Wednesday, 22 July 2026
รัดเกล้า

‘รัดเกล้า’ ประสานเหล่ากูรู จัดกิจกรรมให้ความรู้ ‘ทางการเงิน’ หวังเสริมสร้างภูมิปัญญา-ภูมิคุ้มกัน ให้แก่ชุมชนวัดไชยทิศ 

เมื่อวานนี้ (7 ก.ค.67) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตผู้สมัคร สส.เขตบางพลัด-บางกอกน้อย ประสานนำ ‘กิจกรรมให้ความรู้ทางการเงินสำหรับชุมชน’ (Financial Literacy) ภายใต้หลักสูตร ‘หลักสูตรอภินิหารทางการเงิน’ มามอบให้ชุมชนวัดไชยทิศ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ในวันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม 2567 ระหว่างเวลา 09.00 – 12.00 น.

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นโดย ธนาคารกรุงไทย ร่วมมือกับ กระทรวงการคลัง กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และ คลินิกแก้หนี้โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) โดยมีคุณนวลศิริ ไวทยานุวัตติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย, ดร.ชาลิสา พุกกะรัตน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ส่วนส่งเสริมความรู้ทางการเงิน ฝ่ายคลินิกแก้หนี้ บริษัท บริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท จำกัด และ คุณอภิชัย สายสดุดี ผู้อำนวยการกลุ่มงานกิจกรรมองค์กร กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เข้าร่วมด้วย

นางรัดเกล้า กล่าวต้อนรับผู้ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ว่า “ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง จึงได้ประสานความร่วมมือไปยัง ธนาคารกรุงไทย ซึ่งทางธนาคารกรุงไทย ได้มีโครงการที่ร่วมมือกับ กระทรวงการคลัง กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และ คลินิกแก้หนี้โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) นั่นคือ ‘กิจกรรมให้ความรู้ทางการเงินสำหรับชุมชน’ (Financial Literacy) ภายใต้หลักสูตร ‘หลักสูตรอภินิหารทางการเงิน’ อยู่แล้ว จึงได้ประสานกิจกรรมดังกล่าวนี้ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่

โดยการให้ความรู้ในครั้งนี้ ยึดหลักการพึ่งพาตนเอง ลดการพึ่งพิงภายนอก การคำนึงถึงศักยภาพ ทรัพยากร ภูมิปัญญา วิถีชีวิต วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นเป็นหลัก และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ ในการสร้างชุมชนเข้มแข็ง น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนา ให้เกิดความสมดุลมีความเข้มแข็งจากภายใน โดยคนในชุมชนได้มาร่วมกันคิด กำหนดแนวทาง และจัดกิจกรรมพัฒนาชุมชนต่อไป” 

นางรัดเกล้า กล่าวต่อไปว่า กิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการเสริมองค์ความรู้ด้านการเงินเชิงรุก (pro-active) มุ่งหวังให้เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่จะได้เรียนรู้และเสริมสร้างภูมิปัญญาและภูมิคุ้มกันทางการเงิน สามารถนำไปใช้ในการบริหารจัดการ และแก้ไขปัญหาด้านการเงินของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในเบื้องต้นโครงการนี้มีเป้าหมายที่จะจัดกิจกรรมทั้งสิ้น 18 ครั้ง ในปี 2567 มุ่งเป้าครอบคลุมที่พื้นที่ กทม. และปริมณฑล

‘รัดเกล้า’ เผย ‘ดีอี-สธ.’ ลุยเดินหน้าระบบ ‘Health Link-MOPH Cloud’ ยกระดับ ‘ข้อมูลสุขภาพ’ คนไทย ให้เชื่อมโยงทั่วประเทศแบบไร้รอยต่อ

(10 ก.ค. 67) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานของรัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแบบไร้รอยต่อ และอำนวยความสะดวกในการให้และใช้บริการภาครัฐให้กับประชาชน ถือเป็นหนึ่งนโยบายสำคัญของรัฐบาล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จึงได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ผลักดันให้เกิดระบบเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ (Health Information Exchange -HIE) ระดับประเทศ โดยการพัฒนาระบบ Health Link และคลาวด์กลางด้านสาธารณสุข (MOPH Cloud) ขึ้นมา มีการกำหนดมาตรฐานกลางร่วมกับโรงพยาบาลในภาคี พร้อมผลักดันให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานสำคัญในแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติ เพื่อขับเคลื่อนการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพระดับชาติ

รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า ระบบ HIE เป็นระบบที่จะเชื่อมโยงและใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลประวัติสุขภาพและการรักษาระหว่างสถานพยาบาลทั่วประเทศ ให้ช่วยอำนวยความสะดวกเพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์เข้าถึงข้อมูล โดยต้องได้รับการอนุญาตจากผู้ป่วยเท่านั้น รวมถึงในกรณีการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉิน (หมดสติ) ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและการส่งต่อ นอกจากนี้สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) (Big Data Institute: BDI) ดีอี และ สธ. ยังได้ร่วมกันวางแผนขับเคลื่อนการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพระดับชาติ รวมทั้งกำหนดแผนปฏิบัติการ และกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพที่สามารถนำไปใช้พัฒนาระบบบริการสุขภาพทั่วประเทศ โดย ดีอี เริ่มจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร

นางรัดเกล้า กล่าวอีกว่า เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพที่สามารถนำไปใช้พัฒนาระบบบริการสุขภาพทั่วประเทศ โดยได้เริ่มดำเนินการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ต่อด้วยจังหวัดนครราชสีมาในหน่วยบริการปฐมภูมิ และโรงพยาบาลนอกสังกัด สธ. จากนั้น ดีอี จะจับมือกับ สธ. ผ่านโครงการคลาวด์กลางด้านสาธารณสุข (MOPH Cloud) ขยายผลให้ครอบคลุมทุกหน่วยบริการ และจะผลักดันจังหวัดนครราชสีมาสู่การเป็นต้นแบบในการบูรณาการข้อมูลสุขภาพอย่างเป็นระบบ รวมถึงจัดทำแผนงบประมาณระยะยาว ให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด ยกระดับระบบสาธารณสุขไทยได้อย่างยั่งยืน 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน Health Link มีสถานพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ ประชาชนที่สนใจสมัคร Health Link ฟรีผ่านแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ หรือ ‘ThaID’ สามารถศึกษารายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้ที่ : https://healthlink.go.th/ ทั้งนี้ ขอเชิญร่วมรับฟังรายละเอียดแบบครบถ้วนจาก ดีอี ในการแถลงข่าววันที่ 12 กรกฎาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 11.00 น.

'รัดเกล้า' ชวนคนไทยวางแผนท่องเที่ยวช่วงหยุดยาวสัปดาห์หน้า ยัน!! หลายพิกัดยังคึกคัก อย่าเชื่อเสียงโซเชียลกระพือซบเซา

(16 ก.ค.67) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลขอเชิญชวนสายเที่ยวเตรียมปักหมุดวางแผนเที่ยวช่วงวันหยุดยาว 3 วัน ส่งท้ายเดือน ก.ค.67 ภายหลังจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภายใต้การดูแลของ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ได้เปิดตัวแคมเปญ 'สุขทันที ที่เที่ยวไทย' เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ครอบคลุมทั้งเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว 

โดยนำเสนอกิจกรรมมากมายหลายรูปแบบกับแหล่งท่องเที่ยวที่แตกต่างหลากหลายในแต่ละภูมิภาค ตลอด 365 วัน โดยในช่วงครึ่งปีหลัง 2567 ททท. พร้อมจัดงานใหญ่ให้ได้สัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวไทย อาทิ โครงการ 'ศรัทธา' จังหวัดขอนแก่น วันที่ 19-21 ก.ค.67 ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวสายมูกิจกรรม VIJIT 5 ภาค ใน 5 พื้นที่อัตลักษณ์สะท้อนความงดงามของวิถีชีวิต ภูมิปัญญา และประเพณีท้องถิ่น หรือกิจกรรม Amazing Music Festival เทศกาลดนตรี วันที่ 30 ส.ค. -1 ก.ย.67 จ.ชลบุรี ในรูปแบบ ART FESTIVAL เพื่อกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่สนใจดนตรีและศิลปะ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้ามีบางกลุ่มในสื่อโซเชียลมีเดียระบุว่า แหล่งท่องเที่ยวในไทย เช่น ชะอำ ร้างหรือมีคนเที่ยวน้อย ซึ่งเป็นข้อมูลเท็จและสร้างความวิตกกังวลให้สังคม จึงขอย้ำให้ประชาชนรับข้อมูลข่าวสารอย่างระมัดระวัง และจากแหล่งที่เชื่อถือได้ โดยนายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันตก (เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์) ได้ออกมายืนยันแล้วว่า ชะอำไม่ได้ร้างนักท่องเที่ยว และ ททท. ได้เช็กมาให้แล้วว่า ช่วงวันหยุดยาวในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ (20-22 กรกฎาคม 2567) มีอัตราการจองเข้าพักล่วงหน้าเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 70-75% ในขณะที่สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในพื้นที่ชะอำ เช่น หาดชะอำ วัดถ้ำแจง ฯลฯ ยังคงมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวตามปกติ

“นายกฯ วางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการท่องเที่ยว ใช้มนต์เสน่ห์ความเป็นไทย และจุดแข็งดึงดูดการท่องเที่ยวไทย ยกระดับและพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย สู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก และให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตามที่นายกฯ ระบุว่า การกระตุ้นการท่องเที่ยว คือ การกระตุ้นรายได้ที่เร็วที่สุด…”

"ทั้งนี้ ขอวอนให้กลุ่มดังกล่าวมีความเข้าใจว่า การท่องเที่ยวในจังหวัดข้างเคียงกรุงเทพ ฯ ส่วนใหญ่นั้น กระแสนักท่องเที่ยวจะอ้างอิงกับวันหยุดยาว ไม่ได้เป็นจังหวัดที่มีการท่องเที่ยวตลอดทั้งปีอยู่แล้ว นอกจากนี้ คนไทยด้วยกัน ควรช่วยกันเชิญชวน ช่วยกันกระตุ้นการท่องเที่ยวของไทย จะเป็นการใช้สื่อโซเชียลมีเดียอย่างสร้างสรรค์มากกว่า” นางรัดเกล้า กล่าว

“รัดเกล้า” อภิปรายสภาฯ เสนอ 4 ยุทธศาสตร์ ปลดแอกพลังงานไทย ภูมิคุ้มกันยั่งยืน สร้างกันชนเศรษฐกิจไทยจากวิกฤตราคาน้ำมัน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

“รัดเกล้า” อภิปรายสภาฯ เสนอ 4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย สร้างภูมิคุ้มกันอย่างยั่งยืน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

วันนี้ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงสถานการณ์ “วิกฤตราคาพลังงาน” ที่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนไทย โดยชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันของโลกถึง 20–30% ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ทุกความเคลื่อนไหวใน “สมรภูมิโลก” ส่งแรงกระเพื่อมมาถึง “จานข้าวในบ้าน” ของคนไทยทันที เนื่องจากราคาน้ำมันเป็นต้นทุนสำคัญของระบบเศรษฐกิจ เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ย่อมส่งผลต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพโดยรวม 

นางรัดเกล้า ชี้ให้เห็น 2 ปัจจัยหลักที่ทำให้ประเทศไทยมีความเปราะบางต่อวิกฤตราคาน้ำมัน ได้แก่ การขาด “กันชน” หรือกลไกรองรับความผันผวนของราคา และ การ "พึ่งพาการนำเข้า" น้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้ทั้งหมด

พร้อมกันนี้ ได้กล่าวถึงนโยบายรัฐบาล ที่ต้องการส่งเสริมไบโอดีเซล (B7, B10, B20) ว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่ยังไม่เพียงพอในการแก้ปัญหาครั้งนี้ โดยมองว่า “ปาล์มน้ำมัน” ควรถูกใช้เป็น “กลไกรับแรงกระแทก (Strategic Buffer)” มากกว่าจะเป็นคำตอบระยะยาวของระบบพลังงาน

นางรัดเกล้า เน้นย้ำว่า ประเทศไทยต้องหันมาสร้างภูมิคุ้มกันด้านพลังงานตามหลักปรัชญ เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และได้เสนอ “4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย” ได้แก่

1. ยกระดับสู่ HVO (Hydrotreated Vegetable Oil) พัฒนาเทคโนโลยีไบโอดีเซลขั้นสูง เพื่อเพิ่มมูลค่าปาล์มน้ำมัน และรองรับเครื่องยนต์สมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. สร้างตลาดรองรับไบโอดีเซล ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์และเครื่องจักรในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ให้สามารถใช้ไบโอดีเซลได้อย่างแพร่หลาย

3. กระจายงบสู่พลังงานหมุนเวียน (2W 2S)

สนับสนุนพลังงานจากขยะ (Waste), ลม (Wind), แสงอาทิตย์ (Solar) และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ

4. บูรณาการภาคเกษตรและพลังงาน

วางแผนการผลิตพืชพลังงาน (Zoning) และโครงสร้างโรงงานให้สอดคล้องกัน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ สร้างสมดุลระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค และ มีการประกันราคาขั้นต่ำที่ยุติธรรมให้เกษตรกร

“การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงาน เปรียบเสมือน ‘กำแพงเมือง’ ที่จะปกป้องชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย ไม่ให้ต้องผันผวนไปตามความขัดแย้งของโลก” นางรัดเกล้า กล่าว

'รัดเกล้า' เร่งปรับยุติธรรม!! เสนอศึกษาทางปฏิรูประบบเรือนจำ ปัญหาเรือนจำล้นเกือบ 330,000 คนทั่วประเทศ ผลักดันแนวทางสร้างคนแทนขังคน ชี้เป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงสังคม

“รัดเกล้า” เร่งสภาปรับเกมยุติธรรม จาก ‘ขังคน’ สู่ ‘สร้างคน’ แก้วิกฤตผู้ต้องขังพุ่ง

กรุงเทพฯ — นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอญัตติต่อสภาผู้แทนราษฎร ขอให้จัดตั้ง “คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการพัฒนาความยุติธรรมและคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง และการกลับคืนสู่สังคมสำหรับผู้เคยก้าวพลาด” เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเรือนจำและปฏิรูประบบยุติธรรมทั้งระบบ

นางรัดเกล้าระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะ “เรือนจำล้น” อย่างรุนแรง โดยมีผู้ต้องขังเกือบ 330,000 คน สูงติดอันดับโลก ขณะที่เรือนจำ 143 แห่งทั่วประเทศรองรับได้เพียงประมาณ 245,293 คน ส่งผลให้มีผู้ต้องขังเกินศักยภาพเกือบแสนคน

โครงสร้างผู้ต้องขังสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม โดยกว่า 70% เป็นคดียาเสพติด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้เสพและผู้ค้ารายย่อย อีกทั้งยังมีผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับคำพิพากษา แต่ถูกคุมขังเพียงเพราะขาดหลักทรัพย์ในการประกันตัว

สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่วิกฤตด้านสาธารณสุข ทั้งโรคติดต่อและปัญหาสุขภาพจิต ขณะที่งบประมาณด้านการฟื้นฟูผู้ต้องขังมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย ส่งผลให้ผู้พ้นโทษจำนวนมากขาดโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ และมีความเสี่ยงกลับไปกระทำผิดซ้ำ

ญัตติของนางรัดเกล้าเสนอให้ “ผ่าตัดโครงสร้างระบบยุติธรรม” ผ่าน 5 แนวทางหลัก ได้แก่

1. ปฏิรูประบบกฎหมาย ลดการใช้โทษจำคุกในคดีไม่ร้ายแรง และเพิ่มโทษทางเลือก
2. แยกผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีออกจากนักโทษเด็ดขาด
3. พัฒนาระบบฝึกอาชีพ (SDU) เชื่อมรัฐ-เอกชน เพื่อสร้างงานรองรับหลังพ้นโทษ โดยยกตัวอย่าง UNICOR ของสหรัฐอเมริกา และ CAPIC ของญี่ปุ่น ให้เห็นภาพ
4. ปรับแนวคิดการใช้งบประมาณ จาก “ค่าใช้จ่าย” เป็น “การลงทุนในทุนมนุษย์”
5.ผลักดันมาตรการลบตราบาป เช่น กฎหมายล้างมลทิน ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด

ทั้งนี้ นางรัดเกล้าย้ำว่า สำหรับคดีอุกฉกรรจ์และคดีที่กระทบต่อความปลอดภัยของสังคม ยังคงต้องใช้โทษจำคุกอย่างเข้มงวด

นางรัดเกล้ากล่าวว่า การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงเรื่องมนุษยธรรม แต่เป็น “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของสังคม” พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า “เราขังคนไปเพื่ออะไร”

“การขังทุกปัญหาไว้ในคุก ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นการซ่อนปัญหาไว้จากสายตา สุดท้ายเมื่อคนเหล่านี้กลับออกมา หากยังไม่มีโอกาส ไม่มีงาน และยังถูกตีตรา วงจรอาชญากรรมก็จะเกิดซ้ำไม่รู้จบ”

“การตั้งกรรมาธิการครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ต้องขัง แต่คือการเลือกอนาคตของสังคมไทย ว่าเราจะปล่อยให้ปัญหาหมุนวนซ้ำ หรือจะเริ่มแก้ที่ต้นเหตุ เพื่อให้ระบบยุติธรรมของเราทำหน้าที่ ‘ให้โอกาสคน ควบคู่กับการคุ้มครองสังคมอย่างยั่งยืน’ ”

‘รัดเกล้า’ หนุนกม.สมุนไพร!! เสนอ พรบ.แพทย์แผนไทย สร้างเศรษฐกิจใหม่ ปกป้องชุมชนเจ้าของภูมิปัญญา ลดนำเข้ายา สร้างความมั่นคงสุขภาพ ผลักดันนวัตกรรมสมุนไพรสู่ตลาดโลก

รัดเกล้า หนุน พ.ร.บ.การแพทย์แผนไทยฯ ชี้ “สมุนไพรไทย” ต้องก้าวจากมรดกภูมิปัญญาสู่ทรัพย์สินทางเศรษฐกิจของชาติ

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว โดยระบุว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เพียงกฎหมายด้านการแพทย์แผนไทย แต่เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ความมั่นคงทางยา ความมั่นคงทางสุขภาพ และการสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงจากภูมิปัญญาของคนไทย

รัดเกล้าระบุว่า ประเทศไทยมีต้นทุนสำคัญที่หลายประเทศไม่มี ทั้งความหลากหลายทางชีวภาพและองค์ความรู้ดั้งเดิม โดยมีสมุนไพรกว่า 16,789 ชนิด และตำรับยากว่า 54,979 ตำรับ แต่ประเทศไทยยังคงอยู่ในฐานะผู้ส่งออกวัตถุดิบและสารสกัดในราคาต้นน้ำ ขณะที่ต่างชาตินำไปวิจัย พัฒนา และสร้างมูลค่าเพิ่ม ก่อนส่งกลับมาจำหน่ายในราคาที่สูงกว่าหลายเท่า

“เราต้องเลิกเป็นเพียงผู้ขายวัตถุดิบ และก้าวขึ้นเป็นผู้สร้างนวัตกรรมจากทรัพยากรของตนเอง” รัดเกล้ากล่าว

พร้อมกันนี้ได้เน้นย้ำว่า "เจ้าของภูมิปัญญาไม่ควรเป็นเพียงผู้เฝ้ามองความสำเร็จของคนอื่น" หัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือการคุ้มครองสิทธิของชุมชนเจ้าของภูมิปัญญา เมื่อมีการนำตำรับยา หรือองค์ความรู้ดั้งเดิมไปใช้เชิงพาณิชย์ ชุมชนต้องได้รับการยอมรับ ได้รับการคุ้มครอง และได้รับผลตอบแทนอย่างเป็นธรรมผ่านกลไกการแบ่งปันผลประโยชน์ (Benefit Sharing)

นอกจากนี้ รัดเกล้ายังชี้ให้เห็นถึงบทเรียนจากวิกฤตโควิด-19 ที่สะท้อนความสำคัญของความมั่นคงทางยา โดยเห็นว่าประเทศไทยควรลดการพึ่งพาการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์จากต่างประเทศ และเร่งพัฒนาศักยภาพการพึ่งพาตนเอง โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพและยาสมุนไพรที่ไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว

“ฟ้าทะลายโจรและขมิ้นชันเป็นตัวอย่างที่พิสูจน์ว่า หากสมุนไพรไทยได้รับการวิจัยอย่างเป็นระบบ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และมีมาตรฐานการผลิตที่ชัดเจน ก็สามารถก้าวเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพได้อย่างน่าเชื่อถือ”

รัดเกล้าเสนอแนวทางต่อยอดกฎหมาย 5 ประการ ได้แก่

1. คุ้มครองสิทธิชุมชนและสร้างกลไกแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
2. สนับสนุนการวิจัยและการทดลองทางคลินิก เพื่อสร้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับสมุนไพรไทย
3. ลดความซ้ำซ้อนของกฎระเบียบและขั้นตอนการอนุญาต เพื่อเปิดโอกาสให้ SMEs และวิสาหกิจชุมชนเติบโต
4. กำหนดสมุนไพรยุทธศาสตร์ของชาติ พร้อมตั้งเป้าหมายลดการนำเข้ายาและเสริมสร้างความมั่นคงทางสุขภาพ
5. สร้างห่วงโซ่มูลค่าสมุนไพรไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้รายได้กระจายสู่เกษตรกร ชุมชน นักวิจัย และผู้ประกอบการไทย

รัดเกล้ากล่าวทิ้งท้ายว่า กฎหมายฉบับนี้สามารถเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับสมุนไพรไทย จาก “มรดกภูมิปัญญา” สู่ “ทรัพย์สินทางเศรษฐกิจของชาติ” และเปลี่ยนประเทศไทยจากผู้ขายวัตถุดิบไปสู่ผู้สร้างนวัตกรรมสุขภาพที่สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างแท้จริง

‘รัดเกล้า’ ชง 4 ข้อแก้เหลื่อมล้ำการศึกษา!! เด็กไทยรายได้วันละ 41 บาท จี้รัฐลงทุนลดเหลื่อมล้ำ ไม่ปล่อยอัจฉริยะหลุดจากระบบ เตือนประเทศกำลังเสียอนาคตเพราะความเหลื่อมล้ำ

"รัดเกล้า" ชี้เด็กยากจนพิเศษ 1.39 ล้านคน รายได้วันละ 41 บาท เตือนไทยกำลังสูญเสีย 'The Lost Einstein' จากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

รัฐสภา – นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรายงานประจำปี 2567 และรายงานประจำปี 2568 ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยสะท้อนสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศ พร้อมเสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน

นางรัดเกล้า กล่าวว่า ข้อมูลจากรายงาน กสศ. สะท้อนให้เห็นว่า จำนวนเด็กยากจนพิเศษยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 1.34 ล้านคน ในปี 2567 เป็น 1.39 ล้านคน ในปี 2568 โดยมีรายได้เฉลี่ยเพียง 1,236 บาทต่อคนต่อเดือน หรือประมาณ 41 บาทต่อวัน ซึ่งยังต่ำกว่าเส้นความยากจนของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

"ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า เด็กจำนวนมากกำลังเผชิญไม่เพียงความยากจนทางรายได้ แต่ยังเผชิญความยากจนทางโอกาส เด็กที่ขาดอาหาร ขาดค่าเดินทาง ขาดอุปกรณ์การเรียน หรือขาดโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยี ย่อมเริ่มต้นชีวิตจากจุดที่แตกต่างจากเด็กคนอื่น" นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงความคืบหน้าของนโยบาย Thailand Zero Dropout ซึ่งสามารถลดจำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาจาก 982,304 คน ในปี 2567 เหลือ 603,095 คน ในปี 2568 ถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของเด็กกลุ่มดังกล่าว หรือประมาณ 300,000 คน ยังคงอยู่นอกระบบการศึกษาต่อเนื่องยาวนานถึง 3 ปี

"ความสำเร็จไม่ได้อยู่แค่การพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา แต่อยู่ที่การทำให้เด็กสามารถอยู่ในระบบและเรียนรู้ต่อไปได้จนบรรลุศักยภาพของตนเอง" นางรัดเกล้ากล่าว
สำหรับปัญหาคุณภาพการศึกษา นางรัดเกล้าระบุว่า ผลการประเมิน PISA ปี 2565 พบว่า นักเรียนไทยอายุ 15 ปี ถึง 2 ใน 3 มีสมรรถนะด้านการอ่านและคณิตศาสตร์ต่ำกว่าระดับพื้นฐาน ขณะที่ผลการทดสอบ O-NET ยังคงยืนยันว่า นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ในทุกวิชา

นอกจากนี้ รายงานยังสะท้อนปรากฏการณ์ "The Lost Einstein" หรืออัจฉริยะที่สูญหาย ซึ่งหมายถึงเด็กที่มีศักยภาพสูงจำนวนมาก แต่ไม่เคยได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ เพราะข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคม

"ประเทศไทยอาจกำลังสูญเสียนักวิทยาศาสตร์ นักนวัตกรรม นักคิด และผู้นำแห่งอนาคต เพียงเพราะเด็กเหล่านั้นเกิดในครอบครัวที่ยากจน หรืออยู่ในพื้นที่ที่ขาดโอกาส นี่คือการสูญเสียทุนมนุษย์ที่มีค่าที่สุดของประเทศ" นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงผลกระทบจากภัยพิบัติและวิกฤตที่ส่งผลต่อการศึกษา โดยในปี 2568 โรงเรียนหลายพันแห่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัย แผ่นดินไหว ปัญหาฝุ่น PM2.5 และสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน ส่งผลให้เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย หรือ Learning Loss โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กยากจนที่มีข้อจำกัดในการฟื้นตัวมากกว่ากลุ่มอื่น

ทั้งนี้ ได้เสนอข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
.
1. เพิ่มสัดส่วนงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จากปัจจุบันที่ใช้งบประมาณเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเพียงประมาณร้อยละ 4 ของงบประมาณด้านการศึกษาทั้งหมด

2. ปฏิรูประบบการจัดสรรงบประมาณสู่รูปแบบ Differentiated Financing หรือการจัดสรรตามความจำเป็น โดยคำนึงถึงบริบทพื้นที่ ความยากจน และต้นทุนที่แตกต่างกันของแต่ละโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกล

3. สร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและรองรับวิกฤต (Resilient Education System) ผ่านการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ เทคโนโลยี และการเตรียมความพร้อมของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้การเรียนรู้ของเด็กไม่หยุดชะงักเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

4. ยกระดับระบบประเมินผลการเรียนรู้จากการวัดผลปลายทาง ไปสู่การประเมินเพื่อพัฒนา (Formative Assessment) และนำเทคโนโลยี AI มาช่วยคาดการณ์ความเสี่ยงของเด็กที่อาจหลุดออกจากระบบการศึกษา เพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

นางรัดเกล้ากล่าวว่า การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ใช่เพียงภารกิจของ กสศ. แต่เป็นภารกิจร่วมกันของทั้งประเทศ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ทั้ง SDG 4 เรื่องการศึกษาที่มีคุณภาพ และ SDG 10 เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ

"ประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ หากยังมีเด็กจำนวนมากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การลงทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาไม่ใช่รายจ่าย แต่คือการลงทุนในทุนมนุษย์ที่สำคัญที่สุดของประเทศ" นางรัดเกล้ากล่าว

‘รัดเกล้า’ ชู Lemon Law ฉบับประชาธิปัตย์!! สะท้อนปัญหาสินค้าตรงปกแต่ไม่ตรงคุณภาพ เปลี่ยนเกมคุ้มครองผู้บริโภค “ผู้ขายต้องรับผิดชอบ” คุ้มครองสินค้าชำรุดถึงมือสอง สร้างมาตรฐานใหม่เศรษฐกิจไทย

"รัดเกล้า" ชู Lemon Law ฉบับประชาธิปัตย์ เปลี่ยน 'ผู้ซื้อระวัง' เป็น 'ผู้ขายรับผิดชอบ' คุ้มครองถึงสินค้ามือสอง สร้าง New Normal เศรษฐกิจไทย

24 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะตัวแทนพรรคผู้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า (Lemon Law) อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว พร้อมนำผลไม้เลมอนขึ้นแสดงกลางสภา เพื่อสะท้อนปัญหา "สินค้าตรงปกแต่ไม่ตรงคุณภาพ" ที่ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังเผชิญ

รัดเกล้ากล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล หลังจากที่ผ่านมาเกิดกรณีผู้บริโภคจำนวนมากได้รับความเสียหายจากสินค้าชำรุดบกพร่อง แต่กลับต้องแบกรับภาระในการพิสูจน์ด้วยตนเอง โดยยกตัวอย่างกรณีในอดีตที่ผู้บริโภคต้องรวมตัวทุบรถประท้วงและต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมนานกว่า 13 ปี สะท้อนช่องว่างของกฎหมายไทยที่ยังไม่สามารถคุ้มครองประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"ปัญหาสำคัญของระบบกฎหมายไทยในปัจจุบัน คือการผลักภาระการพิสูจน์ไปให้ผู้บริโภค ทั้งที่ประชาชนไม่มีความรู้ทางวิศวกรรม ไม่มีเทคโนโลยี และไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการต่อสู้กับบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่" รัดเกล้ากล่าว

ด้วยเหตุนี้ พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอ Lemon Law เพื่อคืนความสมดุลให้กับระบบ โดยกำหนดให้หากสินค้าทั่วไปเกิดความชำรุดบกพร่องภายใน 6 เดือนนับจากวันส่งมอบ หรือรถยนต์เกิดความชำรุดบกพร่องภายใน 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าความชำรุดนั้นมีอยู่แล้วตั้งแต่วันส่งมอบ และเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจที่จะต้องนำสืบหรือพิสูจน์หักล้าง หากเห็นว่าความเสียหายเกิดจากการใช้งานที่ไม่ถูกต้องของผู้ซื้อ

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับกรณีรถยนต์ที่มีปัญหาซ้ำซาก โดยกรณีที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและซ่อมแล้วตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป หรือกรณีความบกพร่องทั่วไปที่ซ่อมแล้วตั้งแต่ 4 ครั้งขึ้นไปแต่ยังไม่หาย รวมถึงกรณีรถต้องจอดซ่อมหรือรออะไหล่รวมกันเกิน 30 วันทำการ จะได้รับการคุ้มครองและเยียวยาตามกฎหมาย

"นี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากระบบที่ยึดหลัก 'ผู้ซื้อต้องระวัง' ไปสู่ระบบที่ 'ผู้ขายต้องรับผิดชอบ' คนที่มีข้อมูล มีความรู้ และมีศักยภาพในการพิสูจน์มากกว่า ควรเป็นผู้รับภาระในการพิสูจน์ ไม่ใช่ผลักภาระทั้งหมดให้ผู้บริโภคเหมือนที่ผ่านมา" รัดเกล้ากล่าว

รัดเกล้ายังระบุว่า จุดเด่นสำคัญของร่างกฎหมายฉบับประชาธิปัตย์ คือการออกแบบให้สอดรับกับแนวคิดเศรษฐกิจ BCG และ Circular Economy ซึ่งไม่เพียงมุ่งคุ้มครองผู้บริโภค แต่ยังสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

"ต่างจาก Lemon Law ในหลายประเทศ ร่างของพรรคประชาธิปัตย์ขยายความคุ้มครองไปถึงสินค้ามือสองด้วย เพราะประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย คนรุ่นใหม่ และครอบครัวที่ต้องบริหารค่าใช้จ่าย ต่างพึ่งพาตลาดสินค้ามือสองในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์"

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังครอบคลุมถึงซอฟต์แวร์ควบคุมในรถยนต์ไฟฟ้า รับรองสิทธิในการซ่อมแซม (Right to Repair) และเสนอให้มีกลไกตรวจพิสูจน์สินค้าด้วยหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อลดข้อพิพาท ลดภาระค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี และเพิ่มการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน

รัดเกล้ากล่าวทิ้งท้ายว่า ความเป็นธรรมของผู้บริโภคไม่ใช่ต้นทุนทางเศรษฐกิจ แต่เป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ขณะที่การสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดสินค้ามือสองจะช่วยลดขยะ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

"พรรคประชาธิปัตย์เชื่อว่า ความเป็นธรรมในการคุ้มครองผู้บริโภคไม่ควรเป็นสิทธิของเฉพาะคนที่มีกำลังซื้อสินค้ามือหนึ่ง แต่ต้องเป็นสิทธิของประชาชนทุกคน และถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะสร้าง New Normal จาก 'ผู้ซื้อระวัง' ไปสู่ 'ผู้ขายต้องรับผิดชอบ'" รัดเกล้ากล่าว

‘รัดเกล้า’ ฟาดงบปี 70 “ขาดอนาคต”!! งบเด็กถูกหั่น 3 ปีซ้อน การศึกษาไทยต้องการ “ครูคุณภาพ” ไม่ใช่เทคโนโลยีราคาแพงมาบังหน้า ชี้รัฐบาลวิ่งตามเทคโนโลยีจนหลงทิศ

“รัดเกล้า” กางตำราชำแหละงบปี 70 หั่นงบเด็ก 3 ปีซ้อน วิ่งตามเทคโนโลยีหลงทิศ อัดยับงบบุคลากรศึกษาโตสวนทางประชากรเด็กดิ่ง ย้ำประเทศต้องการ “ครูคุณภาพ” ไม่ใช่คลาวด์-แท็บเล็ตบังหน้า

วันที่ 29 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วิพากษ์วิจารณ์การจัดสรรงบประมาณด้านทุนมนุษย์และการศึกษา โดยระบุว่า งบประมาณปี 2570 ของรัฐบาลไม่ใช่โครงสร้างที่ "ขาดเงิน" แต่เป็นโครงสร้างที่ "ขาดอนาคต" และมีลักษณะการทำงานแบบหาเช้ากินค่ำ มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าการวางรากฐานระยะยาว

นางรัดเกล้า เปิดเผยไส้ในงบประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยเฉพาะเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ซึ่งปีนี้ถูกปรับลดลงอีกร้อยละ 3 เหลือเพียง 17,569 ล้านบาท พร้อมชี้ว่านี่เป็นการถูกหั่นงบประมาณติดต่อกันถึง 3 ปีซ้อน ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนวิธีคิดของรัฐบาลที่มองว่า เงินช่วยเหลือเด็กเล็กเป็นเพียงรายจ่าย ไม่ใช่การลงทุนในทุนมนุษย์

"รัฐบาลอย่ามาอ้างว่าเด็กเกิดน้อยลงแล้วต้องลดงบประมาณตาม ยิ่งเด็กเกิดน้อย รัฐยิ่งต้องทุ่มงบประมาณเข้าไปเพื่อพัฒนาคุณภาพประชากร และนี่ควรเป็นโอกาสที่จะดันเบี้ยเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า แต่ปัจจุบันพบว่ามีครัวเรือนที่เข้าเกณฑ์ถึงร้อยละ 34 หลุดออกจากระบบและไม่ได้รับสิทธิ์ รัฐบาลมองไม่เห็นหัวคนกลุ่มนี้เลยหรืออย่างไร" นางรัดเกล้า ตั้งคำถาม

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงวิกฤตสังคมสูงวัย (Super Aged Society) ของไทยที่มีประชากรสูงอายุสูงถึงร้อยละ 20 ของประเทศ หรือราว 13.7 ล้านคน ขณะที่เด็กเกิดใหม่ต่ำกว่า 5 แสนคนต่อปี แต่รัฐกลับจัดสรรงบประมาณพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุของกรมกิจการผู้สูงอายุเพียง 8.8 ล้านบาท และงบส่งเสริมการมีงานทำเพียง 5 ล้านบาท ซึ่งถือว่ากระจุ๋มกระจิ๋ม และเป็นการอุ้มชูแทนที่จะสร้างความยั่งยืนให้ผู้สูงอายุยืนบนขาตัวเองได้ตามแนวคิด Silver Economy

ในมิติด้านการศึกษา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ วิจารณ์การจัดสรรงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการว่า กำลังเดินหลงทิศทางระดับโลก โดยรัฐบาลทุ่มงบประมาณไปกับการก่อสร้างอาคาร การพัฒนาแพลตฟอร์ม และการเช่าอุปกรณ์เทคโนโลยี ซึ่งมากกว่าการลงทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ ที่น่าแปลกใจคือ ประชากรเด็กดิ่งลดลงและงบเด็กถูกตัด แต่งบด้านบุคลากรทางการศึกษากลับสูงลิ่วถึง 210,000 ล้านบาท

นางรัดเกล้า ยังได้หยิบยกประสบการณ์และวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทด้านการศึกษา จากสถาบันอันดับหนึ่งของโลกอย่าง Institute of Education (IOE) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มาอ้างอิงเพื่อชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของการยัดเยียดเทคโนโลยีเข้าสู่ห้องเรียน
"งานวิจัยระดับโลกและวิทยานิพนธ์พิสูจน์มาแล้วว่า การใช้แท็บเล็ตไม่ได้ช่วยให้เด็กเรียนรู้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสวีเดนประกาศยกเลิกการใช้ดีไวซ์และแท็บเล็ตในโรงเรียนแล้ว นอร์เวย์ก็จำกัดการใช้ AI เพราะหน้าจอทำลายสมาธิเด็กและลดศักยภาพการอ่านจับใจความ ชาวโลกเขาตื่นรู้หมดแล้ว แต่ทำไมรัฐบาลไทยยังดันทุรังทำเรื่องนี้อยู่" นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า กล่าวย้ำว่า สิ่งที่ระบบการศึกษาไทยต้องการเร่งด่วนที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยีราคาแพง แต่คือครูที่มีคุณภาพในทุกโรงเรียน เพราะหากครูมีคุณภาพ มีเพียงกระดาษกับดินสอเด็กก็เก่งได้ แต่รัฐบาลกำลังจัดงบประมาณที่ทอดทิ้งเด็กในโรงเรียนขนาดเล็ก เด็กบนยอดดอย เด็กชายแดน และเด็กในพื้นที่ห่างไกลไว้ข้างหลัง ซึ่งหากดันทุรังยัดเทคโนโลยีเข้าไปในสภาพที่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม ก็จะเป็นการซ้ำเติมและตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้วิกฤตยิ่งขึ้น

นางรัดเกล้า ระบุในช่วงท้ายของการอภิปราย ว่า แม้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) จะดีไซน์เสาหลักในการอัปเกรดทุนมนุษย์ไว้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 อย่างชัดเจน ทั้งเรื่องการดึงศักยภาพสตรี ผู้พิการ และผู้สูงอายุเข้าสู่ตลาดแรงงานตามโมเดลของญี่ปุ่นและออสเตรเลีย แต่งบประมาณปี 2570 ของรัฐบาลชุดนี้กลับว่างเปล่า ไร้การตอบโจทย์ และแสดงให้เห็นถึงการจัดงบประมาณแบบมองปีต่อปี ขาดวิสัยทัศน์ระยะยาว จึงขอตราหน้างบประมาณฉบับนี้ว่าเป็น "งบประมาณไร้อนาคต" อย่างแท้จริง

ของเล่นเด็กไม่ควรเป็นภัยเงียบ!! ‘รัดเกล้า’ เตือนแพลตฟอร์มออนไลน์ กำลังเปิดทาง “ของเล่นปีศาจ” เข้าถึงลูกหลานไทย Squishy ของเล่นฮิตเด็ก อาจสะสมฝุ่น–เชื้อโรค–สารเคมีอันตราย

"รัดเกล้า" เตือน "ของเล่นปีศาจ" ทะลักไทยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จี้สภาผู้บริโภคยกระดับคุ้มครองเด็ก ชี้ปกป้องผู้บริโภคยุคดิจิทัล ต้องไม่หยุดแค่คืนเงิน

นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรายงานประจำปีของสภาองค์กรของผู้บริโภค โดยชื่นชมการทำงานของสภาผู้บริโภคที่เป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิประชาชน พร้อมยกมาตรการ "เปิดก่อนจ่าย ไม่ตรงปก ไม่ต้องจ่าย" ว่าเป็นความสำเร็จที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อขายออนไลน์และเยียวยาผู้บริโภคได้อย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม นางรัดเกล้า ระบุว่า รายงานยังมีช่องว่างสำคัญในการรับมือกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่จากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามชาติ ซึ่งปัจจุบันสินค้าจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ประเทศไทยทุกวัน ขณะที่หลายแพลตฟอร์มไม่มีสำนักงานหรือผู้รับผิดชอบในประเทศไทย ทำให้เมื่อเกิดปัญหา ผู้บริโภคไทยแทบไม่สามารถเรียกร้องความรับผิดชอบได้

นางรัดเกล้า กล่าวว่า รายงานของสภาผู้บริโภคสะท้อนว่า ปัจจุบันกว่า 80% ของปัญหาผู้บริโภคเกี่ยวข้องกับภัยออนไลน์ และมีคดีหลอกลวงซื้อขายออนไลน์ถึง 296,042 คดี คิดเป็นร้อยละ 44 ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด แต่เนื้อหาในรายงานยังให้น้ำหนักกับการแก้ปัญหาการฉ้อโกงและสินค้าไม่ตรงปก มากกว่าการป้องกันความเสี่ยงจากสินค้าที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค

"วันนี้ผู้บริโภคไม่ได้เสี่ยงเพียงเสียเงิน แต่กำลังเสี่ยงเสียสุขภาพ และในหลายกรณี ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือเด็ก"

นางรัดเกล้า ยกตัวอย่างกระแสความนิยมของ "สควิชชี่" (Squishy) ของเล่นนุ่มนิ่มที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่เด็กและเยาวชน โดยระบุว่าแม้ภายนอกจะดูไม่มีอันตราย แต่เนื้อโฟมที่มีรูพรุนสามารถสะสมฝุ่นและเชื้อโรคได้ง่าย ขณะเดียวกัน ยังมีรายงานจากหลายประเทศที่ตรวจพบสารเคมีอันตรายในของเล่นบางรายการ เช่น สารพาทาเลต (Phthalates) และสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ตับ ไต พัฒนาการของเด็ก และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง

"ของเล่นที่ดูน่ารัก อาจกลายเป็น 'ของเล่นปีศาจ' หากไม่มีการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยอย่างจริงจัง เพราะเมื่อสินค้าเหล่านี้หลุดรอดเข้าสู่ตลาด ผู้ที่ต้องรับความเสี่ยงคือเด็กและครอบครัวของพวกเขา"

นางรัดเกล้า ตั้งคำถามถึงสภาผู้บริโภคว่า มีแผนยกระดับบทบาทจากการรับเรื่องร้องเรียนไปสู่การผลักดันมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าในยุคดิจิทัลหรือไม่ พร้อมเสนอให้ผลักดันการกำกับดูแลแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามชาติให้มีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคไทยเช่นเดียวกับผู้ประกอบการในประเทศ รวมทั้งประสานสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพิ่มการสุ่มตรวจสินค้านำเข้า โดยเฉพาะสินค้าสำหรับเด็กและเยาวชน

นอกจากนี้ ยังเสนอให้สภาผู้บริโภคขยายการสื่อสารจากการเตือนภัยเรื่องการหลอกลวงทางการเงิน ไปสู่การเตือนภัยเรื่องความปลอดภัยของสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจและสามารถหลีกเลี่ยงสินค้าที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

"การคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัลต้องเป็นการคุ้มครองเชิงรุก ต้องป้องกันความเสียหายตั้งแต่ต้นทาง เพราะการคืนเงินอาจชดเชยความเสียหายทางเศรษฐกิจได้ แต่ไม่สามารถเยียวยาสุขภาพของเด็กได้ หากสภาผู้บริโภคจะเป็นเพื่อนแท้ของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ภารกิจในอนาคตจึงไม่ใช่เพียงการปกป้องเงินของคนไทย แต่ต้องปกป้องชีวิต สุขภาพ และความปลอดภัยของคนไทยทุกเพศทุกวัยด้วย" นางรัดเกล้า กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top