Friday, 5 June 2026
วัยรุ่น

3 ข้อคิดถึงพ่อแม่ ช่วยละลายพฤติกรรมคนเมืองให้หลุดจากหัวเด็ก ลดปัญหา 'วัยรุ่นโปรไฟล์ดี' ก่อเหตุร้ายแรงแบบไม่แคร์สังคม

(7 มิ.ย. 67) จากเฟซบุ๊ก 'Pathom Indraroshom' โดย คุณปฐม อินทโรดม ได้โพสต์เนื้อหาชวนคิดในหัวข้อ 'อะไรทำให้วัยรุ่น 'โปรไฟล์ดี' จากครอบครัวอบอุ่นออกมาก่อเหตุร้ายแรงจนเป็นข่าวมากมาย??' ว่า...

ผมเชื่อว่าเหตุร้ายแบบนี้จะไม่เกิดถ้าพ่อแม่ชนชั้นกลางไม่เลี้ยงลูกเป็น 'เทวดา' เหมือนทุกวันนี้ที่ยิ่งได้เรียนโรงเรียนดี ๆ แล้วเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำแทบจะเห็นโลกแค่มิติเดียว ซึ่งเป็นมิติที่พ่อแม่อยากให้เห็น คือ ได้อยู่ในสังคมที่ดี เพื่อน ๆ ฐานะร่ำรวย ใช้ชีวิตหรูหราสบาย ๆ เพราะคิดว่าเด็กจะได้ดีถ้าไม่ต้องสัมผัสกับมิติอื่นที่อาจเจอสิ่งเลวร้ายอย่างยาเสพติด เซ็กซ์ การทะเลาะวิวาท ฯลฯ เหมือนลูกคนจนที่ตัวเองรังเกียจ

ผลที่ได้คือ ลูกรู้จักแค่โลกกลวง ๆ มิติเดียว และคิดว่านั่นคือโลกทั้งใบ เมื่อเจอกับความผิดหวังก็รับไม่ได้ เพราะคิดว่าโลกนี้มีแค่นั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่!

ลองเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ผมเองขอสนับสนุนให้...

1. ทำงานหาเงินด้วยตัวเองในช่วงปิดเทอม อันนี้ทำได้ตั้งแต่ยังเรียนมัธยม เลิกคิดได้แล้วว่าลูกฉันเป็นคนชั้นสูงจะต้องไม่ทำงานใช้แรงงาน เพราะยิ่งคิดแบบนี้ก็ยิ่งส่งเสริมให้เขาอยู่ในโลกแคบ ๆ การทำงานจะล้างจานหรือเป็นเด็กเสิร์ฟจะทำให้เขารู้จักค่าของเงินและทำให้เขาได้สัมผัสคลุกคลีกับเพื่อนร่วมงานที่มาจากครอบครัวที่แตกต่างหลากหลาย ทำให้เขามองโลกได้หลายมิติมากขึ้น

พ่อแม่ต้องไม่อายที่บอกว่า 'ลูกฉันเป็นเด็กเสิร์ฟ' แต่ต้องพูดให้ลูกภูมิใจว่าลูกฉันรู้จักรับผิดชอบและเปิดโลกหาประสบการณ์ด้วยตัวเอง

อย่า! ส่งเสริมให้ลูกทำงานฉาบฉวยที่ไม่ได้สร้างความรู้ใด ๆ แต่ได้เงินง่าย ๆ เพราะเก็งกำไร เช่นเอาเงินเก็บไปลงทุนคริปโตตามกระแส หรือการขายของออนไลน์ที่แค่หาของถูกมาขายแพง ๆ โดยไม่ได้พัฒนาความรู้ใด ๆ เพราะทำแบบนี้อาจได้เงินง่ายแต่ไม่ยั่งยืนและเขาจะเมินงานทั่วไปที่สร้างความมั่นคงระยะยาวแต่เขาจะดูถูกว่าได้เงินน้อย

2. หาที่ฝึกงาน จะบริษัทเล็กใหญ่ไม่ต้องเลือกมาก ยิ่งได้ทำงานที่ตรงกับสาขาที่เรียนก็ยิ่งดี และต้องไม่เกี่ยงแม้เขาจะใช้เราแค่ไปชงกาแฟก็ตาม การฝึกงานเป็นการได้คลุกคลีกับคนที่ทำงานในสายเดียวกัน ได้รู้จักทำงานเป็นทีม

ไม่ต้องรอให้ถึงชั้นปี 3 ค่อยไปฝึกงานตามระเบียบมหาวิทยาลัย แต่ไปได้เร็วเท่าไรยิ่งดี เดี๋ยวนี้เด็กปี 1 ก็เริ่มมาฝึกงานกันแล้ว

3. ไปออกค่ายอาสาสมัคร ไปเป็นครูอาสา ใช้ชีวิตกินนอนอยู่ในพื้นที่ห่างไกลสัก 1-2 เดือนช่วงปิดเทอม ได้สัมผัสกับวิถีชาวบ้าน ได้เห็นว่าเพื่อนวัยเดียวกันเขาไม่ได้แค่เรียนหนังสือ แต่เขาทำงานเก็บเงินสร้างบ้าน บางคนเป็นหัวหน้าครอบครัวเพราะพ่อตายตั้งแต่ยังเด็ก เขาจะหันมานับถือคนเหล่านี้ ว่าเป็น 'คนจริง' ไม่ใช่นับถือลูกคนรวยขับซูเปอร์คาร์ที่ได้มาจากธุรกิจสีเทา 

ทั้งหมดคือ การละลายพฤติกรรมคนเมือง ซึ่งพ่อแม่ชนชั้นกลางพยายามทำสิ่งที่ตรงกันข้ามมาโดยตลอด ผมเชื่อว่าผลจากการประคบประหงมลูกเกินความจำเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กยุคนี้มีปัญหาครับ

ไขกระจ่างตัวตน-พฤติกรรม “Gen Z” แท้จริงไม่ได้ขี้เกียจ แค่ไม่ทน “ระบบงง ๆ” ในองค์กร นายจ้าง-หัวหน้า ต้องรู้และปรับวิธีการอยู่ร่วมกัน เพื่อดึงศักยภาพที่แท้จริง-ได้คนเก่งไว้ขับเคลื่อนองค์กร

เวลาคนทำธุรกิจคุยกันเรื่อง “เด็กรุ่นใหม่” มักมีสองสาย สายแรกบ่นว่า “งอแง งานไม่ทน ใจบาง ทำไม่กี่เดือนก็ลา” แต่อีกสายกลับบอกว่า “ถ้าบริหารเป็นนะ โคตรเก่ง เร็ว ไอเดียเยอะมาก”

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “Gen Z มีปัญหาไหม” แต่คือ “เราบริหาร Gen Z เป็นหรือยัง”

บทความนี้ TST BIZ เลยชวนถอดแบบง่าย ๆ ว่า ถ้าต้องทำงานกับพนักงาน Gen Z เราควรรู้อะไรบ้าง และต้องปรับตรงไหนบ้าง ให้ใช้ได้จริงในออฟฟิศ / เอเจนซี่ / สตาร์ตอัป / SME ของคุณ

Gen Z คือใคร? และทำไมวิธีคิดเขาไม่เหมือนเรา

โดยประมาณ Gen Z = คนที่เกิดช่วงปี 1997-2012 (วันนี้อายุ 13-28) นี่คือรุ่นที่…โตมากับอินเทอร์เน็ต สมาร์ตโฟน และโซเชียลมีเดีย เห็นข่าวคนตกงาน-เลย์ออฟ-บริษัทล้มละลายตั้งแต่ยังไม่จบมหาวิทยาลัย ใช้เวลาชีวิตเยอะมากกับ content ที่พูดเรื่อง “ทำในสิ่งที่รัก”, “สุขภาพจิตสำคัญ”, “ไม่ทำงานหนักเพื่อบริษัทรวยฝ่ายเดียว”

เลยไม่แปลกที่หลายคนจะถามเยอะ ว่า “ทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร” ไม่ทน กับหัวหน้าที่สั่งอย่างเดียวแต่ไม่อธิบาย ให้ค่ากับความหมายของงานไม่แพ้เงินเดือน

ถ้าเรายังใช้ mindset “ทำไปก่อน อย่าถามเยอะ” แบบยุคเก่า โอกาสสูงมากที่เราจะเสียคนเก่งไปให้บริษัทอื่น โดยไม่รู้ตัว

สิ่งที่เจ้าของธุรกิจ / หัวหน้าทีมต้อง “เข้าใจ” ก่อนจะจัดการ Gen Z

1. เขาไม่ได้อยากทำงานเล่น ๆ เขาแค่อยากรู้ว่า “ทำไปเพื่ออะไร”

Gen Z ไม่ค่อยอินกับงานประเภท “ทำไปเถอะ เจ้านายสั่งมา” แต่จะอินมากกับงานที่บอกได้ว่า กระทบใคร ช่วยลูกค้าหรือทีมตรงไหน เป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ยังไง 

ตัวอย่างที่ควรเล่าให้เขาเห็นภาพ
-“โพสต์นี้คือหนึ่งในคอนเทนต์ที่จะใช้ปิดดีลสปอนเซอร์ 3 ล้านของแคมเปญนี้”
-“รีพอร์ตชุดนี้จะขึ้นไปถึงบอร์ด ใช้ตัดสินใจว่าปีหน้าจะลงเงินอีก 20 ล้านไหม”

ถ้าเขาเข้าใจภาพใหญ่ แรงต้านจะลดลงเยอะ และเขาจะใส่ใจรายละเอียดมากขึ้นเอง

2. เขาต้องการหัวหน้าแบบ “โค้ช” ไม่ใช่ “นายตรวจ”

สิ่งที่ Gen Z ชอบ คือ หัวหน้าที่อธิบายวิธีคิด ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ ให้เขาลองทำเอง แล้วค่อย รีวิว-สอน-ติวเพิ่ม กล้าพูดตรง แต่ไม่ทำลายตัวตน

สิ่งที่ Gen Z หนี คือ หัวหน้าที่สั่งอย่างเดียว “ไม่ต้องถามเยอะ ทำไป” หรือ ดุผ่านกรุ๊ปไลน์ใหญ่ ๆ ใช้อารมณ์, เปรียบเทียบกับคนอื่น, ประชดประชัน

เทมเพลตบทสนทนาที่ใช้ได้ผล เช่น
-“ลองคิดมาสัก 2-3 ทางเลือกนะ เดี๋ยวพี่ช่วยดูให้ว่าทางไหนเข้าที่สุด”
-“รอบนี้เราพลาดตรงไหนบ้าง ลองเล่าในมุมของเราก่อน แล้วเดี๋ยวพี่เติมให้”

หัวหน้าที่เก่งกับ Gen Z คือคนที่ทำหน้าที่เป็น “โค้ช + พี่เลี้ยง” มากกว่า “ผู้คุมงาน”

3. เขาชอบ “ความชัด” มากกว่าคำสั่งลอย ๆ

หลายครั้ง Gen Z ไม่ได้ดื้อ แต่เขางง เพราะระบบทำงานมันไม่ชัด เวลามอบหมายงาน ควรตอบให้เขาได้ 3 ข้อนี้ทุกครั้ง

-เป้าหมาย งานนี้ทำไปเพื่ออะไร / วัดที่อะไร
-เส้นตาย ต้องส่งเมื่อไหร่ (จริง ๆ)
-คนจบงาน ใครเป็นคนอนุมัติสุดท้าย

และควรมีจังหวะคุยงานที่เป็นระบบ เช่น Daily / 2-3 วันครั้ง อัปเดตสั้น ๆ ว่าไปถึงไหน ติดอะไร หรือ Weekly / Bi-weekly คุยลงลึกเรื่อง Performance + ปัญหา + สิ่งที่อยากพัฒนา

ยิ่ง “ระบบการคุยกัน” ชัดเท่าไหร่ ยิ่งลดดราม่าประเภท “หนูไม่รู้”, “หนูคิดว่าไม่รีบ”, “หนูเข้าใจอีกแบบ” ได้เยอะมาก

4. เขาสนใจ “การเติบโต” พอ ๆ กับค่าตอบแทน

สำหรับหลายคนใน Gen Z คำถามในหัวคือ: “ถ้าอยู่ที่นี่ต่ออีก 1-2 ปี ฉันจะเก่งขึ้นแค่ไหน?” ดังนั้น หัวหน้าควรช่วยเขาเห็นเส้นทางการเติบโต (Growth Path) คร่าว ๆ เช่น

0-6 เดือน: ฝึกงาน, support, ทำตามบรีฟให้เนียน
6-12 เดือน: จับโปรเจกต์เล็ก ๆ เอง, คุยกับลูกค้าระดับ Jr.
1-2 ปี: เป็น lead โปรเจกต์, มีน้องในทีม, โอกาสปรับตำแหน่ง/เงิน

และให้เขาได้ “ออกไปหน้าเวที” บ้าง เช่น ไป present บางส่วน เข้าประชุมกับลูกค้าจริง ให้ลองคิดไอเดีย-เขียน deck-วางโครงแคมเปญ

ถ้าบริษัทให้แต่ “งานแบ็กเอนด์” อย่างเดียว โดยไม่ให้เวที อย่าแปลกใจถ้า Gen Z ดี ๆ อยู่ไม่นาน

5. เรื่องเงิน ต้องแฟร์และโปร่งใส

Gen Z ไม่ได้ขอเงินเดือนเวอร์วัง แต่เขาแพ้ความ “ไม่ยุติธรรม” มาก ๆ สิ่งที่ควรมี คือ โครงสร้างเงินเดือน + ช่วงเงิน (range) ชัด รอบทบทวนเงินเดือน (เช่น ทุก 6 หรือ 12 เดือน) และโบนัส / อินเซนทีฟผูกกับผลงานจริง ไม่ใช่ความรู้สึก

สิ่งที่ควรเลี่ยง คือ “เดี๋ยวพี่ดูให้” ทุกครั้งที่ถามเรื่องขึ้นเงินเดือน แต่ไม่มี timeline / ให้เงินต่างกันเยอะ ทั้งที่ทำงานระดับใกล้เคียงกัน โดยไม่อธิบายเหตุผล

สำหรับ Gen Z ความรู้สึกว่า “ระบบมันแฟร์” สำคัญกว่าแค่ตัวเลขในใบจ่ายเงินเดือนด้วยซ้ำ

วิธีคุยกับ Gen Z ให้ได้งาน ไม่ได้ดราม่า

1. Onboarding ให้ดีตั้งแต่วันแรก แทนที่จะให้เขาแค่มานั่งฟัง HR อ่านกฎระเบียบ ลองเพิ่มอีกเล็กน้อย เช่น…
-เล่า “เรื่องของบริษัท” แบบเป็นเรื่องเล่า ทำไมถึงก่อตั้ง เคยเกือบไม่รอดตรงไหน วันนี้เรากำลังสู้เรื่องอะไรอยู่

-อธิบาย “กติกาไม่เขียนบนกระดาษ” เวลาทักงานดึกได้ / ไม่ได้ หรือ การลางาน / มาสาย / WFH และ ช่องทางคุยเรื่องงาน vs คุยเล่น

ยิ่งเขาเข้าใจ “วัฒนธรรมจริง” เร็วเท่าไหร่ ยิ่งปรับตัวเร็วเท่านั้น

2. สูตร Feedback ที่ Gen Z รับได้ จำสั้น ๆ คือ เร็ว-ตรง-เคารพศักดิ์ศรี
เร็ว-เห็นงานมีปัญหา คุยเลยใน 24-48 ชม.
ตรง-บอกจุดดี-จุดพลาดแบบชัด ๆ มีตัวอย่างอ้างอิง
เคารพศักดิ์ศรี-วิจารณ์งาน ไม่วิจารณ์ตัวตน

ไม่ควรใช้ทำพูดหรือประโยค เช่น “งานเธอห่วยมาก ทำแบบนี้ได้ยังไง” แต่ควรเป็น “อันนี้พี่ว่าไม่เข้ากับโจทย์ลูกค้าตรงนี้นะ เพราะเขาเน้นกลุ่ม… คราวหน้าก่อนทำลองเช็กให้ชัดกว่านี้ว่าเขาอยากคุยกับใคร พี่ช่วยคิดกรอบคำถามให้ได้”

แล้วปิดด้วย “พี่ไม่ได้ติดตัวเรา พี่ติดวิธีทำ ซึ่งมันแก้ได้ เดี๋ยวเรามาปรับไปด้วยกัน”

ประโยคเล็ก ๆ แบบนี้ ช่วยลดโอกาสที่เขาจะ “รับคำติ = รับว่าเราไม่เก่ง” ลงได้เยอะมาก

3. ให้เขาเป็น “เจ้าของงาน” มากกว่าเป็นแค่ “ผู้รับคำสั่ง” Gen Z จะอินกับงานมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถ้าเขาได้เป็น owner ของอะไรบางอย่าง เช่น ให้ดูแลเพจย่อยหนึ่งเพจ ให้คุม Mini-project หนึ่งแคมเปญ ให้ดูแล KOL 3-5 คนในโปรเจกต์หนึ่ง

แล้วให้โจทย์แบบครบวงจร เช่น ตั้ง KPI เอง (เราแค่ช่วยกลั่น) วางแผนคร่าว ๆ ทำจริง-รายงานจริง รีวิวหลังจบงานว่าทำอะไรดีแล้ว / อะไรควรปรับ

เขาจะรู้สึกว่า “นี่คืองานของเรา” ไม่ใช่ “งานของบริษัทที่โยนมาให้ทำ”

เรื่องที่ “ไม่ควรทำ” ถ้าไม่อยากเสีย Gen Z เก่ง ๆ คือ ด่า / ประจานต่อหน้าคนอื่น หรือในกรุ๊ปใหญ่ ใช้คำพูดเหยียดเพศ, รูปร่าง, ฐานะ, ครอบครัว, สถาบันที่จบ เปลี่ยนบรีฟ-เปลี่ยนเดดไลน์บ่อยโดยไม่มีคำอธิบาย พูดว่า “เด็กสมัยนี้…” ในโทนเหมารวมดูถูก เรียกร้องความรักองค์กร ทั้งที่ตัวองค์กรไม่เคยอธิบายอนาคตให้เขาเห็น 

เช็กลิสต์สำหรับหัวหน้า: วันนี้เรา “Gen Z Friendly” แค่ไหน ลองถามตัวเองแบบตรงไปตรงมา
-ลูกทีม Gen Z รู้หรือยังว่า งานของเขาเชื่อมกับภาพใหญ่ยังไง
-เวลาให้โจทย์ เราชัดเจนเรื่องเป้าหมาย-เดดไลน์-คนจบงานแค่ไหน
-เดือนนี้เราเคยชมเขาแบบ “ระบุสิ่งที่ทำดี” บ้างหรือยัง (ไม่ใช่แค่ “เก่งดี”)
-มีพื้นที่ให้เขาพูด / เสนอ / ติ ระบบงานบ้างหรือเปล่า
-เราเคยเผลอใช้ภาษาแบบที่ “ไปแตะตัวตน” เขาไหม (ถ้ามี ลองเริ่มจากขอโทษก่อนเลย)

ถ้าเจอว่ายังขาดหลายข้อ นั่นไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่มันคือ “พื้นที่เติบโตของเรา” ในฐานะหัวหน้ายุคที่ทีมเริ่มเต็มไปด้วย Gen Z


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top