Friday, 5 June 2026
สงครามรัสเซียยูเครน

‘รัสเซีย’ ยืนยันสังหารทหาร ‘ยูเครน’ จำนวนกว่า 385 นาย หลังใช้ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง ‘คินซาล’ ถล่มหลายจุด

(5 ส.ค. 68) เมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 สิงหาคม กองทัพรัสเซียเปิดฉากโจมตียูเครนด้วยปฏิบัติการทางอากาศขนาดใหญ่ โดยใช้ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง “คินซาล” (Kinzhal) และโดรนโจมตีระยะไกลพุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานของสนามบินทหารยูเครนหลายแห่ง พร้อมระบุว่า “ภารกิจประสบผลสำเร็จตามเป้า”

ด้านยูเครนยืนยันผ่านกองทัพอากาศว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดเป้าหมายได้เกือบทั้งหมด จากโดรนรัสเซียทั้งหมด 162 ลำ ยูเครนยิงตกหรือขัดขวางได้ถึง 161 ลำ แต่ก็ยังมีบางลูกหลุดรอดไปสร้างความเสียหายในหลายพื้นที่ เช่น เขตโบรีสปิลของกรุงเคียฟ และเมืองโอเดซา ซึ่งมีบ้านเรือนเสียหายอย่างน้อย 6 หลัง

อย่างไรก็ตาม แม้ระบบป้องกันภัยจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่รัสเซียยังอ้างว่าสามารถสังหารทหารยูเครนได้กว่า 385 นาย และทำลายยุทโธปกรณ์หลายรายการ พร้อมทั้งยังคงยิงโจมตีซ้ำในช่วงเช้าวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ด้วยขีปนาวุธ Kinzhal พุ่งเป้าไปที่แคว้นคเมลนิตสกี สร้างแรงระเบิดรุนแรงท่ามกลางการแจ้งเตือนภัยทางอากาศทั่วยูเครน

ขณะที่ยูเครนยังคงต้องรับมือกับการโจมตีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความเสียหายที่เกิดจากเศษซากโดรนในหลายเมือง ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศยังคงไม่มีท่าทีผ่อนคลายลงในระยะใกล้นี้ 

หน่วยความมั่นคง FBS ยืนยันสกัดแผนลอบสังหารจาก ‘ยูเครน’ สำเร็จ หลังรวบเยาวชนร้อนเงิน!! สารภาพถูกสั่งให้ป้ายสารพิษบนรถทหารรัสเซีย

(7 ส.ค. 68) หน่วยความมั่นคงรัสเซีย (FSB) เปิดเผยว่า ได้สกัดแผนลอบสังหารทหารรัสเซียในเมืองโนโวซีบีสค์ (Novosibirsk) โดยผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชนรัสเซีย 2 คน ซึ่งถูกควบคุมตัวแล้ว ทั้งคู่รับสารภาพว่าได้รับคำสั่งจากหน่วยข่าวกรองยูเครนผ่านเว็บไซต์ที่โฆษณาว่า “หาเงินง่าย ได้เงินเร็ว”

สำหรับแผนการลอบสังหารคือการใช้สารพิษทาลงบนชิ้นส่วนของรถยนต์เป้าหมาย (ทหารรัสเซีย) หวังให้เหยื่อได้รับพิษเมื่อใช้งานรถ โดยผู้ต้องหาให้การว่าได้รับคำสั่งผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งไม่ได้รู้ว่าต้องทำอะไรจนกว่าจะได้รับภารกิจจริง

ทั้งนี้ ทางการรัสเซียตั้งข้อหนักแก่เยาวชนทั้ง 2 ราย ในข้อหาก่อการร้าย พร้อมเปิดการสอบสวนเพิ่มเติม โดยชี้ว่านี่เป็นตัวอย่างล่าสุดของสงครามข่าวกรองที่ขยายตัวลึก เข้าไปในสังคมรัสเซียผ่านเยาวชนและแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัย

‘เซเลนสกี’ หวั่นถูกตัดออกจากการเจรจา ‘ยูเครน-รัสเซีย’ อาจใช้ทุกวิถีทางล้มโต๊ะประชุมระหว่าง ‘ปูติน-ทรัมป์’

(14 ส.ค. 68) นักวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชาวเวียดนาม ดร. ฮวง เจียง (Hoang Giang) กล่าวกับสำนักข่าวสปุตนิกว่า ประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี กังวลอย่างมากที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการเจรจาระหว่างประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาพลักษณ์และอำนาจของเขา

ดร.ฮวง เจียง แสดงทรรศนะว่า เซเลนสกีและทีมงานอาจพยายามทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางการประชุมครั้งนี้ หรืออย่างน้อยสร้างความกังวลและเงื่อนไขลบต่อการเจรจา พร้อมอ้างคำพูดของนายกรัฐมนตรีฮังการี วิคเตอร์ ออร์บาน (Viktor Orban) ว่า “ถ้าไม่ได้อยู่ที่โต๊ะเจรจา คุณก็กลายเป็นอาหารของฝ่ายอื่น”

ขณะที่ กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า ข้อมูลข่าวกรองหลายแหล่งชี้ว่ารัฐบาลยูเครนอาจวางแผนการยั่วยุให้สับสนและขัดขวางการประชุมระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ ที่มีกำหนดวันศุกร์นี้ (15 ส.ค.) โดยอาจใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นในเขตชูเกียฟของภูมิภาคคาร์คิฟใกล้ชายแดนรัสเซีย ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสูญเสียต่อพลเรือนอย่างมาก

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมรัสเซียเตือนว่า อาจเกิดการยั่วยุในเมืองอื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลยูเครนได้เช่นกัน และนักข่าวตะวันตกที่อยู่ในพื้นที่อาจรายงานเหตุการณ์ทันที ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันทางสื่อและการเมืองต่อการประชุมระหว่างผู้นำโลก

‘ปูติน’ ส่งสัญญาณ ‘รัสเซีย’ ยอมอ่อนข้อ เปิดทาง ‘สหรัฐ-ยุโรป’ คุ้มครองความมั่นคง ‘ยูเครน’

(18 ส.ค. 68) รัสเซียส่งสัญญาณยอมรับข้อตกลงด้านความมั่นคงใหม่ หลังสตีฟ วิทคอฟ (Steve Witkoff) ทูตพิเศษของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ตอบตกลงต่อข้อเสนอของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ให้สหรัฐฯ และชาติยุโรปสามารถมอบหลักประกันความมั่นคงแบบ “คล้ายมาตรา 5 ของนาโต้” (Article 5) แก่ยูเครนได้ ถือเป็นครั้งแรกที่รัสเซียยอมรับแนวทางลักษณะนี้ ซึ่งถูกมองว่าเป็น “เกมเชนจ์” ในการเจรจาสันติภาพ

มาตรา 5 ของนาโต้กำหนดว่า การโจมตีชาติสมาชิกหนึ่งประเทศ ถือเป็นการโจมตีต่อทุกประเทศสมาชิก แม้ข้อตกลงใหม่นี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะถูกนำไปใช้จริงอย่างไร แต่หากเดินหน้าได้ก็อาจกลายเป็นทางออกที่เลี่ยงการขัดแย้งเรื่องการเข้าเป็นสมาชิกนาโต้ของยูเครน ซึ่งรัสเซียคัดค้านมาโดยตลอด

นอกจากนี้ รัสเซียยังแสดงท่าทีว่าจะออกกฎหมายรับรองว่า จะไม่ละเมิดอธิปไตยของประเทศยุโรปอื่น ๆ อีก ขณะที่อุร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน (Ursula Gertrud von der Leyen) ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ต่างกล่าวตอบรับสัญญาณบวกนี้ แต่ก็ย้ำว่ายังต้องการรายละเอียดที่ชัดเจน โดยเซเลนสกีระบุว่ายูเครนจำเป็นต้องมีหลักประกันที่ปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่แค่ในเอกสาร

ด้านมาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ชี้ว่า การคว่ำบาตรเพิ่มเติมไม่ใช่ทางออก และการเจรจาคือกุญแจสำคัญในการไปสู่สันติภาพ พร้อมยอมรับว่ายูเครนอาจต้อง “ยอมรับบางอย่าง” เพื่อแลกกับการได้รับหลักประกันความมั่นคงที่ยั่งยืน ขณะที่ทรัมป์เองก็โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดีย ย้ำจุดยืนว่า ยูเครนต้องไม่เข้าเป็นสมาชิกนาโต้

ทั้งนี้ ผู้นำยูเครนและยุโรปมีกำหนดเข้าพบประธานาธิบดีทรัมป์ที่ทำเนียบขาว เพื่อหารือรายละเอียดข้อตกลงสันติภาพเพิ่มเติม โดยเซเลนสกีทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของยูเครนคือสันติภาพที่แท้จริง ไม่ใช่การสูญเสียดินแดนแบบในอดีต และเชื่อว่าความร่วมมือกับสหรัฐฯ และพันธมิตรยุโรปจะบีบให้รัสเซียต้องยุติสงครามลงในที่สุด

‘รัสเซีย’ เจาะระบบฐานข้อมูลของ ‘กองทัพยูเครน’ พบทหารเคียฟสูญเสียแล้วกว่า 1.7 ล้านนาย

(21 ส.ค. 68) มีรายงานอ้างว่า รัสเซียสามารถเจาะระบบฐานข้อมูลของกองทัพยูเครน และเปิดเผยตัวเลขการสูญเสียทหารยูเครนกว่า 1.7 ล้านนายตั้งแต่เริ่มสงคราม ซึ่งรวมทั้งผู้เสียชีวิตและสูญหาย พร้อมทั้งเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวของทหารและรายละเอียดการส่งอาวุธจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของยูเครน (CCD) ออกแถลงชี้ว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็น “ข้อมูลเท็จ” ที่สร้างขึ้นเพื่อโฆษณาชวนเชื่อของรัสเซีย

แถลงการณ์ของ CCD ระบุว่า กองทัพยูเครนไม่เคยมีจำนวนกำลังพลถึง 1.7 ล้านนาย และการกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นไปไม่ได้ พร้อมย้ำว่าจุดประสงค์ของการเผยแพร่ข่าวปลอม คือการทำให้สังคมยูเครนสิ้นหวัง ลดความเชื่อมั่นของพันธมิตร และบ่อนทำลายการสนับสนุนระหว่างประเทศต่อยูเครน

ด้านกองทัพยูเครนเปิดเผยข้อมูลที่ตรงกันข้าม โดยระบุว่า ตั้งแต่รัสเซียเริ่มบุกเต็มรูปแบบเมื่อกุมภาพันธ์ 2565 จนถึง 20 สิงหาคม 2568 รัสเซียสูญเสียกำลังพลไปแล้วกว่า 1,072,700 นาย ทั้งเสียชีวิตและบาดเจ็บ ข้อมูลดังกล่าวถูกใช้เป็นหลักฐานโต้กลับต่อการบิดเบือนของรัสเซีย

ขณะเดียวกัน มีรายงานเพิ่มเติมจาก Ukrinform ว่า ใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา รัสเซียยังสูญเสียกำลังพลเพิ่มอีก 920 นาย และอาวุธปืนใหญ่ 50 ระบบ ยืนยันว่าการรบยังคงดำเนินไปอย่างรุนแรง และการโฆษณาชวนเชื่อของรัสเซียเป็นส่วนหนึ่งของสงครามข้อมูลที่คู่ขนานไปกับสนามรบจริง

‘เจดี แวนซ์’ รองปธน.สหรัฐฯ ชี้ยุโรปต้องรับบทหลัก ดูแลความมั่นคง ‘ยูเครน’ หลังสิ้นสุดสงคราม ไม่ใช่สหรัฐฯ

(22 ส.ค. 68) เจดี แวนซ์ (James David Vance) รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า หากสงครามรัสเซีย-ยูเครนสิ้นสุดลง ประเทศในยุโรปจะต้องเป็นผู้รับภาระหลักด้านความมั่นคงของยูเครน แทนที่จะให้สหรัฐฯ แบกรับฝ่ายเดียว โดยย้ำว่าวอชิงตันพร้อมช่วยเหลือหากจำเป็นเพื่อหยุดสงคราม แต่ยุโรปต้องแสดงบทบาทนำ 

คำกล่าวของแวนซ์มีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งปฏิเสธแนวคิดส่งทหารอเมริกันไปยูเครน แต่ยังเปิดทางสนับสนุนทางอากาศ พร้อมระบุว่ายุโรปควรเป็น “แนวป้องกันด่านแรก” ขณะที่สหรัฐฯ จะให้ความช่วยเหลือจากแนวหลัง 

ประเด็นหลักที่ยังถกเถียงกันคือการรับประกันความมั่นคงของยูเครนหลังสงคราม โดยทรัมป์ไม่สนับสนุนการรับยูเครนเข้าเป็นสมาชิก NATO แต่มีการหารือถึงข้อตกลงลักษณะคล้ายมาตรา 5 ของ NATO ซึ่งกำหนดว่าการโจมตีสมาชิกหนึ่งประเทศคือการโจมตีสมาชิกทั้งหมด 

ด้านรัสเซียแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน โดยเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีต่างประเทศ ระบุว่า มอสโกต้องมีส่วนร่วมในการเจรจาความมั่นคง เพราะหากตัดรัสเซียออกไปก็จะ “ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง” และย้ำว่าการมีทหาร NATO ตามแนวชายแดนรัสเซียเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ 

แม้ยังมีความเห็นต่าง แต่แวนซ์ยืนยันว่าความพยายามเจรจาของรัฐบาลทรัมป์เริ่มเห็น 'ความก้าวหน้า' เนื่องจากทั้งฝ่ายรัสเซียและยูเครนได้เริ่มพูดคุยถึงรายละเอียดที่อาจนำไปสู่การยุติการสู้รบ และความสูญเสียที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 ปีครึ่ง 

สื่อแฉ!! ทหารยูเครนจาก ‘กองกำลังป้องกันดินแดน (TDB)’ นำเงินบริจาค…ไปซื้อรถหรู Land Rover ใช้ขับส่วนตัว

(26 ส.ค. 68) สำนักข่าวรัสเซีย Sputnik รายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (24 ส.ค. 68) ว่า ทหารยูเครนจากกองกำลังป้องกันดินแดน (Territorial Defense Brigades) ถูกพบว่าขับรถหรูราคาแพงในกรุงเคียฟ ซึ่งคาดว่าซื้อด้วยเงินบริจาคจากอาสาสมัครและประชาชน โดยมีกรณีทหารกองพันที่ 112 ถูกตำรวจจราจรจับปรับฐานขับรถด้วยความเร็วเกินกฎหมายกำหนด ขณะใช้รถ Land Rover Discovery Sport

รายงานระบุว่าทหารกลุ่มนี้อ้างว่ากำลังเดินทางไปยังเมืองโบรวารี (Brovari) เพื่อสกัดโดรนรัสเซีย แต่กลับถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดพวกเขาจึงอยู่ในกรุงเคียฟ แทนที่จะอยู่แนวหน้า 

แหล่งข่าวของรัสเซียอ้างว่าแท้จริงแล้วทหารไม่ได้มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการสู้รบ แต่ใช้รถไปทำธุระส่วนตัวและขับเร็วเกินกฎหมายกำหนด พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่ารถเหล่านี้น่าจะได้มาจากเงินที่ประชาชนช่วยสมทบซื้อเพื่อนำไปใช้ในสนามรบ

แต่แทนที่จะนำรถไปสนับสนุนแนวหน้า รายงานยังกล่าวหาว่าผู้บังคับบัญชาของกองพันกลับนำไปแจกจ่ายให้พรรคพวกหรือผู้ใกล้ชิดใช้ในพื้นที่หลังแนวรบ ซึ่งเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่บริจาคเพื่อช่วยเหลือกองทัพยูเครน

‘ยูเครน’ ถูกโจมตีด้วยโดรน-ขีปนาวุธมากกว่า 300 ลูก ‘เซเลนสกี’ เรียกร้องชาติพันธมิตรเปลี่ยนระบอบรัสเซีย

(3 ก.ย. 68) ประธานาธิบดียูเครน โวโลดีมีร์ เซเลนสกี เตือนว่ารัสเซียกำลังสะสมกำลังในแนวรบบางจุด และ “ฮึกเหิมหนักขึ้นทุกวัน” หลังเกิดเหตุโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธมากกว่า 300 ลูก โดยมีกรุงเคียฟเป็นเป้าหมายหลัก ส่งผลให้ตึกอพาร์ตเมนต์ 9 ชั้นบางส่วนพังเสียหาย มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 ราย รวมถึงเด็กชายอายุ 6 ขวบ และบาดเจ็บกว่า 150 คน

หลังเหตุโจมตี เซเลนสกีเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรพยายามสร้างการเปลี่ยนแปลงในรัสเซีย เพื่อป้องกันไม่ให้มอสโกพยายามสร้างความไม่มั่นคงในประเทศเพื่อนบ้านแม้สงครามจะจบลง พร้อมกล่าวว่าการโจมตีครั้งนี้สะท้อนถึง “ความโหดร้ายและความหวาดกลัวเกินจินตนาการ”

ด้านกองทัพรัสเซียอ้างว่าได้ยึดเมืองชาซิวยาร์ (Chasiv Yar) ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางตะวันออก และยังโจมตีฐานทัพอากาศ คลังอาวุธ และโรงงานผลิตโดรน ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดยังคงดำเนินต่อ แม้สหรัฐฯ จะออกคำเตือนให้รัสเซียยุติการรุกรานภายใน 10 วัน มิฉะนั้นจะถูกคว่ำบาตร

ทั้งนี้ กรุงเคียฟประกาศให้วันศุกร์เป็นวันไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต นายกเทศมนตรี วิตาลี คลิทช์โก (Vitali Klitschko) ระบุว่าช่วงนี้ประชาชนต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากการโจมตีทางอากาศต่อเนื่อง ขณะเดียวกันผู้นำสหรัฐฯ เตรียมใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติมเพื่อกดดันให้ยุติสงคราม

‘ปูติน-คิม จองอึน’ ตบเท้าร่วมงานยกย่องวีรชนสงคราม วันแห่งชัยชนะ 80 ปีต้านญี่ปุ่น!! ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ณ กรุงปักกิ่ง

(3 ก.ย. 68) ขบวนพาเหรดทางทหารขนาดใหญ่จัดขึ้นที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง ของจีน เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปีชัยชนะในสงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่นและสงครามโลกครั้งที่ 2

โดยมี ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน เข้าร่วมงานดังกล่าว ขณะที่ขบวนพาเหรดทำการเดินสวนสนามเพื่อยกย่องความสำเร็จทางประวัติศาสตร์ของสหภาพโซเวียตและการปราบลัทธิฟาสซิสต์จนสิ้นสุดสงคราม

นอกจากนี้ยังมีผู้นำโลกและตัวแทนจากกองทัพหลายประเทศเข้าร่วมในพิธี อาทิ คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ , ปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย , เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน และอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ผู้นำเบลารุส 

ทั้งนี้ ขบวนพาเหรดแสดงถึงความเข้มแข็งและความสามัคคีของชาติพันธมิตรในสงคราม พร้อมให้ความสำคัญกับเหล่าทหารนักรบ ผู้รอดชีวิตและวีรบุรุษที่มีส่วนในการสร้างชัยชนะครั้งนี้

อาคารรัฐบาลของยูเครน ถูกโจมตีด้วยโดรนเป็นครั้งแรก ‘เซเลนสกี’ ประณาม!! ชี้ชาติพันธมิตรต้องจริงจังคว่ำบาตร ‘รัสเซีย’

(8 ก.ย. 68) รัสเซียเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เปิดสงคราม ส่งโดรนกว่า 805 ลำ และขีปนาวุธ 13 ลูก ถล่มหลายเมืองในยูเครนของเมื่อคืนวันที่ 7 กันยายน ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดไฟไหม้ขึ้นที่อาคารคณะรัฐมนตรียูเครนในกรุงเคียฟ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่อาคารรัฐบาลหลักถูกโจมตีโดยตรง

กองทัพอากาศยูเครนระบุว่าสามารถสกัดกั้นโดรนและขีปนาวุธได้เป็นจำนวนมาก แต่ยังมีบางส่วนตกลงสู่พื้นที่พลเรือน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย หนึ่งในนั้นเป็นทารกและหญิงสาวที่พักอยู่ในอาคารอาศัยสูง 9 ชั้น ขณะเดียวกันยังมีผู้บาดเจ็บอีกหลายสิบราย จากการโจมตีในเมืองซาโปริชเชีย ครีวีย์ริก และโอเดสซา

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประณามการโจมตีว่าเป็น “จงใจก่ออาชญากรรมโดยเจตนา” ที่ทำให้สงครามยืดเยื้อ พร้อมเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรเพิ่มแรงกดดันและมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียอย่างจริงจัง เพื่อหยุดการโจมตีพลเรือนยูเครน

ด้านรัสเซียอ้างว่าการโจมตีมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานทางทหารและอุตสาหกรรมอาวุธของยูเครน โดยการที่อาคารรัฐบาลกลางถูกไฟไหม้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อชาวเคียฟ เนื่องจากย่านดังกล่าวเคยเป็นเขตที่ได้รับการป้องกันเข้มงวดมาตั้งแต่เริ่มสงคราม ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ว่ารัสเซียยังเดินหน้าเพิ่มแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top