชาชนแล้ว

ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือ คุณภูมิธรรม รักษาการนายกฯ ยุบสภา หรือถ้าพรรคการเมืองอื่นๆ ดึงกันไปดึงกันมา จนจัดตั้งรัฐบาลได้โดยไม่เอาพรรคประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็จะดีที่สุด เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหน ก็ไม่มีทางใดที่จะเป็นทางออกที่ดีของประเทศ พรรคประชาชนจึงน่าจะต้องตัดสินใจในกรณีที่บ้านเมืองถึงทางตันแล้วจริงๆ คือ ถ้าไม่เลือก บ้านเมืองก็ไปไม่ได้ ก็คงต้องพิจารณาว่าทางเลือกไหนก่อให้เกิดผลเสียน้อยที่สุด และคงต้องจำใจเลือกทางนั้น เราจึงต้องออก TOR มากำกับแนวทางในการเลือกของเรา เพราะเรายังคงเชื่อว่าทางออกที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเมืองที่อยู่ในสภาวะโกลาหล ก็คือการยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน

ส่วนกรณีที่หลายท่านกรุณาเตือนว่า ต้องพิจารณาด้วยว่าทางไหนมีโอกาสที่จะถูกตระบัดสัตย์หักหลังได้มากกว่าด้วย ผมบอกตรงๆ ว่าผมเผื่อใจเอาไว้ล่วงหน้าเลยครับว่า “ทั้ง 2 ทางในที่สุดแล้ว ไม่ว่าทางไหนก็คงคิดหักหลังเราหมดแหละครับ” การเมืองมันโหดร้าย คนโดนมาก่อนจะไม่รู้จักจำเลยก็คงไม่ใช่ ดังนั้นอย่าไปคิดครับว่าคนนี้จะหักหลัง คนนั้นไม่หักหลัง ให้คิดว่าทั้ง 2 ทางหักหลังเราหมด แล้วมาคิดกันต่อว่าทางไหนที่เราจะพอมีกลไกในการผูกมัดบังคับไม่ให้เขาหักหลังเราง่ายๆ น่าจะดีกว่า

เอาเป็นว่ายุบสภาน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด หรือถ้าแต่ละพรรคไปจับกันเองได้โดยไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกับพรรคประชาชน ก็เอาทางนั้นก่อนได้เลย เราคงจะเลือกแบบจำใจต้องเลือกเมื่อบ้านเมืองถึงคราวจำเป็นแล้วจริงๆ ครับ

ผมยอมรับตรงๆ เลยว่า ไม่ว่าเลือกทางไหนก็ไม่พ้นโดนด่า ดังนั้น การตัดสินใจจะต้องไม่คิดว่าทางไหนจะไม่ถูกด่า หรือทางไหนจะถูกด่าน้อยกว่า เรื่องพรรคถูกด่าผมว่าเรื่องเล็ก ไม่ควรเอามาคิดเลย เอาเป็นว่าถ้าไม่จำเป็นต้องเลือก ก็ขอไม่เลือกดีกว่าครับ แต่ถ้าจำเป็นต้องเลือกเพื่อให้บ้านเมืองไปต่อได้ ก็ต้องกล้าหาญที่จะเลือกทางที่บ้านเมืองเสียหายน้อยที่สุด มีกลไกที่รัดกุมที่พอจะบังคับให้คนที่เราเลือกรักษาสัญญาได้มากที่สุด แต่ก็คงต้องทำใจว่า ต่อให้มีกลไกมัดแน่นแค่ไหน ลิ้นคนเราเวลาที่มันจะตระบัดสัตย์ มันก็พลิกลิ้นได้เสมอ ก็คงต้องเผื่อใจเอาไว้ล่วงหน้า

ณ วินาทีนี้ ในขณะที่พรรคประชาชนตัดสินใจว่า “ยังไม่ตัดสินใจ” ก็วิเคราะห์ได้ประมาณนี้ครับผม

นายกคนที่ 32 “อนุทิน” ชนะขาด 293 เสียง หลังผ่านด่านความเห็นชอบจากสภาฯ จ่อรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อ ท่ามกลางการจับตาทิศทางการเมืองไทยระยะถัดไป

สภาฯ โหวตเลือก “อนุทิน ชาญวีรกูล” นั่งนายกฯ คนที่ 32 ต่อ ด้วยเสียงข้างมาก 293 ต่อ 119

วันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเลือกบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ภายหลังเสร็จสิ้นการอภิปรายคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่อ โดยมีการเข้าสู่กระบวนการลงคะแนนแบบขานชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 499 คนในเวลาประมาณ 12.12 น. ตามข้อมูลที่คุณส่งมา ผู้ถูกเสนอชื่อมี 2 คน คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ขณะที่รายงานสาธารณะบางสำนักระบุบริบทการลงมติและคู่แข่งต่างออกไป จึงควรตรวจสอบกับบันทึกทางการของรัฐสภาอีกครั้งเพื่อความแม่นยำสูงสุด

ระหว่างการออกเสียง ผลคะแนนค่อย ๆ ขยับจนกระทั่งในเวลา 13.06 น. นายอนุทินได้รับคะแนนเกิน 251 เสียง ซึ่งถือว่าเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนที่การลงคะแนนจะเสร็จสิ้นในเวลา 13.17 น. โดยผลอย่างไม่เป็นทางการตามข้อมูลที่คุณให้มาคือ นายอนุทินได้ 293 เสียง นายณัฐพงษ์ได้ 119 เสียง และมีผู้งดออกเสียง 86 เสียง รวม 498 เสียง ก่อนที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะประกาศผลและปิดประชุมในเวลา 13.22 น. ทั้งนี้ สำนักข่าว AP รายงานตัวเลข 293 จาก 498 เสียงในบริบทของการลงมติในสภา ขณะที่บางสื่อไทยและต่างประเทศรายงานตัวเลขอีกชุดหนึ่งสำหรับการเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงก่อนหน้า

ผลการลงมติครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า นายอนุทินยังคงรักษาฐานเสียงสนับสนุนในสภาได้อย่างมั่นคง และสามารถผ่านด่านสำคัญทางการเมืองไปได้แบบไม่พลิกความคาดหมาย ท่ามกลางการจับตาของสังคมต่อทิศทางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง 2569 ซึ่งหลายสำนักข่าวรายงานว่าพรรคภูมิใจไทยมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งสมการอำนาจใหม่ในสภา และส่งผลให้นายอนุทินก้าวขึ้นเป็นตัวแปรหลักของการเมืองไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้

อย่างไรก็ตาม แม้สภาจะลงมติเห็นชอบแล้ว ขั้นตอนหลังจากนี้ยังต้องรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการเสียก่อน จึงจะถือว่าเข้าดำรงตำแหน่งโดยสมบูรณ์ตามกระบวนการรัฐธรรมนูญ โดยสื่อไทยและต่างประเทศต่างรายงานตรงกันว่า หลังผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการรับพระบรมราชโองการแต่งตั้ง และการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เพื่อเริ่มเดินหน้าบริหารประเทศต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top