Friday, 5 June 2026
ราคาน้ำมัน

อิหร่าน อาจปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ที่เชื่อมอ่าวโอมาน กับทะเลอาหรับ

(15 มิ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Ethan Hunts’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

อิหร่านอาจปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเชื่อมอ่าวโอมานกับทะเลอาหรับ ซึ่งเป็นช่องทางคมนาคมขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางสู่เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(ซึ่งรวมถึงไทยด้วย) นั่นคือเหตุผลที่มีผู้คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบจะทะลุ 100 เหรียญ/บาร์เรล

หลังจากที่ทางการอิหร่านพบเรือพิฆาตของอังกฤษลอยลำในอ่าวโอมาน คาดว่าเป็นตัวส่งพิกัดให้ขีปนาวุธของอิสราเอลใช้โจมตีอิหร่าน

โลกหวั่น ‘อิหร่าน’ ปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจทำราคาน้ำมันพุ่ง 300 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

(19 มิ.ย. 68) ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ดร.ทิลัค โดชิ จากศูนย์วิจัยพลังงาน King Abdullah Petroleum Studies and Research Center ประเทศซาอุดีอาระเบีย ประเมินว่าหากอิหร่านตัดสินใจปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงถึง 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรืออาจทะลุ 300 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 10,950 บาท)

ด้าน ดร.คาซี โซฮัก นักเศรษฐศาสตร์พลังงาน ชี้ว่าหากย้อนดูปี 2008 ราคาน้ำมันเคยพุ่งสูงถึง 147 ดอลลาร์ โดยไม่มีความขัดแย้งใหญ่เกิดขึ้น ขณะที่ในปี 1973 ราคาน้ำมันเคยพุ่งขึ้นถึง 300% จากเหตุการณ์คว่ำบาตรน้ำมันระหว่างสงครามยมคิปปูร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดตอบสนองต่อความเสี่ยงทางการเมืองได้อย่างรุนแรงเพียงใด 

มาร์ค อายูบ นักวิจัยนโยบายพลังงาน เสริมว่าแม้ไม่เกิดการปิดช่องแคบ แต่หากมีการโจมตีโครงสร้างน้ำมันของอิหร่าน ราคาน้ำมันก็อาจแตะระดับ 80–90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยเฉพาะหากมีเป้าหมายที่แหล่งก๊าซสำคัญของอิสราเอล เช่น คาริช หรือ เลวีอาธาน ก็อาจทำให้ราคาขยับขึ้นอีก 5–10 ดอลลาร์

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์บางรายเตือนว่า ราคาน้ำมันในระดับนี้ไม่เป็นที่พึงประสงค์ของรัฐบาลสหรัฐฯ และอาจเร่งให้ฝ่ายต่าง ๆ พยายามหาทางยุติสงครามโดยเร็ว เพื่อควบคุมผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดพลังงานโดยรวม

กลัวแล้ว! สหรัฐฯ วอนจีนช่วยคุยอิหร่าน หวั่นปิด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ เขย่าน้ำมันโลกพุ่ง

(23 มิ.ย. 68) วอชิงตันส่งสัญญาณตรงถึงปักกิ่ง เมื่อมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เรียกร้องให้รัฐบาลจีนใช้อิทธิพลเกลี้ยกล่อมอิหร่านไม่ให้ปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” หลังสื่อ Press TV รายงานว่ารัฐสภาเตหะรานลงมติหนุนแผนดังกล่าว แม้คำตัดสินสุดท้ายยังอยู่ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติของอิหร่าน

รูบิโอเตือนว่าการปิดช่องแคบซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันราว 20 % ของโลกจะเขย่าตลาดพลังงานทั่วโลก โดยเฉพาะจีนซึ่งนำเข้าน้ำมันอิหร่านมากที่สุดในโลก “ถ้าเตหะรานทำจริงก็เท่ากับฆ่าตัวตายทางเศรษฐกิจ” เขากล่าว พร้อมกระตุ้นชาติอื่นให้จับตาเพราะจะเจอผลกระทบจะรุนแรงยิ่งกว่าสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ผลพวงมาจากสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีเป้าหมายนิวเคลียร์หลักของอิหร่านเมื่อสุดสัปดาห์ ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ พุ่งแตะ 78.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือประมาณ 2,865 บาท สูงสุดในรอบห้าเดือน ธนาคารเพื่อการลงทุน ‘โกลด์แมน แซคส์’ เตือนว่าหากการขนส่งในฮอร์มุซหยุดชะงัก ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ได้ไม่ยาก

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ด้านพลังงานมองว่าอิหร่าน “มีอะไรต้องเสียมากกว่าจะได้” เพราะการปิดช่องแคบอาจทำให้ชาติผู้ผลิตน้ำมันอ่าวเปอร์เซียกลายเป็นศัตรู และยังเสี่ยงทำให้จีน และลูกค้าหลักต้องออกมาคัดค้าน

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนออกแถลงการณ์ตำหนิสหรัฐฯ ว่าเสียความน่าเชื่อถือจากการใช้กำลัง และเรียกร้องให้ทุกฝ่าย “ยับยั้งการใช้กำลังที่รุนแรง และอย่าซ้ำเติมไฟสงคราม” บทบรรณาธิการ Global Times ยังระบุว่าการโจมตีของวอชิงตันทำให้สถานการณ์ตะวันออกกลาง “ส่อเค้าเลวร้ายจนควบคุมไม่ได้” 

กองทุนน้ำมันฯ พิสูจน์บทบาท “รักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน” หลังช่วยดูแลค่าครองชีพประชาชนในช่วง “สงคราม 12 วัน”

(14 ก.ค. 68) สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยถึงบทบาทสำคัญของ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศในช่วงสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 13 -24 มิถุนายน 2568 หรือที่เรียกกันว่า “สงคราม 12 วัน” โดยช่วงเวลาดังกล่าว คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้เร่งดำเนินการตามแผนวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 ลดการจัดเก็บเงินจนถึงชดเชยอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทน้ำมันดีเซล 

นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันดีเซล ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับภาคขนส่งและค่าครองชีพของประชาชน กองทุนน้ำมันฯ ได้เข้าไปบริหารจัดการผ่านกลไกอัตราเงินกองทุนน้ำมันฯ ในการรักษาเสถียรภาพระดับราคาขายปลีกในประเทศ ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนมากจนเกินไป โดย กบน. ได้มีมติเร่งด่วน จำนวน 5 ครั้งภายในเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์เพื่อลดผลกระทบ โดยเริ่มจากลดอัตราเงินจัดเก็บของกลุ่มน้ำมันดีเซลจากเดิมจัดเก็บอยู่ที่ 2.40 บาทต่อลิตร เป็นการต้องชดเชยอยู่ที่ 0.65 บาทต่อ เพื่อคงราคาขายปลีกไม่ให้เกิน 32 บาทต่อลิตร ทำให้สามารถตรึงราคาหน้าปั๊มน้ำมันไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนในช่วงเวลาสำคัญ 

แม้การรักษาเสถียรภาพ และตรึงราคาน้ำมันในช่วง 12 วันที่ผ่านมา จะส่งผลให้สภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯประเภทน้ำมันดีเซลติดลบ คือมีรายจ่ายสูงสุดประมาณวันละ 40.75 ล้านบาทต่อวัน แต่เมื่อสถานการณ์สงครามอิสราเอล-อิหร่าน เริ่มคลี่คลายจากการไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ ราคาน้ำมันโลกก็เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ ทำให้กองทุนน้ำมันฯ กลับมาจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ได้อีกครั้ง ปัจจุบันกลุ่มน้ำมันดีเซลมีรายรับประมาณวันละ 57.41 ล้านบาท และกลุ่มน้ำมันเบนซิน มีรายรับประมาณวันละ 96.17 ล้านบาท ขณะที่ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2568 กองทุนน้ำมันฯ ติดลบอยู่ที่ 31,588 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมันบวกอยู่ที่ 12,406 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบอยู่ที่ 43,994 ล้านบาท 

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน กับกรณีสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน จะพบความแตกต่างในเชิงผลกระทบ และความยืดเยื้ออย่างชัดเจน ซึ่งกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ช่วยเพิ่มวิธีการบริหาร และความรอบคอบในการกำหนดมาตรการบริหารกองทุนน้ำมันฯ ในปัจจุบัน และอนาคต 

ปัจจุบันกระทรวงพลังงานยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ในทะเลแดง และภูมิภาคอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบด้านราคาพลังงาน กระทรวงพลังงานโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาดูแล ได้แก่ คณะกรรมการเตรียมการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซธรรมชาติ (LNG) ซึ่งมี นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เป็นประธาน และมีตน (นายพรชัย จิรกุลไพศาล) ร่วมเป็นกรรมการในชุดนี้ โดยคณะกรรมการดังกล่าวจะทำหน้าที่เตรียมการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อรองรับสถานการณ์พลังงานจากวิกฤตในตะวันออกกลาง และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อย่างรอบด้าน

นายพรชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า “บทเรียนจากวิกฤตน้ำมันช่วงที่ผ่านมา สะท้อนถึงความจำเป็นของกลไกกองทุนน้ำมันฯ ที่มีความยืดหยุ่น ทันต่อสถานการณ์ และมุ่งมั่นดูแลประชาชนทุกระดับอย่างเท่าเทียม สะท้อนการทำหน้าที่และบทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการรักษาเสถียรภาพด้านราคาพลังงานให้กับประชาชนในช่วงวิกฤตการณ์ด้านราคาพลังงานเสมอมา ด้วยหลักการเปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ภายใต้กรอบของพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 พร้อมขอขอบคุณผู้ค้าน้ำมันที่ให้ความร่วมมือในการสนับสนุนภารกิจสำคัญในช่วงเวลาดังกล่าว”

ช่วยลดค่าครองชีพ!!

(28 ก.ย. 68) ประชาชนฝากความหวังไว้ที่ ‘รมว.พลังงานคนใหม่’
เดินหน้าสานต่อนโยบายพลังงานเพื่อคนไทย
ปรับกฎหมายให้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ง่ายขึ้น
เตรียมควบคุมราคาน้ำมันอย่างมีเหตุผล
จัดระบบน้ำมันสำรอง ใช้เพื่อคนไทย ไม่ใช่แค่ตามสูตรเดิม!!

📌 ไม่ใช่แค่พูด แต่กำลังเดินหน้าให้เกิดขึ้นจริง 💪

รัสเซียเร่งผลิตน้ำมัน!! ต.ค. เพิ่มกำลังผลิตอีก 48,000 บาร์เรลต่อวัน สวนทาง OPEC+ ที่ลดกำลังผลิต โลกจับตา “ดีมานด์–ซัพพลาย” เปิดโอกาสให้ราคาผันผวนต่อเนื่อง

(15 พ.ย. 68) รายงานฉบับล่าสุดของโอเปก (OPEC) ระบุว่า รัสเซียเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบในเดือนตุลาคม 2568 ขึ้นอีกราว 48,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับเดือนกันยายน ทำให้ตัวเลขการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 9.382 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิม 9.334 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้จะยังอยู่ภายใต้กรอบข้อตกลงร่วมกับกลุ่ม OPEC+ ก็ตาม

ในภาพรวม กลุ่ม OPEC+ กลับมีกำลังการผลิตรวมในเดือนตุลาคมลดลงราว 73,000 บาร์เรลต่อวัน เหลือเฉลี่ย 43.02 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ในกลุ่มประเทศที่ร่วมลดกำลังผลิตโดยสมัครใจ เช่น รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย และพันธมิตร ผลิตรวมกันเพิ่มขึ้นเล็กน้อยราว 27,000 บาร์เรลต่อวัน และสูงกว่าโควตารวมที่กำหนดไว้ราว 24,000 บาร์เรลต่อวัน สะท้อนความพยายามในการพยุงราคา กับการรักษาส่วนแบ่งตลาดของแต่ละประเทศ

ด้านดีมานด์ โอเปกยังคงมุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวัง โดยประเมินว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในปี 2025 จะเพิ่มขึ้นราว 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันแตะระดับเฉลี่ย 105.14 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากประมาณ 103.84 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2024 และคาดว่าปี 2026 จะยังเติบโตต่ออีกประมาณ 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะเดียวกันยังปรับเพิ่มคาดการณ์การผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ ในปี 2025 เป็นเฉลี่ยราว 13.37 ล้านบาร์เรลต่อวัน ก่อนจะคาดว่าปี 2026 จะลดลงเล็กน้อย

โอเปกระบุด้วยว่า สต็อกน้ำมันเชิงพาณิชย์ของกลุ่มประเทศ OECD ในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 6 ล้านบาร์เรลมาอยู่ที่ราว 2.845 พันล้านบาร์เรล แม้จะสูงกว่าปีก่อนหน้า แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีล่าสุดอยู่ระดับหนึ่ง ขณะที่การผลิตจากประเทศนอกกรอบข้อตกลง OPEC+ ถูกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 0.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2025 ไปแตะเฉลี่ย 54.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้ตลาดน้ำมันโลกยังต้องจับตาความสมดุล “ดีมานด์–ซัพพลาย” อย่างใกล้ชิด และเปิดโอกาสให้ราคายังผันผวนในระยะถัดไป

ปตท.ตรึงราคาน้ำมัน ร่วมตอบรับนโยบายรัฐบาลช่วยประชาชน ตรึงราคาน้ำมันดีเซล-แก๊สโซฮอล์ 15 วัน มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน ยืนยันสร้างเสถียรภาพพลังงานมั่นคง

ปตท. และ โออาร์ ตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน ตอบรับนโยบายรัฐบาล ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน

วันนี้ (4 มีนาคม 2569) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ประกาศคงราคาน้ำมันดีเซลและแก๊สโซฮอล์ ไว้ในระดับปัจจุบันเป็นระยะเวลา 15 วัน เพื่อร่วมบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน สอดรับกับทิศทางนโยบายพลังงานของรัฐบาล

ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ สนับสนุนและร่วมผลักดันนโยบายของรัฐบาลในการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความยั่งยืนให้กับประเทศ

มาตรการดังกล่าวเป็นการดำเนินการในระยะสั้น บนความร่วมมือของ ปตท. และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจสถานีบริการ โดย ปตท. ยืนยันว่า พื้นฐานทางธุรกิจของบริษัทยังคงแข็งแกร่ง และมุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นคงทางพลังงาน สร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักที่ ปตท. ยึดมั่นมาโดยตลอดในฐานะรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ผวาปิดฮอร์มุซ!! สหรัฐฯ-อิหร่านปะทุ “Perfect Storm” เขย่าพลังงานโลก ดีเซลต้นทุนพุ่ง +5.53 บาท วิกฤตน้ำมันลามทั่วโลก ต้นทุนกลั่นดีดแรง คนไทยตื่นตระหนกแห่ตุนน้ำมันทั่วประเทศ

 

สถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน สร้าง 'Perfect Storm' วิกฤตพลังงานทั่วโลก

สัญญาณต้นทุนดีเซลดีด +5.53 บาท/ลิตร คนไทยแห่ตุนน้ำมัน

ฝ่าทางรอดประเทศไทย “เอทานอล” พลังงานสำรอง ศักยภาพกำลังผลิต 6.92 ล้านลิตร/วัน

             สถานการณ์สหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน จุดชนวนพายุสมบูรณ์แบบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก (Perfect Storm) สัญญาณวิกฤตพลังงาน ต้นทุนน้ำมันดิบและค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้น วันที่ 4 มี.ค. 69 ต้นทุนดีเซล +5.53 บาท/ลิตร เบนซิน ออกเทน 95 +2.92 บาท/ลิตร หวั่นปิดช่องแคบฮอร์มุซในอนาคต ราคาน้ำมันพุ่งไม่หยุด คนไทยตื่นตระหนกแห่ตุน ปั้มน้ำมันปิดให้บริการ ฝ่าทางรอดประเทศไทยขับเคลื่อน E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน ชูศักยภาพกำลังการผลิตเอทานอล 6.92 ล้านลิตร/วันจากโรงงาน 28 แห่งทั่วประเทศ เป็นพลังงานสำรองพร้อมรับความต้องการใช้งานทันที

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน ที่ทวีความรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อ “ตะวันออกกลาง” ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่พลังงานของโลกทันที ในระยะอันใกล้หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20% ของทั่วโลกหรือราว 17-18 ล้านบาร์เรล/วัน โดยเฉพาะการขนส่งจากประเทศผู้ส่งออกอย่างซาอุดีอาระเบีย อิรัก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งยังมีปัจจัยจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ความเสี่ยงนโยบายและกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ฯลฯ อาจกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก ส่งผลให้เกิดสถานการณ์ที่เรียกว่า ‘Perfect Storm’ หรือพายุสมบูรณ์แบบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก

ทั้งนี้ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ส่งผลให้น้ำมันดิบมีแนวโน้มจะสูงขึ้น โดยต้นทุนน้ำมันดิบและค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับวันที่ 2 มี.ค. 69 และวันที่ 4 มี.ค. 69 ต้นทุนหน้าโรงกลั่น (Ex-Refinery) ดีเซล พุ่งจาก 18.9924 เป็น 24.5248 บาท/ลิตร (เพิ่มขึ้น +5.53 บาท) ส่วน เบนซิน ออกเทน 95 ต้นทุนพุ่งจาก 16.6187 เป็น 19.5381 บาท/ลิตร (เพิ่มขึ้น +2.92 บาท) ซึ่งเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569  ปั๊มน้ำมันในประเทศไทยได้ปรับราคาขึ้น สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนคนไทยเกิดกระแสตุนน้ำมันทั่วประเทศ ทำให้ปั๊มน้ำมันเริ่มปิดการให้บริการ ขณะที่โครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในเขตกรุงเทพมหานคร ประจำวันที่ 4 มีนาคม 2569 สรุปราคาขายปลีกน้ำมัน (Retail Price) เบนซิน ออกเทน 95 ราคา 39.14 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 E10 ราคา 30.55 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 30.18 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 E20 ราคา 28.34 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 E85 ราคา 26.29 บาท/ ลิตร, ดีเซล (H-DIESEL) ราคา 29.94 บาท/ลิตร และ LPG ราคา 25.87 บาท/กิโลกรัม

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 70%  หากเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ หยุดลงชั่วคราว ผลกระทบต่อไทยจะเกิดขึ้นในทันที เพราะปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศไทยมีอยู่ราว 61 วัน โดยเป็นน้ำมันสำเร็จรูปสำรอง 38 วัน และน้ำมันดิบในเรือที่พ้นช่องแคบมาแล้วอีก 23 วัน ซึ่งตัวเลขนี้ ไม่ได้แปลว่าประเทศไทยจะมีความมั่นคงทางพลังงาน 2 เดือนเต็ม เพราะโรงกลั่นไทยต้องใช้น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนสูง หากขนส่งหยุดลงนานกว่าระยะสำรอง โรงกลั่นจะขาดวัตถุดิบ ส่งผลให้การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงสะดุด ทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภคปรับเพิ่มขึ้น และกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมลดกำลังการผลิตลง

ทั้งนี้ทางรอดที่ยั่งยืนของประเทศไทย คือการยกระดับเอทานอล เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากการผลิตมันสำปะหลังภายในประเทศอยู่แล้ว หากภาครัฐเร่งผลักดันให้ E20 เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐานของประเทศ จะสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานโลก และลดการพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบลงได้ทันที 10% ของกลุ่มเบนซิน ซึ่งจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงพลังงานของไทยในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตเอทานอลสูงสุดรวมประมาณ 6.92 ล้านลิตร/วัน จากโรงงานผลิตเอทานอลรวมทั้งสิ้น 28 แห่ง สามารถเป็นพลังงานสำรองรับกับความต้องการใช้งานจริงได้ทันที นอกจากนี้ยังมีกำลังการผลิตสำรองอีกมากกว่า 50–60% หากมีการขยายตัวหรือส่งเสริมการใช้ E20 จากทางภาครัฐ  

ประชาสัมพันธ์และส่งข่าวเผยแพร่ กรุณาติดต่อ: คุณพิภพ (ท้อป) โทร. 081-9298864 

(ในนามสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง)

ตะวันออกกลางปะทุ!! ปิดช่องแคบฮอร์มุซสะเทือนโลก น้ำมันสหรัฐฯ พุ่งแรงสุดรอบหลายปี หลังวิกฤตตะวันออกกลางเขย่าตลาดโลก นักวิเคราะห์เตือนอาจแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

(6 มี.ค. 69) สมาคมยานยนต์อเมริกันรายงานราคาน้ำมันเบนซินธรรมดาเฉลี่ยทั่วสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 5 มี.ค. อยู่ที่ 3.25 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เพิ่มขึ้นเกือบ 27 เซนต์จากสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์ครั้งแรกในรอบเกือบปีนับตั้งแต่มีนาคม 2022

ราคาที่พุ่งสูงนี้ขึ้นมาเทียบเท่ากับช่วงต้นเมษายน 2025 โดยปกติราคาน้ำมันเบนซินจะสูงขึ้นในฤดูใบไม้ผลิเมื่อต้องผลิตน้ำมันเบนซินสูตรฤดูร้อนเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) สำหรับเดือนเมษายน ปรับขึ้น 8.51% ปิดที่สูงสุดในรอบแปดเดือนที่กว่า 81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สาเหตุสำคัญมาจากความขัดแย้งล่าสุด หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลที่สำคัญ

รายงานจากบริษัทวาณิชธนกิจสตีเฟลระบุว่า "การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานานอาจผลักดันราคาน้ำมันดิบสู่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล" และราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจะทำให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นและสร้างความตึงเครียดทางเศรษฐกิจ

สถานการณ์ราคาน้ำมันนี้บ่งชี้ถึงความเปราะบางของตลาดพลังงานโลกในบริบทความตึงเครียดของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ

ที่มา : Xinhua

สงครามเตือนไทย!! อิหร่าน–อเมริกา สะท้อนโลก ส่งผลถึงราคาน้ำมันและเศรษฐกิจ ไทยต้องมีสติ ไม่ใช่เพียงเชียร์ข้าง เตรียมพร้อมและรักษาผลประโยชน์ชาติ

คนไทยควรเรียนรู้อะไรจากสงครามอิหร่าน–อเมริกา รอบนี้

เมื่อไฟสงครามอยู่ตะวันออกกลาง แต่แรงสะเทือนกลับมาถึงปากท้อง ความมั่นคง และวิธีคิดของคนไทย

สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ส่งผลสะเทือนไปถึงไทยทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง แม้ไทยจะไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ราคาน้ำมัน ค่าใช้จ่ายการขนส่ง และความมั่นคงของแรงงานไทยในต่างแดนได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

บทเรียนสำคัญจากสถานการณ์นี้คือ "ประเทศที่อยู่รอดไม่ใช่ประเทศที่เสียงดังที่สุด แต่เป็นประเทศที่มีสติและพร้อมที่สุด" การรักษาผลประโยชน์ชาติไม่ควรใช้ความรู้สึกหรืออารมณ์ในโลกโซเชียล แต่ต้องใช้เหตุผลและการทูตที่สุขุม รอบคอบ

สงครามสมัยใหม่ไม่ได้จำกัดเพียงสนามรบ แต่กระทบถึงห่วงโซ่อุปทานโลก ทั้งเส้นทางเดินเรือ การบิน และการขนส่ง เมื่อเกิดวิกฤตในพื้นที่สำคัญ สิ่งนี้จะส่งต่อผลกระทบถึงผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนโดยตรง

"พลังงานคือความมั่นคงแห่งชาติ" ไทยจึงต้องเลิกพึ่งพาแหล่งนำเข้าเพียงแหล่งเดียวและเตรียมพร้อมลดผลกระทบจากแรงสะเทือนภายนอก นอกจากนี้ความมีวินัยทางความคิดของสังคมในการรับสารและวิเคราะห์ข่าว ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลดความขัดแย้งในประเทศและรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ท้ายที่สุด ไทยต้องไม่เป็นเพียงผู้ชม แต่ต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้าในทุกมิติ ทั้งพลังงาน การทูต และเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างลึกซึ้งและรวดเร็ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top