Friday, 5 June 2026
รัชกาลที่9

25 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วย เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ (รัชกาลที่ 10) เสด็จไปทรงยกช่อฟ้าพระอุโบสถ วัดกัทลีพนาราม

วันนี้ เมื่อ 56 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วย เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ (รัชกาลที่ 10) เสด็จไปทรงยกช่อฟ้าพระอุโบสถ วัดกัทลีพนาราม (วัดบ้านกล้วย) อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ พร้อมด้วย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปทรง ยกช่อฟ้าพระอุโบสถ วัดกัทลีพนาราม (วัดบ้านกล้วย) อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นวัดสำคัญของชุมชนชาวไทยพวน สิ่งที่น่าสนใจ ของวัดนี้คือ พระอุโบสถขนาดใหญ่แบบจตุรมุขที่สวยงาม มีวิหารเก่าแก่หลังเล็กและเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองรูปทรง งดงามมาก ศาลาการเปรียญมีลวดลายฉลุไม้ตกแต่งสวยงาม ภายในมีธรรมาสน์เก่าประดับเครื่องพุทธบูชาแบบของ ชาวไทยพวนคือ 'ธงแว่น'

พร้อมทั้งทรงเสด็จฯ เยี่ยมเยียนและมีพระราชปฏิสันถารกับราษฎรชาวบ้านหมี่และพื้นที่ใกล้เคียง โดยวัดกัทลีพนารามเป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2360 นับเป็นวัดสำคัญของ ชุมชนชาวไทยพวนยังเป็นศูนย์รวมประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของชาวไทยพวนบ้านหมี่ ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

30 กรกฎาคม พ.ศ. 2510 ในหลวง รัชกาลที่ 9 พร้อม รัชกาลที่ 10 เสด็จฯ ทรงวางศิลาฤกษ์ “เขื่อนแม่กลอง”

วันนี้ เมื่อ 68 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ทรงวางศิลาฤกษ์ “เขื่อนแม่กลอง” (เขื่อนวชิราลงกรณ) เขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่ บริเวณเหนือเขื่อนมีทิวทัศน์สวยงาม ณ ต.ม่วงชุม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี แล้วเสด็จฯ ทอดพระเนตรหัวงานเขื่อนและทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่

เขื่อนแม่กลอง เป็นเขื่อนแห่งแรกของจังหวัดกาญจนบุรี เดิมชื่อ เขื่อนวชิราลงกรณ์ ซึ่งเป็นชื่อที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ขนานนามว่าเขื่อนวชิราลงกรณ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 เนื่องด้วย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงวางศิลาฤกษ์เขื่อนแม่กลอง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2510 และทรงเปิดเขื่อนในวันที่ 1 สิงหาคม 2513 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเป็น เขื่อนแม่กลอง เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 จนถึงปัจจุบัน

เขื่อนแม่กลองเป็นเขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่ของกรมชลประทาน ตั้งอยู่ที่ตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี สร้างขึ้นบนลำน้ำแม่กลอง จากลำน้ำเดิมที่ไหลผ่านตำบลม่วงชุม แล้วลัดเลี้ยวออกทางซ้ายผ่านตัวเมืองท่าม่วง แล้วโค้งกลับเป็นรูปเกือกม้า ทางกรมชลประทานได้ทำการขุดลำน้ำขึ้นมาใหม่เป็นช่องลัดตรง   มีความยาว 1,650 เมตร  เพื่อเปลี่ยนทางเดินของน้ำให้ไหลผ่านเขื่อนจนกลายเป็นแม่น้ำแม่กลองสายปัจจุบัน โดยรับน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ์ โดยการระบายน้ำจากเขื่อนทั้ง 2 เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างกรมชลประทาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

9 สิงหาคม พ.ศ. 2514 จุดเริ่มต้น ‘ลูกเสือชาวบ้าน’ ต้านภัยคอมมิวนิสต์ ขับเคลื่อนอุดมการณ์รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

‘ลูกเสือชาวบ้าน’ ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2514 ณ บ้านเหล่ากอหก อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โดยฝีมือของ พล.ต.ต.สมควร หริกุล ขณะดำรงตำแหน่งผู้กำกับ ตชด. เขต 4 มีเป้าหมายฝึกอบรมชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนภาคอีสานให้มีวินัย ความสามัคคี และจิตสำนึกจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพื่อเป็นแนวร่วมต้านภัยคอมมิวนิสต์

หลังจากที่สมควรเข้ารับการฝึกวิชาลูกเสือขั้นสูง จึงเกิดแนวคิดนำกิจกรรมลูกเสือมาประยุกต์กับชุมชน ใช้หมวด ตชด. เป็นแกนกลางในการจัดตั้งลูกเสือชาวบ้าน กิจกรรมฝึกอบรมประกอบด้วยระเบียบวินัย ความร่วมมือในชุมชน และปลูกฝังอุดมการณ์รักชาติ ซึ่งขยายตัวครอบคลุมหลายจังหวัดในภาคอีสาน

ความสำคัญของลูกเสือชาวบ้านยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงเสด็จทอดพระเนตรกิจกรรมด้วยพระองค์เองที่ค่ายเสนีย์รณยุทธ จ.อุดรธานี เมื่อปี 2515 พร้อมพระราชทานงบประมาณ สนับสนุนเครื่องแบบ และรับองค์กรไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ลูกเสือชาวบ้านกลายเป็นเครือข่ายภาคประชาชนภายใต้ร่มพระบารมี

นับแต่นั้น กิจกรรมพระราชทานธงและผ้าพันคอแก่ลูกเสือชาวบ้านกลายเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญที่รัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติอย่างต่อเนื่องระหว่างการเยือนราษฎรในถิ่นทุรกันดาร เป็นหนึ่งในกลไกเสริมสร้างความมั่นคงและความภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ ผ่านองค์กรชุมชนที่ได้รับการรวมศูนย์และสนับสนุนอย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด 'พัฒนาเพื่อความมั่นคง' ในยุคสงครามเย็น

6 กันยายน พ.ศ. 2503 ร.9 พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมราชชนนี พันปีหลวง เสด็จฯ เยือน ประเทศเดนมาร์ก

วันนี้เมื่อ 65 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ถึงท่าอากาศยาน Kastrup กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก พระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระราชินีอินกริดและพระราชวงศ์เดนมาร์กไปทรงต้อนรับและเสด็จฯ ไปยังพระราชวัง Fredensborg ที่จัดไว้เป็นที่ประทับและงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ

ซึ่งการเสด็จฯ ครั้งนี้ทรงสนพระราชหฤทัยในกิจการฟาร์มโคนมของชาวเดนมาร์กเป็นอย่างมาก ด้วยทรงเล็งเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารที่มี คุณค่า ทั้งยังช่วยให้เกษตรกรไทยมีอาชีพที่มั่นคงและเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องบุกรุกทำไร่เลื่อนลอย

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเสด็จนิวัตประเทศไทยแล้ว รัฐบาลและประชาชนชาวเดนมาร์กได้ทูลเกล้าถวายโครงการเลี้ยงโคนมแด่ล้นเกล้าฯ ทั้ง 2 พระองค์ โดยส่งผู้เชี่ยวชาญชาวเดนมาร์กให้มาทำการศึกษาความเป็นไปได้ของการเลี้ยงโคนมของประเทศไทย

จากนั้นในวันที่ 20 ตุลาคม 2504 ได้ลงนามสัญญาการให้ความร่วมมือช่วยเหลือทางวิชาการการเลี้ยงโคนมระหว่างรัฐบาลเดนมาร์กกับรัฐบาลไทย โดย Danish Agricultural Marketing board จัดสรรเงินช่วยเหลือจำนวน 4.33 ล้านโครเนอร์ (หรือประมาณ  23.5  ล้านบาท ในสมัยนั้น) สำหรับดำเนินโครงการเป็นระยะเวลา  8  ปี รัฐบาลเดนมาร์กได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมดำเนินการในปี พ.ศ.2509 (ค.ศ.1966) พร้อมกับสนับสนุนเงินจำนวน 2.87 ล้านโครเนอร์ สำหรับดำเนินงานในช่วง 8 ปี อันเป็นการตอบสนองพระราชปณิธานและความสนพระทัยในอาชีพการเลี้ยงโคนม หลังจากเสด็จนิวัตประเทศไทย

ระหว่างวันที่ 12 – 24 มกราคม พุทธศักราช 2505 (ค.ศ.1962) พระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 และพระราชินีอินกริดเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการถึงท่าอากาศยานดอนเมือง พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 แห่งประเทศเดนมาร์ก ได้ทรงประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย – เดนมาร์ก อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2505 จึงนับได้ว่าเป็นวันที่มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ของการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย ต่อมาในปี พ.ศ.2514 รัฐบาลไทยได้รับโอนกิจการฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย – เดนมาร์ก จัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีชื่อว่า “องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)” มีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 160 ถนนมิตรภาพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพื่อดำเนินบทบาทในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและพัฒนาอุตสาหกรรมนมต่อไป  รัฐบาลไทยได้กำหนดให้วันที่ 17 มกราคม ของทุกปีเป็นวันโคนมแห่งชาติ

‘ศ.นพ.สงคราม ทรัพย์เจริญ’ แพทย์ประจำพระองค์ ร.๙ จากไปอย่างสงบ ในวัย 98 ปี ผู้ริเริ่มรณรงค์ไม่สูบบุหรี่

(8 ก.ย. 68) วงการแพทย์ไทยสูญเสียบุคคลสำคัญ ศ.นพ.สงคราม ทรัพย์เจริญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด และแพทย์ประจำพระองค์ในรัชกาลที่ 9 ได้ถึงแก่อนิจกรรม ท่ามกลางความอาลัยจากครอบครัว ศิษย์ และบุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศ โดยท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกการควบคุมยาสูบและการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ในประเทศไทย

ศ.นพ.สงคราม เป็นผู้อยู่เบื้องหลังคำเตือน “การสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ” บนซองบุหรี่ และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันมาตรการควบคุมบุหรี่ เช่น การห้ามโฆษณา และการห้ามสูบในที่สาธารณะ นอกจากนี้ยังอุทิศชีวิตให้กับการควบคุมวัณโรค ในฐานะนายกสมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทย ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย

อีกหนึ่งเกียรติประวัติสูงสุดของท่าน คือการได้ถวายงานเป็นแพทย์ประจำพระองค์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ปี 2535 โดยตามเสด็จฯ ไปทั่วประเทศเพื่อถวายการรักษาและช่วยเหลือประชาชนห่างไกลในนาม 'แพทย์พระราชทาน' ทำให้ท่านได้เป็นประจักษ์พยานพระราชกรณียกิจด้านการสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด

เพื่อนร่วมวิชาชีพและศิษย์หลายคนยกย่องว่า ศ.นพ.สงคราม ไม่เพียงเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและครูผู้สอน แต่ยังเป็นต้นแบบของความเมตตา ความเสียสละ และจิตวิญญาณความเป็นแพทย์ที่แท้จริง มรดกทางคุณูปการและคำสอนของท่าน จะยังคงสืบต่อในวงการแพทย์ไทยตลอดไป

13 กันยายน พ.ศ. 2497 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯเยี่ยมราษฎรที่ประสบอัคคีภัยที่ตลาดบ้านโป่ง

เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2497 ได้เกิดอัคคีภัยครั้งใหญ่ขึ้นที่ตลาดบ้านโป่ง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ไฟได้ลุกลามเผาไหม้อาคารบ้านเรือนของราษฎรอย่างรวดเร็วเป็นเวลาหลายชั่วโมง อาคารบ้านเรือนถูกไฟไหม้เสียหายเกือบทั้งตลาด ราษฎรจำนวนหลายร้อยหลังคาเรือนไม่มีที่อยู่อาศัย เกิดความเดือดร้อนอย่างมหันต์แก่ผู้ประสบภัยครั้งนี้

ความได้ทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนรถยนต์พระที่นั่งเพื่อทอดพระเนตรสถานที่ และทรงเยี่ยมราษฎร เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2497 ณ ที่ว่าการอำเภอบ้านโป่ง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี (นายแม้น  อรจันทร์) และผู้ว่าราชการภาค (พระราชญาติรักษา) ในสมัยนั้น ได้เข้าเฝ้าและกราบบังคมทูลถวายรายงานเหตุการณ์ และการให้ความช่วยเหลือราษฎร 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้มีพระราชทานกระแสรับสั่งให้ผูว่าราชการจังหวัดราชบุรี และผู้ว่าราชการภาคให้ความช่วยเหลือแก่ราษฎร เป็นกรณีพิเศษอย่างใกล้ชิด พร้อมได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสิ่งของเครื่องนุ่งห่มแก่ผู้ประสบอัคคีภัย ยังความปลาบปลื้มปิติในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น   

25 กันยายน พ.ศ. 2515 รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ พิธีเปิด “ค่ายศรีนครินทรา” ที่ตั้งกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน เขต 8

วันนี้ เมื่อ 53ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จพระราชดำเนิน พิธีเปิดค่ายศรีนครินทรา  และทรงกดปุ่มเปิดแพรคลุมป้ายค่าย "ศรีนครินทรา" อันเป็นที่ตั้งกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน เขต 8 (ตชด.42) อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช

2 ตุลาคม พ.ศ. 2509 ในหลวง ร.๙ เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐออสเตรีย ครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ สร้างมิตรภาพยั่งยืน

วันนี้ในอดีต 2 ตุลาคม พ.ศ. 2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยือน สาธารณรัฐออสเตรีย อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 29 กันยายน – 2 ตุลาคม ซึ่งนับเป็นการเสด็จเยือนครั้งที่สอง หลังจากในทศวรรษ 2500 พระองค์ได้ทรงเริ่มภารกิจเสด็จเยือนนานาประเทศทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชีย เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตที่แน่นแฟ้นกับนานาชาติ

ความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรียนับว่ามีความใกล้ชิดและเป็นมิตรภาพที่ยาวนาน ไฮไลต์สำคัญของการเยือนเกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกในปี 2507 เมื่อพระราชนิพนธ์เพลงของพระองค์ อาทิ Kinari Suite, Falling Rain, Love at Sundown, March Rajanavikayothin และ March Rajavallop ได้รับการบรรเลงโดยวง N.O. Tonkunstier Orchestra ที่กรุงเวียนนา และถ่ายทอดสดทางวิทยุไปทั่วประเทศ ได้รับเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวางจากผู้ฟัง ทั้งยังมีการบรรเลงผลงานของโยฮัน สตรอสส์เหมือนที่เคยจัดถวายสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จฯ เยือนเวียนนาในปี 2440 อีกด้วย

ต่อมาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2507 สถาบันดนตรีและศิลปะแห่งกรุงเวียนนา (Institute of Music and Arts of Vienna) ได้ถวายเกียรติคุณสมาชิกกิตติมศักดิ์ลำดับที่ 23 แด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งนับเป็นพระมหากษัตริย์เอเชียพระองค์แรกที่ได้รับการยกย่องในฐานะนักประพันธ์เพลงระดับนานาชาติ

การเสด็จฯ เยือนออสเตรียของรัชกาลที่ 9 จึงไม่เพียงสะท้อนพระราชภารกิจด้านการทูต แต่ยังเป็นการเผยแพร่พระปรีชาด้านดนตรีไปทั่วโลก สร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักและชื่นชมในเวทีนานาชาติ ตอกย้ำบทบาทพระองค์ในฐานะผู้นำที่ทรงทั้งวิสัยทัศน์และพรสวรรค์รอบด้าน

๑๓ ตุลาคม วันนวมินทรมหาราช วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

13 ตุลาคม ถือเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 พระมหากษัตริย์ไทยผู้ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในประเทศไทย โดยสำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES ร่วมกับคณะผู้บริหารและพนักงาน น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

พระองค์เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตลอดรัชสมัยกว่า 70 ปี พระองค์ได้ดำเนินพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรกว่า 4,000 โครงการ และได้รับการยกย่องด้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้งในและต่างประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้รับ รางวัลเกียรติยศ UNDP Human Development Lifetime Achievement Award จากเลขาธิการสหประชาชาติ นายโคฟี่ อันนัน เมื่อปี พ.ศ. 2549 เพื่อเทิดพระเกียรติพระปรีชาสามารถและพระราชกรณียกิจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตพสกนิกรไทย

ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2557 พระองค์ทรงแปรพระราชฐานเข้ารับการรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช จนถึงวันสวรรคตเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เวลา 15.52 น. สิริพระชนมพรรษา 88 พรรษา 313 วัน ทรงเป็นที่จดจำและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์

เพลงพระราชนิพนธ์ ในมุมมอง ‘3 ลุง เฉลียง’ พบกับความงดงาม!! ที่มากกว่า ‘เสียงดนตรี’

(13 ต.ค. 68) 🎶 เปิดรายการตอนแรกอย่างอบอุ่นใจ... กับ “ถูกทุกข้อ”
ชวนคุณมานั่งฟังเรื่องราวสุดพิเศษจาก ‘3 ลุงเฉลียง’

พี่แต๋ง พี่เจี๊ยบ และพี่ดี้ ที่จะพาเราย้อนรำลึกถึง

‘เพลงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๙’

ผ่านสายตา...และหัวใจของคนทำดนตรีมืออาชีพ
🎹✨
เรื่องราวของพระราชอัจฉริยภาพทางดนตรีที่ไม่ได้แค่ ‘ไพเราะ’ 
แต่เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจที่ไม่รู้จบ

📌 พรุ่งนี้ (14 ตุลาคม) | เวลา 19.00 น.
อย่าพลาด! รายการ “ถูกทุกข้อ” ตอนแรก
รับชมพร้อมกัน ที่ ‘เฉลียง 3 ลุง’ ตามลิงก์ข้างล่างนี้  

https://www.youtube.com/@Chaliang3Lung  


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top