Friday, 5 June 2026
สงครามการค้า

ปธน.บราซิลลั่น!! ไม่ใช่ลูกน้องอเมริกา ประกาศพร้อมขึ้นภาษีตอบโต้สหรัฐฯ 50%

(14 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) ของบราซิล ประกาศจุดยืนแข็งกร้าว หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากบราซิลสูงถึง 50% ตั้งแต่ 1 สิงหาคมนี้ โดย ‘ลูลา’ โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “บราซิลเป็นประเทศอธิปไตย มีสถาบันเป็นอิสระ และจะไม่ยอมอยู่ใต้การชี้นำของใคร” พร้อมประกาศเตรียม “ตอบโต้ทันที” หากสหรัฐฯ ดำเนินการจริง

ชนวนเหตุของคำขู่จากทรัมป์มาจากการที่อดีตประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนาโร กำลังถูกดำเนินคดีข้อหาพยายามก่อรัฐประหารหลังพ่ายแพ้การเลือกตั้งปี 2022 ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็น “การล่าแม่มด” และยกย่องโบลโซนาโรว่าเป็น “ผู้นำที่ได้รับการเคารพจากทั่วโลก” นอกจากนี้ เขายังพาดพิงถึงคำสั่งศาลของบราซิลที่บังคับใช้กับโซเชียลมีเดียในสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Truth Social แพลตฟอร์มที่ทรัมป์เป็นเจ้าของ

ประธานาธิบดีของบราซิลไม่เพียงแค่โต้กลับด้วยมาตรการภาษี แต่ยังโต้แย้งข้อมูลการค้าของทรัมป์ โดยระบุว่าข้ออ้างเรื่อง “ขาดดุลการค้า” ไม่เป็นความจริง ข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ เองแสดงให้เห็นว่าอเมริกามีดุลการค้าสินค้ากับบราซิลอยู่ที่ 7.4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 สินค้าหลักที่สหรัฐฯ ส่งออกไปยังบราซิล ได้แก่ เครื่องจักร เครื่องบิน และพลังงาน ขณะที่สินค้าจากบราซิลที่เข้าสหรัฐฯ คือ แร่ เหล็ก และกาแฟ

นอกจากบราซิลแล้ว ทรัมป์ยังส่งจดหมายเตือนไปยังอีก 22 ประเทศ รวมถึงญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และศรีลังกา ว่าอาจถูกขึ้นภาษีเช่นกัน แต่จดหมายที่ส่งถึงบราซิลแตกต่าง เพราะมีเนื้อหาทางการเมืองชัดเจน นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า ท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์อาจสร้างผลย้อนกลับ ทำให้ลูลาได้คะแนนนิยมภายในประเทศเพิ่มขึ้น หากสามารถตอบโต้ได้อย่างเด็ดขาด

‘ทรัมป์’ เตรียมเก็บภาษีนำเข้า ‘ยา-ชิป’ อาจพุ่งแตะ 200% อินเดียเจ็บหนัก!! อุตสาหกรรมยาส่งออกไปสหรัฐฯ เป็นอันดับ 1

(16 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า สหรัฐฯ เตรียมเริ่มเก็บภาษีนำเข้าสินค้ากลุ่มยาและเซมิคอนดักเตอร์ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม โดยจะเริ่มจากอัตราต่ำและค่อยๆ ปรับเพิ่มในปีถัดไป เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนย้ายฐานผลิตกลับประเทศ โดยในอนาคต อัตราภาษีอาจสูงถึง 200% พร้อมกันนี้ สหรัฐฯ จะเริ่มใช้ “ภาษีตอบโต้” กับสินค้านำเข้าหลายรายการในวันที่ 1 ส.ค. ตามแนวทาง “America First” ที่มุ่งลดการพึ่งพาต่างประเทศและส่งเสริมการผลิตในประเทศ

มาตรการดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของกรอบ “ภาษีการค้าตอบโต้” ที่ทรัมป์ริเริ่มมาตั้งแต่เดือนเมษายน โดยเคยประกาศภาษีสูงถึง 50% สำหรับสินค้าทองแดง และเสนอเก็บภาษีนำเข้ายา 25% โดยตั้งเป้าให้อัตราภาษีสะท้อน “ความเป็นธรรม” ทางการค้า ขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณชัดเจนถึงบริษัทข้ามชาติ เช่น Pfizer, Merck, Apple และ Samsung ที่มีฐานผลิตในต่างประเทศ ว่าอาจเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบราคาสินค้าในสหรัฐฯ

อุตสาหกรรมยาของอินเดียเป็นหนึ่งในกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 คิดเป็น 36.6% ของมูลค่ายาส่งออกทั้งหมด หรือราว 9.8 พันล้านดอลลาร์ในช่วง เม.ย. 2024 - ก.พ. 2025 และเติบโตขึ้น 16% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หากภาษีนำเข้าถูกปรับขึ้นจริง อาจกระทบรายได้อย่างรุนแรง

สำหรับบริษัทยาอินเดียหลายแห่งมีรายได้ส่วนใหญ่มาจากตลาดสหรัฐฯ เช่น Biocon (44%), Lupin (37%), Sun Pharma (32%) และ Laurus Labs (17%) ขณะที่บริษัทใหญ่อื่นๆ อย่าง Dr Reddy’s, Aurobindo, Zydus และ Gland Pharma ก็อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเช่นกัน ทำให้หลายบริษัทเริ่มวางแผนกระจายตลาด หลีกเลี่ยงผลกระทบจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มเจรจากับหลายประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาษี โดยกรณีอินโดนีเซียถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน หลังสามารถเจรจาลดภาษีนำเข้าได้จาก 32% เหลือ 19% โดยแลกกับการนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 19,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจเป็นแนวทางที่อินเดียและประเทศอื่นๆ นำไปปรับใช้ในการเจรจาต่อรองกับสหรัฐฯ ต่อไป

‘รัฐบาลมาเลเซีย’ ขอลดภาษีทรัมป์จาก 25% เหลือ 20% แต่ปัดเงื่อนไขลดภาษี EV นำเข้าจาก USA และถือหุ้นต่างชาติ

(22 ก.ค. 68) รัฐบาลมาเลเซียกำลังเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อขอลดภาษีนำเข้าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะปรับขึ้นเป็น 25% ในวันที่ 1 ส.ค. เหลือราว 20% ใกล้เคียงกับเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างอินโดนีเซียและเวียดนาม โดยทีมของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) พยายามหาจุดสมดุลที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้

อย่างไรก็ตาม มาเลเซียปฏิเสธข้อเรียกร้องหลายด้านจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะการลดภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าของอเมริกา การลดข้อจำกัดการถือหุ้นของต่างชาติในธุรกิจพลังงานและการเงิน รวมถึงการตัดเงินอุดหนุนชาวประมง ซึ่งเป็นเรื่องอ่อนไหวทางการเมืองภายในประเทศ

นายกฯ อันวาร์ย้ำจุดยืนชัดเจนว่า นโยบายบางอย่าง เช่น การให้สิทธิพิเศษแก่ชาวมาเลย์และชนพื้นเมือง จะไม่ถูกนำมาเจรจา ส่วนสหรัฐฯ มองว่านโยบายฮาลาลและกฎเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นแบบชาวพื้นเมือง (Bumiputera) เป็นอุปสรรคทางการค้า และเป็นเหตุผลหนึ่งที่นำไปสู่ภาษีนำเข้า 24% ตั้งแต่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา 

การเจรจาครั้งนี้มีความสำคัญต่อเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของมาเลเซียที่ตั้งไว้ 4.5–5.5% ในปีนี้ โดยยังมีประเด็นใหญ่เรื่องการไหลเวียนของชิป AI จากตะวันตกไปจีนผ่านมาเลเซียที่สหรัฐฯ กำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด

ฟิลิปปินส์ปิดดีล 'ภาษีทรัมป์' สำเร็จในอัตรา 19% แลกยกเลิกภาษีสินค้าสหรัฐฯ 0% บวกพันธมิตรด้านทหาร

(23 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากฟิลิปปินส์ในอัตรา 19% จากเดิม 20% โดยระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงทางการค้าที่เพิ่งเจรจากับผู้นำฟิลิปปินส์ที่ทำเนียบขาว แลกกับการให้ฟิลิปปินส์ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ  และการร่วมมือทางทหารระหว่างสองประเทศ

ทรัมป์ระบุในโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า “เป็นการเยือนที่งดงาม และเราได้ข้อสรุปของข้อตกลงทางการค้าแล้ว” ขณะที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ยังไม่ยืนยันข้อตกลงดังกล่าว และสถานเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ในกรุงวอชิงตันก็ยังไม่ออกแถลงการณ์ใด ๆ

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ระบุว่า การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าฟิลิปปินส์เป็น 19% มีเป้าหมายเพื่อกดดันให้ประเทศต่าง ๆ ยกเลิกนโยบายการค้าที่สหรัฐฯ มองว่าไม่เป็นธรรม โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยขู่ว่าจะเก็บแค่ 17% เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ทรัมป์เตรียมขึ้นภาษีกับประเทศอื่น ๆ เช่น สหภาพยุโรปและแคนาดาในวันที่ 1 สิงหาคม หากยังเจรจากันไม่สำเร็จ

‘ทรัมป์’ เซ็นข้อตกลงการค้ากับญี่ปุ่นครั้งใหญ่ ลดภาษีสินค้านำเข้าเหลือ 15% แต่ญี่ปุ่นต้องลงทุนมโหฬาร

(23 ก.ค. 68) สหรัฐฯ และญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงทางการค้าใหม่ เพื่อลดภาษีนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นจากเดิมที่ทรัมป์ขู่ไว้ 25% เหลือ 15% โดยญี่ปุ่นตกลงจะลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 550,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 19.8 ล้านล้านบาท) ข้อตกลงนี้ถือเป็นดีลใหญ่ที่สุดในชุดข้อตกลงที่รัฐบาลทรัมป์พยายามเร่งปิดก่อนเส้นตายวันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งจะมีการขึ้นภาษีรอบใหม่

นอกจากภาษีสินค้านำเข้าทั่วไป ทั้งสองฝ่ายยังตกลงลดภาษีนำเข้ารถยนต์ญี่ปุ่นจาก 25% เหลือ 15% ซึ่งถือเป็นข่าวดีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่น โดยหุ้นของบริษัทโตโยต้า ฮอนด้า และนิสสันพุ่งขึ้นทันที ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นถึง 2.6% สูงสุดในรอบปี

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์สหรัฐฯ แสดงความไม่พอใจกับข้อตกลงนี้ โดยมองว่าไม่เป็นธรรม เพราะสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นที่มีชิ้นส่วนผลิตนอกสหรัฐฯ กลับเสียภาษีน้อยกว่าสินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโกที่ใช้ชิ้นส่วนจากอเมริกาเป็นหลัก

ญี่ปุ่นถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 5 ของสหรัฐฯ โดยในปี 2024 มีมูลค่าการค้ารวมเกือบ 230,000 ล้านดอลลาร์ (8.28 ล้านล้านบาท) และญี่ปุ่นยังเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ด้วยเงินลงทุนโดยตรงกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 43.2 ล้านล้านบาท ล่าสุด ทรัมป์ยังเผยว่า ญี่ปุ่นเตรียมร่วมทุนโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติในอะแลสกา ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ผลักดันมานาน

ทรัมป์เล็งเก็บภาษี 15-20% กับชาติที่ยังไม่ปิดดีลการค้า ลั่น!! โลกต้องยอมรับกติกา ถ้าอยากเข้าตลาดอเมริกา

(29 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันจันทร์ (28 ก.ค.) ว่า ประเทศคู่ค้าส่วนใหญ่ที่ยังไม่ทำข้อตกลงการค้ารายประเทศกับสหรัฐฯ จะถูกเก็บภาษีนำเข้าระดับใหม่ระหว่าง 15-20% ภายในสัปดาห์นี้ โดยจะมีการแจ้งประเทศต่าง ๆ กว่า 200 ประเทศให้ทราบอัตราภาษีใหม่นี้เร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวที่สนามกอล์ฟหรูของตนเองในสกอตแลนด์ ขณะพบกับ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์  นายกรัฐมนตรีอังกฤษว่า “เราจะไม่มานั่งทำข้อตกลงกับ 200 ประเทศ นี่คือภาษีที่พวกเขาต้องจ่ายถ้าอยากเข้าตลาดอเมริกา” โดยก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้เก็บภาษีถึง 50% กับบางประเทศ เช่น บราซิล และเตรียมบังคับใช้ในวันศุกร์นี้

แรงกดดันดังกล่าวทำให้หลายประเทศ รวมถึงอินเดีย ปากีสถาน แคนาดา และไทย ต่างเร่งเจรจาหวังต่อรองภาษีให้น้อยลง ขณะที่สหรัฐฯ เพิ่งบรรลุข้อตกลงกับสหภาพยุโรป คิดภาษีที่ 15% พร้อมรับลงทุนจากยุโรป 600,000 ล้านดอลลาร์ และคำสั่งซื้อพลังงานอีก 750,000 ล้านดอลลาร์ใน 3 ปี

ทั้งนี้ ทรัมป์เพิ่งเซ็นดีล 550,000 ล้านดอลลาร์กับญี่ปุ่น และดีลย่อยกับอังกฤษ อินโดนีเซีย เวียดนาม ขณะที่แคนาดาซึ่งพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ ถึง 75% ยอมรับว่าอาจต้องยอมจ่ายภาษีบางส่วน แม้จะยังพยายามเจรจาลดภาษีจาก 35% ที่สหรัฐฯ ประกาศไว้ก่อนหน้านี้

สหรัฐฯ ข่มขู่จีน เตรียมรีดภาษีอ่วม 500% ถ้ายังนำเข้าน้ำมันคว่ำบาตรจากรัสเซีย แต่ทางปักกิ่งยังนิ่ง!!

(30 ก.ค. 68) สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เตือนจีนว่าอาจถูกเก็บภาษีสูงถึง 500% หากยังนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียที่อยู่ภายใต้การคว่ำบาตร โดย เบสเซนต์ แถลงหลังจบการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ–จีน ที่กรุงสตอกโฮล์มเมื่อ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา พร้อมระบุว่าร่างกฎหมายของสภาคองเกรสเปิดทางให้สหรัฐฯ เก็บภาษีขั้นสูงกับประเทศที่ซื้อพลังงานจากรัสเซีย

เบสเซนต์กล่าวว่า มาตรการนี้มีเป้าหมายลดรายได้ของรัสเซียจากภาคพลังงาน และคาดว่าชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ จะร่วมดำเนินการในลักษณะเดียวกัน

จีนตอบโต้ว่า จะยังคงตัดสินใจเรื่องพลังงานตามนโยบายภายในประเทศ และย้ำจุดยืนเรื่องอธิปไตย โดยเบสเซนต์เปิดเผยว่า “จีนจริงจังกับอธิปไตยมาก ถ้าจะเสียภาษี 100% ก็ยอมดีกว่าถูกบังคับ”

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังแสดงความกังวลต่อการที่จีนยังซื้อพลังงานจากอิหร่าน และจำหน่ายเทคโนโลยีสองทาง (ใช้ได้ทั้งพลเรือนและการทหาร) ให้รัสเซีย มูลค่ากว่า 15,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจส่งผลต่อความร่วมมือทางการค้าระหว่างจีนกับยุโรปในอนาคต

ด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ออกมาประกาศให้เวลารัสเซียเพียง 10 วันในการตกลงหยุดยิงกับยูเครน หากไม่สำเร็จ สหรัฐฯ เตรียมใช้มาตรการทางภาษีและคว่ำบาตรเต็มรูปแบบ พร้อมระบุว่า “ไม่ต้องการลงโทษชาวรัสเซีย แต่สิ่งที่ปูตินทำอยู่มันเกินจะยอมรับได้”

อินเดียโต้ ‘ทรัมป์’ ขู่ขึ้นภาษีน้ำมันรัสเซีย ชี้ไร้เหตุผล!! สหรัฐเองก็ยังค้าขายกับมอสโก

(5 ส.ค. 68) รัฐบาลอินเดียออกแถลงการณ์ตอบโต้คำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ข่มขู่ว่าจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดีย หากยังซื้อ “น้ำมันรัสเซีย” ต่อไป โดยอินเดียระบุว่า คำขู่นี้ “ไร้เหตุผลและไม่ยุติธรรม" พร้อมเผยว่าสหรัฐเองก็ยังค้าขายกับรัสเซียอยู่

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์โพสต์บน Truth Social กล่าวหาว่าอินเดียไม่สนใจผู้คนในยูเครนที่เสียชีวิตจาก “เครื่องจักรสงครามรัสเซีย” พร้อมประกาศว่าจะขึ้นภาษี “มากที่สุด” ต่อสินค้านำเข้าจากอินเดีย โดยก่อนหน้านี้เขาเพิ่งประกาศเก็บภาษี 25% จากสินค้าอินเดียไปหมาด ๆ

กระนั้น กระทรวงการต่างประเทศอินเดียโต้ว่า สหรัฐเคยสนับสนุนให้อินเดียนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียในช่วงเริ่มต้นสงคราม เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานโลก และที่อินเดียต้องหันไปซื้อจากรัสเซีย ก็เพราะยุโรปแย่งซื้อจากแหล่งเดิมหลังสงครามเริ่ม อินเดียย้ำว่าการตัดสินใจซื้อน้ำมันเป็นเรื่องของโรงกลั่นเอกชน ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาล

นักวิเคราะห์อินเดียมองว่า ทรัมป์ให้ข้อมูลบิดเบือน เพราะการค้าน้ำมันระหว่างอินเดียกับรัสเซียมีความโปร่งใส และช่วยไม่ให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุเพดาน ส่วนที่ว่าขายน้ำมันต่อทำกำไรนั้นเป็นเรื่องปกติในกลไกตลาด

แม้ทรัมป์จะอ้างว่า “อินเดียเป็นมิตร” แต่ก็วิจารณ์เรื่องภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐว่า “สูงเกินไป” พร้อมขู่จะลงโทษเพิ่มเติม ล่าสุดยังได้ขู่จะเล่นงานรัสเซียด้วยภาษี หากไม่ยอมตกลงหยุดยิงในยูเครนภายใน 8 สิงหาคมนี้ ขณะเดียวกันผู้แทนสหรัฐเตรียมเยือนมอสโกเพื่อหารือกับปูตินในสัปดาห์นี้

อินเดียเบรกซื้อเครื่องบิน Boeing P-8I Poseidon ของสหรัฐฯ กระทบดีล 3.6 พันล้านดอลลาร์ ตอบโต้ภาษีทรัมป์เก็บ 50%

(7 ส.ค. 68) อินเดียตัดสินใจชะลอแผนจัดซื้อเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล Boeing P-8I Poseidon จำนวน 6 ลำ มูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 131,400 ล้านบาท) หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดีย 50% จากการซื้อน้ำมันรัสเซีย ซึ่งจะมีผลในวันที่ 27 สิงหาคมนี้

มีการเปิดเผยอีกว่า กองทัพอินเดียซึ่งมี P-8I อยู่แล้ว 12 ลำ ต้องการเพิ่มอีก 6 ลำ เพื่อรับมือการขยายอิทธิพลทางทะเลของจีนในมหาสมุทรอินเดีย โดยสหรัฐฯ เคยอนุมัติในปี 2021 ที่ราคา 2.42 พันล้านดอลลาร์ แต่ราคาพุ่งขึ้นเกือบ 50% จากปัญหาซัพพลายเชน ทำให้การเจรจาล่าช้า ก่อนจะมาสะดุดเพราะมาตรการภาษีล่าสุด

รัฐบาลนิวเดลีมองว่าภาษีดังกล่าวเป็นความพยายามกดดันให้อินเดียซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะเครื่องบินรบ F-35 ซึ่งเจ้าหน้าที่อินเดียระบุว่า “น่าตกใจ” และย้ำว่าการตัดสินใจทางทหารต้องอยู่บนพื้นฐานด้านความมั่นคง ไม่ใช่แรงกดดันทางการค้า

การชะลอดีลนี้สะท้อนการปรับสมดุลใหม่ในนโยบายกลาโหมของอินเดีย ทั้งการพึ่งพาเทคโนโลยีภายในประเทศ เช่น โครงการของ DRDO การจัดงบประมาณอย่างรอบคอบ และโดรนติดอาวุธ ซึ่งการส่งสัญญาณทางการเมืองต่อวอชิงตันครั้งนี้ หากสหรัฐฯ ไม่ลดแรงกดดัน อาจส่งผลให้ Boeing อาจได้รับผลกระทบหนักแม้มีฐานธุรกิจในอินเดีย 

ทรัมป์ ประกาศ!! จะเก็บภาษีจีน 100%

(11 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ปธน.ทรัมป์ #สหรัฐฯ ประกาศจะเก็บภาษีจีน 100% เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน และควบคุมการส่งออก "ซอฟต์แวร์สำคัญทุกชนิด"

President Trump announces a 100% tariff on China starting November 1st and export controls on "any and all critical software."


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top